“ผมแซ่เซี่ยจริงๆ” ผมผงกหัวแรงๆ
ครู่หนึ่งเขาก็ปล่อยมือผม แล้วเงยหน้าขึ้นเหมือนพูดกับตัวเอง แต่ก็เหมือนร้องถามใครบางคน “เขาแซ่เซี่ยเขาก็แซ่เซี่ยด้วย...พวกแกเชื่อไหม พวกแกเชื่อที่เด็กพูดไหม”
ผมสะบัดแขนขวาแรงๆ แล้วยกมือซ้ายขึ้นนวดฝ่ามือขวา
เกิดเสียงดัง “กึก กึก กึก”บนหลังคากระเบื้องของวิหารใหญ่ มีสามคนะโลงมาร่อนลงมาที่หน้าประตูวิหารอย่างไร้สุ้มเสียง
“พวกคุณไม่เชื่อหรือ”ชายผอมสูงหันมาถามสามคนนั้น
ทั้งสามคนล้วนใส่หน้ากากอนามัยหน้ากากสีดำปิดบังครึ่งใบหน้าไว้
“คุณเชื่อ เราก็เชื่อ” หนึ่งในนั้นตอบ
“คุณไม่เชื่อ เราก็ไม่เชื่อ” อีกคนตอบ
“เชื่อหรือไม่เชื่อ ขึ้นกับคุณคุณคือาาแห่งนรลักษณ์ เราเชื่อคุณ” คนที่สามตอบ
ชายผอมสูงแหงนมองขึ้นไปนิ่งคิดสองสามวินาทีแล้วพูดอีก “ถ้างั้น พวกคุณล่ะ ไม่พูด ไม่ออกความเห็นหมายความว่ายังไง”
ผมแหงนมองตาม กลับเห็นเพียงขื่อคาสลับกันไปมาในความมืดเท่านั้น
แสงเทียนส่องไปถึงข้างบนดอกไม้แกะสลักบนขื่อคาดูเลือนรางและแปลกตา ราวกับอักขระบนยันต์ที่ภูตผีทิ้งไว้
ผมกลืนน้ำลายแรงๆลำคอเหมือนแห้งแตกเป็แผล ความรู้สึกที่เหลือคือปวดแสบ
“พูดสิ” ชายผอมสูงเร่งเร้า
มีเสียงดังขึ้นที่หน้าประตูวิหารมีสิบกว่าคนกระโจนลงมาจากข้างบน แต่ต่างยืนอยู่ข้างหลังสามคนนั้น ทั้งหมดนิ่งเงียบ
“เขารู้หรือ” คนสวมหน้ากากอนามัยถาม
“คิดว่าเซี่ยเทียนเฉิงน่าจะรู้”ชายผอมสูงหันไปทางพี่ใหญ่ เชิดคางขึ้น
“ให้มันพูด” คนสวมหน้ากากอนามัยบอก
“เขาไม่ยอมพูด ใจแข็งเหลือเกิน” ชายผอมสูงพูด
“ฉันลองเอง” คนสวมหน้ากากอนามัยพูด
ผมรู้สึกตาลาย แล้วคนสวมหน้ากากอนามัยที่พูดคนแรกก็ไปอยู่ตรงหน้าพี่ใหญ่แล้ว
สองมือพี่ใหญ่ถูกมัดมือไพล่หลังติดกับเสาแต่ทันใดนั้นพี่ใหญ่ร้องะโสุดเสียง เชือกที่มัดไว้ถูกดึงขาดออกเขาใช้มือขวาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ คว้าดาบปลายปืนคู่กายออกมาพลิกมือแทงใส่ชายคนนั้น
คนหนุ่มส่วนมากในห้าเขตใหญ่ของจี่หนานล้วนรู้จักดาบปลายปืนเล่มนี้ของพี่ใหญ่หัวหน้านักเลงที่มีชื่อเสียงไม่ว่าในเขตลี่เซี่ย ลี่เฉิง สื้อจงเทียนเฉียวและไหวอิน ถ้าเห็นดาบปลายปืนเล่มนี้ยังต้องให้เกียรติบ้างนี่เป็เื่ที่ทำให้ผมภาคภูมิใจมาก เพราะผมเป็น้องชายของเซี่ยเทียนเฉิง
ผมเคยเห็นพี่ใหญ่ใช้น้ำมันทำความสะอาดปืนเช็ดถูดาบปลายปืนเล่มนี้หลายครั้งแล้วทั้งยังตั้งความหวังว่าสักวันผมจะมีดาบปลายปืนอย่างพี่ใหญ่เป็ของตัวเองทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับศัตรูจะสามารถพูดได้อย่างฮึกเหิมว่า “แจ้งชื่อแซ่มา ดาบปลายปืนของข้าแซ่เซี่ยไม่ฆ่าผีที่ไร้ชื่อ!”
