ตอนที่ 129: เก็บยีนส์แร่และตั้งเมืองย่อย
แสงอรุณรุ่งของวันใหม่ค่อยๆ สาดส่องผ่านรอยแยกของเพดานถ้ำหินย้อยเบื้องบน ลำแสงอุ่นอ่อนโทนสีส้มทองละมุนจับต้องกับผนังเหมืองแร่ศิลาเหล็กที่สะท้อนแสงวิบวับดุจผืนฟ้าจำลองที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวประกายโลหะอันงดงาม กลิ่นอายความอบอุ่นของธารลาวาเหลวที่ไหลเวียนอยู่ลึกลงไปเบื้องล่างช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บของแดนลับปีศาจไปจนสิ้น ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอันแสนสงบเงียบและกลิ่นหอมกรุ่นจางๆ ของน้ำมันมะพร้าวสวรรค์กลิ่นมะพร้าวบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ยังคงอบอวลอยู่รอบเตียงหินกว้างใหญ่ที่ปูทับด้วยหนังสัตว์อสูรขนปุยสีแดงชาดอันแสนหนานุ่ม
บนเตียงหินที่ปูทับด้วยหนังสัตว์อสูรขนปุยสีแดงชาดอันแสนนุ่มหนานั้น ร่างอวบอัดตึงตังสมบูรณ์แบบในสัดส่วนทองคำของกู๋เอ๋อร์ ราชินีแห่งชนเผ่าเกราะศิลาเหล็ก กำลังนอนเบียดซบกายเข้ากับแผ่นอกกว้างกำยำของหลีเฮงอย่างแสนรัก ผิวพรรณสีน้ำผึ้งเนียนละเอียดของนางชุ่มชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อบางเบาและคราบน้ำรักอุ่นชื้นที่แห้งเกรอะกรัง เปล่งประกายเงางามเย้ายวนใจใต้แสงสลัว ยามนี้ เกราะหินศิลาอันแกร่งกล้าขรุขระที่เคยห่อหุ้มร่างกายตามสัญชาตญาณป้องกันภัยของนางได้ละลายสลายไปจนหมดสิ้นแล้ว คงเหลือเพียงเรือนร่างของอิสตรีผู้มีความงามผุดผาดสะโพกผายทรวงอกอวบอัดขนาดมหึมาคัพอีที่กระเพื่อมขึ้นลงช้าๆ ตามจังหวะลมหายใจอันสม่ำเสมอสะท้อนอารมณ์เสน่หาที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ลึกๆ
หลีเฮงค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและเบาสบายตัวอย่างประหลาด แรงเหนื่อยล้าจากการโหมซอยกระแทกกระทั้นขยับเอวสอบส่งรักบำเพ็ญคู่เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมากลับไม่หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ซ้ำร้าย ลมปราณหยางสวรรค์ในร่างของเขายังหมุนเวียนไหลลื่นแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอย่างเด่นชัด ชายหนุ่มคลี่ยิ้มกะล่อนอย่างภาคภูมิใจพลางปรายตามองใบหน้าหวานงดงามของราชินีศิลาที่บัดนี้ไร้ซึ่งความถือดีและหยิ่งยโส สองแขนเรียวสีน้ำผึ้งของนางโอบรัดรอบเอวสอบของเขาไว้แน่นหนาราวกับกลัวว่าชายหนุ่มอันเป็นที่รักจะอันตรธานหายไป
"อืม..." กู๋เอ๋อร์ครางแผ่วเบาในลำคอ ดวงตากลมโตฉ่ำปรือค่อยๆ ลืมขึ้นสบตาชายหนุ่ม ทันทีที่นางเห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของหลีเฮง แก้มสีน้ำผึ้งเนียนก็นึกเขินอายจนขึ้นสีแดงซ่านระเรื่อเข้มข้น นางรีบมุดหน้าซุกเข้าหาซอกคออุ่นของสามีทันทีเพื่อหลบสายตาเจ้าเล่ห์คู่รักที่ดูเหมือนจะยังคงหิวกระหายอยู่ตลอดเวลา
