หลังการปะทะหนึ่งกระบี่ถูซุยก็มีคำสั่งให้ถอนทหารกลับนครหลวงทั้งหมดศึกในครั้งนี้สูญเสียทหารไปมากกว่าครึ่ง เขาดูแคลนกองทัพฝั่งองค์รัชทายาทมากเกินไปหาไม่แล้วคงจะไม่พ่ายแพ้ยับเยินถึงเพียงนี้
อันที่จริงแผนที่วางไว้ใช่มีแต่กำลังทหารสามหมื่นที่ให้ลอบโจมตีนั้นก็เป็นหนึ่งในแผนการของเขาแต่ใครจะรู้ว่าจูจวงจะยกทัพเข้ามาเขาเองก็คิดว่าเป็นทัพไช่ที่ยกมาช่วยเสียรู้โดยใช่เหตุ ทหารที่ยกมาคราวนี้ก็ราว ๆหนึ่งแสนสามหมื่นนาย เจ็ดหมื่นเป็นทัพพยัคฆ์ ห้าหมื่นเป็นทัพรักษาพระนครหนึ่งหมื่นคือกำลังส่วนตัวของแต่ละตระกูลในพระนครมารวมกันเรียกได้ว่าแทบจะเกณฑ์ทัพมาทั้งเมืองเพื่อการนี้
ถูซุยต้องรีบกลับไปฟื้นกำลังให้เร็วมากที่สุดไม่เช่นนั้นหากทัพจากเมืองเซียงมาถึงเขาจะไม่มีเวลาอีกต่อไป
ส่วนฝั่งของหนิงเทียนนั้นสูญเสียทหารใหม่ไปราว ๆ สองหมื่นนายทหารที่แยกตัวมาจากทัพพยัคฆ์เองก็สูญเสียไปหลายพันนายรวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่าสองหมื่นสามพันนาย เหลือทหารในค่ายสองหกพันเศษ
ยังดีที่มีทัพตระกูลจูที่เหลือเข้ามาเสริมทำให้ทหารในค่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยในตอนนี้ภายในค่ายก็มีทหารมากกว่าสามหมื่นคนขอเพียงกำลังเสริมมาถึงก็จะบุกเข้าพระนครทันที
...
“ฮ่าฮ่าฮ่า” หนิงเทียนหัวเราะอย่างสบายอารมณ์ ขุนนางหลายคนเองก็ยินดีพอ ๆกัน แต่ก็คงไม่เท่ากับหนิงเทียนที่ได้เห็นฝีมือของหลานชายของเขา “นี่มันวิเศษมากเจ้าทำได้ดี !”หนิงเทียนชมหนิงเฟยหลงแบบไม่หยุดปากจน หากชมมากกว่านี้ถ้าไม่เริ่มหลงตัวเองสิแปลก
“เฟยหลงเจ้าต้องการสิ่งใดตอบแทน ?”องค์รัชทายาทที่ประทับอยู่บนเก้าอี้หลักเอ่ยถาม
“ฝ่าบาทกระหม่อมไม่อยากได้สิ่งใดเพียงแค่ทำให้อาณาจักรรวมเป็นหนึ่งดังเดิมก็พอแล้ว”
“ดี !ไม่หยิ่งผยอง ไม่โลภมาก ทั้งยังรู้มารยาทเราคงไม่แปลกใจเลยหากเจ้าจะประสบความสำเร็จในอนาคต !”รัชทายาทยิ้มอย่างเป็นมิตร
หนิงเฟยหลงรู้สึกถึงความเป็นมิตรที่แน่นแฟ้นนั้นได้ในใจก็ขบคิดถึงการต่อสู้ในวันนี้ เยว่หมิงกับเยว่เซียวทั้งสองต่างกันเหลือเกินอีกคนสติปัญญาดีเลิศ ความเป็นผู้นำก็สูง อีกคนขี้ขลาด ไร้สมองนี่มันจะต่างกันเกินไปไหม ?
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เย็นวันนั้นในค่ายก็จัดงานเลี้ยงขึ้น ทหารได้พักผ่อนกันบ้างหนิงเทียนเชื่อว่าถูซุยคงไม่กล้าลอบโจมตีในยามค่ำคืนเป็นแน่ฝั่งถูซุยเสียทหารมากเกินไปคงไม่เคลื่อนไหวในเร็ว ๆ นี้
...
