สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 190 ซัดมัน

        ดูเหมือนซูจวี่ไม่คิดจะถอดใจหลังจากอันเจิงเดินเข้าประตู เขาลังเลครู่หนึ่งแล้วเดินตามเข้าไป

 

        “อันเจิงเจ้าควรรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญมากที่สุด”

 

        ซูจวี่เดินไปพลางพูดตามหลัง “อีกประเดี๋ยวก็จะถึงเทศกาลใบไม้ร่วงแล้วกำหนดการคือจะจัดขึ้นวันมะรืน ส่วนสำนักวรยุทธ์ชางที่ล้มลงใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวันเลยด้วยซ้ำความจริงไม่ใช่แค่เหยียนชวี่ เกรงว่าอาจารย์ในสำนักวรยุทธ์ชางก็คงเหลือไม่ถึงห้าคนถึงตอนนั้น สำนักวรยุทธ์ชางไม่มีแม้แต่สิทธิ์เข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงด้วยซ้ำการที่เจ้าแข็งข้อแบบนี้ ความจริงมันไม่ใช่เรื่องดีกับตัวเองเลย”

 

        อันเจิงหยุดฝีเท้า จากนั้นก็หันกลับไปถาม“บอกข้าได้หรือไม่ ว่าคำตอบของเนี่ยชิงคืออะไร?”

 

        ซูจวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง “เขาบอกว่า...ต่อให้ตายก็จะเป็นผีของสำนักวรยุทธ์ชาง”

 

        อันเจิงหัวเราะเบา ๆ “ข้าก็ไม่ใช่คนที่ซื่อตรงขนาดนั้นและก็ไม่แน่วแน่ขนาดนั้นด้วย หากใช้เรื่องแบบนี้มาเปรียบเทียบความซื่อสัตย์ละก็ข้าอาจไม่มีทางสู้เนี่ยชิงได้เลย แต่ข้าก็มีเส้นตายของตัวเอง ไม่เข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงก็ได้ชื่อเสียงของข้าเพียงคนเดียว ไม่สนก็ไม่เป็นไร ให้ข้าทิ้งสำนักวรยุทธ์ชางก็ได้เหมือนกันแต่จะให้เข้าสำนักของเจ้า...ขอโทษด้วย ข้ายังทำไม่ได้”

 

        ซูจวี่พูดขึ้น “เจ้าก็น่าจะรู้ดีหากพูดถึงด้านทรัพยากร สำนักวรยุทธ์ชางสู้สำนักต้าติงไม่ได้อยู่แล้วยิ่งไปกว่านั้น ยังเทียบไม่ได้กับสำนักไท่ซ่างเต้าเลยด้วยซ้ำติงหว่านเชียวที่เคยต่อกรกับเจ้า หากจะเรียงลำดับตามพละกำลังเขาอาจไม่ติดหนึ่งในสามเลยด้วยซ้ำ แต่เพื่อเป็นรางวัล สำนักไท่ซ่างเต้ายังมอบโอสถวิญญาณระดับสีทองให้เขาแล้วสำนักวรยุทธ์ชางล่ะ? เจ้านับว่าเป็นศิษย์ที่มีชื่อเสียงในสำนัก แต่พวกเขาให้อะไรกับเจ้าบ้าง?”

 

        “ข้าไม่จำเป็นต้องให้คำมั่นสัญญาอะไรกับเจ้าเจ้าน่าจะเชื่อมั่นอำนาจที่สำนักต้าติงมีสำนักต้าติงสามารถหาวิธีการฝึกพลังวัตรที่เหมาะสมกับตัวเจ้าโดยเฉพาะสามารถหาอาจารย์ที่เหมาะสมให้เจ้าโดยเฉพาะ หากเจ้าต้องการโอสถวิญญาณ อาวุธหรือวิชา สำนักต้าติงต้องช่วยเจ้าเสาะหามาอย่างสุดความสามารถ”

 

        “ข้าพูดได้เลยว่าเจ้าเป็นคนที่สำนักต้าติงชื่นชอบมาก และคนที่อยู่เบื้องหลังของสำนักต้าติงคือใคร เจ้าก็น่าจะรู้ดีฉะนั้นข้าอยากเตือนเจ้าว่าอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจไป การที่ไทเฮาจะทรงชอบใครสักคนมันไม่ใช่เรื่องง่าย”

 

        อันเจิงยิ้ม “ข้านึกว่าไทเฮาทรงอยากฆ่าข้าเสียอีก”

 