ครั้งนี้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดชั่วพริบตาดาบปลายปืนเล่มนั้นจึงไปอยู่ในมือของชายคนนั้น
มือและเท้าพี่ใหญ่ไม่อยู่นิ่งขาขวาแหย่เข้าไปที่หว่างขาของฝ่ายตรงข้าม มือขวาสอดไปใต้รักแร้ของฝ่ายนั้น ใช้ท่า“พลิกมือทุ่ม” ในวิชามวยปล้ำจี่หนาน
จี่หนานเป็หนึ่งในสี่ของดินแดนมวยปล้ำของจีนยุคก่อนเฒ่าซายอดนักมวยซึ่งเป็เพื่อนบ้านเราเป็ผู้สืบทอดสายตรงของมวยปล้ำจี่หนานดังนั้นทุกท่าที่พี่ใหญ่ใช้ล้วนเป็ไม้เด็ดของสกุลซาทั้งสิ้น
เกิดเสียงดัง “ขวับ” ชายคนนั้นตวัดดาบปลายปืนปาดลงบนลำคอพี่ใหญ่ เืสายหนึ่งพุ่งออกมา ปลิวไปไกลแปดศอก
“อย่าเสียเวลาเลยเ้าหนู”คนที่ถือปืนจ่อหัวผมหัวเราะ
ชายคนนั้นใช้สองขาหนีบแล้วบิดเกิดเสียงดัง “เพียะ” ที่หัวเข่าขวาของพี่ใหญ่ กระดูกสะบ้าหักทันที
“เอากระจกวารีโหรเทพให้ฉัน แล้วแกก็จะปลอดภัย”คนสวมหน้ากากอนามัยพูด
เขาเพียงขยับมือเล็กน้อยก็ทำให้พี่ใหญ่าเ็ที่คอยังทำให้ขาหักด้วย เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ดีดดาบปลายปืนที่เปื้อนเืเบาๆไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
ทุกคนที่หน้าประตูวิหารพากันหูผึ่งทันทีเมื่อได้ยินคำว่ากระจกวารีโหรเทพต่างกลั้นหายใจตั้งใจฟังเต็มที่
เป็ครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อนี้ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน ยิ่งไม่รู้ว่าของสิ่งนั้นคืออะไร
“ฉัน...ไม่รู้” พี่ใหญ่ฝืนยืนขึ้นเืไหลผ่านหน้าอกลงมา จนเสื้อครึ่งตัวชุ่มเื
“สกุลเซี่ย แกเท่านั้นที่รู้” คนสวมหน้ากากอนามัยพูด
“ฉันไม่รู้ว่าแกพูดอะไร” พี่ใหญ่สั่นหัว
ผมเห็นาแที่ปริออกบนลำคอเขาแล้วผมถึงกับตัวแข็งทื่อ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี
“ความลับของสกุลเซี่ย ถ่ายทอดให้ลูกชายไม่ถ่ายทอดให้ลูกสาว ถ่ายทอดให้ลูกสะใภ้ ไม่ถ่ายทอดให้ลูกเขย แกไม่รู้ จะเป็ไปได้หรือ”คนสวมหน้ากากอนามัยโยนดาบปลายปืนเล่น หยดเืบนดาบปลายปืนร่วงลงบนพื้น
“ฉันไม่รู้...”พี่ใหญ่แสยะยิ้มอย่างเ็ป
คนสวมหน้ากากอนามัยใช้ขาเกี่ยวพี่ใหญ่ล้มหงายตึง
