เจ้าเมืองมู่และหยุนเหวินก้าวออกมานอกห้อง ตรงไปยังโถงทางเดินและพูดคุยไปตลอดทาง “ผู้อาวุโสหยุน ท่านสังเกตเห็นความผิดปกติในตัวของจางหลินหรือไม่?”
หยุนเหวินเหล่ตามองเล็กน้อย “เจ้ากำลังหมายถึงอะไร”
เจ้าเมืองมู่ย่นคิ้วเข้าหากัน พลางกล่าวอย่างเคร่งขรึม “หลังจากตื่นขึ้น เขาไม่ได้กล่าวโทษตัวเองอย่างที่พวกเราคิดไว้ เกรงว่าสภาพจิตใจของเขาคงจะรับความจริงที่เกิดขึ้นได้บ้างแล้ว”
หยุนเหวินส่ายหน้าและไม่เห็นด้วยกับความเห็นของเจ้าเมืองมู่ “แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้โทษตัวเอง และไม่ใช่ว่าสภาพจิตใจของเขารับความจริงที่เกิดขึ้นได้หรอก แต่เป็นเพราะเขามีเป้าหมายอื่นในชีวิตที่ไม่ใช่การจมปลักอยู่กับความเศร้าต่างหาก”
เจ้าเมืองมู่ที่ได้ยินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “เป้าหมายอื่น? ท่านกำลังหมายถึงอะไร?”
หยุนเหวินยิ้มอย่างขมขื่นและตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เป้าหมายอื่นของเขาคือสิ่งที่ข้าไม่ต้องการมากที่สุด... นั่นคือการแก้แค้น!”
“การแก้แค้น?” เจ้าเมืองมู่ตกตะลึงที่หยุนเหวินดูเหมือนจะมองผ่านจางหลินได้อย่างทะลุปรุโปร่ง “ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
หยุนเหวินผายมือและยักไหล่ “แค่มองแววตาเขาก็รู้แล้ว ข้าเคยเห็นแววตาของคนที่เปี่ยมไปด้วยความแค้นมานักต่อนัก เรื่องแค่นี้ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร?”
เจ้าเมืองมู่ลูบเคราและพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่เขาจะถามต่อ “แต่การที่เขามีเป้าหมายในการใช้ชีวิตต่อไป ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ?”
หยุนเหวินถอนหายใจยาว “จะว่าดีก็ได้ จะว่าไม่ดีก็ได้เช่นกัน เรื่องดีก็คือเขาจะรักษาชีวิตของตนเองไว้จนกว่าจะล้างแค้นได้สำเร็จ และเรื่องที่ไม่ดีก็คือเป้าหมายของการล้างแค้นเป็นอันตรายต่อตัวของเขามากเกินไป”
ฝีเท้าของเขาหยุดชะงัก ก่อนจะกล่าวอย่างหมดหนทาง “จางหลินในตอนนี้ไม่ต่างจากเครื่องจักรสังหารที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความแค้น! หากเขาสูญเสียเป้าหมายอย่างการแก้แค้น เขาก็จะไม่เห็นความสำคัญของการมีชีวิตอยู่อีกต่อไป”
เจ้าเมืองมู่พยักหน้าอย่างเข้าใจ “ข้ามองว่าเป็นเรื่องดี แค่เขาไม่คิดสั้นและไม่โทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของตน แค่นั้นก็พอแล้ว”
หยุนเหวินถอนหายใจเบาๆ “ในเมื่อเขาคิดจะใช้ชีวิตโดยมีความแค้นเป็นตัวขับเคลื่อน พวกเราก็ควรจะปกปิดเรื่องของผู้ถือครองตราราชวงศ์ไว้จะเป็นการดีกว่า หากเขารู้เรื่องนี้ขึ้นมา เกรงว่าเขาได้ตายก่อนกำหนดแน่”
เจ้าเมืองมู่หันไปถามขอความเห็น “แล้วท่านจะแก้ปัญหาอย่างไร? หากไม่มีเป้าหมายให้จางหลิน ด้วยสภาพจิตใจของเขาในตอนนี้ โชคดีแค่ไหนแล้วที่เขาไม่กลายเป็นคนวิกลจริตไปเสียก่อน”
“วิธีแก้ปัญหา…” หยุนเหวินลูบคางขณะย่ำเท้าเดินต่อไปอย่างมั่นคง เจ้าเมืองมู่เองก็เดินตามหลังไปอย่างกระชั้นชิด
จู่ๆ หยุนเหวินก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ ดวงตาของเขาเผยให้เห็นประกายอย่างฉับพลัน “พวกเราจะมุ่งเป้าไปที่ซูหยาน! เพื่อให้เขาได้มีชีวิตต่อ ซูหยานจะเป็นเป้าหมายสำคัญในการมีชีวิตอยู่ของเขา!”