        “อย่างนั้นเจ้าก็ประเมินพระราชอำนาจและพระดำริของไทเฮาต่ำไปแล้วล่ะ...ไทเฮาทรงชื่นชอบผู้มีความรู้มากปกติเจ้าเหมือนจะมีความสัมพันธ์กับท่านเสนาบดีเฉินไจ่เหยียนอย่างใกล้ชิด แต่เรื่องนี้จนถึงตอนนี้ยังไม่มีโทษอะไรมาเชื่อมโยงถึงตัวเจ้า? นั่นไม่ใช่รับสั่งจากไทเฮาหรอกหรือข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าสำนักต้าติงและทำประโยชน์เพื่อไทเฮา”

 

        อันเจิงพูดแย้งขึ้น “แต่เรื่องของใต้เท้าเฉินยังไม่จบ”

 

        ซูจวี่ส่ายหน้า“แม่ทัพซูโจ้งนำหลักฐานการติดต่อกับศัตรูกลับมาจากแถบชายแดน นั่นเป็นหลักฐานสำคัญต่อให้จะเป็นเทวดาก็ช่วยเขาไม่ได้ การให้ความสำคัญกับความรู้สึกเป็นเรื่องที่ดีข้าก็ชอบคนหนุ่มที่เป็นแบบเจ้า นั่นแสดงให้เห็นว่าเจ้าเป็นคนที่ไม่เลว แต่หากไม่สามารถแยกแยะเรื่องของตัวเองกับคนอื่นนั่นเท่ากับคนบ้า”

 

        อันเจิงยกมือคารวะ “ขอบคุณอาจารย์ที่มาขอเวลาให้ข้าคิดก่อน”

 

        ซูจวี่เห็นท่าทีอันเจิงอ่อนลงเขาก็ไม่อยากบังคับให้อันเจิงด่วนตัดสินใจ “งั้นก็ได้ พรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่ในเมื่อวันมะรืนก็เป็นเทศกาลใบไม้ร่วงแล้ว”

 

        อันเจิงพยักหน้า “งั้นข้าไม่ส่งแล้วเจอกัน”

 

        ซูจวี่ยกมือคารวะ จากนั้นก็จากไป

 

       อันเจิงเพิ่งเดินเข้าประตูก็ถูกตู้โซ่วโซ่วและคนอื่น ๆ ล้อมไว้สีหน้าทุกคนต่างดูแย่มาก

 

        ตู้โซ่วโซ่วลากแขนอันเจิงแล้วถาม“คนเมื่อครู่มาจากสำนักต้าติง? เขารออยู่หน้าประตูมาครู่หนึ่งแล้ว อันเจิงเจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อ?”

 

        “ยังไม่พูดเรื่องนี้ ข้ายังต้องวิเคราะห์เรื่องของใต้เท้าเฉินก่อน”

 

        “ข้าก็ไม่อยากจะเชื่อว่าใต้เท้าเฉินจะขายชาติ”

 

        ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้นหวังไคไท่ที่เปลี่ยนชุดใหม่แล้วเดินเข้ามาจากด้านนอกอันเจิงเห็นหวังไคไท่เข้ามาจึงรีบออกไปรับ ทั้งสองเดินเข้าไปคุยในห้องตำรา ตู้โซ่วโซ่วและคนอื่นๆ ก็ตามเข้าไปด้วย

 

        หวังไคไท่พูดขึ้น“ที่มาหาเพราะอยากให้เจ้าเตรียมพร้อมเอาไว้ เดาว่าตอนนี้ข้าเองก็คงจะอยู่ลำบาก ได้ยินมาว่าคนของไทเฮาเตรียมลงมือกับข้าในท้องพระโรงวันพรุ่งนี้เรื่องนี้ข้าไม่มีทางต้านทานได้ หากต่อไปไม่มีข้าแล้วพวกเจ้าต้องปกป้องตัวเองให้ดี ตอนนี้ทางไทเฮาอยากกำจัดทุกคนในหน่วยทหาร ดูจากสถานการณ์แล้วเกรงว่าตอนนี้พวกเขาคงยังไม่กล้าลงมือกับฟางจือจี่ แต่เขาก็มีแค่ตัวคนเดียว”

 

        อันเจิงขมวดคิ้ว“เรื่องนี้ต้องเป็นการจัดฉากแน่ ใต้เท้าเฉินไม่มีทางเป็นคนขายชาติ”

 

        “ใครก็รู้ว่าใต้เท้าเฉินไม่ใช่คนขายชาติแต่หลักฐานนั่นมาจากคนของแคว้นโยวตอนนี้พยานบุคคลและพยานหลักฐานอยู่ที่ตำหนักจิงเซี่ยว พวกเราไม่มีหนทางอื่นเลย”

 

        “ข้ากำลังคิดว่า...จะเป็นแผนของชาวโยวหรือไม่?” อันเจิงเสนอแนะความเป็นไปได้

 

        สีหน้าของหวังไคไท่เปลี่ยนไปทันที“ความหมายของเจ้าคือ...เพราะพวกเรามีอำนาจมาก ชาวโยวแพ้สงครามติดต่อกันอีกทั้งยังถูกแคว้นปัวไห่ควบคุมอำนาจทางการทหารอีกส่วน ฉะนั้นจึงคิดวิธีนี้?”

