บทที่ เจ็ดสิบแปด
เสียงฝีเท้าม้าทั้งเจ็ดหยุดลงแทบจะพร้อมกันแสงยามสนธยาริบหรี่สาดลงบนใบหน้าภายใต้หน้ากากสีดำของกลุ่มนักฆ่าท่ามกลางความเงียบงันที่อึดอัด ใบไม้แห้งปลิวสะท้อนแสงจันทร์สลัวกระทบเงาไร้เสียง เสียงหายใจของม้ากลายเป็นสิ่งเดียวที่เคลื่อนไหว
หลิวชิงเซียงกระชับมือแน่นที่ด้ามกระบี่ร่างในชุดคลุมยาวแต้มลายพุดจีบยกขึ้นช้าเตรียมรับมือหยางฉินขยับตัวก้าวขึ้นนำหน้าเล็กน้อยมือข้างหนึ่งชักกระบี่ด้ามยาวออกจากฝัก เสียงโลหะขูดครืดเบาๆคล้ายเสียงเตือนศัตรูว่าพร้อมเผชิญหน้าแล้ว ดวงตาเรียวยาวฉายความเฉียบคม
นักฆ่าทั้งเจ็ดขยับพร้อมกันเงาร่างพุ่งแยกเป็นวงคลุมด้านข้างทั้งสองเสมือนเหยี่ยวล่าหนูที่รอจังหวะตะปบอย่างมั่นใจ ไม่มีการพูดคุย ไม่มีคำสั่งเพิ่มทุกการเคลื่อนไหวบอกชัดว่าเป้าหมายมีเพียงหนึ่งปลิดชีวิตเป้าหมายให้สิ้น
“เตรียมคนล้อมวงมากันขนาดนี้คงกลัวทำงานพลาดมากสินะ” หลิวชิงเซียงเอ่ยเสียงต่ำ สายตากวาดมองพวกมันโดยรอบไม่ทันจบคำเงาร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามา ใบมีดสั้นในมือสะท้อนแสงจันทร์วาบเส้นทางการฟาดของมันพุ่งตรงมายังคอหลิวชิงเซียงที่ยังไม่ทันยกกระบี่
หวังว่านางจะรับไม่ทันแค้ทว่าเพียงพริบตาเดียว ฉัวะ! กระบี่ในมือนางพุ่งสวนขึ้นจากด้านล่างตัดผ่านอากาศแปร่งเสียง ก่อนเฉือนปลายแขนของศัตรูจนมีดร่วงหลุดจากมือเสียงร้องสั้นๆ ดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างของนางที่เคลื่อนหมุนตามแรงเฉือน
อีกคนที่ตามมาทันทีเงื้อมดาบยาวลงแนวตั้ง แต่หยางฉินกลับยกกระบี่รับให้แทนอย่างเฉียดฉิวจากนั้นใช้ฝ่ามืออีกข้างตวัดมีดสั้นที่ศัตรูทำหล่นเมื่อครู่แทงสวนเข้าไปใต้ซี่โครงโดยไม่ต้องเปลืองแรงมาก ร่างนั้นทรุดฮวบลงทันทีแม้เริ่มต้นจะสามารถโต้กลับอย่างเฉียบคม แต่ทั้งเจ็ดมิใช่พวกมือสมัครเล่นการโจมตีสาดเข้ามาแทบจะพร้อมกัน
กระบี่ของหลิวชิงเซียงหมุนวนเป็นเส้นโค้งนักฆ่าคนหนึ่งที่มีพลองสั้นคู่ กระแทกเข้าใส่ด้านข้างของนางอย่างรุนแรงหลิวชิงเซียงหมุนตัวหลบทันแต่ก็รู้สึกถึงแรงลมที่เฉียดสะโพกไปเพียงไม่ถึงหนึ่งชุ่น
“แยกมัน!” เสียงของนักฆ่าอีกคนตะโกนทันใดนั้นเงาสองร่างพุ่งเข้าระหว่างหญิงสาวกับหยางฉิน พยายามแยกทั้งคู่ให้ห่างกัน