วันรุ่งขึ้นทหารจากเมืองเซียงจำนวนห้าหมื่นนายก็มาถึงพร้อมกับหนิงหลินผู้เป็นเจ้าเมืองคุมทัพมาด้วยตนเองและหนิงเจี้ยนก็ตามบิดามาด้วย
ช่วงบ่ายทัพปราบทักษิณก็มาถึง หนิงเฉิงเคลื่อนพลเร็วมากจนน่าตกใจทหารกว่าสามหมื่นนายมาถึงแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาเดินทัพแล้ว
ทหารฝั่งองค์รัชทายาทบัดนี้มีไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนนายเคลื่อนพลเข้าประชิดนครหลวงเหอผิงแล้ว
แต่หนิงเฟยหลงไม่ได้ตามไปคืนวันก่อนเขาพึ่งได้รับรายงานจากสายลับของเขาเองบอกถึงการเคลื่อนไหวของกองทัพต่างๆ กองทัพพิทักษ์อุดร และกองทัพพิทักษ์บูรพาดูเปลี่ยนไป เคลื่อนไหวแบบแปลก ๆหนิงเฟยหลงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับหนิงเทียน
หนิงเทียนโมโหมากไม่คิดว่าทัพพิทักษ์อุดรจะละทิ้งหน้าที่ชายแดน หากเป็นเช่นนี้อาณาจักรอื่นต้องเคลื่อนไหวทางทหารแน่‘ซือหลี่มันบ้าไปแล้ว ! บ้าทั้งพี่ทั้งน้อง !’นี่เป็นประโยคที่หนิงเทียนพร่ำสบถไปทั้งคืน
ซือหลี่คือผู้บัญชาการทหารพิทักษ์อุดรซือไฉก็คือผู้บัญชาการทหารรักษาพระนคร ทั้งสองล้วนได้รับการสนับสนุนจากตระกูลถูจึงไม่แปลที่จะยอมเคลื่อนไหว
หลังจากที่หนิงเทียนด่าพี่น้องสกุลซืออยู่นาน ก็กลับมาเข้าเรื่องที่สำคัญ ทั้งสองได้ข้อสรุปโดยให้หนิงเฟยหลงกลับไปคุมทัพของตนไปป้องกันจุดยุทธ์ศาสตร์เส้นทางที่ถนนทิศเหนือและถนนทิศตะวันออกมาบรรจบกัน
หากต้านไว้ได้สักหลายวันรอให้ทัพหลวงพิชิตนครหลวงได้นั่นจึงจะคลี่คลายสถานการณ์ได้อย่างแท้จริง แต่ทหารของทัพพิทักษ์อุดรมีมากเกินไปมันมีจำนวนทหารถึงห้าหมื่นนาย ยังไม่รวมทัพพิทักษ์บูรพาอีกสองหมื่นนายจะให้ทัพโลหิตทมิฬหนึ่งหมื่นนายสู้กับกองทัพผสมเจ็ดหมื่นอย่างไร ?
มีแต่ต้องชิงลงมือก่อนเท่านั้น ! การตั้งรับนั่นเป็นเรื่องที่โง่เง่า !
หนิงเฟยหลงปฏิเสธที่จะนำทัพไปยึดจุดยุทธศาสตร์ไว้ถึงแม้เขาจะรับปากหนิงเทียนไว้ก็ตามหนิงเฟยหลงเลือกที่จะทำลายกองทัพตะวันออกก่อนด้วยสาเหตุที่ทัพตะวันออกไม่ชำนาญการรบทางบกเพราะฉะนั้นคงไม่อาจต้านทานทักของเขาได้
แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นหนิงเฟยหลงก็ยังไม่รู้เลยว่ากองทัพตอนนี้ของเขาเป็นยังไงบ้างเขาเพียงใช้ประสิทธิภาพของกองทัพก่อนหน้านี้ในการกำหนดแผนการ
กลุ่มเงาสังหารที่ออกปฏิบัติการณ์สายสืบแจ้งมาว่ากองทัพของหนิงเฟยหลงหลบซ่อนอยู่ในหุบเขาทางทิศตะวันออกของนครหลวงเหอผิงห่างออกไปราวๆ ร้อยลี้ กองทัพทำตามแผนที่ได้วางไว้ก่อนหน้านี้ทั้งหมด
...
