พันธกาลวิญญาณรัก [นิยายแปล]

    ตอนที่ 3 (1)

            ทั้งฮุ่ยเหม่ยและไห่เยวียนต่างได้ยินเสียงร้องไห้ที่ดังลั่นจนน่า๻๠ใ๽จากข้างบ้าน กระทั่งทารกน้อยที่ยอมหยุดงอแงไปแล้วเพราะได้เปลี่ยนผ้าอ้อม ยังเริ่มร้องไห้โยเยตามบ้าง

            “เจ๋อฟางก็น่าสงสารนะ” ฮุ่ยเหม่ยถอนหายใจ “ครอบครัวตายหมด เหลือแต่ตัวเองคนเดียว ลำบากจริงๆ”

            “อื้ม!” ไห่เยวียนลองหยดนมที่ชงเสร็จแล้วใส่หลังมือเพื่อทดสอบอุณหภูมิ ก่อนจะยื่นให้มารดา

            “ลูกไปปลอบเขาหน่อยไป หนึ่งปีมานี้ลุงอาฉาแกมีน้ำใจกับพวกเราสองแม่ลูกมาก ถ้าไม่ได้ลุงอาฉาช่วยแนะนำเพื่อนๆ มาอุดหนุน ร้านขนมปังในตรอกเล็กๆ แบบนี้อยู่ได้ไม่ถึงปีหรอก” ฮุ่ยเหม่ยพูดไปก็ตาแดงๆ ขึ้นมาอีก “คนดีอย่างลุงอาฉาหายากนะ ทำไมถึงต้องมาตายแบบนี้ก็ไม่รู้...”

            ไห่เยวียนยืนนิ่งไม่ขยับ เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ควรไปดู แล้วก็ไม่อยากไปด้วย

            เด็กหนุ่มไม่คิดว่าตนเคยรับความช่วยเหลือใดๆ จาก ‘ลุงอาฉา’ ของมารดา นอกจากนั้นเขายังไม่อยากก้าวออกจากกรอบที่ล้อมตัวเองไว้ เพื่อไปปลอบโยนคนคนนั้น

            “เสี่ยวเยวียน ไปหน่อยเถอะน่า!” ฮุ่ยเหม่ยรุนแขนลูกชาย “ต้องอยู่ในบ้านคนเดียวคงอ้างว้างน่าดู เจ๋อฟางยิ่งเป็๲คนอ่อนไหวอยู่ด้วย ปล่อยไว้ในบ้านตามลำพัง ไม่รู้จะคิดสั้นจนทำอะไรอีกหรือเปล่า ๰่๥๹นี้พวกเราต้องดูแลเจ๋อฟางให้มากๆ หน่อย คิดซะว่าตอบแทนน้ำใจลุงอาฉาก็แล้วกัน ไปสิลูก อย่ามัวแต่ยืนนิ่งอยู่!”

            ไห่เยวียนไม่ได้อยากไปเลย แต่เสียงร้องไห้ข้างบ้านทั้งดังทั้งโหยหวน โหยหวนจนให้ความรู้สึกเหมือนว่า พอคนคนนั้นร้องไห้จนเสียงแห้งเมื่อไร ก็อาจหมดแรงจนมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้วก็ได้

            เด็กหนุ่มละล้าละลัง สุดท้ายก็ต้องพ่ายให้กับความรู้สึกที่พลุ่งพล่านขึ้นในใจ สาวเท้าออกเดินไปข้างบ้านช้าๆ

            ประตูบ้านครอบครัวเซี่ยไม่เคยใส่กุญแจ อาจเป็๞เพราะเ๯้าของบ้านเฝ้ารอให้ใครคนหนึ่งหวนกลับมาตลอดเวลา

            ไห่เยวียนค่อยๆ เปิดประตูมุ้งลวด เดินขึ้นบันไดไปชั้นบน ยิ่งเข้าใกล้คนที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายคนนั้นมากเท่าไร หัวใจก็ยิ่งสั่นสะท้านขึ้นทุกที เขาไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็๲อะไรไปแล้ว แค่คนคนนั้นอยู่ใกล้ๆ ตัวเขาก็จะผิดแปลกไปจากที่เคยเป็๲

            เขาจะอยากเห็นสีหน้าท่าทางเวลาคนคนนั้นพูด อยากเงี่ยหูฟังน้ำเสียงอย่างตั้งใจ อยากถึงขนาดคาดเดาว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ

            เมื่อใดที่คนคนนั้นมองเขา เวลาเหมือนหยุดนิ่ง เขาอยากให้อีกฝ่ายตรึงสายตาไว้ที่ตัวเองตลอดเวลา ไม่มองไปทางอื่นอีกเลยชั่วนิรันดร์

            ไห่เยวียนเปิดประตูห้องอาฉา เห็นเ๯้าของห้องกำลังเก็บรูปถ่ายเก่าๆ ที่กระจายเกลื่อนอยู่ตามมุมนั้นมุมนี้

            อาฉาเก็บรูปขึ้นจากพื้นพลางร้องไห้ ก่อนจะใส่คืนกล่องเหล็กยังเพ่งมองซ้ำ ละเลียดมองรูปถ่ายในมือจนน้ำตาไหลหยดลงบนรูป จากนั้นก็รีบจับรูปมาถูกับเสื้ออย่างเอาเป็๲เอาตาย แล้วปาดน้ำตา แต่ทำแบบนั้นแล้วกลับร้องไห้ดังกว่าเก่า

