ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 4 บทที่ 105 วังน้ำวนแห่งสมบัติ (5)

            “พ่อคะ เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?” เด็กสาวหลบอยู่ในอุ้มกอดคุณพ่อเอ่ยถามเสียงสั่นเครือ “นะ นะ นี่เป็นสัตว์ประหลาดใช่ไหมคะ?”

            “ฉู่!” ผู้เป็นพ่อเอามือปิดปากเธอไว้ ตอบกลับด้วยเสียงสั่นเครือเช่นกัน “พะ พ่อไม่รู้ ตะ ตะ ตะแต่คงไม่ใช่คน!”

            “ที่รัก นั่นมันอะไรกัน?” คู่รักสองคนกล้ากว่าคนอื่นอยู่หน่อยทั้งๆที่ขนหัวลุกแต่ยังพยายามยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายเพราะมือสั่นระรัวจึงเล็งไม่อยู่สักที

            “ไม่รู้เหมือนกัน...” คนข้างๆเดินออกมาพร้อมผ้าห่มคลุมหัวตัวเองราวกับคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะหลบซ่อนได้มิดชิดทว่าเสียงไรฟันกระทบกันดัง “กึกๆๆ” ของเขาไม่อาจปิดบังได้ “ขะ ขะ ขะเขากินคนรึเปล่า?”

            พวกเขา เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นเต็มสองเบ้าตา

            พวกเขาเห็นว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเริ่มต้นจากตรงไหนและเกิดได้อย่างไร!

            ท่ามกลางทะเลสาบ คนที่ยืนหิ้วศีรษะมนุษย์ด้วยมือข้างหนึ่งและถือดวงแสงสีฟ้าอีกมือหนึ่ง... ไม่สิ เขาไม่ใช่คน

            ทั้งระทึก ทั้งตื่นเต้น เพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นคือโลกอีกด้านที่ไม่เคยเห็นมาก่อนตอนนี้พวกเขารับรู้แล้วว่าบนโลกใบนี้มีอะไรแบบนี้อยู่จริง!

            ความรู้สึกหวั่นหวาด... มาจากสาเหตุที่ว่าไม่มีใครคิดว่าเขาเป็นคน!

            คนที่ไหนเปล่งแสงได้?

            คนที่ไหนกระโดดทีเป็นสิบเมตร?

            คนที่ไหนยืนอยู่บนผิวน้ำได้โดยไม่จม?

            สิ่งมีชีวิตในคราบมนุษย์ตัวนี้ ทำเอาหนังฮอลลีวูดกับมาร์เวลจืดชืดไปเลยแบบนี้สิถึงจะเรียกว่าเป็นยอดมนุษย์ที่แท้จริง!

            บรรยากาศตอนนี้เงียบสงัดไร้สรรพเสียง มีเพียงเสียงโทรศัพท์มือถือที่ยกขึ้นจ่อเพื่อเก็บภาพทั้งหมดที่อยู่เบื้องหน้า

            สวีหยางอี้ไม่สนใจความคิดคนอื่นแม้แต่น้อย

            สำแดงอิทธิฤทธิ์ต่อหน้ามนุษย์ธรรมดาแล้วจะทำไม? ข้อห้ามแบบนี้มันเป็นอะไรนักหนา!

            เขาไม่รู้สึกเสียใจที่ทำแบบนี้แม้แต่น้อย เพียงแค่ปรับลมหายใจเป็นปกติเสี้ยววินาที่แสงสีฟ้าสว่างวาบปกคลุมยอดเขาเขาสัมผัสได้ว่าผลึกพลังปีศาจหลอมเป็นหนึ่งกับตัวเขาแล้ว

            ในเวลาเดียวกัน คล้ายกับได้ยินเสียงตะโกนเจือแววโมโหของทั้งสิบกว่าคนตรงเส้นขอบฟ้า“ไม่!!!”

            “สารเลยเอ๊ย!” ผู้เฒ่าคนหนึ่งแผดเสียงลั่นนภาแววตาโหดเหี้ยมปานจะกัดสวีหยางอี้ให้รู้แล้วรู้รอด เขาเค้นพลังจนตาแดงเรื่อเหาะไปยังตำแหน่งของสวีหยางอี้อย่างไม่กลัวพลังปราณแห้งเหือด!