ปรมาจารย์ซูหยานนับได้ว่าเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุด และเหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันของจางหลินอย่างไม่ต้องสงสัย
ดวงตาของเจ้าเมืองมู่เบิกกว้าง “นะ-นั่นจะไม่อันตรายเกินไปหน่อยหรือ?”
หยุนเหวินส่ายหน้าเบาๆ “จางหลินไม่ใช่คนโง่เขลาที่จะทำอะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง การโยนความผิดให้ซูหยานอาจจะทำให้จางหลินอยู่ได้นานขึ้น จนกว่าเขาจะรู้ตัวว่าเขาไม่มีทางสังหารซูหยานได้เพราะเขาไม่มีการฝึกฝน พวกเราจะใช้เวลาระหว่างนั้นในการเปลี่ยนความคิดที่อยากจะมีชีวิตของเขาใหม่—”
“ด้วยสภาพจิตใจที่เปราะบางและสถานการณ์เลวร้ายที่เขาต้องเผชิญตั้งแต่วัยเยาว์ หากต้องการให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป พวกเรามีทางเลือกไม่มากนัก” หยุนเหวินไม่ใช่ผู้ที่ชาญฉลาดและมีอำนาจมากนัก แต่เขามีใจที่อยากจะช่วยเหลือจางหลินให้ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ต้องจมปลักกับความเศร้าโศกอีกต่อไป
จะกล่าวได้ว่าเขาเองก็รู้สึกผิดที่เขาไม่สามารถช่วยอะไรได้แม้ว่าเขาจะอยู่ในเมืองหยางโจว
ตระกูลจางไม่สมควรจะต้องมาพบกับจุดจบในลักษณะนี้
บทสนทนาที่อึมครึมผ่านพ้นไป หยุนเหวินยิ้มอย่างสดใสและมองไปยังเจ้าเมืองมู่ด้วยสายตาที่เจ้าเล่ห์ “หากในระหว่างนี้พวกเราสามารถเปลี่ยนเป้าหมายของจางหลินได้ นั่นก็คงจะดีไม่น้อย… อย่างน้อยๆสิ่งแรกที่เขาต้องมีคือภรรยา”
เจ้าเมืองมู่เริ่มมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดี เขากระแอมเสียงดังและถามกลับในลักษณะโยนหินถามทาง “แล้วท่านจะมองข้าด้วยสายตาแบบนั้นเพื่ออะไร?”
หยุนเหวินหัวเราะอย่างขบขันพลันเสนอแนะ “ลูกสาวของเจ้ารั่วหลานเองก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน เจ้าไม่คิดงั้นหรือ?”
ใบหน้าของเจ้าเมืองมู่หมองคล้ำในทันที “ท่านกำลังพูดอะไร!? จางหลินคือบุตรบุญธรรมของข้า ระหว่างเขาและรั่วหลานห้ามมีอะไรเกินเลยไปมากกว่านั้น!”
