ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    บทที่ 150 งานชุมนุมศิลปะ

            บทที่ 150

            งานชุมนุมศิลปะ

            จางหยวนเดินทางเข้ามาพบกับสวี่รั่วหยุนภายในสถานที่แห่งนี้

            หลังจากที่เดินเข้ามาอีกฝ่ายก็แสดงท่าทางยิ้มแย้มต้อนรับเป็นอย่างดี

            สวี่รั่วหยุนเชิญเข้าให้นั่งลงที่เก้าอี้ตำแหน่งแขกอีกฝ่ายเองก็นั่งลงที่เก้าอี้ตำแหน่งเจ้าบ้าน

            น้ำชาและขนมถูกยกมาต้อนรับอย่างไม่ขาดตกอีกฝ่ายต้อนรับเขาเป็นอย่างดี

            จางหยวนที่นั่งลงตรงตำแหน่งที่นั่งนั้นเค้ายกน้ำชาขึ้นมาดื่มตามมารยาท

            สวี่รั่วหยุนที่นั่งอยู่ด้านหน้าพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับรู้เหตุผลที่เขาเดินมาที่สถานที่แห่งนี้“ คงจะเดินทางมาถามเกี่ยวกับจดหมายที่ข้าส่งให้กับเจ้าสินะ ”

            จางหยวนพยักหน้าตอบรับกลับไปอย่างรวดเร็ว “ใช่แล้วขอรับผู้น้อยเดินทางมาเพื่อสอบถามเกี่ยวกับจดหมายที่ท่านทรง ”

            “ ข้าไม่รู้ว่าจดหมายนี่มันคืออันใดแล้วหมายความว่าอย่างไรอย่างนั้นหรือขอรับ”

            “ ท่านกำลังจะชวนข้าการชุมนุมศิลปะอย่างนั้นหรือ” 

            “ ใช่แล้วงานชุมนุมวัตกรรมที่ถูกจัดขึ้นที่ไผ่หยกอย่างไรล่ะนี่ถือเป็นโอกาสที่ดีนะข้าคิดว่าคุณมีฝีมืออย่างเจ้าก็ควรจะเดินทางไปด้วย”

            “ เพราะแบบนั้นเลยขอบัตรเชิญพิเศษมาให้กับเจ้าเพื่อให้เจ้าสามารถเดินทางเข้าไปภายในหมู่บ้านและงานแห่งนั้นได้”

            “ งานนี้ถูกจัดขึ้นในรอบหลายปีเจ้าเองก็ควรเดินทางไปกับข้า”

            “ ข้าเองก็เดินทางไปเพียงคนเดียวเพราะแบบนั้นการมีเพื่อนเมืองเดียวกันเดินทางไปก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี” 

            สวี่รั่วหยุนพูดถึงจุดประสงค์ของตนเองออกมาอย่างรวดเร็ว

            อีกฝ่ายพยายามอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้กับจางหยวนฟัง

            จางหยวนที่ได้ยินแบบนั้นจึงพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ท่านบอกว่านี่เป็นงานชุมนุมใหญ่ในรอบปี ”

            “ แล้วผู้น้อยอย่างค่าเดินทางไปในครั้งนี้จะไม่กลายเป็นที่ไม่พึงพอใจกับคนภายในงานอย่างนั้นหรือขอรับ”

            “ แน่นอนว่าไม่เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วค่านำเอาภาพวาดของเจ้าไปให้ผู้ที่จัดงานนั้นดูเขายินดีเชิญเจ้าเข้าไปร่วมงาน” สวีรั่วหยุนคิดรับมือเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว

            แน่นอนว่าถ้าใช่เพียงแค่เส้นสายเดินทางเข้าไปภายในงานคงจะมีผู้คนที่ไม่พึงพอใจอย่างแน่นอน

            เพราะแบบนั้นตัวของมันจึงนำเอาภาพวาดที่เป็นฝีมือของจางหยวนมาให้กับผู้ที่จัดงานรู้

            แน่นอนว่าภาพวาดที่ได้ชื่อว่าเป็นจิตวิญญาณแห่งยุคคนผู้นั้นมองเห็นเพียงครั้งเดียวก็ต้องส่งบัตรเชิญมาถึง

