บทที่ 53 : ละทิ้งรากฐานมุ่งเน้นผลลัพธ์ เหลือมกลืนกินมังกร!
“จากที่เห็นดูท่านิกายคงจะเติบโตเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ เราเองก็ควรพัฒนาความแข็งแกร่งให้เหมาะสม ไล่ตามให้ทันความเจริญรุ่งเรืองของนิกาย”
หลินเฟิงขจัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวใจ แล้วนำอาสนะฝึกตนออกมาจากมิติเสมือน เข้าสู่การฝึกฝนบำเพ็ญเพียร
ตูมมมม!
อายปราณซึ่งเต็มไปด้วยอำนาจครอบงำไร้ผู้ใดเทียบเทียม ระเบิดออก
พื้นที่รอบตัวเขาเกิดการบิดเบี้ยวชนิดที่เรียกว่าสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ทั้งยังเกิดเสียงคำรามอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าไม่สามารถต้านทานพลังอำนาจอันกดขี่ข่มเหงได้ จนทำให้เนื้อตัวต้องสั่นเทาด้วยความสะพรึงกลัว
ยามนี้เหนือศีรษะของเขามีการควบแน่นหลอมรวมกลายเป็นแผนผังไท่จี่หยินหยาง ตามด้วยกระแสวังวนพลังงานขนาดเท่ากำปั้น กลืนกินพลังงานโดยรอบอย่างต่อเนื่อง
เมื่อแหงนมองขึ้นไปก็เปรียบเสมือนเทพบรรพกาล ด้วยรูปลักษณ์สง่างามองอาจผ่าเผย ทำให้ผู้ที่เฝ้ามองรู้สึกเกรงขาม
วาสนามังกรทองที่ซ่อนตัวอยู่บนยอดเขาเทียมสวรรค์ดูเหมือนจะสัมผัสถึงบางอย่างได้ พ่นปราณวาสนาออกมาเป็นครั้งคราว ฉับพลันกระแสวังวนพลังงานก็พวยพุ่งเข้าใส่ศีรษะของหลินเฟิง
พลังเทพเฉียนคุนปะทุ
วิชาลับสวรรค์เปิดใช้งานแล้ว
แสงสีทองปรากฏขึ้นอย่างคลุมเครือ
ช่วงเวลาต่อมารัศมีปราณที่แผ่ขยายออกมาจากร่างกายของเขาก็ค่อย ๆ แข็งแกร่งและเฉียบคมขึ้นเรื่อย ๆ พลังดังกล่าวปรากฏขึ้นและค่อย ๆ หายไปเป็นระยะ ๆ ซึ่งมันมากพอ
อย่างที่รู้กันว่าหลินเฟิง ครอบครองร่างสุดยอดแห่งหายนะ หลังจากเข้ารับการทดสอบในสุสานซวนหยวนร่างกายของเขาก็ได้รับการปรับแต่งยกระดับขึ้น นอกจากพลังเทพเฉียนคุนสุดยอดวิชาอันดับหนึ่งท่ามกลางสวรรค์ปฐพี ยังมีกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนและเก้ารูปแบบหายนะ ควบคู่ไปกับวาสนามังกรทองกับทรัพยากรอื่น ๆ เมื่อเข้าสู่กระบวนการฝึกตนจะทำให้ความเร็วในการพัฒนาอยู่ในระดับที่เรียกว่าแม้แต่อัจฉริยะก็ยังเอื้อมไม่ถึง ห่างชั้นกันแบบไม่เห็นฝุ่น
……
ในช่วงเวลาเดียวกัน
ณ อาณาจักรเหยียนหวง
ไม่อาจบอกได้ว่าอาณาเขตของอาณาจักรเหยียนหวงกว้างใหญ่เพียงใด แต่ที่แน่ ๆ อาณาจักรแห่งนี้มีเมืองศูนย์กลางอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ทั้งเมืองแต่ละแห่งยังมีอาณาเขตกว้างใหญ่ มีราชวงศ์เล็ก ๆ หลายสิบราชวงศ์
แม้ว่าเมืองอี้เฉิงจะมีขนาดเล็กและค่อนข้างห่างไกล ถึงกระนั้นก็ยังมีราชวงศ์ถึงสี่ราชวงศ์
ได้แก่ราชวงศ์ต้าซาง ราชวงศ์ว่านชุ่น ราชวงศ์จิ่วหลี่ ราชวงศ์เสินโจว
สำหรับทั้งสี่ราชวงศ์นี้อาจจะดูไม่มีอะไรในอาณาจักรเหยียนหวง แต่หากเป็นอี้เฉิงล่ะก็ใคร ๆ ก็รู้ว่ากลุ่มราชวงศ์เหล่านี้ยิ่งใหญ่เพียงใด