 

        อันเจิงพยักหน้า“ข้าเพียงแค่คาดเดาเท่านั้นวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือหาพยานบุคคลที่มาจากชาวโยวให้ได้ พวกเขาบอกว่าเป็นหลักฐานสำคัญอย่างนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีพยานบุคคลเป็นชาวโยวอย่างเดียว ยังต้องมีคนข้างกายของใต้เท้าเฉินอีกด้วยใต้เท้าเฉินถูกใส่ร้าย หลักฐานสำคัญต้องเป็นคำพูดของคนข้างกายใต้เท้าเฉินแน่”

 

        หวังไคไท่พูดด้วยความโมโห “คนข้างกายอะไรกันเป็นรองเจ้ากรมของหน่วยทหารหม่าจื่อเวยต่างหาก”

 

        อันเจิงชะงักไป “จะเป็นเขาได้อย่างไร?”

 

        “เจ้ายังไม่รู้ เรื่องของชมรมสี่ทิศในตอนนั้นเขาอยากฆ่าเจ้า ตอนนั้นพวกข้าคิดว่าเขาแค่ห่วงความปลอดภัยของหน่วยทหารเท่านั้นตอนนี้เพิ่งได้สติ หม่าจื่อเวยเป็นคนที่ไทเฮาทรงส่งมาตั้งแต่แรกแล้ว ทุกคนต่างก็ถูกเขาหลอกแต่เป็นเพราะพวกเราจัดการเรื่องของชมรมสี่ทิศเร็วเกินไปอีกทั้งเพราะข่าวรั่วไหลออกไป ฉะนั้นเราจึงระมัดระวังมากขึ้นและไม่เหลือหลักฐานให้หม่าจื่อเวยแม้แต่นิดเดียว ไม่อย่างนั้นละก็ครั้งนั้นหน่วยทหารคงพบหายนะแน่”

 

        “รู้ได้อย่างไรว่าเป็นเขา?” อันเจิงถาม

 

        หวังไคไท่หัวเราะด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก“ใต้เท้าเฉินเพิ่งถูกจับตัว หม่าจื่อเวยก็เร่งจะไปขอเลื่อนขั้นในหน่วยทหารแล้ว...เพราะตัวเขาใจร้อนมากเกินไปไม่อย่างนั้นข้าและฟางเต้าจือก็คงเดาไม่ได้ ใต้เท้าเฉินขายชาติ แต่คนที่เป็นถึงรองเจ้ากรมกลับไม่เดือดร้อนอีกทั้งเมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป เขาก็รีบนำคนไปกุมอำนาจที่หน่วยทหาร...หากไม่ใช่เขาจะเป็นใครไปได้”

 

        อันเจิงขมวดคิ้วแล้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง“เขานับว่าเป็นไส้ศึกคนหนึ่ง แต่ข้าสงสัยว่าข้างกายของใต้เท้าเฉินต้องมีไส้ศึกที่มาจากไทเฮาอีกแน่ๆ แต่ถึงกระนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนของแคว้นโยว หรือจะเป็นคนข้างกายของใต้เท้าเฉินก็ตามอย่างไรคนของตำหนักจิงเซี่ยวต้องคุ้มครองอย่างแน่นหนาแน่ เราจะลงมือยากคนเดียวที่เราลงมือได้ก็คือหม่าจื่อเวย...”

 

        หวังไคไท่พยักหน้า “ใช่!จนถึงตอนนี้หม่าจื่อเวยก็ยังไม่ได้เผยตัวตนที่แท้จริงเขาอยากโยนความผิดนี้ให้คนอื่น อีกหน่อยหากเขาเลื่อนขั้นเป็นเสนาบดีของหน่วยทหาร ราชาจะได้ไม่ทรงสงสัยว่าเขาเป็นคนที่ไทเฮาทรงส่งมาฉะนั้นไทเฮาทรงไม่มีทางให้เขาเข้าตำหนักจิงเซี่ยวแน่ คนคนนี้จัดการไม่ยาก”

 

        “ข้าจะเป็นคนหาวิธีเอง” อันเจิงอาสา

 

        หวังไคไท่พยักหน้าอีกครั้ง“ข้าต้องรีบไปแล้ว ช่วยได้กี่คนก็นับว่าดี หากพวกเขาไม่มาจับข้าในคืนนี้ข้ายังสามารถช่วยเจ้า...”

