ฉินลู่เหลือบมองปืนพกในมือชุยฮุ่ยฮุ่ยและกล่าวว่า “ปืนงั้นเหรอ น่าทึ่งจริงๆ ฉันพยายามใช้พลังทั้งหมดแล้วยังทำอะไรเขาไม่ได้เลยแต่คนอ่อนแออย่างเธอแค่ขยับนิ้วก็ทำร้ายเขาได้ นี่สินะพลังของวิทยาศาสตร์”
ชุยฮุ่ยฮุ่ยเริ่มไม่พอใจ “พูดอะไรของนายทำไมฉันถึงเป็นคนอ่อนแอ ว่าใครอ่อนแอฮะ!”
“โอเคๆๆ ไม่ได้ว่าเธอซะหน่อย” ฉินลู่หยิบโทรศัพท์ออกมาดูเวลาจากนั้นก็พูดว่า “ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้เธอรอขึ้นมาพร้อมกับคนอื่นทำไมถึงขึ้นมาคนเดียวล่ะ”
ชุยฮุ่ยฮุ่ยพูดอย่างโกรธเคือง “ก็เพราะเป็นห่วงนายนั่นแหละ! แล้วอีกอย่าง นายรู้หรือเปล่าว่าตำรวจติดอาวุธมีขั้นตอนที่ต้องรออนุมัติมากมายและพวกเพื่อนฉันก็คงมาไม่ทันภายในสิบนาที ฉันก็เลยขึ้นมาก่อน”
ฉินลู่พยักหน้า หันไปมองสภาพบ้านที่ของกระจัดกระจายพลางถอนหายใจออกมา “ฉันรู้สึกเหมือนจะถูกเจ้าของบ้านไล่ออกเลย น่าเศร้าจริงๆ”
ในตอนนี้เอง ชุยฮุ่ยฮุ่ยถึงเพิ่งหันไปดูรอบๆห้อง จึงพูดว่า “พวกนายจะพังบ้านเหรอไง แค่ต่อสู้กันก็ทำเละเทะได้ขนาดนี้เลยเหรอรู้สึกพวกนายจะขุดรากถอนโคนบ้านอย่างไรอย่างงั้น”
ฉินลู่ผายมือ พูดอย่างช่วยไม่ได้“เรื่องนี้เดี๋ยวค่อยว่ากันแล้วกัน ตอนนี้ควรคิดว่าจะเอายังไงกับชายหัวล้านนั่น”
ชุยฮุ่ยฮุ่ยพยักหน้าแล้วถามว่า“ตอนที่สู้กับเขา นายได้ข้อมูลอะไรบ้างไหม”
ฉินลู่พูด “ได้มานิดหน่อยเขาชื่อฉินเทียนอวี๋ เป็นผู้ฝึกตนที่ทรงพลังมาก เขาน่าจะอาศัยอยู่ที่จิงเฉิงมาตลอดสำเนียงของเขาก็เป็นสำเนียงคนจิงเฉิง บางทีอาจจะเป็นชาวจิงเฉิงโดยกำเนิดแต่ก็รับประกันไม่ได้ว่าที่เขาพูดนั้นเป็นข้อมูลเท็จไหมเขาอาจจะจงใจใช้สำเนียงจิงเฉิงก็ได้”
ชุยฮุ่ยฮุ่ยถามอีกครั้ง“เขาอายุประมาณเท่าไหร่”
“น่าจะประมาณห้าสิบกว่ามั้ง”
“ห้าสิบกว่า?! ชุยฮุ่ยฮุ่ยตกใจชี้ไปที่ข้าวของที่กระจัดกระจายรอบตัวและพูดว่า “อายุห้าสิบกว่ายังมีแรงขนาดนี้เลยเหรอ”
ฉินลู่ยิ้มอย่างขมขื่น เท่าที่เขารู้ ผู้ฝึกตนยิ่งแก่ยิ่งมีพลังยิ่งแก่ยิ่งน่ากลัว เหมือนกับอาจารย์ของเขา...