“บรรพชนสกุลเซี่ยสืบทอดวิชานรลักษณ์ที่ไร้เทียมทานเชี่ยวชาญในการตรวจดูโชคชะตาความลับแห่ง์จากการดูเส้นลายเส้นชีพจรบนตัวคนครั้งนี้ฉันจะใช้มีดกรีดเส้นลายบนตัวแกไปเรื่อยๆ จนกว่าแกจะยอมเปิดปาก...” ชายสวมหน้ากากอนามัยพูดพึมพำจากนั้นจึงย่อตัวลง ใช้เข่าขวากดทับข้อศอกขวาของพี่ใหญ่
ทุกคนยืนนิ่งมองดู ไม่ส่งเสียง ยกเว้นผม
“อาครับ ขอร้องล่ะ ปล่อยพี่ชายผมเถอะ”ผมขอร้องผู้ชายตรงหน้า ทั้งๆ ที่ไม่มั่นใจเลย
ถึงตอนนี้ผมต้องทำอะไรบ้างเพื่อช่วยชีวิตพี่ใหญ่
เสียงชายคนนั้นเปลี่ยนเป็เบาและนุ่มนวลขึ้น“ถ้าเขามอบของออกมา ฉันก็จะปล่อยเขา ปล่อยเธอด้วย”
“อาครับ ผมไม่รู้จริงๆบ้านผมอยู่ที่ฝั่งใต้ของทะเลสาบต้าิ อาไปค้นบ้านเราได้ ค้นเจอก็เอาไปเลยขอร้องล่ะ ปล่อยพี่ชายผมเถอะ ขอร้องครับ” ผมพูดเสียงเบาอ้อนวอนเขา
ชายคนนั้นสั่นหัว “นั่นเป็ความลับมีแต่พี่ชายเธอที่รู้”
ชายสวมหน้ากากอนามัยเล็งดาบปลายปืนไปที่ใจกลางฝ่ามือของพี่ใหญ่ทันใดนั้นก็แทงลงไปเต็มแรง
คมดาบแทงทะลุฝ่ามือต้องเ็ปอย่างแสนสาหัสแน่นอน แต่พี่ใหญ่กลับกัดฟันแน่นไม่ร้องออกมาแม้แต่คำเดียว
“ลายรูปตัวชวน[1]ดาบแรกตัดเส้นชีพจรูเาและแม่น้ำของแกก่อน อดทนเข้าไป ดูว่าแกจะทนได้กี่ดาบ”ชายสวมหน้ากากอนามัยส่งเสียงหัวเราะประหลาดเหมือนนกฮูก
“ฮูกๆ...ฮูกๆ...” จู่ๆก็มีนกฮูกสองตัวส่งเสียงร้องนอกหน้าต่าง ทำให้ผมตื่นขึ้นจากเหวลึกของความทรงจำ
ผมลุกพรวดขึ้นเห็นเส้นกราฟการเต้นของหัวใจบนจอมอนิเตอร์เต้นอย่างมีกฎเกณฑ์ ยังเห็นห้องคนไข้ที่สะอาดเรียบร้อยจึงตื่นเต็มที่แล้วแล้วตระหนักว่าเมื่อครู่เป็กึ่งความฝันกึ่งการหวนนึกถึงเหตุการณ์คืนที่พี่ใหญ่ประสบเคราะห์กรรม
เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกินชั่วพริบตาก็ผ่านไปสิบปีแล้ว เื่ที่พี่ใหญ่ตายอย่างน่าอนาถได้กลายเป็คดีที่ไร้เบาะแสปิดคดีไม่ลงไปแล้ว
สกุลเซี่ยที่มีชีวิตอยู่เหลือเพียงสองคนเท่านั้นนอกจากผมแล้ว ก็คือปู่ผมที่นอนอยู่บนเตียงคนป่วยด้านตรงข้าม
ป้ายที่หัวเตียงเขียนชื่อปู่ไว้ชื่อของท่านคือจิ่วเซียง