ทุกราชวงศ์ที่กล่าวมามีมรดกตกทอดอันแสนลึกล้ำ แข็งแกร่งทรงพลังอย่างยิ่ง ไม่เพียงจะมีอาณาเขตปกครองกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต แต่ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังควบคุมสำนักนิกายน้อยใหญ่มากมาย
ราชวงศ์ว่านชุน
ณ ห้องโถงกลางขนาดใหญ่ในพระราชวังของว่านชุ่น
ภายในห้องถูกประดับตกแต่งด้วยของหรูหราฟู่ฟ่า พลังปราณวิญญาณหนาแน่นมหาศาล
ชายหนุ่มชุดขาวนอนอยู่บนเตียง ท่ามกลางอากาศอบอ้าว
ชายหนุ่มผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลา บรรยากาศที่แผลออกมาไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ มีเสน่ห์ดึงดูดเช่นดังบุตรแห่งสวรรค์
ยามนี้ดวงตาของชายหนุ่มปิดสนิท คิ้วขมวดย่นเล็กน้อย ราวกับว่าเขากำลังประสบความทรมานอย่างไม่รู้จักจบสิ้น
สีหน้าของเขาขาวซีดไร้สีโลหิต ลมหายใจรวยริน บ่งบอกว่าเขากำลังป่วยหนัก
ด้านซ้ายและด้านขวามีชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่
ฝั่งบุรุษมีคิ้วหนาและตาโต ปากกว้าง จมูกเป็นสัน สวมเสื้อคลุมมังกร แผ่บรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวออกมาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
เฝ้ามองดูชายหนุ่มที่นอนหลับอยู่บนเตียง ด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด อันเกิดจากความรักสามส่วน รู้สึกผิดสามส่วน โกรธสี่ส่วนปรากฏขึ้นภายในแววตาของเขา
สตรีอีกคนรูปร่างสง่างามละเอียดประณีต ทุกอากัปกิริยามีมารยาทอ่อนช้อย
นางนั่งลงข้างเตียงด้วยสีหน้าเศร้าโศก นัยน์ตาแดงก่ำ ส่วนนัยน์ตาของบุรุษเต็มไปด้วยความโศกเศร้ารบกวนไปด้วยความปรารถนา
ชายวัยกลางคนนี้ผู้นี้คือฮ่องเต้ของราชวงศ์ว่านซุ่นนามว่า เหยาว่านหลี่
ส่วนสตรีอีกคนก็คือฮองเฮานามว่า เย่หวงซู่
“โอรสที่น่าสงสารของข้า ยังเยาว์อยู่แท้ ๆ แต่ต้องมาทนเจ็บปวดทุกข์ทรมานเช่นนี้ แล้วมารดาของเจ้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร!?” เสียงของฮองเฮาเย่หวงซู่สั่นเครือ ไหล่สั่นสะท้านขึ้น ๆ ลง ๆ อันเกิดจากการร่ำไห้สะอึกสะอื้น
“ในวันที่โอรสของข้าถือกำเนิด ปราณม่วงแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทิศบูรพานับแสนลี้ บ่งบอกถึงวาสนาอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน บนท้องฟ้าเหนือพระราชวังปรากฏเงาร่างของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นจำนวนนับไม่ถ้วน ทำให้ราษฎรตื่นตะลึงไปทั้งเมือง”
" โอรสของข้าเป็นบุตรกิเลนอย่างแท้จริง ครอบครองร่างมังกรศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังที่สุดเหนือบรรพชนทั้งมวล "
"ราชวงศ์จิ่วหลี่ที่แสนจะน่ารังเกียจ!! พวกมันใช้วิธีการต่ำช้าแย่งชิงร่างมังกรศักดิ์สิทธิ์และพรสวรรค์จากโอรสของข้าไป"
"มันใช้กลยุทธ์หลอกล่อให้พวกเราตายใจ แล้วลอบแทงข้างหลัง!"