            เสี้ยวนาทีนั้น... ผลึกพลังปีศาจของปี้ปัวเจินเหรินถูกตัดขาดออกจากสรรพสิ่งอย่างสิ้นเชิงมีแต่ความเชื่อมโยงที่มีต่อสวีหยางอี้เท่านั้น

            “หึ...” หญิงสาวในชุดราตรีเหาะอยู่กลางอากาศเสี้ยววินาทีที่แสงสีฟ้าสว่างวาบ ดวงตาหลับลงอย่างขมขื่น ปากเม้มผนึกสั่นเทา

            วินาทีต่อมา เธอเค้นพลังขึ้นจนตาแดงเรื่อพลางกัดฟันเหาะพุ่งไปทางภูเขาไฟเหล่าเฮยซานเช่นกัน

            “เสียของจริงๆ !”หญิงเฒ่าวัยหกสิบกว่าปีผมขาวโพลนทั้งหัวกำลังพุ่งไปทางภูเขาไฟเหล่าเฮยซานด้วยอีกคน

            ณ ที่ตรงนั้น... พวกเขามองเห็นเงาร่างยืนชูมือขวาผลึกพลังปีศาจที่ดูเหมือนไฟประภาคารยามราตรีสุกสว่างส่องไสวอยู่ในมือของอีกฝ่าย!

            ต่อให้พวกเขาเป็นผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับปลายหรือระดับสมบูรณ์ก็ไม่อาจกลบเกลื่อนแววตาอิจฉาริษยาของตัวเองได้

            นี่มันเป็นผลึกพลังระดับจินตันเชียวนะ!

            เป็นแก่นพลังระดับจินตันที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรปีศาจพันปี!

            เป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่าได้ด้วยเงินตราหากทำเช่นนั้นนับว่าเป็นการดูถูก!

            วัตถุเวทมนตร์ระดับสูงในรอบหลายร้อยปี!

            แต่ผลึกพลังปีศาจระดับจินตันนี้ยอมรับเจ้าของมันแล้ว...แต่ว่าพวกเขาก็ยังไม่ยอมถอดใจ!

            ยังไม่เห็นด้วยตา จะให้ถอดใจได้อย่างไร! ?

            “นี่มัน...” คนที่เหาะอยู่ด้านหน้าสุด คือพ่อบ้านตระกูลหนึ่งในสภาพชุดชั้นในแม้แต่ร้องเท้ายังเป็นรองเท้าแตะ แค่เห็นก็รู้แล้วว่ารีบร้อนแค่ไหน

            เขา... มองเห็นเงาร่างชัดเจนแล้ว สิ่งที่วัยรุ่นคนหนึ่งชูขึ้นเหนือศีรษะหาใช่ผลึกพลังปีศาจทอแสงไม่แต่เป็น...

            ศีรษะมนุษย์!!!

            “นักเรียนจากเทียนเต้าปีการศึกษาที่ 2016 สวีหยางอี้ทำการสังหารหมิงเสินผู้ฝึกตนปีศาจที่บึงบงกชจตุทิศ!”

            เสียงของเขาสะท้อนออกไปทั่วสารทิศ!

            “อะไรนะ?!” เงาร่างผู้ชายร่างหนึ่งหยุดชะงักลงฉับพลันสายตามองไปยังที่แห่งนั้นอย่างไม่อยากเชื่อ!

            “ฉันไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม?!” “ทายาทตระกูลหมิง?!ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่คนนั้น?!” “สังหารทายาทตระกูลหมิงที่บึงบงกชจตุทิศงั้นเหรอ?!”

            น้ำเสียงเจือแววหวาดหวั่นรำไรดังแผ่วออกจากปากเงาร่างสิบกว่าร่างที่กำลังเหาะมาพวกเขาแทบจะหยุดชะงักกลางอากาศพร้อมกัน และมองไปทางเงาร่างเดียวดายนั่น

            ยามราตรีเงาร่างที่อาบชุ่มด้วยหยาดเลือดคล้ายกระบี่แหลมคมปักยึดมั่นไม่บิดงอใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบดิน คราบเลือด และหยาดเหงื่อแต่ยังคงสะท้อนแวววีรบุรุษงามสง่าอย่างเด่นชัดมือหิ้วศีรษะมนุษย์ชูสูงแลดูเหมือนภาพเสมือนองค์ราชันย์สวมมงกุฎเป็นภาพที่สะท้านสะเทือนใจเสียยิ่งกว่าแสงสว่างจากผลึกพลังปีศาจยิ่งนัก!