หยางฉินฟาดปลายกระบี่เข้าที่ข้อมือของหนึ่งในนั้นเสียงกระดูกหักดังกรอบ ดาบในมือศัตรูร่วงลงพื้นอย่างสิ้นท่า แต่ไม่ทันได้ปลิดชีพอีกคนก็กระโจนเข้ามาจากด้านข้าง เขาต้องล่าถอยครึ่งก้าวและขณะเดียวกันก็ปัดมีดสั้นที่ฟันเฉียดใบหน้าออกอย่างหวุดหวิด
“ระวังหลัง!” เขาตะโกน ทั้งสองจึงหันหลังให้กันเพื่อให้อีกฝ่ายดูหลังให้
อีกด้านหนึ่งหลิวชิงเซียงกำลังปะทะกับศัตรูสองคนพร้อมกัน หนึ่งมีดาบ อีกคนมีโซ่ยาวนางใช้กระบี่เบี่ยงเบนคมดาบพลางก้าวถอยดวงตาวาววับพอเห็นโซ่ที่ฟาดเข้าใกล้เสี้ยวหน้าก็เหวี่ยงตัวต่ำลอดผ่านวงโซ่แล้วปาดกระบี่เฉือนน่องของอีกฝ่ายทันที เสียงเนื้อแตกดังขึ้นโซ่กระทบพื้นดินเหมือนระฆังสะบัดทันใดนั้นนางก็กระชากโซ่ของศัตรูขึ้นมาพันข้อแขนอีกคนที่อยู่ใกล้ ก่อนหมุนตัวฟาดพรวดจนสองศัตรูชนกันล้มระเนระนาด
หยางฉินสบโอกาสใช้จังหวะกระบวนท่าที่เปิดอยู่ กระโจนพุ่งมาหานางแผ่นหลังทั้งสองแตะกันเพียงครู่หนึ่ง แต่การประสานรับมือก็สมบูรณ์ ฉัวะ! ตึง! ทั้งสองหันหลังชนกันมือขวาของหยางฉินแทงทะลุช่องท้องศัตรู ส่วนหลิวชิงเซียงฟันแนวขวางเฉือนขาอีกคนขาดสะบั้น
เลือดสาดกระจายฉาบพื้นดินจนกลายเป็นลานสังหาร
ร่างทั้งห้าที่ล้มกลิ้งกระจัดกระจายหลายคนขาดใจทันที บางคนดิ้นทุรนทุราย ทั้งสองยืนหอบหายใจกระบี่ในมือยังคงหยดเลือดลงเป็นสาย ข้อมือสั่นเพราะแรงกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เสื้อคลุมของหลิวชิงเซียงขาดที่ข้างแขนข้างต้นคอมีรอยเฉือนบางๆ เป็นทางเลือดไหลออกช้าๆเส้นผมบางส่วนหลุดจากมวยพันตกลงปรกใบหน้า ทว่าแววตากลับยิ่งดุดันหยางฉินมีบาดแผลที่ไหล่ซ้ายชุดคลุมหนังสัตว์ฉีกขาดที่อกซ้ายจนเห็นผิวเนื้อเปรอะเลือด มือขวายังถือกระบี่แน่น
แต่ยังไม่จบนักฆ่าอีกสองคนที่ยังเหลืออยู่ยืนอยู่เบื้องหลัง..ไม่ขยับแม้แต่น้อยหนึ่งในนั้นมีรูปร่างสูงโปร่ง แต่หลังตรงเสียดฟ้าใบหน้าใต้หน้ากากยากหยั่งรู้แววตาแต่แค่เพียงยืนเฉยๆก็คล้ายกดอากาศรอบตัวให้หนาหนัก มันต้องเป็นผู้นำกลุ่มนี้แน่..เป็นหัวหน้านักฆ่า
นับจากที่สังเกตผู้นี้ไม่แม้แต่จะขยับร่างกายนัยน์ตานิ่งประหนึ่งคอยจับจังหวะ หาจุดที่เหยื่ออ่อนแรงที่สุด
“ดูเหมือนเขารอให้เราหมดแรงเสียก่อน” หลิวชิงเซียงเอ่ยเสียงต่ำดวงตาไม่ได้ละจากร่างนั้นแม้แต่พริบตาเดียว
หยางฉินยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่คางสูดลมหายใจเข้าแรงๆ “ก็เท่ากับมันประเมินเราสูงอยู่บ้าง..”