            เพียงแค่นี้ก็ไม่มีผู้ใดภายในงานที่กล้าทำการพูดหรือว่าทำการกล่าวกับเขาแล้วว่าเขาเดินทางเข้ามาโดยใช้เส้นสาย

            “ การเดินทางไปในครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พวกจิตตะกอนหรือพวกที่คลั่งไคล้งานศิลปะเดินทางไปหรอกนะ”

            “ ข้าจะบอกเอาไว้ให้ว่าภายในงานมีพวกคนจากตระกูลใหญ่หรือว่าพวกคนที่มีอำนาจภายในราชสำนักเดินทางไปด้วย”

            “ ตัวของเจ้ากำลังก่อร่างเกี่ยวกับธุรกิจของตนเองเพราะแบบนั้นการได้รับการสนับสนุนหรือทำความรู้จักกับคนพวกนั้นเอาไว้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรอ” สวี่รั่วหยุนพูดออกมาแบบนั้น

            จางหยวนถึงกับขมวดคิ้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ภายในใจของตนเอง

            อีกฝ่ายรู้จุดอ่อนของเขา และก็ทำการใช้ตัวเลือกเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็นตัวล่อ 

            แน่นอนว่าการทำความรู้จักกับผู้คนมากมายภายในงานเอาไว้ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นผลดีกับเขาในอนาคต

            อย่างน้อยก็ทำการผูกมิตรเอาไว้ดีกว่าเป็นศัตรูผู้คนที่รวมตัวภายในงานเป็นคนที่มีชื่อเสียงแถมบางคนยังเป็นคนจากตระกูลใหญ่

            อย่างสวีรั่วหยุนผู้นี้ที่เดินทางไปก็เป็นเศรษฐีจากเมืองจินหยวน

            คนที่เดินทางไปในครั้งนี้ก็คงจะมีฐานะที่ไล่เลี่ยกัน

            ก็ในครั้งนี้คงจะพูดได้ว่าเป็นการรวมตัวของผู้คนจำนวนมากที่มีอำนาจไม่แพ้งานชุมนุมพ่อค้า

            ไม่ว่าจะมองในด้านไหนเขาเองก็มีเหตุผลที่จำเป็นจะต้องเดินทางไปอยู่มากมายเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

            จางหยวนคิดว่าถ้าตัวเองถามต่อไปมันเองก็กลายเป็นเรื่องหนักใจเขาพยักหน้าแล้วก็พูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ เข้าใจแล้วขอรับ ”

            “ งานชุมนุมในครั้งนี้จะเริ่มขึ้นอีกหลายเดือนข้างหน้าหลังจากที่ผ่านพ้นฤดูหนาวไปแล้วใช่หรือไม่ขอรับ”

            “ ใช่แล้วรอผ่านพ้นฤดูหนาวงานชุมนุมจะถูกจัดขึ้น”

            “ ช่วงนั้นอากาศกำลังดีการเดินทางเองก็ไม่อยากลำบากเจ้าเองก็เฝ้ารอก็แล้วกัน”

            จดหมายเชิญนี้ถูกส่งมาก่อนอันที่จริงงานชุมนุมที่จะถูกจัดขึ้นมันเริ่มต้นขึ้นอีกตั้งหลายเดือน

            หลังจากที่สอบถามเกี่ยวกับงานชุมนุมจนเสร็จจางหยวนก็ได้เดินทางกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ 

            ฤดูหนาวยาวนาน

            ความหนาวเหน็บในปีนี้ถือว่าหนาวกว่าปีที่แล้วเป็นอย่างมากแต่มันเองก็ยังอยู่ในระดับที่ผู้คนส่วนใหญ่สามารถรับได้

            ช่วงฤดูหนาวการค้าไม่ค่อยดีสักเท่าไร

            เพราะว่าบรรยากาศที่หนาวเหน็บบริเวณด้านนอกผู้คนก็ล้วนแล้วเก็บตัวอยู่ภายในบ้านของตนเอง

            แต่ว่าร้านผักวิญญาณของจางหยวนยังคงสามารถขายได้ดีนี่เองก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเช่นเดียวกันในขณะที่เศรษฐกิจภายในเมืองจินหยวนดูเหมือนว่าจะซบเซาลงเป็นอย่างมาก