            เปรียบดั่งเครื่องหมายแห่งศักดิ์ศรีของนักรบ คือความภาคภูมิใจของลูกผู้ชาย

            มวลพลังจิตสิบกว่าระลอกถาโถมเข้าสังเกตพวกเขาแทบไม่อย่างเชื่อว่าทายาทแห่งตระกูลใหญ่ต้องสังเวยชีวิตลง ณ ที่แห่งนี้!

            บรรยากาศเงียบสงัดลง!

            ปราศจากข้อสงสัย ทุกสิ่งที่เห็นล้วนเป็นที่ประจักษ์

            ลักษณะพลังชีวิตของหนอนไหม...ปราณปีศาจที่อัดแน่นไปด้วยจิตสังหารอันเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้...คือตระกูลหมิงอย่างไม่ต้องสงสัย!

            “เป็นทายาทตระกูลหมิงจริงๆ ด้วย...”ผู้ชายในชุดนอนท่าทางงัวเงียอยู่ตลอดเวลามองสวีหยางอี้อย่างเหม่อลอยทว่าภายในใจกลับรู้สึกหลากอารมณ์

            “ตระกูลอันดับหนึ่งที่เป็นรองเพียงขั้นหยวนอิง...แม้แต่ขั้นจินตันยังไม่กล้าข้องเกี่ยว...ตระกูลหมิงแห่งสี่ตระกูลใหญ่ที่บำเพ็ญเพียรปีศาจ...”หญิงสาวคนหนึ่งในชุดราตรีลอยอยู่กลางอากาศ ลมโชยพัดชายผ้าส่งเสียงพึ่บพั่บภายในใจนึกหวาดสะท้านขึ้นเหนืออื่นใด “ตระกูลที่มีลูกศิษย์สามพันคนมีคนบริวารรับใช้ในตระกูลสองพันคน มีมหาอาวุโสสิบคน...กว่าจะบ่มเพาะเลี้ยงดูเหล่าทายาทตระกูลหมิงยี่สิบคนออกมาได้ แต่หมิงเสิน หนึ่งในทายาทกลับ...”

            กลับตายอย่างอนาจในที่แบบนี้!

            “สหาย...” ผู้เฒ่าคนหนึ่งพยายามสะกดอารมณ์ลงพลางพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงพร่าแหบ “นายเป็นคนภายใต้สังกัด สำนักหรือองค์กรไหน?ฝึกวิชาเวทหลักแบบไหน?”

            “นี่...เป็นทายาทตระกูลหมิงจริงๆ งั้นเหรอ?” ประโยคนี้ดังขึ้นพร้อมกับคำพูดของผู้เฒ่าผู้เฒ่าตกตะลึง สีหน้าคล้ายถอดสีหน้าลง เขาหรี่ตามองเงาร่างอีกฟากหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งพันกว่าเมตรสูดลมหายใจอย่างสลด “ที่แท้เป็นสหายจากตระกูลซือหม่านี่เอง...”

            “นี่คือทายาทตระกูลหมิงจริงๆ ...”หญิงสาวชุดราตรีมองเงาร่างยืนตระหง่านดั่งกระบี่คมปักพื้นด้วยสายตาลุ่มลึกก่อนพูดกับคนจากตระกูลซือหม่า “สหายตระกูลซือหม่าลองดูตรงนั้น... ว่ากันว่าตระกูลหมิงมีโลงศพหุ่นเชิดทั้งหมดยี่สิบโลงโลงศพหมายเลขยี่สิบคือหนึ่งในหุ่นเชิดที่ทรงพลังที่สุดของพวกเขาส่วนหมายหมายเลขหนึ่งถึงห้าก็คือสุดยอดอาวุธสังหารที่แท้จริงของพวกเขาแต่ว่าต่อให้เป็นโลงศพหมายเลขอะไรก็รับมือยากทั้งนั้น”

