พอเห็นหนิงเยี่ยนทำเหมือนกับตัวเองไม่ได้กระทำความผิดใด ๆ หนิงหว่านยิ่งขุ่นแค้นมากกว่าเดิม เธอจึงคว้าจอบในลานบ้านไล่ตีหนิงเยี่ยน
เห็นหนิงหว่านถูกยั่วโมโหจนสติแตกราวกับคนบ้า เสี่ยวหลี่ชื่อที่นอนอยู่ในห้องก็ไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หัวเสนอหน้าออกมา แถมยังปิดประตูแน่น เธอนั่งอยู่ที่เตียงกับลูกสาว ได้แต่แอบมองลอดช่องหน้าต่าง
“โง่!”
หนิงเยี่ยน พูดกับหนิงหว่านที่อยู่ในลานบ้านอย่างเฉยเมย
ช่างโกลาหลเสียจริง เสี่ยวหลี่ชื่อปิดหน้าต่างแล้วนำผ้ามาปักลายต่อ
“นางไม่ได้โง่ แต่หากตีกับอินังแรงช้างแบบแก จะไปเอาชนะได้ยังไง?”
เสี่ยวหลี่ชื่อ เปิดปากหนา ๆ เหมือนไส้กรอกและพูดออกมา
หนิงฮวนคิ้วขมวด หยุดปักผ้าในมือ
“แม่เบา ๆ หน่อยซิ!”
“......”
เสี่ยวหลี่ชื่อจึงปิดปากจนเงียบสนิทในทันที
พอบรรยากาศภายในห้องเงียบลง หนิงฮวนจึงลงมือเย็บปักถักร้อยต่อ แต่ที่ลานบ้านยังคงส่งเสียงดังกันไม่หยุด
“อินังสารเลวอย่าหนีนะ!”
หนิงหว่านถือจอบวิ่งไล่หลังหนิงเยี่ยน เธอหายใจหอบแฮกด้วยความเหนื่อย
“เ้าว่าใครสารเลว?” หนิงเยี่ยน ตวาดสวน
“นังสารเ....”
หนิงหว่านกลืนคำพูดที่เหลือของเธอลงท้อง
พอวิ่งชนยายแก่ต้าหลี่ชื่อจนทรุดไปกองอยู่ที่พื้นเหมือนเป็อัมพาต หนิงหว่านก็ก้าวเท้าไม่ออก มือเท้าสะเอว จ้องมองไปยังหนิงเยี่ยนด้วยตาแดงก่ำ แววตาของเธอดุร้ายราวกับสัตว์ป่า ราวกับจะฉีกร่างหนิงเยี่ยนแล้วกลืนกินเข้าไป
หนิงเยี่ยนยักคิ้ว มองยายแก่อัมพาตทรุดอยู่ที่พื้นแล้วยิ้มเยาะขึ้นมา
“ท่านอาระวังหน่อยสิ ไปผลักแม่ล้มได้ยังไง? เดี๋ยวข่าวแพร่ออกไปก็ไม่มีใครเอาหรอก เอ๋..แต่ก็ดีนะมีลูกสาวอยู่ติดบ้านวัน ๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่กินกับนอน คอยอยู่บ้านเลี้ยงท่านย่าก็ดีเหมือนกัน อ้อ..พวกท่านคงจะลำบากกันไม่น้อย งั้นไก่ป่าที่ขโมยมาข้าไม่เอาคืนแล้วล่ะ ท่านย่าก็บำรุงร่างกายดี ๆ นะ เดินเหินก็ระวัง อายุเยอะแล้วเดี๋ยวจะล้มไม่ได้ลุกอีก”
พอได้ยินคำพูดของหนิงเยี่ยน สวีชื่อจึงโกรธขึ้นมา ปกตินังหนูต้องเชื่อฟังเธอที่สุดไม่ใช่หรือ ซ้ำร้ายยังกล้ามาหาเื่คนในบ้านอีก ถ้าเป็แบบนี้ต่อไปเธอคงจะทนไม่ได้แน่ เดิมทีนังนี่จะไม่ได้เกิดด้วยซ้ำ ทำไมถึงไม่รู้จักรักแม่คนนี้บ้างนะ
สวีชื่อถูกยายแก่ต้าหลี่ชื่อหยิกแขนจนเจ็บ เธอจึงลุกขึ้นแล้วเรียกหนิงเยี่ยน
“อินังไร้ค่า หยุดอยู่ตรงนั้นนะ!”
พอเธอทอดมองไปยังแผ่นหลังของหนิงเยี่ยนก็ยิ่งรู้สึกโกรธ อินังตัวดีนี่มันกล้าเมินเธออย่างงั้นหรือ?
สวีชื่อไม่ได้อยู่ในสายตาของหนิงเยี่ยนเลยแม้แต่น้อย….