 

        แววตาเขาเปล่งประกายทันที“ข้ารู้แล้วว่าจะช่วยเจ้าอย่างไร...หลังจากกลับไปแล้ว ข้าจะแสร้งทำเหมือนจะหนีด้วยกำลังที่ข้ามี หากพวกเขาจะจับข้าก็เป็นเรื่องยาก ถึงตอนนั้นข้าก็จะล่อยอดฝีมือไปจากทางไทเฮาได้ไม่น้อยส่วนเจ้าก็คิดวิธีพิสูจน์ว่าใต้เท้าเฉินไม่มีความผิดจากตัวหม่าจื่อเวยก็แล้วกัน”

 

        อันเจิงพูด “หากทำแบบนั้น พวกเขาก็ต้องโทษว่าเจ้าคิดหนีน่ะสิ? ถึงตอนนั้นอยากโต้แย้งก็ทำไม่ได้แล้ว”

 

        หวังไคไท่มองอันเจิงแล้วพูดอย่างหนักแน่น“ใครก็รู้ว่าข้าเกิดมาจากครอบครัวที่ยากจน ที่สามารถมีตำแหน่งเหมือนทุกวันนี้ก็พึ่งเพียงผลงานที่สร้างจากสนามรบทั้งนั้นฉะนั้นข้าเห็นความสำคัญของชื่อเสียงตัวเองมากกว่าใคร และให้ความสำคัญกับอนาคตมากข้ารู้ดีว่าหากหนีไปแบบนี้ เกรงว่าทุกอย่างที่ทำมาคงต้องหายไปกับตา...แต่ข้าก็เป็นทหารคนหนึ่งเป็นทหารของแผ่นดินเยี่ยน”

 

        “ความหวังเดียวที่ข้าหวังนั่นก็คือไม่ต้องตายไปพร้อมกับข้อครหา ข้าเสียดายทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างขึ้นอย่างยากลำบากเพราะนี่คือสิ่งที่ข้าใช้ชีวิตตัวเองแลกมาทั้งนั้นแต่ข้าก็รักแผ่นดินนี้มากกว่า...ตอนนี้บ้านเมืองเหมือนมีมรสุมแคว้นเยี่ยนกำลังจะพบภัยพิบัติ หากการตายของข้าแลกมาซึ่งความสงบสุขของบ้านเมืองต่อให้ต้องตายไปกับข้อครหาข้าก็ยอม”

 

        เขาตบบ่าของอันเจิง“เจ้าอายุแค่สิบห้าเองสินะ ความกล้าต้องตกไปอยู่บนบ่าเจ้า ช่างหนักหนาจริง ๆ”

 

        อันเจิงส่ายหน้า“ความกล้าที่ท่านแม่ทัพมีหนักหนากว่าเยอะ”

 

        หวังไคไท่ยิ้มขึ้นมาอย่างกะทันหัน“อย่าพูดอะไรที่ฟังแล้วเจ็บปวดขนาดนั้นเลย หากพวกเราทำสำเร็จขึ้นมาล่ะ หากวิธีที่เด็กหนุ่มอย่างเจ้าคิดสำเร็จขึ้นมาจริงๆ ถึงตอนนั้น ข้าก็ถือว่าได้รับผลประโยชน์เหมือนกัน”

 

        หลังจากพูดจบ เขาก็ก้าวยาว ๆ จากไป

 

        เมื่อหวังไคไท่จากไปอันเจิงมองไปยังตู้โซ่วโซ่วและพวก “ชวีหลิวซี กู่เชียนเยว่พวกเจ้าทั้งสองรวมกลุ่มกัน จากนั้นก็พาทุกคนออกจากที่นี่ตอนดึก หาวิธีติดต่อจงจิ่วเกอให้เขาส่งพวกเจ้าออกนอกเมือง”

 

        ชวีหลิวซีและกู่เชียนเยว่ส่ายหน้า“ข้าไม่ไป”

 

        “ไม่ไปไม่ได้ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าห่วงข้าแต่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ยังมีอีกหลายร้อยชีวิต เอาแบบนี้ดีกว่า เมื่อพวกเจ้าส่งคนออกจากเมืองทั้งหมดแล้วค่อยกลับมา”

 

        กู่เชียนเยว่ยืนยัน “ข้าไม่ไป”

 

        ชวีหลิวซีครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ข้าไปก็ได้ข้าจะคิดวิธีส่งทุกคนออกจากเมืองหลวง แต่อันเจิง...เจ้าจำไว้ว่า หากเจ้าตายข้าก็จะตายตาม”

 

        เมื่อพูดจบชวีหลิวซีก็รีบก้าวจากไป

 

        หลังจากวิ่งออกไปได้ไม่กี่ก้าว นางก็หยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองอันเจิง“หรือหากต้องบอกลากันจริง ๆ ข้าก็ไม่อยากจากไปด้วยความเสียดาย...อันเจิงข้าชอบเจ้า!”