"ตื่นแล้วรึคนดีของพี่ชาย" หลีเฮงเอ่ยเย้าด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอบอุ่นพลางลูบเรือนผมดำขลับยาวสลวยของนางอย่างทะนุถนอม สองมือหนาแอบเลื่อนไปบีบเค้นลงบนก้นงอนงามนุ่มเด้งของราชินีสาวเบาๆ สัมผัสผิวกายสีน้ำผึ้งเนียนนุ่มจนทำเอากู๋เอ๋อร์สั่นสะท้านน้อยๆ ร่างอวบอัดเสียดสีเบียดชิดเข้าหากันจนลมหายใจของทั้งคู่เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกหน
"ท่าน... ท่านคนบ้า คนฉวยโอกาส" กู๋เอ๋อร์ส่งเสียงประท้วงอุบอิบในอ้อมอก "เมื่อคืนท่านกระทำรุนแรงถึงเพียงนั้น ซ้ำยังใช้ลูกไม้ล่อลวงจนข้าต้องสูญสิ้นเกราะศิลาคู่กาย ยามนี้ข้าไม่มีหนทางขัดขืนท่านได้อีกแล้ว ร่างกายและดวงจิตของข้าล้วนสยบต่อแท่งเอ็นร้อนและสัมผัสอันร้ายกาจของท่านจนหมดสิ้น" แม้นางจะพูดคล้ายตัดพ้อ ทว่าแววตากลมโตที่ช้อนขึ้นมองกลับเต็มไปด้วยความภักดีและเสน่หารัญจวนใจอย่างปิดไม่มิด สองมือเรียวขยับลูบแผ่นหลังแกร่งของชายหนุ่มปะปนแรงรัก
หลีเฮงหัวเราะร่วนปลาบปลื้มในหัวใจ ชัยชนะและบทรักอันเร่าร้อนที่เขาได้มอบให้แก่นางนั้น นับว่าเป็นการละลายเกราะหินแกร่งภายนอกและหลอมรวมวิญญาณภายในให้ยอมศิโรราบต่อเขาอย่างสมบูรณ์แบบ ทันใดนั้นเอง ในดวงจิตของหลีเฮงก็พลันปรากฏแสงสว่างสีทองวาบพร้อมเสียงแจ้งเตือนอันคุ้นเคยของระบบเทพแมงดาที่สั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างแจ่มชัด
*ติ๊ง!*
*[ระบบตรวจพบพันธสัญญาสมรสเสน่หาและการลงนามยอมจำนนของกู๋เอ๋อร์ ราชินีเผ่าเกราะศิลาเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์!]*
*[ยินดีด้วยกับโฮสต์! ระบบทำการสกัดรหัสยีนเกราะศิลาจากหยดโลหิตและหยาดน้ำรักที่ผสมผสานลมปราณของราชินีกู๋เอ๋อร์ได้เสร็จสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างถาวรแล้ว!]*
*[คุณสมบัติรหัสยีนเกราะศิลา: ปลดล็อกความสามารถในการปรับปรุงพันธุ์และพัฒนาโครงสร้างทางชีวภาพของสัตว์อสูรในสังกัด มอบชั้นผิวหนังพิเศษที่แข็งแกร่งดุจศิลาเหล็กทมิฬ สามารถลดทอนความเสียหายจากการโจมตีกายภาพของศัตรูลงร้อยละแปดสิบ และเพิ่มความทนทานต่อธาตุไฟและการเผาไหม้ของเปลวเพลิงขึ้นอีกร้อยละห้าสิบ]*
*[ข้ารับใช้กู๋เอ๋อร์ได้รับการบันทึกสถานะเป็นวีรบุรุษผู้ปกป้องประจำฐานทัพย่อย และเป็นผู้ดูแลการผลิตและขุดแร่ศิลาเหล็กอย่างเป็นทางการ]*
หลีเฮงมองดูหน้าจอโปร่งแสงสีทองที่ลอยอยู่กลางอากาศด้วยความยินดีล้นพ้น ยีนเกราะศิลานี้คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยยกระดับความถึกทนของฝูงสัตว์อสูรใต้บัญชาของเขาให้ก้าวหน้าไปอีกระดับ โดยเฉพาะฝูงสัตว์อสูรวิ่งรุกประชิดที่เน้นการเข้าปะทะระยะประชิดแต่มีจุดอ่อนเรื่องความเปราะบางของร่างกาย หากได้เกราะศิลานี้มาหุ้มตัว พวกมันจะกลายเป็นกองทัพหน้าเหล็กกล้าที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
หลีเฮงหันกลับมามองกู๋เอ๋อร์และจูบหน้าผากมนของนางเบาๆ "น้องหญิงคนดีของพี่ เจ้าช่วยพี่ได้มากจริงๆ ยามนี้เจ้าคือสนมรักผู้ร่วมสร้างอาณาจักรกับพี่อย่างแท้จริง เอาล่ะ... เรามีงานใหญ่ต้องจัดการแล้ว เหมืองแร่ศิลาเหล็กทมิฬแห่งนี้จะเป็นรากฐานอันแกร่งกล้าให้แก่ค่ายใหญ่ของเรา!"