หยุนเหวินเบ้ปากอย่างช่วยไม่ได้ “เอาล่ะๆ หากสภาพจิตใจของเขาฟื้นฟูได้มากกว่านี้ พวกเราจะพูดเรื่องนี้กันอีกที”
เมื่อเห็นว่าหยุนเหวินยังคงไม่ยอมแพ้ เจ้าเมืองมู่อดไม่ได้ที่จะกลอกตา
หยุนเหวินหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “เอาล่ะ ไปเตรียมข้อมูลกันเถิด จางหลินคงอยากรู้ใจจะขาดแล้วว่าหลังจากที่เขาหมดสติไปเกิดอะไรขึ้นบ้าง และอีกไม่นานข้าต้องกลับไปที่สำนักแล้ว ข้าเองก็มีเรื่องที่ต้องสะสางกับซูหยานเช่นกัน”
.
.
.
ลึกลงไปในผืนพิภพหลายแสนลี้ สถานที่แห่งนี้มีร่องรอยของความหรูหรา หากแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่ดูเหมือนจะถูกทิ้งร้างมานาน
ลึกลงไปภายในท้องพระโรง ที่นั่นมีบัลลังก์เก่าแก่วางอยู่ และรอบๆก็ปกคลุมไปด้วยหยากไย่และใยแมงมุม ราวกับว่าที่แห่งนี้ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน
พรึ่บ!
จู่ๆ ห้องที่เคยมืดมิดพลันปรากฏให้เห็นเพลิงจากตะเกียงที่ถูกจุดขึ้นมา บนบัลลังก์เผยให้เห็นร่างสีดำอันโดดเดี่ยวลืมตาขึ้นมา ดวงตาของร่างนั้นฉายความอ้างว้างออกมาในชั่วครู่ “จางหลิน… ในที่สุดพลังสายเลือดของเจ้าก็ตื่นขึ้นแล้ว”
หากจางหลินอยู่ที่นี่เขาจะจดจำชายผู้นี้ได้ในทันที
เขาคือจักรพรรดิไร้บัลลังก์ ผู้ที่เกือบจะทำให้จางหลินตกอยู่ในขุมนรกชั่วนิรันดร์!
และมันยังเป็นผู้ที่ชายวัยกลางคนในอาภรณ์สีขาวมองว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจ!
ร่างลวงตาของจักรพรรดิไร้บัลลังก์ค่อยๆลุกขึ้น มันพึมพำขณะก้าวลงจากบัลลังก์ด้วยเสียงฝีเท้าที่เงียบเชียบ “เพียงเท่านี้ชะตากรรมของสามพิภพจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และหากข้ายังคงชักใยอยู่เบื้องหลัง ก็จะไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงชะตากรรมได้อีกต่อไป”
ร่างนั้นแหงนหน้ามองขึ้นไปยังเพดานของท้องพระโรง คล้ายว่าเขากำลังกล่าวกับสวรรค์อยู่อย่างไรอย่างนั้น “เจ้าเห็นหรือไม่!? แม้แต่เจ้าก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะหยุดข้าได้!”
“พ๊วก!” จู่ๆ จักรพรรดิไร้บัลลังก์ก็กระอักเลือดออกมาเต็มปาก มันพยายามหาที่จับไว้เพื่อไม่ให้ล้มลง
มันค่อยๆกางฝ่ามือออกมา กลางหน้าผากปรากฏให้เห็นแสงสีดำส่องประกาย พลันบังเกิดกงล้อวิญญาณยุทธ์นับไม่ถ้วน!
หว่อง!
ด้านหลังของจักรพรรดิไร้บัลลังก์เผยให้เห็นต้นหลิวสีดำสนิท ที่มีเถาวัลย์สีเลือดค่อยๆกางออกอย่างน่าสยดสยอง ราวกับว่าต้นหลิวและเถาวัลย์นี้ได้ผ่านการสังหารหมู่มานับไม่ถ้วน!
แสงสีดำได้เข้าปกคลุม ทำให้อาการที่ย่ำแย่ของจักรพรรดิไร้บัลลังก์ถูกฟื้นฟูกลับคืนมาเล็กน้อย
ทว่าดวงตาของมันยังเปี่ยมไปด้วยความคับแค้นใจ ก่อนจะแผดเสียงคำรามด้วยความมุ่งมั่นถึงขีดสุด “ข้าจะเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่! แม้แต่ชะตาฟ้า ข้าจะเป็นคนลิขิตมันเอง!”