บทที่ 150
งานชุมนุมศิลปะ
จางหยวนเดินทางเข้ามาพบกับสวี่รั่วหยุนภายในสถานที่แห่งนี้
หลังจากที่เดินเข้ามาอีกฝ่ายก็แสดงท่าทางยิ้มแย้มต้อนรับเป็นอย่างดี
สวี่รั่วหยุนเชิญเข้าให้นั่งลงที่เก้าอี้ตำแหน่งแขกอีกฝ่ายเองก็นั่งลงที่เก้าอี้ตำแหน่งเจ้าบ้าน
น้ำชาและขนมถูกยกมาต้อนรับอย่างไม่ขาดตกอีกฝ่ายต้อนรับเขาเป็นอย่างดี
จางหยวนที่นั่งลงตรงตำแหน่งที่นั่งนั้นเค้ายกน้ำชาขึ้นมาดื่มตามมารยาท
สวี่รั่วหยุนที่นั่งอยู่ด้านหน้าพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับรู้เหตุผลที่เขาเดินมาที่สถานที่แห่งนี้“ คงจะเดินทางมาถามเกี่ยวกับจดหมายที่ข้าส่งให้กับเจ้าสินะ ”
จางหยวนพยักหน้าตอบรับกลับไปอย่างรวดเร็ว “ใช่แล้วขอรับผู้น้อยเดินทางมาเพื่อสอบถามเกี่ยวกับจดหมายที่ท่านทรง ”
“ ข้าไม่รู้ว่าจดหมายนี่มันคืออันใดแล้วหมายความว่าอย่างไรอย่างนั้นหรือขอรับ”
“ ท่านกำลังจะชวนข้าการชุมนุมศิลปะอย่างนั้นหรือ”
“ ใช่แล้วงานชุมนุมวัตกรรมที่ถูกจัดขึ้นที่ไผ่หยกอย่างไรล่ะนี่ถือเป็นโอกาสที่ดีนะข้าคิดว่าคุณมีฝีมืออย่างเจ้าก็ควรจะเดินทางไปด้วย”
“ เพราะแบบนั้นเลยขอบัตรเชิญพิเศษมาให้กับเจ้าเพื่อให้เจ้าสามารถเดินทางเข้าไปภายในหมู่บ้านและงานแห่งนั้นได้”
“ งานนี้ถูกจัดขึ้นในรอบหลายปีเจ้าเองก็ควรเดินทางไปกับข้า”
“ ข้าเองก็เดินทางไปเพียงคนเดียวเพราะแบบนั้นการมีเพื่อนเมืองเดียวกันเดินทางไปก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”
สวี่รั่วหยุนพูดถึงจุดประสงค์ของตนเองออกมาอย่างรวดเร็ว
อีกฝ่ายพยายามอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้กับจางหยวนฟัง
จางหยวนที่ได้ยินแบบนั้นจึงพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ท่านบอกว่านี่เป็นงานชุมนุมใหญ่ในรอบปี ”
“ แล้วผู้น้อยอย่างค่าเดินทางไปในครั้งนี้จะไม่กลายเป็นที่ไม่พึงพอใจกับคนภายในงานอย่างนั้นหรือขอรับ”
“ แน่นอนว่าไม่เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วค่านำเอาภาพวาดของเจ้าไปให้ผู้ที่จัดงานนั้นดูเขายินดีเชิญเจ้าเข้าไปร่วมงาน” สวีรั่วหยุนคิดรับมือเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว
แน่นอนว่าถ้าใช่เพียงแค่เส้นสายเดินทางเข้าไปภายในงานคงจะมีผู้คนที่ไม่พึงพอใจอย่างแน่นอน
เพราะแบบนั้นตัวของมันจึงนำเอาภาพวาดที่เป็นฝีมือของจางหยวนมาให้กับผู้ที่จัดงานรู้
แน่นอนว่าภาพวาดที่ได้ชื่อว่าเป็นจิตวิญญาณแห่งยุคคนผู้นั้นมองเห็นเพียงครั้งเดียวก็ต้องส่งบัตรเชิญมาถึง
เพียงแค่นี้ก็ไม่มีผู้ใดภายในงานที่กล้าทำการพูดหรือว่าทำการกล่าวกับเขาแล้วว่าเขาเดินทางเข้ามาโดยใช้เส้นสาย
“ การเดินทางไปในครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พวกจิตตะกอนหรือพวกที่คลั่งไคล้งานศิลปะเดินทางไปหรอกนะ”
“ ข้าจะบอกเอาไว้ให้ว่าภายในงานมีพวกคนจากตระกูลใหญ่หรือว่าพวกคนที่มีอำนาจภายในราชสำนักเดินทางไปด้วย”
“ ตัวของเจ้ากำลังก่อร่างเกี่ยวกับธุรกิจของตนเองเพราะแบบนั้นการได้รับการสนับสนุนหรือทำความรู้จักกับคนพวกนั้นเอาไว้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรอ” สวี่รั่วหยุนพูดออกมาแบบนั้น
จางหยวนถึงกับขมวดคิ้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ภายในใจของตนเอง
อีกฝ่ายรู้จุดอ่อนของเขา และก็ทำการใช้ตัวเลือกเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็นตัวล่อ
แน่นอนว่าการทำความรู้จักกับผู้คนมากมายภายในงานเอาไว้ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นผลดีกับเขาในอนาคต
อย่างน้อยก็ทำการผูกมิตรเอาไว้ดีกว่าเป็นศัตรูผู้คนที่รวมตัวภายในงานเป็นคนที่มีชื่อเสียงแถมบางคนยังเป็นคนจากตระกูลใหญ่
อย่างสวีรั่วหยุนผู้นี้ที่เดินทางไปก็เป็นเศรษฐีจากเมืองจินหยวน
คนที่เดินทางไปในครั้งนี้ก็คงจะมีฐานะที่ไล่เลี่ยกัน
ก็ในครั้งนี้คงจะพูดได้ว่าเป็นการรวมตัวของผู้คนจำนวนมากที่มีอำนาจไม่แพ้งานชุมนุมพ่อค้า
ไม่ว่าจะมองในด้านไหนเขาเองก็มีเหตุผลที่จำเป็นจะต้องเดินทางไปอยู่มากมายเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
จางหยวนคิดว่าถ้าตัวเองถามต่อไปมันเองก็กลายเป็นเรื่องหนักใจเขาพยักหน้าแล้วก็พูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ เข้าใจแล้วขอรับ ”
“ งานชุมนุมในครั้งนี้จะเริ่มขึ้นอีกหลายเดือนข้างหน้าหลังจากที่ผ่านพ้นฤดูหนาวไปแล้วใช่หรือไม่ขอรับ”
“ ใช่แล้วรอผ่านพ้นฤดูหนาวงานชุมนุมจะถูกจัดขึ้น”
“ ช่วงนั้นอากาศกำลังดีการเดินทางเองก็ไม่อยากลำบากเจ้าเองก็เฝ้ารอก็แล้วกัน”
จดหมายเชิญนี้ถูกส่งมาก่อนอันที่จริงงานชุมนุมที่จะถูกจัดขึ้นมันเริ่มต้นขึ้นอีกตั้งหลายเดือน
หลังจากที่สอบถามเกี่ยวกับงานชุมนุมจนเสร็จจางหยวนก็ได้เดินทางกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ
ฤดูหนาวยาวนาน
ความหนาวเหน็บในปีนี้ถือว่าหนาวกว่าปีที่แล้วเป็นอย่างมากแต่มันเองก็ยังอยู่ในระดับที่ผู้คนส่วนใหญ่สามารถรับได้
ช่วงฤดูหนาวการค้าไม่ค่อยดีสักเท่าไร
เพราะว่าบรรยากาศที่หนาวเหน็บบริเวณด้านนอกผู้คนก็ล้วนแล้วเก็บตัวอยู่ภายในบ้านของตนเอง
แต่ว่าร้านผักวิญญาณของจางหยวนยังคงสามารถขายได้ดีนี่เองก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเช่นเดียวกันในขณะที่เศรษฐกิจภายในเมืองจินหยวนดูเหมือนว่าจะซบเซาลงเป็นอย่างมาก