กู๋เอ๋อร์พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย แววตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นความตั้งมั่นและจริงจังดุจผู้นำทัพ "ข้าเข้าใจแล้วสามี เหมืองแร่แห่งนี้คือถิ่นฐานของชนเผ่าข้า ข้ารู้จักทุกซอกอุโมงค์และสายแร่เป็นอย่างดี ข้าจะควบคุมดูแลคนงานและควบคุมการสกัดแร่เหล่านี้เพื่อท่านอย่างสุดความสามารถ"
หลีเฮงลุกขึ้นจากเตียงหินสะบัดกายแต่งตัวสวมเสื้อผ้าชุดยาวสีขาวตัดขอบน้ำเงินประกายมุกอย่างสง่างาม ทิ้งภาพลักษณ์หนุ่มขี้เล่นจอมกะล่อนที่กวนประสาทในสนามรบด้วยการสวมกางเกงในมารสีชมพูเรืองแสงเต้นแร้งเต้นกาไปจนสิ้น ยามนี้ชายหนุ่มก้าวเดินออกมายังโถงกลางเหมืองแร่ศิลาเหล็กทมิฬด้วยท่วงท่าของผู้นำผู้กุมยุทธศาสตร์สมองเพชร
บริเวณเหมืองแร่ศิลาเหล็กแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก ผนังหินคูหาทางเชื่อมเต็มไปด้วยแร่หินสีดำสนิทประกายเหล็กกล้าแวววาวสะท้อนไอความร้อน แร่นี้คือก้อนหินศิลาเหล็กทมิฬที่มีความแกร่งกล้าอย่างถึงที่สุด มันหนักอึ้งและทนทานต่ออุณหภูมิสูงและแรงปะทะทางกายภาพได้อย่างยอดเยี่ยม หากนำไปสลายและแปรรูปผ่านพลังของรังอสูรธรรมชาติ จะสามารถนำมาอัปเกรดยกระดับอาวุธ ชุดเกราะ และโครงสร้างกำแพงค่ายกลป้องกันของรังวิหารหลักของเย่เจาจวินได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
ทว่า ปัญหาใหญ่ในยามนี้คือ ฝูงสัตว์อสูรในสังกัดของเขา ไม่ว่าจะเป็นเหล่าอสูรหมาป่าวิ่งรุกประชิด หรืออสูรปีศาจพ่นพิษมาร ล้วนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการฆ่าฟันและล่าสังหารในสนามรบเป็นหลัก พวกมันไม่มีความรู้เรื่องการใช้แรงงานขุดแร่หรือการคัดแยกประเภทแร่อย่างเป็นระบบ หากปล่อยให้พวกมันใช้ขาหน้าขุดดินหรือพ่นกรดพิษละลายหิน ก็อาจจะทำให้สายแร่อันล้ำค่าได้รับความเสียหายและได้แร่ดิบปริมาณน้อยเกินไป
"ข้าจำเป็นต้องใช้คน... คนที่มีทักษะและรู้จักการทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบ" หลีเฮงพึมพำกับตนเองพลางใช้ความคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ จากนั้นเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าในดินแดนมนุษย์ ณ แดนเหมันต์และวังบุปผาหิมะนั้น มีพวกทาสปีศาจข้าศึกและพวกทาสอสูรท้องถิ่นที่พ่ายแพ้ในศึกสงครามครั้งก่อนๆ ถูกคุมขังอยู่เป็นจำนวนมาก คนเหล่านั้นเคยผ่านการทำงานหนักและขุดแร่น้ำแข็งสวรรค์มาก่อน จึงย่อมเหมาะสมที่สุดในการนำมาขุดเจาะแร่ที่เหมืองย่อยแห่งนี้
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลีเฮงจึงสวมวิญญาณนักบริหารเกมกลยุทธ์จัดการดึงเอาคันฉ่องหรือกระจกจิตสื่อสารข้ามมิติซึ่งเป็นอุปกรณ์พิเศษทรงแปดเหลี่ยมสลักเกล็ดหิมะโบราณออกมาจากกระเป๋ามิติ กระจกนี้สามารถส่งสัญญาณข้ามมิติตะวันออกไปตะวันตกเชื่อมต่อโดยตรงกับหุ่นเทพจำแลงที่ฝากไว้กับบรรดาภรรยา ณ วังบุปผาหิมะ