“หรือแค่ไม่อยากเปื้อนมือก่อนเวลา” นางตอบน้ำเสียงเจือเยาะตนเองครึ่งหนึ่ง
ทั้งคู่หอบหายใจชีพจรเต้นแรง กระบี่ในมือยังไม่ปล่อย สองขาแม้จะเริ่มหนักเหมือนเหล็กแต่ทั้งสองคล้ายสอดประสานกับเสียงหัวใจที่เต้นถี่รัว ดวงตาแดงด้วยการออกกำลังแต่อ่อนล้าของหยางฉินเบนมองคนข้างกายหลิวชิงเซียงถอยกลับมาตั้งหลักอยู่ข้างตัวเขา ใบหน้าของนางยังเปรอะเลือดเส้นผมหลุดลุ่ยปรกใบหน้า แต่แววตานั้นกลับไม่มีเค้าแห่งความหวาดกลัว
นักฆ่าที่เหลือกลับไปยืนข้างหัวหน้าของพวกมันอีกครั้งแววตาแน่นิ่ง ดาบและมีดในมือถูกเช็ดคราบเลือดออกช้าๆประหนึ่งเตรียมจะฟันซ้ำให้แน่นอน
หลิวชิงเซียงหอบหายใจช้าๆก่อนจะยกกระบี่ขึ้น ดวงตาจ้องมองศัตรูไม่กะพริบ แล้วเอ่ยเสียงแน่นกับบุรุษข้างกาย “ตอนนี้ท่านไปเสียเถอะจากนี้ข้าคนเดียวจะรับไว้เอง ข้าไหว”
หยางฉินเปรยตามาทางนางทันทีเสียงของเขาหนักแน่นจนแทบกัดฟัน “ไหวอย่างไร? ถ้าจะไป เจ้าก็ต้องไปกับข้า”
หลิวชิงเซียงส่ายหน้าเบาๆใบหน้าเปื้อนเหงื่อบัดนี้แผ่วล้า แต่แววตายังมุ่งมั่นไม่เปลี่ยน “ท่านก็เห็น..ว่าพวกเราสองเป็นเช่นไรห้าศพนั้นยังไม่ทำให้หัวหน้าของพวกมันขยับนิ้วเลยสักครั้ง”
เสียงของนางเหมือนจะราบเรียบแต่ฟังให้ลึกยิ่งกลับเหมือนมีคลื่นหมื่นชั้นตีกระหน่ำอยู่ภายใน “ข้าจะสกัดไว้ ท่านไม่เกี่ยวขอเพียงหลบให้พ้นเงามันจนรุ่งสาง แล้วกลับเข้าเมือง พวกมันก็ทำอะไรท่านไม่ได้”
หยางฉินเม้มริมฝีปากแน่นดวงตาคมกริบก้มต่ำมองพื้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยอย่างราบเรียบ “มีที่ไหนองครักษ์เอาตัวรอดแล้วทิ้งผู้เป็นนายไว้เบื้องหลัง?”
คำพูดนั้นแผ่วเบาแต่ทิ่มแทงยิ่งนักหลิวชิงเซียงหัวเราะเยาะในลำคอเบาๆ ดวงหน้าหันมาทางเขา แม้เต็มไปด้วยรอยแผลและมอมแมมเพียงไรก็ยังเผยให้เห็นความเด็ดขาด “ใช่หรือ?..ท่านก็รู้ว่าตัวท่านเป็นใครสำคัญเพียงใด อย่าทิ้งชีวิตให้กับข้าถือเสียว่า..อย่าให้ข้าก่อกรรมกับแผ่นดินเพิ่มอีก”
ประโยคนั้นทำให้หยางฉินอึ้งไปชั่วครู่ราวกับถ้อยคำพัดพาเอาทุกเสียงในหัวใจให้เงียบงัน ทว่าก่อนที่เขาจะทันตอบสิ่งใดเสียงฝีเท้าของนักฆ่าทั้งสองก็พุ่งเข้าหาอย่างฉับพลันเงาร่างพลิ้ววูบปานพยัคฆ์ล่าเหยื่อ
หยางฉินยังตั้งท่ารับไม่ทันเพราะสนใจคนด้านข้างหลิวชิงเซียงกลับก้าวนำออกไปก่อน ดวงตาเด็ดเดี่ยวราวตัดสินใจแล้ว
“ไปเสีย!” นางร้องตะโกนในจังหวะที่ฝีเท้าถีบพื้นกระโจนเข้าหาศัตรู