หุบเขาร้างทางทิศตะวันออกของเมืองหลวงห่างออกไปร้อยลี้
ถึงแม้ชื่อจะเป็นหุบเขาร้างแต่อันที่จริงแล้วมันไม่ได้ร้างเพราะที่นี่เต็มไปด้วยทหารค่ายโลหิตทมิฬที่กำลังฝึกซ้อมอย่างแข็งขัน
หนิงเฟยหลงกลับมาเยือนถึงค่ายแล้ว โดยลอบเข้ามาอย่างลับ ๆไม่มีใครสามารถรับรู้ถึงการมาของชายหนุ่มได้ เขาต้องการมาดูการฝึกซ้อมของกองทัพว่ามีความพร้อมเพียงใดแล้ว
และนั่นก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง จงฉีและจั้วหย่งไม่ทำให้เขาผิดหวัง ดูแล้วกำลังทหารจะเพิ่มขึ้นอยู่แต่ช่างน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับทัพอาสาแล้ว แต่ที่สำคัญคือประสิทธิภาพของกองทัพนั้นสูงมากเขาได้เห็นความแม่นยำของมือธนู ระยะการยิงนับว่าไกลกว่ากองทัพอื่นมาก
พลหอกดาบล้วนเป็นระเบียบเข้มแข็งอย่างมากนอกจากนี้ยังเห็นกองทัพแบ่งเป็นหน่วย ๆ อย่างชัดเจนถึงกับมีหน่อยที่สามารถบ้าคลั่งได้ทุกเมื่อบุกตะลุยต่อสู้อย่างบ้าคลั่งและยังมีการฝึกฝนรูปขบวนอย่างเป็นระบบ
หลังจากที่เขาดูทหารราบเรียบร้อยแล้วต่อไปก็เป็นทหารม้าทหารม้าของเขาดูคล่องแคล่วมาก ราวกับฝึกฝนมานับสิบปีและที่สำคัญยังรู้จักการพลิกแพลงไม่เพียงใช้หอก ดาบ ยังใช้หน้าไม้ โซ่ ได้อีกผ่านมาไม่นานเท่าไหร่นักกองทัพโลหิตทมิฬก็ทำให้เขาประหลาดใจ
แต่ชายหนุ่มหายประหลาดใจไปในทันที เมื่อเห็นการคุมทัพที่เข้มงวดของชงเป่าจั้วหย่ง จางจิ้นสิง จางจิ้นจี้ และการใช้ปัญญาของจงฉี นี่มันช่างสมบูรณ์แบบ !
อันที่จริงแล้วกองทัพของหนิงเฟยหลงนับว่าฝึกโหดมากทหารแต่ละคนได้นอนเพียงวันละสองชั่วยามเท่านั้น ที่เหลือมีเพียงพักกินข้าวฝึกแล้วก็ฝึกเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่ทำให้ทหารแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว
ความจริงก็สมควรจะมีทหารหนีทัพหรือถอนตัวอยู่มาก แต่จงฉีก็ใช้เงินทองมาล่อในเมื่อผู้บัญชาการของเขามีเงินมากมายแล้วไม่ยอมใช้จ่าย เขาก็จะเป็นคนถลุงให้เอง และดูเหมือนว่ามันจะเป็นเช่นนั้นภายในไม่กี่วันเหรียญนับร้อยที่สมควรจะสร้างทัพหลายหมื่นได้ หายไปในพริบตา
“จงฉีผู้นี้ช่างมือเติบนักใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย !” เกือบทุกอย่างที่หนิงเฟยหลงพอใจแต่ต้องไม่ใช่เรื่องนี้แน่ !