หนิงเยี่ยนมองเข้าไปในครัว พลางสูดหายใจดมกลิ่น
“หอมจริง ๆ แม่จะเหลือซุปไก่ให้ฉันกินซักถ้วยไหม ?”
“ถุ้ย !อินังขยะไร้ค่ายังจะมีหน้ามาขอซุปไก่ แกนั่นล่ะควรรีบไปเอากวางที่บ้านมาให้ข้า ไม่งั้นข้าจะให้ผู้ใหญ่บ้านไล่แกออกจากหมู่บ้านไปซะ !”
หนิงเยี่ยนหยุดฝีเท้าลงและมองไปยังสวีชื่อ แววตาเต็มไปด้วยความว่างเปล่า พอเห็นแววตาเช่นนี้ก็ทำให้สวีชื่อรู้สึกสั่นสะท้าน อินังบ้านี่มันคิดจะทำอะไรของมัน
“บอกผู้ใหญ่บ้านให้ไล่ข้าออก? ผู้ใหญ่บ้านก็ฟัง แม่เป็อะไรกับผู้ใหญ่บ้านหรือ พ่อข้าตายเกือบสิบปี นี่ท่านยังกล้าคบชู้อีกหรือ? .....”
หนิงเยี่ยน ต่อว่าพลางทำท่าทางใ ราวกับได้ล่วงรู้ความลับของแม่
เพราะคำพูดของหนิงเยี่ยน แววตาของต้าหลี่ชื่อที่มองสวีชื่อก็เปลี่ยนไปในทันที
“เปล่านะแม่ ข้าไม่ได้...”
สวีชื่อหน้าซีด และพยายามอ้าปากเพื่ออธิบาย
“นังสารเลว !ข้าอุตส่าห์หลงคิดว่าเ้าจะไม่ออกนอกลู่นอกทาง มิน่าล่ะทุกวันอาบน้ำแต่งตัวเสียเรียบร้อย ที่แท้ก็แอบคบชู้สู่ชาย”
“แม่ ไปฟังคำพูดของอินังไร้ค่าแบบนี้ได้ยังไง นางใส่ร้ายข้า !”
“มีลูกบ้านไหนจะใส่ร้ายแม่ตัวเอง เ้าคิดว่าข้าโง่หรือไง?”
“แม่ ข้าไม่ได้ทำจริง ๆ .....”
หลังจากนั้น บ้านตระกูลหนิงจึงวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง
หนิงเยี่ยนอาศัยจังหวะที่พระอาทิตย์ตกเดินกลับบ้านที่ตั้งอยู่ข้างล่างตีนเขา มองดูท้องฟ้าที่เดิมเคยเป็สีคราม แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็สีเทา เธอจึงรู้สึกหนักอึ้งและหยุดเดิน...ท้องฟ้าแบบนี้ต้องเกิดเื่ไม่ดีแน่
ตอนนี้แม้อยากจะทำอาหารก็ทำไม่ทันเสียแล้ว เธอนำมีดสั้นที่เอามาจากชายเป๋หยางเอ้อร์ตรงขึ้นูเา ตัดเอาหญ้ามากองหนึ่ง แล้วหอบกลับบ้านอย่างแข็งขัน
อากาศอบอ้าวขึ้นเรื่อย ๆ หนิงเยี่ยนเอื้อมมือไปปาดเหงื่อบนหน้าผาก เธอนั่งอยู่บนหลังคาบ้านส่วนในใจนั้นแทบไม่เป็สุข มองเห็นเมฆดำครึ้มก้อนหนา ดูก็รู้ว่าฝนกำลังมาและมันจะต้องตกหนักแน่นอน แล้วไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลังคาหญ้านี้จะทนฝนได้ไหม
ทันใดนั้นฝนก็ตกลงบนศีรษะ หนิงเยี่ยนรีบบอกเ้าหนูน้อยที่อยู่บนพื้น
“เร็วเข้า รีบไปเก็บฟืนเข้าบ้าน !”
สำหรับเ้าหนูน้อยฝนตกคือความทรมานแสนสาหัส เพราะเขาไม่รู้เลยว่าจะต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างไร เ้าหนูน้อยเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด ตัวสั่นหงึก ๆ
พอได้ยินเสียงแม่ เขาก็หลุดออกจากภวังค์โดยพลัน เขามองไปที่กองหญ้าและรีบนำฟืนข้างเตาในครัวไปเก็บไว้ในห้องเดียวของบ้านที่ยังมีหลังคา
ั้แ่หัวแม่กระแทกครั้งนั้น ทุกอย่างก็ชัดเจนขึ้นแล้วว่า จากนี้ไปจะมีแต่เื่ดี ๆ เกิดขึ้น คงไม่ต้องตกระกำลำบากทุกข์ยากเหมือนแต่ก่อน
แม่บ้านอื่นพอมีครอบครัวก็โตเป็ผู้ใหญ่มีความคิดความอ่านแล้ว แต่แม่บ้านนี้ต้องรอจนลูกอายุ 4 ขวบกว่าถึงจะได้สติ ที่ผ่านมาอาจเป็เพราะจมอยู่กับความกลัดกลุ้ม!