ชายเสื้อคลุมของนางพลิ้วไหวตามจังหวะเคลื่อนไหวกระบี่ฟาดแนวเฉียงดุจเสี้ยวจันทร์ เสียงปะทะโลหะดังขึ้นลั่นลานนักฆ่าทั้งสองล้อมนางไว้ กระบี่ของนางต้านรับดาบและมีดซ้ำแล้วซ้ำเล่าท่วงท่าคล่องแคล่วแต่เริ่มฝืดขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ามือแดงจัดจากแรงสั่นของการปะทะหนักๆ
ฉัวะ! เสียงดาบเฉือนเนื้อดังขึ้นนางถอยกะทันหันแต่ไม่พ้น ปลายมีดหนึ่งฟันผ่านต้นแขนซ้ายเลือดไหลพรวดเปื้อนชายแขนเสื้อ ใบหน้าซีดเผือดแทบจะทันที กระบี่ในมือนางสั่นระริกแต่ก่อนที่ดาบศัตรูจะซ้ำอีกครั้งร่างของหยางฉินก็พุ่งเข้าแทรก ใช้แรงปะทะทั้งตัวกระแทกนักฆ่าหนึ่งให้ล่าถอยแล้วหมุนตัวฟาดปลายกระบี่สวนแนวกลับเข้าใส่ศัตรูอีกคน
“เจ้าทำมามากพอแล้ว” เขากล่าวหนักแน่นโดยไม่ละสายตาจากศัตรู
หลิวชิงเซียงกัดฟันยืดตัวขึ้นแม้แขนจะไร้เรี่ยวแรงก็ยังพยายามประคองกระบี่ขึ้นมาใหม่ ทว่าศัตรูทั้งสองยังไม่ถอยหนึ่งในนั้นอาศัยจังหวะที่ตนเพิ่งยืดตัวพุ่งเข้ามาอย่างว่องไวกระบี่ในมือนางฟาดขึ้นบังได้เพียงครึ่งหนึ่งเสียงเหล็กกระทบดังปานระฆังเหล็กก่อนจะตามมาด้วยเสียงเนื้อฉีก
มีดสั้นแทงเข้าใส่ต้นขาขวาของนางอย่างจังร่างของหลิวชิงเซียงทรุดลงทันที ต้านแรงต่อไม่ไหวกระบี่หล่นจากมือเลือดไหลทะลักย้อมพื้นดิน เสียงร้องแผ่วเบาหลุดจากปากนาง ดวงตาเลือนรางเหงื่อไหลอาบหน้าราวกับน้ำฝนพรั่งพรู นักฆ่าคนหนึ่งยกดาบขึ้นสูง หวังจะฟันลงจุดตาย
หยางฉินที่ยังต่อสู้อยู่ด้านข้างเห็นเพียงเสี้ยวเดียวของการเคลื่อนไหวก็รีบพุ่งเข้ารับกระบี่ในมือเขายกขึ้นบัง เสียงเหล็กกระแทกกันสะท้านถึงแขนดาบของศัตรูถูกหยางฉินผลักเบนให้เฉไปด้านหนึ่ง
เสียงครืดของรองเท้าบนพื้นดินหยาบดังขึ้นพร้อมกับร่างของหลิวชิงเซียงที่ทรุดลงแนบพื้นอย่างสิ้นแรงสติของนางเลือนหาย ภาพสุดท้ายก่อนจะดิ่งเข้าสู่ความมืดคือเงาร่างของหยางฉินที่ยังคงยืนหยัด ประคองกระบี่ต่อสู้กับนักฆ่าดุจพยัคฆ์ที่ไร้ทางหนี
ริมฝีปากของนางขยับช้าๆ“รีบ..ไปเสีย..” แล้วทุกสิ่งก็ดับวูบลง
แต่ชายหนุ่มกัดฟันแน่นเหงื่อและเลือดไหลลงข้างขมับ ฝ่ามือเขาถือกระบี่แน่นไม่ปล่อยกล้ามเนื้อทั้งร่างตึงราวสายพิณที่ขึงสุดแรงนักฆ่าสองคนยังไม่ถอย จนคนหนึ่งจะเริ่มหายใจหอบมีบาดแผลหลายแห่งและค่อยๆ ทรุดตัวล้มลง
เวลานี้เหลือเพียงหนึ่งหัวหน้านักฆ่า มันยังคงยืนนิ่งมือถือดาบยาวสีดำสนิทที่แม้ไม่สะท้อนแสงก็กลับดูคล้ายสิ่งชั่วร้ายหมายปองดวงวิญญาณมนุษย์
หยางฉินหอบหายใจยาวกวาดสายตามองเงาร่างนั้นที่ยังไม่ขยับแม้ก้าวเดียวแต่กลิ่นอายแห่งการสังหารกลับแรงกล้าจนบีบรัดอากาศรอบข้างกลิ่นคาวเลือดโชยแตะจมูกอยู่ทั่วบริเวณกลางลานดินแดงที่เต็มไปด้วยร่องรอยการฟาดฟัน ร่างของหลิวชิงเซียงนอนแน่นิ่งกับพื้นเสื้อคลุมยาวสีฟ้าครามเปรอะเปื้อนเลือดเป็นวงกว้าง ผมเผ้ากระเซิงแก้มขาวซีดแนบกับดินเย็น