ั้แ่ก่อนพี่ใหญ่จะถูกฆ่าตายปู่ก็ป่วยเป็โรคอัลไซเมอร์แล้ว วันๆ มีท่าทางป้ำๆ เป๋อๆ ไม่สามารถจัดการกับกิจวัตรประจำวันของตัวเองได้ต้องมีคนคอยดูแล
ผมเดินมาที่ข้างเตียง ขวดน้ำเกลือที่ให้ทางหลอดเืที่แขวนอยู่เหลือแค่ก้นขวดได้เวลาเปลี่ยนแล้ว
ที่จริงผมแค่กดปุ่มเรียกที่หัวเตียงก็พอจะมีคนจากเคาน์เตอร์พยาบาลเอาขวดใหม่มาเปลี่ยนให้แต่ขณะนี้ผมอยากออกไปสูดอากาศบ้าง จึงเปิดประตูเบาๆ แล้วเดินออกไป
ตึกผู้ป่วยหลังใหม่ของโรงพยาบาลประจำเมืองกว้างขวางมากไฟที่โถงทางเดินเย็นตา ช่วยทำให้โรงพยาบาลมีสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ
ที่นี่เป็โรงพยาบาลที่ใกล้บ้านผมที่สุดเฉลี่ยแล้วทุกปีผมต้องพาปู่มาตรวจรักษาสามสี่ครั้ง บางครั้งเพื่อฉีดยาปฏิชีวนะบางครั้งฉีดยาบำรุงถ้าหากไม่มีเงินประกันสุขภาพของชาวเมืองที่เบิกค่ารักษาได้ส่วนหนึ่งแค่ค่าใช้จ่ายการรักษาปู่ในโรงพยาบาลก็คงทำให้ผมมีหนี้ก้อนโตแน่
ผมมาถึงเคาน์เตอร์พยาบาลแจ้งให้นางพยาบาลไปเปลี่ยนขวดน้ำเกลือ
พยาบาลแซ่หลี่ สวมแว่นตาอันโต เธอยิ้มร่า ท่าทางอารมณ์ดี
“หมอถังคะฉันจะไปเปลี่ยนขวดน้ำเกลือให้คนป่วยเตียงเบอร์หนึ่ง”เธอหันไปพูดกับห้องแพทย์เวรที่อยู่หลังเคาน์เตอร์พยาบาล
ประตูห้องแพทย์เวรเปิดออก เด็กสาวสวมเสื้อกาวน์สีขาวเดินออกมา
“หมอถัง ฉันจะไปเปลี่ยนขวดน้ำเกลือรบกวนคุณหมอดูแลที่นี่หน่อยค่ะ” พยาบาลหลี่พูด
เด็กสาวคนนั้นพยักหน้ารอจนพยาบาลหลี่ถือขวดน้ำเกลือออกไปแล้ว จึงหันมายิ้มให้ผม “คุณเป็ญาติของท่านผู้เฒ่าเซี่ยใช่ไหมคะ”
ผมผงกหัว “ครับ คนป่วยเป็ปู่ผม ผมชื่อเซี่ยเทียนสือ”
เด็กสาวชี้ไปที่ป้ายชื่อบนอกเสื้อ“ถังหว่านค่ะ”
เธอเป็เด็กสาวที่ใสบริสุทธิ์ ใบหน้าคมขำรูปร่างเพรียวบาง ผมดำขลับยาวศอกเศษมัดเป็หางม้าห้อยอยู่ที่ท้ายทอยดูเป็คนเปิดเผยและทำงานเก่ง
“เข้าเวรคงลำบากมากนะครับผมเห็นคนไข้หลายคนในแผนกนี้ต้องให้น้ำเกลือทั้งคืน” ผมพูด
ถังหว่านยิ้ม “ไม่ลำบากหรอกค่ะ คนที่ลำบากจริงๆคือคนป่วยกับญาติที่มาเฝ้าดูแลอย่างพวกคุณ กลางวันทำงานกลางคืนยังต้องมาเฝ้าที่นี่”