หนิงเยี่ยนสานหญ้าในมือออกมาเป็หมวกฟางขนาดใหญ่แล้วคลุมลงบนหลังคาไม้ จะว่าไปทักษะงานฝีมือของหนิงเยี่ยนก็ใช้ได้พอตัว
ภพที่แล้วเธอเคยถูกพวกลักลอบขนยาเสพติดล้อมไว้ในป่าฝน ตอนนั้นไม่มีบ้านให้อาศัยนอน เธอจึงได้แต่พึ่งความสามารถของตัวเองสร้างบ้านชั่วคราว เพราะงั้นทักษะก่อสร้างง่าย ๆ หนิงเยี่ยนก็ยังพอมีอยู่บ้าง ขอแค่ไม่ใช่พายุฝนโหมกระหน่ำสามวันติด เ้าหลังคาที่เพิ่งสานขึ้นมาคงใช้ต่อไปได้ราว ๆ สามเดือน
มองลงไปยังกองหญ้าที่พื้นก็พบว่าหญ้ายังเหลืออยู่อีกมาก เธอจึงสานหมวกฟางใบใหญ่ขึ้นมาอีกสองใบ หนึ่งใบคลุมไว้ที่ห้องหลักของบ้านเพื่อให้มีหลังคาสองชั้น ส่วนอีกใบคลุมหลังคาห้องครัวที่เปิดเป็รู ในที่สุดบ้านหลังนี้ก็มีห้องที่สมบูรณ์ 2 แห่งแล้ว
หลังจากนั้นเธอก็หาเสาไม้ไปทับไว้บน ‘หมวกฟางใบใหญ่’ เผื่อไว้หากมีลมแรงมาพัดจะได้ไม่ปลิวออกไป
ฝนตกหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ เ้าหนูน้อยเดินมานั่งกับแม่ที่หน้าประตู มองดูฝนที่เทลงมาปานฟ้ารั่ว แล้วเทียบกับในบ้านที่แห้งสนิท นี่เป็ครั้งแรกที่เขาอยู่ในห้องที่ไม่มีน้ำรั่วซึม ดวงตาของเ้าหนูน้อยเป็ประกาย
“ท่านแม่ จากนี้ไปชีวิตของเราจะต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ สินะ”
“ใช่ ดีขึ้นเรื่อย ๆ”
หนิงเยี่ยนปิดประตู มองดูหญ้ากองใหญ่บนพื้น เธอนั่งลงแล้วเลือกหญ้าฟางเส้นที่เหมาะสมออกมา แล้วสานมันขึ้นมาเป็หมวกฟาง
“แม่ ข้าก็อยากหัดทำ”
พอมองดูข้าวของเครื่องใช้ในบ้านที่มีจำนวนมากขึ้น เ้าหนูน้อยก็ตื่นเต้นทุกที ครอบครัวนี้มีบ้านที่สมบูรณ์ มีเงิน ไม่ต้องอดอยาก นับว่าเป็พรอันประเสริฐ
“ได้สิ!”
เด็กสนใจหาความรู้นั้นถือเป็เื่ดี หนิงเยี่ยนมีความสุขที่ได้ลงมือเลี้ยงเ้าหนูหนิงโหย่วหยู
ฝนที่ตกหนักเกือบครึ่งชั่วโมงค่อย ๆ เบาลง ขณะที่ทั้งสองนั่งในห้องก็ยังคงได้ยินเสียงเม็ดฝนกระทบโดนหลังคา
เสียงกบร้องชัดขึ้นเรื่อย ๆ ผสมกับเสียงร้องของจักจั่น
เมื่อหนิงเยี่ยนเปิดประตูออก ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดครึ้มเสียแล้ว เธอลงมือจุดตะเกียงน้ำมัน ภายในห้องจึงสว่างขึ้นมา
หลังจากที่จุดตะเกียงเสร็จ หนิงเยี่ยนจึงหอบเอาฟืนเดินไปที่เตา มองดูข้าวสาร เกลือ และน้ำมันที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ในที่สุดเธอก็จะได้ทำอาหารแบบจริงจังเสียที
ข้าวสวย ผัดเนื้อ ยำผัก
อาหารที่ลงมือทำขึ้นเอง และสองแม่ลูกที่นั่งกินข้าวอยู่บนโต๊ะไม้ขาหัก เป็ภาพที่ดูแล้วทั้งอบอุ่นและกลมเกลียว ดูมีความสุขจริง ๆ
..............