 

        หลังจากพูดจบนางก็หันหลังเดินจากไปอย่างมั่นคง

 

        กู่เชียนเยว่ชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็กัดฟัน “นางจะไปโดยไม่มีข้าได้อย่างไร อันเจิงเจ้าจำเอาไว้เจ้าต้องมีชีวิตต่อ”

 

        กู่เชียนเยว่วิ่งตามชวีหลิวซีออกไปในห้องเหลือเพียงอันเจิงและตู้โซ่วโซ่วเท่านั้น

 

        ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะแห้ง ๆ “น่าอิจฉาจริง...เห็นได้ชัดว่าพวกนางทั้งสองชอบเจ้าเพียงแค่กู่เชียนเยว่ไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของชวีหลิวซีเท่านั้นข้าสูงกว่าและหล่อกว่า ทำไมพวกนางถึงชอบเจ้าล่ะ”

 

        อันเจิงใช้มือขยี้ตาของตัวเอง“เพราะเจ้าสมบูรณ์แบบเกินไป”

 

        ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะเสียงดัง “ไปกันเถอะหากจะต้องไปตาย อย่างไรก็ต้องมีข้าอยู่เคียงข้างเจ้า”

 

        อันเจิงพยักหน้า “ที่ข้าไม่ได้ให้เจ้าไปนั่นก็เพราะอยากให้เจ้าตายด้วยกันนั่นแหละ”

 

        ตู้โซ่วโซ่วโอบไหล่อันเจิงเอาไว้ “เฮ้อ!...ความสัมพันธ์แบบหญิงชายนี่วุ่นวายชะมัดความสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายยังตรงไปตรงมามากกว่า!”

 

        อันเจิงเบ้ปาก “ทำไมคำพูดนี้ช่างดูทุเรศจริง”

 

        ตู้โซ่วโซ่วพูด “ทุเรศกับผีสิ ข้าไม่ได้ชอบเจ้าคนที่ข้าชอบต้องเป็นคนที่ดูอวบอิ่ม และเป็นหญิงอายุมากกว่าต่างหาก เอวต้องบางบั้นท้ายต้องใหญ่เป็นพิเศษ แล้วยังต้องกลมด้วย ท่านแม่ข้าเคยบอกไว้หญิงที่บั้นท้ายใหญ่สามารถเลี้ยงชีพได้...แต่หากเป็นความชอบของข้าละก็ข้าชอบหญิงอกใหญ่มากกว่า...”

 

        ทั้งสองเดินกอดไหล่กันออกไปด้านนอกตู้โซ่วโซ่วเดินไปพร้อมพูดขึ้น “เจ้าว่าหากข้าตายไปแบบนี้ละก็มันจะเป็นการเสียเปรียบหรือไม่? ข้ายังไม่เคยโดนตัวผู้หญิงเลย”

 

        อันเจิงพยักหน้า “เสียเปรียบ!”

 

        ตู้โซ่วโซ่วตบบ่าของอันเจิง “ต่อให้จะเสียเปรียบแต่ก็คงต้องยอม ใครสั่งให้ข้าเป็นพี่น้องกับคนอย่างเจ้ากัน แต่ถึงกระนั้นหากครั้งนี้ไม่ตายละก็ ข้าคงต้องหาผู้หญิงสักคนแล้วล่ะ...”

 

        อันเจิงรับปากมั่นเหมาะ “ข้าช่วยเจ้าหาเอง!”

 

        ตู้โซ่วโซ่วเบ้ปาก “ช่างเถอะ หากเป็นผู้หญิงที่เจ้ามองข้าก็คงไม่ชอบจริงด้วย เจ้ามีแผนรึยัง?”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “แผนกับผีน่ะสิหากรอให้วางแผนเสร็จก็เช้ากันพอดี...หาตัวหม่าจื่อเวยให้เจอก่อนค่อยว่ากัน อย่างมากก็แค่...ซัดมัน”

 

        ตู้โซ่วโซ่วเหวี่ยงหมัดไปด้านหน้า“งั้นก็ซัดมัน”