เขายืนหอบหายใจอาวุธในมือเปื้อนเลือดฝังกลิ่นคาวฝังลึกถึงปลายเหล็กเสื้อคลุมหนังที่เขาสวมขาดวิ่นหลายจุด ร่างกายชโลมเลือดทั้งของศัตรูและของตนเองแต่ท่าทีของเขายังคงหยัด
ตรงหน้าหัวหน้านักฆ่าก้าวออกจากเงาไม้ใบหน้าภายใต้หน้ากากยังคงนิ่งเรียบ แววตาในเงาหน้านั้นไม่มีคลื่นสะเทือนแม้จะเห็นศพบริวารของตนกระจัดกระจายเต็มพื้น
มันมองหยางฉินครู่หนึ่งริมฝีปากแสยะขึ้นอย่างเยียบเย็น “เจ้ามีฝีมือมากกว่าที่ข้าคิด” น้ำเสียงของมันเย็นเยียบดั่งน้ำค้างบนยอดเขา “โดยเฉพาะยามที่อ่อนล้าเช่นนี้ยังรับมือพวกข้าได้ถึงเพียงนั้น” มันทอดเสียงเบาก่อนส่ายหน้าช้าๆพลางนึก หากคนผู้นี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์..เกรงว่าตัวเองคงไม่ใช่คู่ต่อสู้เช่นกัน
มันจ้องดวงตาของหยางฉินนิ่งครู่แล้วลดดาบลงเล็กน้อย เอ่ยเสียงหนัก “ฟังคำหลี่ผินเสียเถอะเจ้าองครักษ์..เจ้ารีบไปซะข้าจะไม่ตามล่าเจ้าหลังจากเสร็จภารกิจนี้” ปลายดาบในมือมันชี้ลงยังร่างแน่นิ่งของสตรีบนพื้นที่เป็นเป้าหมาย“เป้าหมายข้ามีเพียงนาง”
หากแต่เขากลับยกกระบี่ชี้ขึ้นกลางอกอีกฝ่ายบางปลายปากแย้มยิ้มเหยียดขึ้น คล้ายหัวเราะในลำคอ “แต่เราน่ะ..ไม่ใช่คนมีเมตตาเช่นนั้น” เสียงเขาทุ่มขึ้นจากปกติเหมือนเป็นคนละช่องเสียงคนละคนราบเรียบแต่แรงราวสั่นสะเทือนพื้นดิน “เราจะล่าพวกเจ้าและนายของเจ้าทุกผู้เกี่ยวข้องจักต้องตายตกไปตามกัน”
หัวหน้านักฆ่าหัวเราะเบาๆในลำคอ ทว่าในแววตากลับเริ่มขุ่นมัว “เจ้าเป็นเพียงองครักษ์จะทำอะไรได้?”มันพูดพลางเปลี่ยนปลายดาบขึ้นข้างหน้าดวงตาทอประกายเหยียดหยาม “คนอย่างเจ้า..เพียงนายของข้าคิดจะบี้เจ้าเจ้าก็ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้กระดิกนิ้ว แต่ตอนนี้..เจ้าไม่แรงรอดจากที่นี่ด้วยซ้ำ”
หยางฉินเอียงคอมองเขานิ่งก่อนยกยิ้มอีกครั้ง “ก็ดี จะได้รู้กันเสียที ว่าเราจะเอาชนะเศษเดนได้หรือไม่” เสียงเขาเย้ยท้ายังไม่ทันจางก็เอ่ยต่ออย่างเยือกเย็น“หรือว่าเจ้าจะเปลี่ยนใจ..คุกเข่าขอชีวิตเสียดีๆ จะได้มีโอกาสอยู่รอดูว่าเราลงโทษนายของเจ้าด้วยวิธีใดบ้าง”
คำพูดนั้นเสียดแทงดั่งมีดสั้นหัวหน้านักฆ่ากัดฟันกรอด ดวงตาในหน้ากากวาวโรจน์ทันควัน ไม่เอ่ยวาจาใดอีกต่อไปเพียงตวัดดาบขึ้นแล้วพุ่งเข้าใส่พร้อมคำราม
“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร! ข้าจะส่งเจ้าไปหายมบาลเดี๋ยวนี้!”