"ราชวงศ์จิ่วหลี่ฝากเอาไว้ก่อน ไม่ช้าก็เร็วข้าจะให้พวกเจ้าได้ชดใช้อย่างสาสม"
ดวงตาของฮ่องเต้เหยาว่านหลี่แดงก่ำเป็นสีโลหิตด้วยความเคียดแค้น ร่างกายเย็นเยียบจิตสังหารพวยพุ่ง
สิบหกปีที่แล้ว
ครั้นองค์ชายเหยาอู่เจียงประสูติ ปราณวาสนาสีม่วงแผ่ขยายปกคลุมทั่วราชวังแห่งนี้ เกิดนิมิตขึ้นบนฟากฟ้า เหล่าสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ต่างร่วมแสดงความยินดี ทุกคนก้มกราบด้วยความเคารพบูชา
แม้แต่สวรรค์ยังส่งสัญญาณแห่งความยินดี
เพียงหนึ่งชั่วยามก็แผ่ขยายระบือไกลนับแสนลี้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหยาอู่เจียงเป็นบุตรสวรรค์ บุตรแห่งโชคชะตาที่หาได้ยากในพันปี
หากเขาสามารถเติบโตขึ้นมาได้อย่างราบรื่น อนาคตเขาจะกลายเป็นบุคคลทรงอำนาจน่าสะพรึงกลัว นำพาราชวงศ์ว่านชุ่นไปสู่ความรุ่งโรจน์สูงสุดเหนือเหล่าบรรพชนทั้งมวล พิชิตชัยสามราชวงศ์ที่เหลือ
ลางดีที่บังเกิดขึ้นทำให้ราชวงศ์ว่านชุ่นมีมุมมองจินตนาการกว้างไกลอย่างสุดขั้วไปชั่วขณะหนึ่ง
ทั้งยังทำให้ฮ่องเต้เหยาว่านหลี่มีหน้ามีตามากขึ้นกว่าเก่า เขาออกราชโองการให้ราษฎรของราชวงศ์ว่านชุ่นร่วมกันเฉลิมฉลองทำการอภัยโทษทั่วหล้า
ทว่าสิ่งที่ฮ่องเต้เหยาว่านหลี่กับฮองเฮาเย่หวงซู่ไม่คาดคิดก็คือ ราชวงศ์จิ่วหลี่จะใช้แผนการต่ำช้าแย่งชิงปราณวาสนาและความสามารถไปจากโอรสของพวกเขา
ด้วยเหตุนี้วาสนาอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงขององค์ชายเหยาอู่เจียง ถูกย้ายไปยังองค์ชายคนใหม่ของราชวงศ์จิ่วหลี่
ทำให้ฮ่องเต้เหยาว่านหลี่เดือดดาลเป็นอย่างมาก
ในวันนั้นหนึ่งคนหนึ่งดาบจึงออกไปสังหารราชวงศ์จิ่วหลี่โดยตรง
ราชวงศ์จิ่วหลี่รู้ว่าความต่ำช้าของตนเองถูกเปิดเผย จึงแอบซุ่มโจมตีอย่างลับ ๆ โดยกองกำลังซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังอันแข็งแกร่ง
ในวันนั้นโลหิตถูกย้อมลงผืนแผ่นดิน ท้องนภากลายเป็นสีโลหิต ซากศพนับล้านนอนเรียงรายเกลื่อนกลาด โลหิตไหลเจิ่งนองไปไกลหลายพันลี้
ทหารมากฝีมือของราชวงศ์จิ่วหลี่ถูกเกณฑ์ออกมารบอย่างเต็มกำลัง ทว่าทางฝั่งฮ่องเต้เหยาว่านหลี่มีจำนวนมากกว่าแต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่น้อยเช่นกัน