หลีเฮงโคจรลมปราณส่งเข้าไปในกระจกจิตสื่อสาร ทันใดนั้นพื้นผิวกระจกพลันเปล่งแสงสว่างสีครามเย็นเฉียบก่อนจะค่อยๆ ปรากฏภาพทิวทัศน์ของโถงวิหารน้ำแข็งใหญ่ และภาพของหญิงสาวแสนสวยสองนางที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอสะท้อนแสง
นางแรกคือ "หลินเสวี่ยเหยา" จักรพรรดินีเหมันต์ผู้มีใบหน้างดงามเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก ทว่ายามนี้นางกลับมองหลีเฮงผ่านกระจกด้วยดวงตาที่เป็นประกายห่วงใยสะท้อนความโหยหาลึกซึ้ง ส่วนอีกนางคือ "กู่ชิงชิง" แม่ชีน้อยหรือจักรพรรดินีเหมันต์อัปสรคนสวยที่ยืนกอดอกทำหน้ามุ่ย ส่งเสียงฮึดฮัดใส่ชายหนุ่มทันทีที่เห็นหน้าเขายิ้มแป้นอยู่ในกระจก
"เจ้าคนกะล่อนหน้าหนา! หายหน้าไปตั้งนานเพิ่งจะติดต่อกลับมารึ! ข้าก็นึกว่าเจ้าจะโดนพวกนางปีศาจในแดนลับนั้นจับกินตับจนเอวหักไปแล้วเสียอีก!" กู่ชิงชิงเอ่ยเหน็บแนมทันควัน แก้มเนียนของนางแดงเรื่อด้วยความงอนระคนยินดีที่เห็นสามีปลอดภัยดี
หลีเฮงทำหน้าทะเล้นส่งจูบผ่านกระจกจิตสื่อสาร "โธ่... น้องหญิงชิงชิงคนดีของพี่ พี่คิดถึงเจ้าใจจะขาดรอนๆ ทุกค่ำคืนพี่ต้องนอนกอดหมอนข้างพลางพร่ำเพ้อเรียกชื่อเจ้าและน้องหญิงเสวี่ยเหยาอยู่ตลอดเวลาเลยนะจ๊ะ ส่วนเรื่องนางปีศาจนั้น พี่ชายคนนี้ใช้แต่คุณธรรมและการเจรจาสันติภาพสยบศึกเท่านั้น ไม่ได้มีความสุขสำราญอะไรเลยจริงๆ นะสาบานได้!"
"เฮอะ! คำพูดของเจ้าเชื่อถือได้ไม่ถึงครึ่งส่วน หากเจ้าใช้แต่คุณธรรมและวาจา แล้วเหตุใดเกราะพลังเมียในตราประทับของข้าถึงได้สั่นเตือนเบาๆ คล้ายมีผู้ร่วมพันธะคนใหม่เพิ่มขึ้นเล่า?" หลินเสวี่ยเหยาเอ่ยขึ้นพลางส่ายหัวน้อยๆ แม้น้ำเสียงจะดูดุ ทว่ามุมปากของนางกลับยกยิ้มจางๆ ด้วยความเอ็นดูในความลื่นไหลของสามี
หลีเฮงหัวเราะแห้งๆ แก้เกี้ยว ก่อนจะรีบดึงเข้าเรื่องสำคัญเพื่อป้องกันการโดนซักฟอกมากไปกว่านี้ "เอาล่ะๆ เมียรักทั้งสองของพี่ ยามนี้พี่มีเรื่องสำคัญระดับความมั่นคงของฐานทัพย่อยอยากให้พวกเจ้าช่วยเหลือด่วนที่สุด พี่เพิ่งจะสยบกู๋เอ๋อร์ ราชินีเผ่าเกราะศิลาเหล็กและยึดครองเหมืองแร่ศิลาเหล็กทมิฬโบราณได้สำเร็จ แร่ที่นี่มีความแข็งแกร่งและหนาแน่นเป็นอย่างยิ่ง หากนำมาส่งเสริมโครงสร้างค่ายกลและสิ่งปลูกสร้างของรังวิหารหลัก จะทำให้ฐานทัพของเราแข็งแกร่งดุจกำแพงเหล็กกล้าทมิฬยากที่ข้าศึกจากแดนใดจะบุกทำลายได้"
หลินเสวี่ยเหยาเมื่อได้ยินเรื่องแร่ศิลาเหล็กทมิฬ ดวงตาก็ค่อยๆ ฉายแววเคร่งขรึมและประหลาดใจ "แร่ศิลาเหล็กทมิฬงั้นรึ? แร่ชนิดนี้ในอดีตเคยปรากฏขึ้นแต่เพียงในตำนานเล่าขานของยอดฝีมือพันปี มันมีคุณสมบัติในการสะกดลมปราณภายนอกและเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางโครงสร้างได้อย่างน่าอัศจรรย์ เจ้าต้องการให้พวกเราช่วยเหลือสิ่งใด?"