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงกระแทกพื้นเสียงดาบฟันฟาดเข้ามาดุจพายุ ดาบยาวสีดำฟาดเฉียงอ้อมจากด้านข้างหวังตัดลำคอ
หยางฉินพลิกตัวหลบพื้นใต้เท้าแตกเป็นรอยลึกเพราะแรงฟาด เขาใช้จังหวะนั้นฟาดกระบี่สวนกลับเฉือนเสื้อคลุมฝ่ายตรงข้ามจนขาดแหว่ง เสียงโลหะปะทะกันรัวเร็วต่างฝ่ายต่างไม่ออมมือ
หนึ่งคือมือสังหารผู้สังเวยชีวิตมาในภารกิจนับไม่ถ้วนอีกหนึ่งคือองครักษ์ซึ่งผ่านการฝึกมาอย่างแกร่งกล้าการปะทะแต่ละครั้งเหมือนเส้นด้ายบางๆ ที่ขึงอยู่ระหว่างความเป็นและความตายดวงตาของหยางฉินยังนิ่งสงบทุกท่วงท่ากลับเปี่ยมแรงและแม่นยำ
เมื่ออีกฝ่ายฟาดแนวขวางเขาก้มตัวหลบเฉียดปลายผ้า แล้วแทงกระบี่ขึ้นจากเบื้องล่าง ปลายโลหะแหลมคมกรีดผ่านสีข้างศัตรูเป็นทางยาวเลือดพุ่งออกจากรอยแผล หัวหน้านักฆ่าสะดุ้งถอยกรูด
แต่หยางฉินไม่ปล่อยโอกาสร่างพุ่งตามแนบชิด กระบี่ในมือพลิกตวัดขึ้นใต้แขนอีกฝ่าย ฉัวะ! เสียงเฉือนลึกดังสั้นๆ แล้วร่างของหัวหน้านักฆ่าก็ทรุดลงต่อหน้าจากความเร็วกระบี่ที่เร็วจนไม่อาจจะหลบได้ทัน
“เจ้าไม่มีวันได้รู้ว่าเราเป็นใคร” หยางฉินยืนหอบหายใจดวงตาจับจ้องร่างที่แน่นิ่งลงกับพื้น หัวใจเต้นรัวแรงเหมือนเสียงกลองศึกไม่มีเวลาให้รีรอ เขาวิ่งไปยังร่างของหลิวชิงเซียงทันที
นางยังนอนนิ่งไม่ไหวติงเสื้อคลุมเปื้อนเลือดแนบติดเนื้อเหมือนเปลือกไม้ที่ถูกย้อมด้วยชาดสด
หยางฉินคุกเข่าลงข้างตัวนางรีบประคองร่างขึ้นช้าๆ มือวางบนข้อมือบาง พยายามจับชีพจร แม้ยังเต้นอยู่แต่แผ่วจนน่าหวาดหวั่นใบหน้าของนางซีดจางกว่าดอกบัวที่ถูกตัดจากก้าน ริมฝีปากมีรอยเลือดเล็กน้อยน้ำเสียงที่เอ่ยก่อนสิ้นสติยังคงลอยวนในหูเขา “รีบ..ไปเสีย..”
บุรุษเม้มปากแน่นใช้แขนทั้งสองยกนางขึ้นอุ้มไว้แนบอกร่างบอบบางที่เคยหยัดยืนเคียงเขาเวลานี้อ่อนแรงดุจเศษผ้าชุ่มเลือด
เขาไม่รอช้าเดินเร็วตรงไปยังม้าศึกที่ยังเหลือจากฝ่ายนักฆ่าม้าพันธุ์ดีที่ยืนสงบอยู่ริมชายทาง สีดำขลับ สายตาเฉียบไม่ต่างจากเจ้านายเดิม
ร่างองครักษ์หนุ่มกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วอุ้มหลิวชิงเซียงแนบอกไว้มั่นมือข้างหนึ่งคว้าบังเหียนแล้วกระตุก ม้าศึกส่งเสียงร้องเบาๆก่อนทะยานออกจากลานสังหาร กีบเท้ากระแทกพื้นดินดังรัวมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองที่ยังลิบตา
ภายใต้แสงดาวจาง..เสียงกีบม้ายังดังไม่ขาดสายทิ้งไว้เพียงร่างของศพในชุดดำทมิฬ