ผมรู้สึกละอายใจเล็กน้อย “ผมยังดีครับไม่ได้เข้างาน เปิดร้านเล็กๆ ของตัวเอง ยังพอมีเวลาบ้าง”
ถังหว่านยิ้มพลางพยักหน้า“งั้นก็ดีเลยค่ะ”
เพิ่งคุยกันได้สองสามประโยคเครื่องอินเตอร์คอมบนโต๊ะก็ดังขึ้น เป็เสียงของพยาบาลหลี่ “หมอถังคะคนป่วยเตียงหนึ่งมีสภาพเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย มาตรวจดูหน่อยได้ไหมคะ”
ผมใ หันกลับไปทันที เตรียมกลับไปที่ห้องคนป่วย
ถังหว่านว่องไวมากก้าวพรวดออกจากเคาน์เตอร์พยาบาล เดินเคียงข้างผมไปยังห้องคนป่วย
พยาบาลหลี่เปิดไฟเพดานห้องแล้ว กำลังใช้เครื่องวัดความดันแบบดิจิตอลวัดความดันเืให้ปู่ผม
“ความดันเืและชีพจรมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากช่องว่างระหว่างความดันเืเกินระดับปกติ...” ถังหว่านเหลือบมองจอมอนิเตอร์จากนั้นจึงหยิบหูฟังออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
“เมื่อกี้ตอนที่ฉันเข้ามา คนป่วยลุกขึ้นนั่งจ้องมองไปนอกหน้าต่างตลอดเวลา” พยาบาลหลี่พูดเสียงเบา
ผมแปลกใจ เพราะปู่เข้าโรงพยาบาลครั้งนี้สภาพร่างกายอ่อนแอมากถ้าไม่มีคนคอยประคองจะไม่สามารถลุกขึ้นเองได้ ได้แต่นอนอย่างไร้เรี่ยวแรงมีการบันทึกสภาพเหล่านี้ในรายงานการตรวจห้องคนป่วยของหมอ
“งั้นหรือ” ถังหว่านไม่ได้แสดงอการแปลกใจมากเกินไปเพียงแต่ขานรับตามปกติ
“น่ากลัวจังค่ะ นอกหน้าต่างไม่มีอะไรฉันเรียกแกก็ไม่ตอบ แกนั่งอยู่ครู่หนึ่งก็นอนลงไปเองทั้งความดันและชีพจรสูงไปถึงสองร้อยกว่า จนปุ่มแดงบนมอนิเตอร์กะพริบเตือน”พยาบาลหลี่บอก
ผมเดินไปดูที่หน้าต่างที่นี่เป็ชั้นห้าของโรงพยาบาล นอกหน้าต่างมีเพียงยอดต้นไป๋หยางสูงใหญ่เพียงไม่กี่ต้นต้นไป๋หยางกำลังผลิใบใหม่ในยามราตรี แสดงว่าฤดูใบไม้ผลิของเมืองแห่งน้ำพุ[2]มาถึงแล้ว
“ไม่มีอะไรจริงๆ” ผมหันมาพูดกับถังหว่านและพยาบาลหลี่
“ฉัน...ฉันเองก็ไม่รู้จริงๆแต่คนไข้มองไปที่หน้าต่างตลอดเวลา เมื่อกี้ยังมีนกฮูกส่งเสียงร้องไม่หยุดใแทบแย่ ใแทบแย่...” พยาบาลหลี่ตบอกเบาๆ ใบหน้าที่ขาวซีดเริ่มผ่อนคลายลง
[1](川) อักษรจีนตัวนี้อ่านว่า“ชวน” แปลว่าแม่น้ำ
[2]ฉายาของเมืองจี่หนาน