ผมกลายเป็นตัวละครในเกมแนวดาร์กแฟนตาซี

    บทที่ 38

    บทที่ 38


    “ไหนบอกว่า…มันเป็นกูล?” ฟิลลิปพูดออกมาด้วยความงุนงง


    อีอันพูดด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูก “ยังไงมันก็เหมือนตายไปแล้วอยู่ดี พวกมันคือเชื้อราซอมบี้*[1]”


    “เชื้อรา…อะไรนะ?”


    “ค่อย ๆ ตามมา อย่าหยุด”


    พลันใดอีอันที่กำลังพูดอยู่ก็หายไปทั้งอย่างนั้น เขาวิ่งไปหาเกรมลินซอมบี้ตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วชักดาบออกมาในพริบตา


    ฉับ!


    หัวของซอมบี้แตกออก ซึ่งเป็นส่วนที่มีรากหญ้าพันรอบ


    ตุบ! ร่างกายที่สูญเสียเชื้อราซอมบี้ไปล้มลง เศษเชื้อราที่ตกลงบนพื้นดิ้นไปมาเหมือนหนวด


    ฟิ้ววว!


    ไม่นานหลังจากนั้น ซอมบี้เชื้อราอื่น ๆ ก็เริ่มสั่นสะเทือนพร้อมกัน การเคลื่อนไหวของมันเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา


    กึก! กึกกกก!


    พวกมันหันไปมองอีอันพร้อม ๆ กันแล้วพุ่งเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง


    ฉับ!


    อีอันกลิ้งไปกับพื้นพร้อมกับฟันซอมบี้ที่กำลังวิ่งเข้ามาอีกหนึ่งตัวและหายไปในความมืดที่คบเพลิงส่องไม่ถึง


    ย๊ากกกกก!


    หลังจากนั้นซอมบี้ที่ถูกปกคลุมไปด้วยเชื้อราวิ่งตามไป


    “ลูโซลาร์…”


    มิเกลพูดพึมพำขณะเหม่อมองออกไปยังฝั่งตรงข้ามที่มีเพียงความมืดซึ่งมีเสียงลมและเสียงตัดกระทบกัน


    “นี่ไม่ใช่เวลาที่จะเสียสมาธิ มิเกล”


    เมฟดึงสติเขา เธอที่ถือดาบตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ยื่นบังเหียนให้มิเกล


    “ทำตามที่อีอันบอก เดินตามมาช้า ๆ”


    “ไปทางโน้นเหรอ? แล้วนายท่านล่ะ…?”


    เมฟพูดพร้อมกับหันหลังให้มิเกลขณะที่อีกฝ่ายถามอย่างมึนงง


    “ข้าจะเดินตามหลังเอง ไม่อย่างนั้นเราจะถูกล้อมเอาได้”


    “…!”


    มิเกลเงยหน้าขึ้นมองด้านหลังและด้านข้างอย่างเป็นธรรมชาติ


    มีเพียงความมืดมิดและเสียงลมที่สั่นไหว


    “ทำไมซื่อบื้ออย่างนี้? ไม่ได้ยินที่นายท่านพูดเหรอ? ตามมาได้แล้ว!”


    ฟิลลิปตะคอกขณะเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้า


    “...เวรเอ๊ย”


    มิเกลมองตามหลังเมฟอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้าวเดินตามไปเช่นกัน


    แม้ฟิลลิปไม่ได้เดินเร็วมาก แต่มิเกลก็ไม่ได้รีบเดินตามไปแม้แต่น้อย เพราะไม่ได้รู้สึกอยู่ห่างจากเสียงกรีดร้องและเสียงลมที่ดังมาจากทุกทิศทางสักเท่าไหร่ แถมยังมีภาพที่น่ากลัวอยู่ตรงหน้า


    ทั้งศพของเกรมลินและก็อบลินกระจัดกระจายไปทั่วพร้อมกับส่งกลิ่นเน่าเหม็น 


    และเศษหญ้า เถาวัลย์ที่พันรอบตัวพวกมัน ไปจนถึงเศษปากของต้นไม้กินเนื้อที่ถูกเฉือนเป็นชิ้น ๆ


    แค่นี้ฟิลลิปก็ดูจะกล้าหาญมากพอแล้วที่ต้องเจอกับฉากเสมือนฝันร้ายเหล่านี้และยังต้องเดินผ่านหญ้าพวกนั้นอีก


    “ลูโซลาร์ ขอประทานแสงสว่างอันเจิดจ้า นำทางแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด”


    แม้ว่าเขาจะพูดไม่หยุดด้วยน้ำเสียงราวกับจะร้องไห้


    “…!”


    จู่ ๆ ดวงตาของมิเกลที่เดินตามมานั้นก็เบิกโตขึ้น


    เมื่อฟิลลิปเข้ามาใกล้กลุ่มเถาวัลย์ที่เลื้อยกระจัดกระจายอยู่ จู่ ๆ เขาก็เริ่มกระดิกไปมา


    “อะ…อ๊ากก!”