แต่กิจการทั้งสองของเขาที่กำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้มันยังคงมีผู้คนมากมายที่เข้ามาอุดหนุน
อันที่จริงแล้วเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงในช่วงฤดูหนาวนั่นเองก็เป็นเรื่องปกติ
หิมะโปรยปรายด้านนอกความหนาวย่างกายเข้ามาภายในห้องทำงาน
จางหยวนที่นั่งอ่านรายงานเอกสารทั้งหมดอยู่ในตอนนี้มุมปากของเขากำลังยกยิ้มด้วยความพึงพอใจ
เพราะว่าในตอนนี้จากรายงานที่ถูกส่งมาถึงกับเขามันเป็นตัวยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าหลังจากที่ผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปแล้วกิจการทั้งหมดของเขามันจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด
“ ยอดเยี่ยมไปเลยจากที่มองดูแล้วกิจการทั้งหมดและการเตรียมการทุกอย่างจะเสร็จสิ้นในช่วงผ่านพ้นฤดูหนาวพอดี”
“ สวนผักและสวนผลไม้ที่ถูกเพิ่มมันเองก็จะสามารถทำเสร็จในช่วงหลังผ่านพ้นฤดูหนาว”
“ รวมไปถึงท่าเรือที่ทำสัญญาเอาไว้กับพ่อค้าสือด้วยเช่นเดียวกัน”
“ ในตอนนี้เป็นสัญญาณดีหลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปกิจการของเราคงจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด”
“ หลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปมันเองก็คงจะเป็นเวลาคบหนึ่งปีที่ตัวของเราเริ่มทำการก็ตั้งกิจการมา”
จางหยวนสะบัดตนเองหนึ่งครั้งเปิดหน้าต่างของระบบขึ้นมาบริเวณด้านหน้า
[ ชื่อจางหยวน อายุ 18 ปี เพศชาย ]
[ สิทธิ์ตำแหน่ง: เศรษฐีผู้ร่ำรวย ]
[จำนวนเงิน : 35135ตำลึง 4 อีแปะ ]
[ กระเป๋ามิติน้ำหนัก 100\60 กิโลกรัม ]
[ ร้านค้าทั่วไปขั้นสูง]
[ ร้านค้าลึกลับขั้นสูง]
[ ร้านค้าบรรพกาลขั้นสูง]
ในตอนนี้หน้าต่างของระบบแสดงบริเวณด้านหน้าของตนเองบ่งบอกถึงจำนวนเงินของเขา
จำนวนเงินในตอนนี้ที่หลงเหลืออยู่มันอาจจะไม่ได้มากเท่ากลับจำนวนเงินหลังจากที่ประมูลเสร็จ
เพราะว่าจำนวนเงินหลังจากประมูลเสร็จเขาเองก็ใช้เงินส่วนหนึ่งในการก่อตั้งกิจการอีกหลายแห่ง
แถมยังต้องใช้เงินในการลงทุนเพราะแบบนั้นเงินประมาณสี่หมื่นตำลึงหลังจากทำการประมูลเร็จก็เหลืออยู่เพียงแค่นี้
“ หลังจากปีหน้าเงินของเรามันจะเพิ่มพูนขึ้นกว่านี้”
จางหยวนยกยิ้มอย่างพึงพอใจ
ในขณะที่กำลังนั่งอ่านเอกสารรายงานและกำลังแสดงท่าทางดีใจกับผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมาอยู่
เสียงเสียงหนึ่งดังเข้ามาจากบริเวณด้านนอก “ นายท่านเจ้าคะ!!!”