"พี่อยากให้พวกเจ้าช่วยควบคุมและรวบรวมทาสปีศาจรวมถึงแรงงานอสูรแดนเหมันต์ที่เราจับกุมได้ในศึกคราวก่อนๆ ส่งตัวพวกมันผ่านประตูลูกแก้วมิติและหุ่นเทพจำแลงข้ามแดนเข้ามาที่เหมืองย่อยแห่งนี้อย่างเร่งด่วน พี่ต้องการแรงงานเหล่านั้นมาขุดเจาะแร่ คัดแยกประเภท และขนย้ายทรัพยากรอย่างเป็นระบบ โดยพี่จะให้กู๋เอ๋อร์คอยควบคุมแส้ทหารดูแลความสงบเรียบร้อยที่นี่ไม่ให้พวกมันขัดขืนหรืออู้งานได้" หลีเฮงเสนอแผนการเชิงบริหารออกมาอย่างจริงจัง
กู่ชิงชิงได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับคำ "เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ในคุกใต้ดินของวังบุปผาหิมะมีพวกทาสปีศาจและอสูรเชลยศึกที่ไม่มีประโยชน์อยู่นับพันตัว ทุกวันนี้พวกมันเอาแต่กินนอนเสียเสบียงไปเปล่าๆ ข้าจะประสานงานกับศิษย์พี่เสวี่ยเหยาเพื่อระดมกำลังพวกมันทั้งหมด จัดแจงเสื้อผ้าและพลั่วขุดแร่ค่ายกล แล้วจะส่งผ่านประตูส่งทรัพยากรข้ามมิติไปให้เจ้าภายในสองชั่วยาม"
"ขอบใจพวกเจ้ามากนะยอดรักของพี่ หากศึกครั้งนี้ลุล่วงและพี่สร้างฐานทัพย่อยแห่งนี้เสร็จสิ้นเมื่อใด พี่จะรีบส่งร่างจำลองหุ่นเทพไปมอบรางวัลความเสน่หาให้น้องหญิงชิงชิงและน้องหญิงเสวี่ยเหยาจนร้องครางระเส่าคาเตียงหิมะเลยเชียว!" หลีเฮงพูดจาหยอดเย้าพลางยักคิ้วกวนประสาท
"คนลามก! ใครจะอยากได้รางวัลบ้าๆ ของเจ้ากัน ไปทำงานของเจ้าเลย!" กู่ชิงชิงหน้าแดงก่ำรีบสะบัดมือตัดการเชื่อมต่อหน้าต่างกระจกสื่อสารไปทันที ทิ้งให้หลีเฮงหัวเราะอย่างชอบใจกับปฏิกิริยาของเมียรักปากแข็ง
ผ่านไปเพียงสองชั่วยามตามสัญญา ทางเชื่อมมิติจิตสีครามพลันเปิดกว้างขึ้นกลางลานหินของเหมืองแร่ศิลาเหล็กทมิฬ ขบวนแถวของทาสปีศาจและแรงงานอสูรจากแดนเหมันต์นับพันชีวิตทยอยก้าวเดินข้ามมิติเข้ามาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกตัวสวมโซ่ตรวนค่ายกลสะกดวิญญาณและถือพลั่วขุดแร่เหล็กกล้าที่หลอมขึ้นเป็นพิเศษ
กู๋เอ๋อร์ในชุดเกราะหนังสัตว์กระชับทรวงอกคัพอีเน้นสะโพกผายอวบอัดถือค้อนศึกยักษ์และแส้ศิลาเหล็กยืนตระหง่านอยู่บนแท่นหินสูงสง่า แววตาและใบหน้าของนางสลัดความหวานเชื่อมยามอยู่บนเตียงออกไปอย่างสิ้นเชิง กลับคืนสู่ร่างของราชินีผู้เกรียงไกรทรงพลัง ผิวกายสีน้ำผึ้งเปล่งประกายเข้มแข็งน่าเกรงขาม
"พวกทาสปีศาจและอสูรขูดแร่ฟังให้ดี! ต่อไปนี้เหมืองแร่ศิลาเหล็กแห่งนี้คือเขตปกครองของสามีข้า! ผู้ใดทำงานดี ขยันขันแข็ง จะได้รับเสบียงอาหารและโอสถวิเศษฟื้นฟูลมปราณอย่างเต็มอิ่ม ทว่าหากผู้ใดคิดขี้เกียจ อู้งาน หรือวางแผนก่อขบถคิดหลบหนี แส้ศิลาเหล็กและค้อนยักษ์ของข้าจะบดขยี้กระดูกของพวกเจ้าให้กลายเป็นเศษผง!" เสียงตวาดอันทรงพลังปราณสะเทือนเลื่อนลั่นของกู๋เอ๋อร์สะท้อนก้องกังวานไปทั่วโถงอุโมงค์เหมืองแร่ ทำเอาพวกทาสปีศาจสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว รีบก้มหน้าก้มตาแบกพลั่วกระจายตัวออกไปทำงานขุดเจาะแร่ทันทีอย่างไม่มีผู้ใดกล้าอิดออด
ระบบการทำงานขุดแร่อย่างเป็นระบบภายใต้การสั่งการเชิงบริหารของหลีเฮงและกู๋เอ๋อร์ดำเนินไปอย่างลื่นไหลและมีประสิทธิภาพขีดสุด:
ขั้นแรก พวกแรงงานทาสปีศาจที่มีพละกำลังทักษะการขุดเจาะจะใช้พลั่วและเหล็กเจาะปราณค่ายกลกระหน่ำสับเจาะผนังถ้ำหิน แยกรื้อเอาก้อนแร่ศิลาเหล็กดิบสีดำมะเมื่อมออกมาเป็นชิ้นๆ เสียงของโลหะกระทบหินแร่ดังก้องกังวานอย่างสนุกสนานระทึกใจสายแร่นี้มีความแข็งแกร่งจนก่อเกิดประกายไฟสีฟ้าขาวทุกครั้งที่หัวพลั่วสับโดน บ่งบอกถึงความหนาแน่นเชิงสสารที่สูงล้ำเหนือกว่าแร่เหล็กทั่วไปหลายสิบเท่า
ขั้นที่สอง แรงงานอสูรแดนเหมันต์ที่มีร่างกายแข็งแกร่งจะคอยขนย้ายก้อนแร่ศิลาเหล็กดิบเหล่านั้นบรรจุใส่ตะกร้าหวายสานอาคม แบกขึ้นหลังนำมาเทรวมกันยังลานจัดสรรตรงกึ่งกลางเหมืองย่อย กองหินแร่สีดำประกายม่วงสะสมพูนสูงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับภูเขาย่อมๆ
ขั้นที่สาม ฝูงอสูรหมาป่าวิ่งรุกประชิดที่หลีเฮงสั่งการให้คอยเดินตรวจตราจะใช้ปากและอุ้งเท้าคอยคาบคัดแยกชิ้นแร่ศิลาเหล็กที่มีความบริสุทธิ์สูงสะท้อนประกายสีม่วงเข้มแยกออกจากแร่เกรดรอง ส่วนฝูงอสูรปีศาจพ่นพิษมารจะคอยพ่นละอองไอพิษอ่อนๆ ในระยะไกลเพื่อกัดละลายคราบดินปืนโคลนและหินไร้ค่าที่ติดอยู่ตามผิวของก้อนแร่ศิลาเหล็กทมิฬ ทำให้ก้อนแร่ศิลาเหล็กมีความบริสุทธิ์สะอาดสะอ้านพร้อมใช้งานมากที่สุด การทำงานร่วมกันระหว่างสัตว์อสูรและมนุษย์สร้างสภาพแวดล้อมที่แปลกตาแต่ก็นำมาซึ่งการผลิตที่รวดเร็วอย่างประหลาด
หลีเฮงยืนกอดอกมองภาพความโกลาหลที่เป็นระเบียบเรียบร้อยนี้ด้วยสมองเพชรวิเคราะห์เชิงลึก ชายหนุ่มเปิดใช้ถุงย่ามมิติมารซึ่งเป็นอุปกรณ์ส่งผ่านวัตถุดิบและทรัพยากรข้ามแดนที่ระบบมอบให้ ชายหนุ่มติดตั้งปากย่ามเข้ากับค่ายกลขยายมิติขอบเขต เมื่อคนงานลำเลียงแร่ศิลาเหล็กที่บริสุทธิ์และจัดหมวดหมู่เสร็จสิ้นมาเทลงในหน้าต่างมิติ แร่ศิลาเหล็กหนักหลายร้อยชั่งในแต่ละก้อนจะถูกสลายตัวและดูดกลืนหายวับเข้าไปในถุงย่ามมิติมารทันที เพื่อเดินทางข้ามมิติไปยังรังวิหารหลักของเย่เจาจวินในพริบตา
ณ รังวิหารหลัก ส่วนกลางของแดนลับปีศาจ
"เย่เจาจวิน" ราชินีปีศาจราตรีแสนสวยผู้ยืนกุมบังเหียนเฝ้าปกป้องค่ายหลักอยู่ ยามนี้ยืนจ้องมองไปยังแท่นรังฟักอสูรธรรมชาติด้วยดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นทึ่งในสิ่งประจักษ์ แร่ศิลาเหล็กทมิฬปริมาณมหาศาลหนักนับหมื่นชั่งกำลังพรั่งพรูหลั่งไหลออกมาจากรอยแยกประตูมิติส่งผ่านทรัพยากรอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายประดุจสายน้ำสีดำไหลหลาก
"แร่ศิลาเหล็กทมิฬปริมาณมหาศาลถึงเพียงนี้! สามีช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก หาแร่ล้ำค่านี้มาได้ทันเวลาพอดี!" เย่เจาจวินเอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชมและเสน่หาในตัวสามีที่พุ่งสูงขึ้น
นางไม่รอช้ารีบสั่งการป้อนวัตถุดิบแร่ศิลาเหล็กทมิฬทั้งหมดเข้าสู่ระบบควบคุมวิหารรังธรรมชาติทันที แร่ศิลาเหล็กที่ตกลงสู่แท่นรังฟักถูกใยไหมธรรมชาติและโคลนเนื้อปราณอสูรดูดซับกลืนหายเข้าไป จากนั้นกระบวนการยกระดับโครงสร้างและกำแพงค่ายกลป้องกันตัวฐานก็เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ครืน...! ครืน...! ครืน...!
แผ่นดินรอบรังวิหารหลักสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง กำแพงค่ายกลดินเหนียวและรั้วใยแมงมุมป้องกันเดิมที่ดูเปราะบางบัดนี้ค่อยๆ ถูกแร่ศิลาเหล็กทมิฬที่สลายตัวเข้าเชื่อมโยงผสมผสาน ผุดขึ้นเป็นกำแพงหินศิลาเหล็กทมิฬสีดำสนิทสูงตระหง่านกว่าสามสิบจั้ง ล้อมรอบบริเวณรังวิหารหลักเอาไว้อย่างหนาแน่นแน่นหนา ผิวของกำแพงแฝงไปด้วยประกายแร่เหล็กกล้าสีม่วงดำแวววาวและรอยสลักอักขระอสูรโบราณ เพิ่มค่าพลังป้องกันและความทนทานต่อการโจมตีกายภาพและพลังเวทมนตร์ขึ้นนับสิบเท่า ป้อมปราการใยไหมค่ายกลเดิมได้รับการติดตั้งแท่นศิลาเหล็กทมิฬช่วยให้ยูนิตยิงระยะไกลสามารถขึ้นไปยืนยิงสนับสนุนได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยยิ่งขึ้น โครงสร้างที่ทรุดโทรมจากการสู้ศึกพิทักษ์ด่านครั้งก่อนได้รับการซ่อมแซมและชดเชยด้วยโลหะหินที่ทนทานกว่าเดิม
นอกจากนี้ ค่ายฟักไข่หลักและรังธรรมชาติยังได้รับการปรับปรุงโครงสร้างไอพลังศิลาเหล็กเข้าไปสะสมในเปลือกไข่อสูรที่กำลังรอนำมาฟักตัว ทำให้ตัวอ่อนภายในเริ่มปรับแต่งสัญชาตญาณความแกร่งกล้าเพื่อรองรับสายพันธุ์ยีนศิลาเหล็กที่หลีเฮงสกัดได้แล้ว พลานุภาพแห่งการฟักไข่เพิ่มความว่องไวและขยายพื้นที่รังออกไปอีกหลายลี้ โครงสร้างเกราะป้องกันภายนอกของรังหลักในตอนนี้แข็งแกร่งประดุจป้อมปราการเหล็กไม่มีผิดเพี้ยน
หลีเฮงที่ยังคงเฝ้าสังเกตการณ์ผ่านคันฉ่องกระจกมิติมองเห็นฐานทัพหลักของตนได้รับการยกระดับป้องกันจนหนาปึ้กก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างบ้าคลั่งด้วยความสะใจ "ฮ่าๆๆ! ดีมาก! ยามนี้ค่ายใหญ่ของข้าได้รับการเสริมเกราะศิลาเหล็กทมิฬจนแน่นหนาปานนี้ ต่อให้พวกศัตรูหน้าไหนบุกเข้ามา ก็ต้องเจอกำแพงเหล็กทุบฟันไม่เข้าจนหน้าแหกกลับไปอย่างแน่นอน!"