    ในชั่วพริบตา กลุ่มเถาวัลย์พันรอบขาของฟิลลิป ม้าร้องคร่ำครวญ ฟิลลิปก็ส่งเสียงกรีดร้องและล้มลงเช่นกัน


    พรึ่บ!


    มิเกลวิ่งมาเผาเถาวัลย์ด้วยคบเพลิงในมือ


    “ออกไปนะ! ไอเวรตะไล!”


    เขาฟาดคบเพลิงลงที่เถาวัลย์ในขณะที่ขาของฟิลลิปถูกเถาวัลย์รัดแน่น


    น่าประหลาดใจที่มันได้ผล


    เมื่อโดนไฟ เถาวัลย์ก็เริ่มดิ้นยุกยิกไปมา


    “บอกให้ออกไป! เดี๋ยวนี้! ไอ้เวรนี่!”


    มิเกลฟาดคบเพลิงลงอย่างไม่ปรานี


    “อะ…อั่ก! อ๊ากก! ”


    เสียงกรีดร้องของฟิลลิปดังขึ้น ไม่ใช่เพราะเถาวัลย์ แต่เป็นเพราะโดนฟาดด้วย


    “หยุดนะ! อ๊าก! ปล่อยได้แล้ว! บอกให้ปล่อยไง!”


    หลังจากเถาวัลย์ปล่อยขาออกแล้วแต่ก็ยังโดนฟาดอยู่ ฟิลลิปจึงตะโกนออกมาด้วยความสิ้นหวัง


    มิเกลหายใจหอบและพูดออกมา


    “ไหนมาดูสิ มันคือพวกพืชนั่น เวรเอ้ย วุ่นวายไปหมด” เขาพูดออกมาด้วยเสียงโล่งอกแปลก ๆ ขณะมองไปยังฟิลิปที่กำลังนอนราบโดยไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียว “เป็นไรมากไหม?”


    “…ดูไม่เป็นไรหรือไง?”


    “เจ้าดูไม่มีบาดแผลตรงไหนเลย โชคดีนะเนี่ย”


    มิเกลหัวเราะและยื่นมือออกไป ฟิลลิปมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะคว้าจับเอาไว้อย่างหงุดหงิด


    มิเกลพูดออกมาอย่างนิ่ง ๆ “ข้าทำแบบนั้นเพราะข้าจะช่วย โปรดเข้าใจด้วย”


    “ดูทรงแล้วน่าจะฆ่ากันมากกว่านะ…”


    มิเกลไม่สนใจเสียงพูดของอีกฝ่ายและเผาเถาวัลย์ที่กระจายไปทั่วพลางพูดต่อ


    “ถ้ามีน้ำมันก็เอาออกมา จะได้ช่วยให้พวกนี้ไหม้ง่าย ๆ”


    ฟิลลิปรีบเดินไปค้นกระเป๋าสัมภาระที่ห้อยอยู่บนอาน มิเกลตามมาข้าง ๆ ทั้งคู่หนีบบังเหียนไว้ใต้รักแร้และถือถุงน้ำมันกับคบเพลิงไว้ในมือทั้งสองข้าง


    “…ท่านนี่สมกับเป็นทหารรับจ้างจริง ๆ”


    ทันใดนั้นมิเกลก็พูดออกมาแต่ไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของฟิลลิป


    “นี่เจ้ายังคิดว่าข้าไม่ใช่อยู่หรือไง?”


    “ก็…ดูต่างกับนายท่านทหารรับจ้างของเราหลายอย่างเลย”


    “โธ่ ถ้าเปรียบเทียบกับคนนั้นก็เทียบไม่ติดหรอก”


    มิเกลหัวเราะแห้ง ๆ และมองภาพทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้ง


    งานเลี้ยงศพที่ไม่มีที่สิ้นสุด


    “เจ้าคิดว่าจะมีคนสักกี่คนที่ทำเรื่องแบบนี้ด้วยตัวคนเดียวได้ บริเวณชายแดนน่าจะมีเยอะนะ”


    “ก็ต้อง…อย่างนั้นอยู่แล้ว”


    ฟิลลิปปิดปากเงียบ ไม่มีการสนทนาใด ๆ เพิ่มเติม


    มีศพเกลื่อนเต็มไปหมด เสียงลมยังคงพัดอยู่ทุกหนทุกแห่ง เสียงตีกัน เสียงกรีดร้อง และเสียงโห่ร้องก็เช่นกัน


    ใช้เวลาเผาพวกปรสิตที่ยังเคลื่อนไหวได้อยู่ไปนานเท่าไหร่แล้วเนี่ย


    ฉึก! ฉึบ!