“ตอนนี้เขาถูกยิงไปสองนัดคงหนีไปได้ไม่ไกลแน่นอน” ชุยฮุ่ยฮุ่ยครุ่นคิดและพูด “เขาเป็นอาชญากร คงไม่กล้าไปโรงพยาบาลใหญ่ๆอย่างโรงพยาบาลอันดับ 1 และโรงพยาบาลอันดับ 2 ในจิงเฉิงแน่เขาอาจจะมองหาพวกคลินิกขนาดเล็กตอนนี้ควรแจ้งไปที่หน่วยค้นหาให้ไปค้นหาที่คลินิกขนาดเล็กและคลินิกส่วนตัวน่าจะพอหาร่องรอยของเขาได้บ้าง”
“หวอ หวอ หวอ~~~”
ในเวลานี้เอง เสียงไซเรนก็ดังขึ้นนอกชุมชนรถทหารสามคันจอดอยู่ที่นอกประตูชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเจ็ดแปดนาย เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารติดอาวุธอีกกว่า20 นายรีบวิ่งเข้าไปในชุมชน เพื่อคุ้มกันสถานที่สำคัญต่างๆจากนั้นก็อพยพผู้คนออกไป แล้วเคลื่อนพลไปที่ตึกที่ฉินลู่อยู่
ไม่นานตำรวจนอกเครื่องแบบ 7-8นายก็เดินเข้ามาในบ้านของฉินลู่ พวกเขาต่างก็ตกใจมากเมื่อเห็นสภาพห้องที่ยับเยินจากนั้นตำรวจที่เดินนำเข้ามาคนแรกก็มองไปที่ชุยฮุ่ยฮุ่ยแล้วถาม“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย ผู้ต้องสงสัยคนนั้นล่ะ”
ชุยฮุ่ยฮุ่ยชี้ไปที่นอกหน้าต่าง“หนีไปแล้ว หนีไปทางนั้น”
“หนีไปแล้ว?!” ตำรวจอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วก็พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“นี่เธอกำลังล้อฉันเล่นเหรอ นี่มันชั้นสี่นะ ถ้าโดดลงไปไม่ตายก็พิการ”
ชุยฮุ่ยฮุ่ยพูดพร้อมกับยิ้มอย่างขมขื่น“อันที่จริงเขาวิ่งจากตรงนี้แล้วกระโดดลงไปค่ะ ในชุมชนมีกล้องวงจรปิดอยู่น่าจะเห็นภาพที่เกิดเหตุ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังถูกยิงด้วยแต่เขาก็กระโดดลงไปและหายไปในพริบตา”
“นี่เธอกำลังเล่านิทานหลอกเด็กเหรอ!” ตำรวจต่างก็ตกตะลึง
“หัวหน้าคะก่อนหน้านี้ฉันเคยบอกคุณแล้วไงว่าบนโลกนี้มีศิลปะการต่อสู้ที่เหนือจินตนาการของคนทั่วไปอยู่จริงๆแต่คุณไม่เคยเชื่อ ตอนนี้เชื่อหรือยังคะ” ขณะที่ชุยฮุ่ยฮุ่ยพูดเธอก็ชี้ไปที่ฉินลู่ที่อยู่ข้างๆ เธอ “นี่ไง เขาก็เป็นเหมือนกันเขาและผู้ต้องสงสัยสู้กันอยู่ ถ้าฉันมาช้ากว่านี้อีกนิดพวกเขาอาจจะรื้อตึกนี้ทิ้งไปแล้ว”
“คุณคือ...” หัวหน้าตำรวจคนนั้นเมื่อเห็นฉินลู่ก็ตกตะลึงอีกครั้งจากนั้นเขาก็จำฉินลู่ได้ทันที จึงพูดอย่างตกใจ“คุณเป็นหมอประจำมหาวิทยาลัยที่ช่วยตัวประกันไว้ที่มหาวิทยาลัยหวาชิงในวันนั้นนี่!”