เท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็วจากบริเวณด้านนอกนั่นคือคุณหนูหง
นางทำการวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วมาหยุดลงบริเวณด้านหน้าด้วยท่าทางร้อนรน
จางหยวนด้วยความสนใจจึงถามขึ้น “มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือเหตุใดถึงแสดงท่าทางรีบร้อนเช่นนั้นล่ะ”
“ เกิดเรื่องใหญ่แล้วที่เมืองไท่ซาน ”
“ ???....เกิดอะไรขึ้น ” จางหยวนเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย
รู้สึกประหลาดใจเหตุใดตัวของนางจึงวิ่งหน้าตาตื่นมาหาเขาแบบนี้หรือว่ามันจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วจริงๆ
จบบทบทที่ 150
งานชุมนุมศิลปะ
จางหยวนเดินทางเข้ามาพบกับสวี่รั่วหยุนภายในสถานที่แห่งนี้
หลังจากที่เดินเข้ามาอีกฝ่ายก็แสดงท่าทางยิ้มแย้มต้อนรับเป็นอย่างดี
สวี่รั่วหยุนเชิญเข้าให้นั่งลงที่เก้าอี้ตำแหน่งแขกอีกฝ่ายเองก็นั่งลงที่เก้าอี้ตำแหน่งเจ้าบ้าน
น้ำชาและขนมถูกยกมาต้อนรับอย่างไม่ขาดตกอีกฝ่ายต้อนรับเขาเป็นอย่างดี
จางหยวนที่นั่งลงตรงตำแหน่งที่นั่งนั้นเค้ายกน้ำชาขึ้นมาดื่มตามมารยาท
สวี่รั่วหยุนที่นั่งอยู่ด้านหน้าพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับรู้เหตุผลที่เขาเดินมาที่สถานที่แห่งนี้“ คงจะเดินทางมาถามเกี่ยวกับจดหมายที่ข้าส่งให้กับเจ้าสินะ ”
จางหยวนพยักหน้าตอบรับกลับไปอย่างรวดเร็ว “ใช่แล้วขอรับผู้น้อยเดินทางมาเพื่อสอบถามเกี่ยวกับจดหมายที่ท่านทรง ”
“ ข้าไม่รู้ว่าจดหมายนี่มันคืออันใดแล้วหมายความว่าอย่างไรอย่างนั้นหรือขอรับ”
“ ท่านกำลังจะชวนข้าการชุมนุมศิลปะอย่างนั้นหรือ”
“ ใช่แล้วงานชุมนุมวัตกรรมที่ถูกจัดขึ้นที่ไผ่หยกอย่างไรล่ะนี่ถือเป็นโอกาสที่ดีนะข้าคิดว่าคุณมีฝีมืออย่างเจ้าก็ควรจะเดินทางไปด้วย”
“ เพราะแบบนั้นเลยขอบัตรเชิญพิเศษมาให้กับเจ้าเพื่อให้เจ้าสามารถเดินทางเข้าไปภายในหมู่บ้านและงานแห่งนั้นได้”
“ งานนี้ถูกจัดขึ้นในรอบหลายปีเจ้าเองก็ควรเดินทางไปกับข้า”
“ ข้าเองก็เดินทางไปเพียงคนเดียวเพราะแบบนั้นการมีเพื่อนเมืองเดียวกันเดินทางไปก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”
สวี่รั่วหยุนพูดถึงจุดประสงค์ของตนเองออกมาอย่างรวดเร็ว
อีกฝ่ายพยายามอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้กับจางหยวนฟัง
จางหยวนที่ได้ยินแบบนั้นจึงพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ท่านบอกว่านี่เป็นงานชุมนุมใหญ่ในรอบปี ”
“ แล้วผู้น้อยอย่างค่าเดินทางไปในครั้งนี้จะไม่กลายเป็นที่ไม่พึงพอใจกับคนภายในงานอย่างนั้นหรือขอรับ”
“ แน่นอนว่าไม่เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วค่านำเอาภาพวาดของเจ้าไปให้ผู้ที่จัดงานนั้นดูเขายินดีเชิญเจ้าเข้าไปร่วมงาน” สวีรั่วหยุนคิดรับมือเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว
แน่นอนว่าถ้าใช่เพียงแค่เส้นสายเดินทางเข้าไปภายในงานคงจะมีผู้คนที่ไม่พึงพอใจอย่างแน่นอน
เพราะแบบนั้นตัวของมันจึงนำเอาภาพวาดที่เป็นฝีมือของจางหยวนมาให้กับผู้ที่จัดงานรู้