แม้ว่าเขาจะไม่ขี้เหนียว แต่เขาก็ไม่ชอบเห็นการที่เงินไหลออกไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
หนิงเฟยหลงใช้เวลากว่าครึ่งวันในการดูกองทัพของตนฝึกซ้อมแล้วจึงค่อยปรากฏตัว ทันทีที่เขาปรากฏตัวหน้าค่าย ทหารโลหิตทมิฬที่พึ่งเข้ามาใหม่สองคนหน้าค่ายก็เข้ามาจับกุมเตรียมสังหารทันทีด้วยเป็นกฎที่จงฉีตั้งไว้หากเห็นคนที่ไม่ใช่ทหารโลหิตทมิฬหรือกองส่งเสบียงให้ฆ่าทิ้งทันทีเพื่อป้องกันข่าวรั่วไหล
แต่ไหนเลยที่ทั้งสองจะจับตัวชายหนุ่มได้เพียงพริบตาเงาร่างของชายหนุ่มก็หายไป ปรากฏตัวห่างออกไปภายในค่ายกว่าสิบจั้งทั้งสองเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ จากนั้นก็จุดพลุสัญญาณแจ้งเตือนทหารที่ทำภารกิจต่างๆ อยู่มารวมพลหน้าค่ายอย่างรวดเร็ว เข้าล้อมชายหนุ่มผู้นี้ไว้
หนิงเฟยหลงกวาดสายตามองพร้อมกับรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาพยักหน้าเบา ๆก่อนที่ระดับแม่ทัพนายกองจะมาถึง “ใครกันที่กล้าบุกเข้า.....”ชงเป่าไม่ทันจะพูดจบก็ต้องขยี้ตาแล้วจดจ้องใหม่เมื่อคิดว่าตนเองฝึกหนักจนตาลาย
“ท่านผู้บัญชาการ !” จั้วหย่งรีบคุกเข่าลงทำความเคารพและร้องเรียกเป็นคนแรก คนอื่น ๆจึงทำความเคารพและเรียกตาม
“ท่านผู้บัญชาการ !”
“ทุกคนลุกขึ้นเถอะก่อนอื่นเลยข้าขอชื่นชมพวกเจ้าทั้งหลายที่ตั้งใจฝึกฝนเป็นอย่างดีและอย่างที่สองนี่เป็นเวลาที่พวกเจ้าต้องแสดงผลงานจากการฝึกฝนที่แสนยากลำบากแล้วพวกเจ้าแยกย้ายกันไปพักผ่อนวันนี้ไม่ต้องฝึกแล้ว” ประกาศจบชายหนุ่มก็เดิมดุ่ม ๆตรงไปยังกระโจมหลักทันที
ทหารทั้งหมดต่างมึนงง พวกมันไม่ต้องฝึกจริงเหรอ ?จากนั้นทุกคนก็ตอบรับไปอย่างงง ๆ พากันแยกย้ายไปพักผ่อน
กระโจมหลัก
“แม่ทัพทุกท่านตามสบาย เรื่องที่ข้าจะบอกต่อไปนี้สำคัญมากมันเป็นบททดสอบที่ยากยิ่งของกองทัพเรา” หนิงเฟยหลงหยุดพูดครู่หนึ่ง พร้อมกับมองไปยังจงฉี
จงฉีพอจะเข้าใจ เพราะเขาเองก็ได้รับรายงานจากสายลับ “นายท่านคงหมายถึงให้พวกเรายกทัพไปสู้รบกับทัพตะวันออกและทัพเหนืออย่างนั้นหรือ ?”
“อืม ใช่แล้ว ศึกนี้ค่อนข้างหนักหนา เรามาหารือกันหน่อยดีกว่าข้าอยากให้ทุกคนแนะนำหน่วยที่ตนเองรับผิดชอบเสียหน่อย”กองทัพของหนิงเฟยหลงดู ๆ แล้วไม่คล้ายกองทัพ แต่บางส่วนก็ยังคล้ายที่แตกต่างคือมีหน่วยมากเกินไปแต่ละหน่วยทำหน้าที่ต่างกัน คล้ายองค์กรหนึ่งเสียมากกว่า
แม่ทัพแต่ละคนอธิบายเกี่ยวกับหน่วยที่ตนรับผิดชอบให้ฟังหนิงเฟยหลงพอทำความเข้าใจได้ไม่ยาก ทหารของเขาในตอนนี้มีอยู่หนึ่งหมื่นห้าพันนายที่พร้อมรบ นอกจากนั้นเป็นหน่วยสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งเสบียงวิจัยและสร้างยุทโธปกรณ์ มิน่าเล่าเงินของเขาถึงหายไปอย่างรวดเร็วราวกับเอาไปโยนเล่น