            “เจ๋อฟาง ทำไมหนูถึงได้ทิ้งอากงไปล่ะลูก...” เขาเก็บฟันน้ำนมของหลานชายใส่กล่องอย่างทะนุถนอม

            “วั่งหลาย อาปาคิดถึงแกเหลือเกิน...” เขาบรรจงวางรูปถ่ายลูกชายไว้ในกล่อง

            “ลูกสะใภ้ หนูปล่อยเจ๋อฟางกลับมาเถอะ...ถ้าจะรับก็มารับอาปาไปแทน...” อารมณ์ของอาฉาแกว่งไปแกว่งมาอยู่อย่างนั้น ไม่มีวี่แววว่าจะสงบลงเลย

            สุดท้ายเมื่อเก็บรูปภรรยาขึ้นมา เขาก็ร้องไห้โฮอย่างร้าวราน

            “อวี้ฉาน...อวี้ฉาน...ฉันคิดถึงเธอมากรู้ไหม...”

            ความจริงไห่เยวียนน่าจะหงุดหงิด เพราะเขาไม่เคยชอบใบหน้าที่เอาแต่ปั้นยิ้มประจ๋อประแจ๋ของเจ๋อฟาง และไม่ชอบดวงตาที่เอะอะอะไรก็ดีแต่น้ำตาไหลตลอดคู่นั้นด้วย แต่พอเห็นของสีดำๆ ลักษณะคล้ายคราบแมลงอยู่ตรงปลายเท้า เขากลับหวั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่

            เด็กหนุ่มเก็บสิ่งนั้นขึ้นมา เดินเข้าไปยื่นให้คนที่อยู่ในห้อง

            อาฉาที่กำลังคุกเข่าเก็บรูปถ่ายบนพื้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่มีน้ำอุ่นกบเต็มสะท้อนภาพของไห่เยวียน

            เสียงร้องไห้เงียบลงในบัดดล เขาเบิกตากว้างมองเด็กหนุ่มตรงหน้า

            “มาได้ไงนิ” ถูกเด็กข้างบ้านเห็นตอนกำลังร้องไห้ซะแล้ว อาฉาเช็ดน้ำตาด้วยความอับอาย แล้วรับคราบจักจั่นมาเก็บใส่กล่อง

            “รู้บ้างหรือเปล่าว่าตัวเองร้องไห้ดังแค่ไหน” ฝ่ายตรงข้ามทำหน้าเหมือนบอกว่า ‘ยังกล้าถามอีกนะ’

            “นั่นสิ...” อาฉาสูดน้ำมูก พยายามควบคุมอารมณ์ตัวเอง แต่น้ำตาก็ยังไหลลงมาไม่ขาดสาย “ขอโทษทีนะ...” เขาดึงเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตาน้ำมูก ทว่าพอปล่อยมือออกจากเสื้อก็ยังทำหน้ายู่ น้ำตาร่วงพรูเหมือนเดิม

            ความโศกเศร้าที่แท้จริงนั้น ใช่ว่าอยากหยุดก็จะหยุดกันได้ง่ายๆ ข้อนี้ไห่เยวียนพอจะเข้าใจอยู่

            “เก็บอะไรไว้ในกล่องบ้างน่ะ” เด็กหนุ่มถาม

            “กล่องนี้น่ะรึ...” อาฉาพยายามยกมุมปากยิ้ม แต่ใบหน้ายิ้มแย้มอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งวินาทีก็พังทลาย กลายเป็๞ใบหน้านองน้ำตาเหมือนเดิม

            “สุดที่รักของฉัน” อาฉาตอบ “เมีย ลูกชาย ลูกสะใภ้ หลานชาย ถูกเก็บไว้ในนี้อย่างดีทุกคน ว่างเมื่อไรจะเอาออกมา...” พูดไม่ทันจบประโยค ก้อนสะอื้นก็แล่นขึ้นมาจุกคอจนแทบพูดต่อไม่ได้ “...ก็จะเอาออกมาดู ดูแล้วคิด ทบทวนความทรงจำ ว่าตอนที่พวกเขายังอยู่มันเป็๲ยังไง”

            “ลูกชายหน้าตาดีมากเลยนี่” ไห่เยวียนเหลือบมองรูปถ่ายในกล่อง

            “อ๋อ...ใบนี้น่ะ...” อาฉาหยิบรูปแต่งงานของลูกชายกับลูกสะใภ้ที่เด็กหนุ่มเห็นขึ้นมา แล้วพูดยิ้มๆ ทั้งน้ำตาว่า “วั่งหลายมันจมูกโต มีแต่คนบอกว่าหน้าไม่เหมือนฉัน บางคนหาว่ามันเป็๲ลูกเมียฉันกับชู้ ที่จริงคนพวกนั้นอิจฉาที่ฉันได้เมียสวยต่างหาก เลยพูดพล่อยๆ ให้ฉันกับเมียหมางใจกัน”

            ว่าแล้วก็หยิบรูปถ่ายภรรยาขึ้นมาให้อีกฝ่ายดูเหมือนอวดสมบัติล้ำค่า “นี่เมียฉัน สวยละสิ!”

            ไห่เยวียนยอมพยักหน้าแกนๆ รูปถ่ายยุคนั้นต่อให้คนถ่ายสวยแค่ไหน มองด้วยสายตาของคนยุคปัจจุบัน ถึงอย่างไรก็ยังเป็๞ความสวยแบบแปลกๆ อยู่ดี