แน่นอนว่าภาพวาดที่ได้ชื่อว่าเป็นจิตวิญญาณแห่งยุคคนผู้นั้นมองเห็นเพียงครั้งเดียวก็ต้องส่งบัตรเชิญมาถึง
เพียงแค่นี้ก็ไม่มีผู้ใดภายในงานที่กล้าทำการพูดหรือว่าทำการกล่าวกับเขาแล้วว่าเขาเดินทางเข้ามาโดยใช้เส้นสาย
“ การเดินทางไปในครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พวกจิตตะกอนหรือพวกที่คลั่งไคล้งานศิลปะเดินทางไปหรอกนะ”
“ ข้าจะบอกเอาไว้ให้ว่าภายในงานมีพวกคนจากตระกูลใหญ่หรือว่าพวกคนที่มีอำนาจภายในราชสำนักเดินทางไปด้วย”
“ ตัวของเจ้ากำลังก่อร่างเกี่ยวกับธุรกิจของตนเองเพราะแบบนั้นการได้รับการสนับสนุนหรือทำความรู้จักกับคนพวกนั้นเอาไว้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรอ” สวี่รั่วหยุนพูดออกมาแบบนั้น
จางหยวนถึงกับขมวดคิ้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ภายในใจของตนเอง
อีกฝ่ายรู้จุดอ่อนของเขา และก็ทำการใช้ตัวเลือกเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็นตัวล่อ
แน่นอนว่าการทำความรู้จักกับผู้คนมากมายภายในงานเอาไว้ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นผลดีกับเขาในอนาคต
อย่างน้อยก็ทำการผูกมิตรเอาไว้ดีกว่าเป็นศัตรูผู้คนที่รวมตัวภายในงานเป็นคนที่มีชื่อเสียงแถมบางคนยังเป็นคนจากตระกูลใหญ่
อย่างสวีรั่วหยุนผู้นี้ที่เดินทางไปก็เป็นเศรษฐีจากเมืองจินหยวน
คนที่เดินทางไปในครั้งนี้ก็คงจะมีฐานะที่ไล่เลี่ยกัน
ก็ในครั้งนี้คงจะพูดได้ว่าเป็นการรวมตัวของผู้คนจำนวนมากที่มีอำนาจไม่แพ้งานชุมนุมพ่อค้า
ไม่ว่าจะมองในด้านไหนเขาเองก็มีเหตุผลที่จำเป็นจะต้องเดินทางไปอยู่มากมายเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
จางหยวนคิดว่าถ้าตัวเองถามต่อไปมันเองก็กลายเป็นเรื่องหนักใจเขาพยักหน้าแล้วก็พูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ เข้าใจแล้วขอรับ ”
“ งานชุมนุมในครั้งนี้จะเริ่มขึ้นอีกหลายเดือนข้างหน้าหลังจากที่ผ่านพ้นฤดูหนาวไปแล้วใช่หรือไม่ขอรับ”
“ ใช่แล้วรอผ่านพ้นฤดูหนาวงานชุมนุมจะถูกจัดขึ้น”
“ ช่วงนั้นอากาศกำลังดีการเดินทางเองก็ไม่อยากลำบากเจ้าเองก็เฝ้ารอก็แล้วกัน”
จดหมายเชิญนี้ถูกส่งมาก่อนอันที่จริงงานชุมนุมที่จะถูกจัดขึ้นมันเริ่มต้นขึ้นอีกตั้งหลายเดือน
หลังจากที่สอบถามเกี่ยวกับงานชุมนุมจนเสร็จจางหยวนก็ได้เดินทางกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ
ฤดูหนาวยาวนาน
ความหนาวเหน็บในปีนี้ถือว่าหนาวกว่าปีที่แล้วเป็นอย่างมากแต่มันเองก็ยังอยู่ในระดับที่ผู้คนส่วนใหญ่สามารถรับได้
ช่วงฤดูหนาวการค้าไม่ค่อยดีสักเท่าไร
เพราะว่าบรรยากาศที่หนาวเหน็บบริเวณด้านนอกผู้คนก็ล้วนแล้วเก็บตัวอยู่ภายในบ้านของตนเอง
แต่ว่าร้านผักวิญญาณของจางหยวนยังคงสามารถขายได้ดีนี่เองก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเช่นเดียวกันในขณะที่เศรษฐกิจภายในเมืองจินหยวนดูเหมือนว่าจะซบเซาลงเป็นอย่างมาก
แต่กิจการทั้งสองของเขาที่กำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้มันยังคงมีผู้คนมากมายที่เข้ามาอุดหนุน