            เงาร่างดำตะคุ่มที่ถูกเรียกว่าซือหม่าเริ่มขยับเขากวาดตาไล่มองจนเห็นร่างท่อนบนของสัตว์ประหลาดสามหัว

            “นี่เป็น... หุ่นเชิดจากโรงศพหมายเลขสิบ... ศพชุบเหล็กกล้า...ฉันเคยซ้อมมือกับยอดฝีมือขั้นจู้จีท่านหนึ่งจากตระกูลหมิง รับมือยากยิ่งกว่าสหายทุกท่านจะจิตนาการได้หลายเท่า...”น้ำเสียงเนิบนาบเรียบนิ่งดังขึ้น สายตาหลากอารมณ์คู่หนึ่งจ้องมองไปที่สวีหยางอี้“ขั้นเลี่ยนชี่... ที่ฆ่าทายาทตระกูลหมิงได้... สหาย นายมันบ้าบิ่นแต่ก็ช่างแข็งแกร่งจริงๆ”

            นี่เป็นคำชมจากรุ่นพี่ขั้นจู้จี!

            ผู้ฝึกตนที่เหาะบินได้เหล่านี้คือผู้ฝึกตนขั้นจู้จีขึ้นไปไม่มีผิด!

            ท่าทางยืนชูศีรษะมนุษย์ภายใต้แสงจันทร์ของเขาสะท้อนแววน่าเกรงขามออกมาจนเป็นที่ยอมรับจากผู้ฝึกตนที่ได้เห็น!

            ในเหล่าผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ผู้ที่สามารถสังหารทายาทตระกูลหมิงที่บำเพ็ญเพียรปีศาจได้มีไม่ถึงสองสามคน!

            แน่นอนว่า สวีหยางอี้ที่เอาชนะหมิงเสินได้ย่อมเข้าใจเป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายตึงมือแค่ไหนตัวเขาเองรู้ดีว่าผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนระดับที่เอาชนะตัวเขาได้คงไม่ไม่กี่คนถ้าสวีหยางอี้ไม่เหลือไพ่ตายหักมุมในตอนท้ายอย่างหลี่จงหยวนเอาไว้ป่านนี้คนที่ยืนยัดเป็นคนสุดท้ายคงไม่ใช่เขาอย่างแน่นอน!

            ถ้าเปลี่ยนเป็นเหล่าอันดับหนึ่งด้วยกันในตอนนั้น นอกจากฉู่เจาหนานแล้วทุกคนคงตายลงที่นี่ด้วยน้ำมือของหมิงเสินเป็นแน่! บางทีอาจไม่รอดตั้งแต่ด่านของหุ่นเชิดกระบี่ยี่สิบตนก็เป็นได้!

            สวีหยางอี้ มีเหตุผลที่กล้ายืดอกได้อย่างภาคภูมิใจ!

            นาทีนี้ ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีทุกคนต่างหยุดทุกการเคลื่อนไหวลงหลากหลายความคิดภายในใจสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย

            เพราะว่าอยู่ๆก็มีมวลพลังจิตอันท่วมท้นประหนึ่งคลื่นสมุทรเกรี้ยวกราดทั้งสามมวลพุ่งมาจากคนละทิศด้วยความเร็วเหนือจิตนาการ!

            หากเป็นผู้ฝึกตนที่ตบะเท่าพวกเขาหรืออย่างมากสุดก็จู้จีระดับสมบูรณ์...ก็คงไม่สามารถแผ่ขยายกางอาณาเขนพลังจิตได้กว้างและครอบคลุมขนาดนี้!

            ความรู้สักอันราวกับครอบผืนฟ้าคลุมผืนดินแบบนี้ความยิ่งใหญ่ที่ราวกับทุกสรรพต้องสยบคามือแบบนี้อาณาเขตพลังที่ขยายเป็นวงกว้างดั่งแสงจันทร์สาดส่องไร้ทางหนีแบบนี้มีเพียงความเป็นไปได้เดียวเท่านั้น...

            จินตันเจินเหรินปรากฏตัว!