เมื่อได้ยินสิ่งที่หัวหน้าตำรวจพูดฉินลู่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ข้างหน้าเขาเป็นผู้สั่งการตำรวจในที่เกิดเหตุวันที่เขาช่วยตัวประกันบนตึกสูงครั้งที่แล้ว”
“คุณนี่เอง ยินดีที่ได้พบครับ” ฉินลู่ยิ้มและจับมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
หัวหน้าตำรวจมองฉินลู่ขึ้นลงอย่างพิจารณาและกล่าวชื่นชม “ครั้งที่แล้วที่คุณปีนจากชั้นล่างขึ้นไปชั้นบนสุดของอาคาร ผมก็รู้ได้ทันทีว่าคุณไม่ใช่คนธรรมดาแต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์”
ฉินลู่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ชุยฮุ่ยฮุ่ยที่อยู่ด้านข้างก็อธิบายเสริม“พวกเขาแค่มีเทคนิคการต่อสู้พิเศษเท่านั้น ผู้ฝึกยุทธ์อะไรกันมีแค่ในนิยายเท่านั้นแหละ”
ตำรวจปราบปรามเข้ามาทักทายฉินลู่และเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัย
ผ่านไปครู่หนึ่งช่างเทคนิคในทีมก็เอาภาพจากกล้องวงจรปิดของชุมชนมาส่วนหนึ่งทุกคนนั่งล้อมวงกันหน้าแล็ปท็อปแล้วจ้องไปที่หน้าจอ เห็นร่างของชายหัวโล้นกระโดดลงมาจากชั้นสี่โดยไม่มีท่าทีเจ็บปวดใดๆ
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน หัวหน้าตำรวจถึงได้สติเขาหันไปมองฉินลู่และพูดว่า “พวกคุณ... เอ่อ ผมจะเรียกมันว่าผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้แล้วกันมีพลังแบบนี้หมดเลยเหรอ”
ฉินลู่ยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า“ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะเรียกพวกเรายังไงก็เรียกพวกเราว่าผู้ฝึกตนก็แล้วกันครับ”
“เข้าใจแล้ว” หัวหน้าตำรวจพยักหน้าแล้วกล่าวว่า“ผู้ฝึกตนมีพลังอย่างนี้ทุกคนเลยเหรอ”
“ก็มีทั้งที่แข็งแกร่งและอ่อนแอแต่ส่วนใหญ่ก็ประมาณนี้แหละครับ” ฉินลู่พยักหน้า
หลังจากที่ได้ฟังเรื่องนี้หัวหน้าตำรวจและทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็มองหน้ากันและมองไปที่ฉินลู่อย่างจริงจัง “เขาถูกยิงสองนัดคุณคิดว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บขนาดไหน”
ฉินลู่รู้ดีอยู่แล้วว่าคนธรรมดาเหล่านี้กำลังกังวลเรื่องอะไรดังนั้นเขาจึงยิ้มและกล่าวว่า “อาวุธปืนเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ยอดเยี่ยมของมนุษย์แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ฝึกตน แต่หากถูกยิงไปสองนัดแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็จะต้องตายอย่างแน่นอนเรื่องนี้ผมมั่นใจมาก คุณก็รู้นี่ว่าผมเป็นหมอ”
เมื่อได้ยินคำตอบของฉินลู่ทุกคนต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เห็นได้ชัดว่าความพิเศษของผู้ฝึกตนนั้นทำให้ตำรวจเหล่านี้รู้สึกไร้ความสามารถ
ผู้ฝึกตนที่เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและมีพลังอันตรายถึงตายแบบนี้หากพวกเขาก่ออาชญากรรมการจะนำพวกเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้นต้องยากมากอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากนั้นไม่นานหัวหน้าตำรวจก็ออกคำสั่งกับตำรวจปราบปรามที่อยู่ข้างหลังอย่างจริงจัง “พวกนายไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่โรงพยาบาลขนาดเล็ก คลินิก และคลินิกลับทั้งเมืองจิงเฉิงเดี๋ยวนี้สามารถยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือไปยังสถานีตำรวจของอำเภออื่นๆ ได้เราต้องหาเบาะแสของฉินเทียนอวี๋นี่ให้ได้ ถ้าเจอตัวแล้วก็อย่ารีบร้อนให้ติดต่อมาที่สถานีก่อน จากนั้นค่อยเข้าจับกุมคนร้าย อย่าหุนหันพลันแล่นเด็ดขาดครั้งนี้คนร้ายต่างจากเมื่อก่อน!”
“รับทราบค่ะ!” ชุยฮุ่ยฮุ่ยและตำรวจปราบปรามอีกแปดนายพยักหน้า