ทางฝั่งราชวงศ์จิ่วหลี่ก็ต้องจ่ายหนี้แค้นราคาแพงนี้ไม่น้อยเช่นกัน สัตว์อสูรบรรพกาลตั้งแต่ยุคบรรพชนถูกตัดศีรษะในศึกครั้งนั้น
ตั้งแต่นั้นมาวาสนาของราชวงศ์ว่านชุ่นก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ความรุ่งเรืองของอาณาจักรก็ลดน้อยถอยลงเรื่อย ๆ ความแข็งแกร่งก็ลดลงตามลำดับ ตกต่ำถึงขั้นอยู่ระดับล่างสุดในบรรดาราชวงศ์ทั้งสี่
องค์ชายเหยาอู่เจียงสูญเสียวาสนาไป พลังชีวิตก็ถดถอยลงอย่างรวดเร็ว ปราณโลหิตในกายอ่อนลง นับตั้งแต่นั้นมาเขาก็ไม่ต่างจากคนพิการที่ไร้สภาพ
ถ้าไม่ติดตรงที่ฮ่องเต้เหยาว่านหลี่กับฮองเฮาเย่หวงซู่ ต้องใช้ปราณโลหิตภายในกายคอยหล่อเลี้ยงองค์ชายเหยาอู่เจียงเอาไว้จนมีอายุถึงสิบหกปี ฮ่องเต้เหยาคงจบชีวิตตนเองไปนานแล้ว
ตอนนี้ร่างกายของเหยาอู่เจียงทรุดลงทุกวัน หากไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นองค์ชายเหยาอู่เจียงคงเหลือเวลาอีกไม่เกินหนึ่งปี
ศัตรูของพวกเขาคือราชวงศ์จิ่วหลี่ ซึ่งยามนี้เรืองอำนาจเป็นอย่างยิ่งตลอดระยะเวลาสิบหกปีที่ผ่านมา อำนาจของราชวงศ์จิ่วหลี่พุ่งทะยานถึงจุดสูงสุด ถึงขนาดสามารถครอบงำอีกสามราชวงศ์ที่เหลือได้ ทั้งยังเกิดความคิดซึ่งเปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานยิ่ง ด้วยต้องการควบรวมสามราชวงศ์มาเป็นหนึ่งเดียว
เพียงชั่วขณะหนึ่งอำนาจของราชวงศ์จิ่วหลี่ก็ครอบงำอี้เฉิงทั้งหมด
“อู่เจียงทั้งหมดเป็นเพราะบิดาที่ไร้ความสามารถ มิอาจปกป้องปกป้องดูแลเจ้า จนทำให้เจ้าต้องนอนทนทุกข์ทรมานอยู่เช่นนี้ตั้งแต่อายุยังเยาว์ บิดาเสียใจ… เสียใจจริง ๆ” ท่าทางของฮ่องเต้เหยาว่านหลี่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด มือกระชับกำแน่น
“อู่เจียงโอรสน่าสงสารของเรา ข้า เย่… หวงซู่ ได้แต่แอบร่ำไห้มาตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด จนตอนนี้มันเหือดแห้งแทบไม่เหลือ มารดาเจ้าขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้าจริง ๆ”
“อึก...!!!”
ทันใดนั้นองค์ชายเหยาอู่เจียงที่นอนอยู่บนเตียงก็สำลักลมหายใจ เปลือกตากระตุกสองสามครั้ง ดวงตาหมองคล้ำก็เปิดขึ้น
"อู่เจียงตื่นแล้ว!!!? "