    เห็นอีอันทุบหัวของซอมบี้ภายใต้โคนต้นไม้อยู่สลัว ๆ 


    “เฮ้อ…”


    เขาขยับมือไปที่ข้างเอวแล้วหันไปทางมิเกลและฟิลลิป ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเลือดเน่าและชิ้นส่วนเครื่องใน อีอันเช็ดเลือดออกจากใบหน้าอย่างหงุดหงิด พลางคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าภาพลักษณ์แบบนี้เหมือนปีศาจ


    “ทะ…ท่านพี่! ด้านข้าง!”


    มิเกลชี้ออกไปพร้อมตะโกน หลังจากนั้น อีอันก็ขยับตัวอีกครั้ง


    กึกก!


    เกรมลินที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์วิ่งเข้ามาหาอีอันแต่ก็ถูกกระหน่ำฟันเข้าที่หัว


    ฉึบ! แกรก!


    ดาบของอีอันหักหลังจากตัดคอของเกรมลินออกเป็นสองส่วน อีอันโยนดาบที่เหลือเพียงครึ่งด้ามใส่ก๊อบลินที่วิ่งเข้ามาจากด้านข้าง จากนั้นเลื่อนมือของเขาไปที่ข้างเอวเพื่อหยิบดาบเล่มใหม่ขึ้นมาทันที


    “…?!”


    ข้าตาฝาดไปเหรอ? ระหว่างที่มิเกลกะพริบตา อีอันจัดการก็อบลินและขยับมือไปที่ข้างเอวอีกครั้ง


    “ได้เงินไม่คุ้มเลย…”


    เขาพึมพำอะไรบางอย่างแล้วหันหน้ามา


    มิเกลเห็นว่าเขากำลังมองไปข้างหลัง ไม่ใช่พวกเขา


    “…ในที่สุดก็ทำได้”


    มิเกลหันหลังกลับตามเสียงที่ตามมา


    “…!”


    และดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น


    แสงสีฟ้าพวยพุ่งออกมาจากความมืดนั้น ขยายตัวเป็นรูปร่างอย่างรวดเร็ว ชุดเกราะเต็มตัวที่ห่อหุ้มด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ทำให้ป่าสว่างไสวเหมือนตอนกลางวัน ด้วยเหตุนี้ มิเกลจึงได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของสัตว์ประหลาดที่พุ่งเข้ามาได้อย่างถูกต้อง


    “บ้าไปแล้ว…”


    สัตว์ประหลาดจำนวนมากกว่าหนึ่งร้อยตัว เกรมลินและก็อบลินซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าป่าได้กลายร่างเป็นซอมบี้ปรสิตและวิ่งไปยังซอมบี้ที่เกิดใหม่


    เมฟมุ่งหน้าไปยังพวกมันแล้วฟันดาบลงไป


    ร่างเรืองรองสีฟ้าเข้าไปในป่า ร่างนับสิบกว่าตัวถูกฟาดหั่นลงทั้งอย่างนั้น


    “พระเจ้า…”


    มิเกลอ้าปากค้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า


    น่าจะใช้ตั้งนานแล้วนะ


    อีอันอารมณ์เสีย ความตึงเครียดหายไปอย่างสิ้นเชิง


    เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว เนื่องจากเมฟเริ่มใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ จำนวนของร่างเหล่านี้จึงไม่มีความหมาย


    ถ้าอีอันใช้พลังเวทก็คงเป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่ต้องเก็บพลังเวทไว้ใช้ตอนจัดการต้นตอของการปนเปื้อน


    ‘มันเป็นงานที่เกินพอแล้ว ทีนี้ก็จัดการเศษซากให้เสร็จ…’


    ไม่นานหลังจากนั้น แสงสีฟ้ากะพริบชั่วขณะ


    “…?”


    หว่างคิ้วของอีอันแคบลงโดยอัตโนมัติ หันไปหาเมฟ


    พลังศักดิ์สิทธิ์ที่ห่อหุ้มชุดเกราะทั้งตัวสั่นอย่างแปลกประหลาด ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าเธอเดินเซไปมา


    เมฟตั้งท่าและกวัดแกว่งดาบเป็นวงกว้างอีกครั้ง ท่วงท่าที่วาดเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวฟันลงตรงร่างที่เข้ามารุมอีกครั้ง


    แต่อีอันไม่ได้สนใจพวกมันเลย ได้แต่จ้องมองไปยังพลังศักดิ์สิทธิ์ของเมฟที่กะพริบเหมือนหลอดไฟชำรุด


    และช่วงเวลาต่อไป


    “แค่ก…!”


    เมฟตัวแข็งทื่อ ทรุดลง และอาเจียนออกมาเป็นเลือดขณะที่หมวกเกราะยังปิดอยู่


     “…?!”




    [1] Cordycep เชื้อราชนิดหนึ่ง เป็นเชื้อราชนิดเดียวกับถังเช่า เติบโตในแมลงและมันจะคอยควบคุมแมลง มีชื่อเล่นว่าเชื้อราซอมบี้

    คล้ายกับเรื่องผมกลายเป็นตัวละครในเกมแนวดาร์กแฟนตาซี ที่คุณอ่าน