อันที่จริงแล้วเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงในช่วงฤดูหนาวนั่นเองก็เป็นเรื่องปกติ
หิมะโปรยปรายด้านนอกความหนาวย่างกายเข้ามาภายในห้องทำงาน
จางหยวนที่นั่งอ่านรายงานเอกสารทั้งหมดอยู่ในตอนนี้มุมปากของเขากำลังยกยิ้มด้วยความพึงพอใจ
เพราะว่าในตอนนี้จากรายงานที่ถูกส่งมาถึงกับเขามันเป็นตัวยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าหลังจากที่ผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปแล้วกิจการทั้งหมดของเขามันจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด
“ ยอดเยี่ยมไปเลยจากที่มองดูแล้วกิจการทั้งหมดและการเตรียมการทุกอย่างจะเสร็จสิ้นในช่วงผ่านพ้นฤดูหนาวพอดี”
“ สวนผักและสวนผลไม้ที่ถูกเพิ่มมันเองก็จะสามารถทำเสร็จในช่วงหลังผ่านพ้นฤดูหนาว”
“ รวมไปถึงท่าเรือที่ทำสัญญาเอาไว้กับพ่อค้าสือด้วยเช่นเดียวกัน”
“ ในตอนนี้เป็นสัญญาณดีหลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปกิจการของเราคงจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด”
“ หลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปมันเองก็คงจะเป็นเวลาคบหนึ่งปีที่ตัวของเราเริ่มทำการก็ตั้งกิจการมา”
จางหยวนสะบัดตนเองหนึ่งครั้งเปิดหน้าต่างของระบบขึ้นมาบริเวณด้านหน้า
[ ชื่อจางหยวน อายุ 18 ปี เพศชาย ]
[ สิทธิ์ตำแหน่ง: เศรษฐีผู้ร่ำรวย ]
[จำนวนเงิน : 35135ตำลึง 4 อีแปะ ]
[ กระเป๋ามิติน้ำหนัก 100\60 กิโลกรัม ]
[ ร้านค้าทั่วไปขั้นสูง]
[ ร้านค้าลึกลับขั้นสูง]
[ ร้านค้าบรรพกาลขั้นสูง]
ในตอนนี้หน้าต่างของระบบแสดงบริเวณด้านหน้าของตนเองบ่งบอกถึงจำนวนเงินของเขา
จำนวนเงินในตอนนี้ที่หลงเหลืออยู่มันอาจจะไม่ได้มากเท่ากลับจำนวนเงินหลังจากที่ประมูลเสร็จ
เพราะว่าจำนวนเงินหลังจากประมูลเสร็จเขาเองก็ใช้เงินส่วนหนึ่งในการก่อตั้งกิจการอีกหลายแห่ง
แถมยังต้องใช้เงินในการลงทุนเพราะแบบนั้นเงินประมาณสี่หมื่นตำลึงหลังจากทำการประมูลเร็จก็เหลืออยู่เพียงแค่นี้
“ หลังจากปีหน้าเงินของเรามันจะเพิ่มพูนขึ้นกว่านี้”
จางหยวนยกยิ้มอย่างพึงพอใจ
ในขณะที่กำลังนั่งอ่านเอกสารรายงานและกำลังแสดงท่าทางดีใจกับผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมาอยู่
เสียงเสียงหนึ่งดังเข้ามาจากบริเวณด้านนอก “ นายท่านเจ้าคะ!!!”
เท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็วจากบริเวณด้านนอกนั่นคือคุณหนูหง
นางทำการวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วมาหยุดลงบริเวณด้านหน้าด้วยท่าทางร้อนรน
จางหยวนด้วยความสนใจจึงถามขึ้น “มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือเหตุใดถึงแสดงท่าทางรีบร้อนเช่นนั้นล่ะ”
“ เกิดเรื่องใหญ่แล้วที่เมืองไท่ซาน ”
“ ???....เกิดอะไรขึ้น ” จางหยวนเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย
รู้สึกประหลาดใจเหตุใดตัวของนางจึงวิ่งหน้าตาตื่นมาหาเขาแบบนี้หรือว่ามันจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วจริงๆ
จบบท