ในขณะที่หลีเฮงกำลังยินดีอยู่นั้น หน้าจอระบบสีทองพลันแจ้งเตือนกล่องข้อความและผลลัพธ์การทำงานประจำวันดังขึ้นมาอีกครั้ง
*ติ๊ง!*
*[ระบบรายงานยอดปันผลสะสมประจำวันจากหุ่นเทพสวมรอย ณ วังบุปผาหิมะแดนเหมันต์โลกมนุษย์: ได้รับแต้มปันผลประจำวันเพิ่มขึ้นบวกสามพันแต้มสำเร็จเสร็จสิ้น!]*
*[ระบบประเมินการขยายขอบเขตและจัดตั้งเมืองย่อยเหมืองแร่ศิลาเหล็กทมิฬสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ยอดค่าสถิติอัปเดตเป๊ะๆ ดังนี้:]*
- ได้รับแต้มปันผลประจำวันสะสม: +3,000 แต้ม
- แต้มแมงดาคงเหลือรวมล่าสุดในระบบ: 50,000 แต้มพอดี (จากเดิม 47,000 แต้ม บวกเพิ่มปันผล 3,000 แต้ม)
- แต้มวิบัติสะสมเพิ่มขึ้นเป็น: 63 แต้ม (เพิ่มขึ้น 1 แต้มจากการตั้งเมืองย่อย เหมืองแร่อาณาเขตขยายอิทธิพลดึงดูดสายตาชนเผ่าวิหคปีศาจข้ามมิติเบื้องบน)
- ค่าศักดิ์ศรีสะสม: -60 แต้ม (คงเดิม)
- เกราะพลังเมียสะสม: 8 หน่วย (คงเดิม)
หลีเฮงจ้องมองตัวเลขแต้มสะสมจำนวนห้าหมื่นแต้มพอดีในหน้าจอระบบด้วยรอยยิ้มกว้างกะล่อนจนแก้มปริ ยอดแต้มมหาศาลนี้เพียงพอที่จะทำให้เขาเลือกซื้อหาไอเท็มระดับวิเศษหรือความสามารถแปลกๆ จากร้านค้าระบบเพื่อพลิกสถานการณ์ได้อีกเพียบในภายภาคหน้า
ทว่า เมื่อสายตาของเขาเลื่อนลงมาสบกับค่า "แต้มวิบัติสะสม" ที่ขยับเพิ่มขึ้นมาเป็นหกสิบสามแต้ม คิ้วของชายหนุ่มก็ขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ ทักษะความระมัดระวังภัยของระบบส่งสัญญาณเตือนกระตุกในอกเบาๆ บ่งบอกว่าการยึดครองเหมืองแร่ขนาดใหญ่และการสถาปนาเมืองย่อยแห่งนี้ได้ส่งกลิ่นอายพลังงานความมั่งคั่งแผ่กระจายออกไปกว้างขวางเกินไป จนอาจจะไปกระตุ้นสัญชาตญาณความโลภและการจับตาของชนเผ่าวิหคปีศาจที่ครองน่านฟ้าเบื้องบนของแดนลับแห่งนี้เข้าเสียแล้ว
"แต้มวิบัติสูงขึ้นเป็นหกสิบสามแต้มแล้วรึ... ดูท่าการขยายดินแดนทำเหมืองครั้งนี้ คงจะทำให้พวกนกปีศาจสวมเกราะด้านบนเริ่มนั่งไม่ติดพื้นดินแล้วสิ" หลีเฮงหรี่ตาลงพลางแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้านอกปากถ้ำเหมืองแร่ที่ดูลึกลับและมืดครึ้ม
แต่อย่างไรก็ตาม ความกังวลใจนั้นหลงเหลืออยู่ในสมองของเขาเพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น ชายหนุ่มหน้าหนาคลี่ยิ้มกว้างดุจสุนัขจิ้งจอกผู้ถือไพ่เหนือกว่า ยามนี้เขามีทั้งเหมืองแร่ศิลาเหล็กทมิฬที่เป็นฐานพลังงาน มีทาสปีศาจคอยขุดแรงงาน มีภรรยาสุดที่รักทั้งเจ็ดสตรีที่พร้อมเคียงบ่าเคียงไหล่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือยีนเกราะศิลาเหล็กที่สกัดได้สำเร็จ ซึ่งพร้อมจะนำไปอัปเกรดฝูงสัตว์อสูรหมาป่าในค่ายหลักของเย่เจาจวินในค่ำคืนนี้
"ก็เข้ามาเถอะพวกวิหคปีศาจข้ามมิติ! ตราบใดที่ข้ายังมีแต้มในระบบถึงห้าหมื่นแต้มพอดี และมีเกราะพลังเมียหนาถึงแปดหน่วยคอยคุ้มหัว ข้าจะสอยร่วงลงมาจากฟ้ามาทำนกย่างสมุนไพรให้หมดเกลี้ยงเลยคอยดู!" หลีเฮงสบถคำรามอย่างทะลึ่งตลกขบขันและมั่นใจเต็มเปี่ยม ก่อนจะหันหลังกลับไปโอบไหล่บางของกู๋เอ๋อร์เพื่อร่วมบริหารจัดการตั้งด่านเมืองย่อยแห่งนี้ให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรต่อไป!
---