            แต่กิจการทั้งสองของเขาที่กำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้มันยังคงมีผู้คนมากมายที่เข้ามาอุดหนุน

            อันที่จริงแล้วเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงในช่วงฤดูหนาวนั่นเองก็เป็นเรื่องปกติ

            หิมะโปรยปรายด้านนอกความหนาวย่างกายเข้ามาภายในห้องทำงาน

            จางหยวนที่นั่งอ่านรายงานเอกสารทั้งหมดอยู่ในตอนนี้มุมปากของเขากำลังยกยิ้มด้วยความพึงพอใจ

            เพราะว่าในตอนนี้จากรายงานที่ถูกส่งมาถึงกับเขามันเป็นตัวยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าหลังจากที่ผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปแล้วกิจการทั้งหมดของเขามันจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด

            “ ยอดเยี่ยมไปเลยจากที่มองดูแล้วกิจการทั้งหมดและการเตรียมการทุกอย่างจะเสร็จสิ้นในช่วงผ่านพ้นฤดูหนาวพอดี”

            “ สวนผักและสวนผลไม้ที่ถูกเพิ่มมันเองก็จะสามารถทำเสร็จในช่วงหลังผ่านพ้นฤดูหนาว”

            “ รวมไปถึงท่าเรือที่ทำสัญญาเอาไว้กับพ่อค้าสือด้วยเช่นเดียวกัน”

            “ ในตอนนี้เป็นสัญญาณดีหลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปกิจการของเราคงจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด”  

            “ หลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปมันเองก็คงจะเป็นเวลาคบหนึ่งปีที่ตัวของเราเริ่มทำการก็ตั้งกิจการมา”

            จางหยวนสะบัดตนเองหนึ่งครั้งเปิดหน้าต่างของระบบขึ้นมาบริเวณด้านหน้า

            [ ชื่อจางหยวน อายุ 18 ปี เพศชาย ]

            [ สิทธิ์ตำแหน่ง: เศรษฐีผู้ร่ำรวย ]

            [จำนวนเงิน : 35135ตำลึง 4 อีแปะ ]

            [ กระเป๋ามิติน้ำหนัก 100\60 กิโลกรัม ]

            [ ร้านค้าทั่วไปขั้นสูง]

            [ ร้านค้าลึกลับขั้นสูง]

            [ ร้านค้าบรรพกาลขั้นสูง]

            ในตอนนี้หน้าต่างของระบบแสดงบริเวณด้านหน้าของตนเองบ่งบอกถึงจำนวนเงินของเขา

            จำนวนเงินในตอนนี้ที่หลงเหลืออยู่มันอาจจะไม่ได้มากเท่ากลับจำนวนเงินหลังจากที่ประมูลเสร็จ

            เพราะว่าจำนวนเงินหลังจากประมูลเสร็จเขาเองก็ใช้เงินส่วนหนึ่งในการก่อตั้งกิจการอีกหลายแห่ง

            แถมยังต้องใช้เงินในการลงทุนเพราะแบบนั้นเงินประมาณสี่หมื่นตำลึงหลังจากทำการประมูลเร็จก็เหลืออยู่เพียงแค่นี้ 

            “ หลังจากปีหน้าเงินของเรามันจะเพิ่มพูนขึ้นกว่านี้” 

            จางหยวนยกยิ้มอย่างพึงพอใจ

            ในขณะที่กำลังนั่งอ่านเอกสารรายงานและกำลังแสดงท่าทางดีใจกับผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมาอยู่

            เสียงเสียงหนึ่งดังเข้ามาจากบริเวณด้านนอก “ นายท่านเจ้าคะ!!!”

            เท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็วจากบริเวณด้านนอกนั่นคือคุณหนูหง

            นางทำการวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วมาหยุดลงบริเวณด้านหน้าด้วยท่าทางร้อนรน

            จางหยวนด้วยความสนใจจึงถามขึ้น “มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือเหตุใดถึงแสดงท่าทางรีบร้อนเช่นนั้นล่ะ”

            “ เกิดเรื่องใหญ่แล้วที่เมืองไท่ซาน ”

            “ ???....เกิดอะไรขึ้น ”  จางหยวนเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย

            รู้สึกประหลาดใจเหตุใดตัวของนางจึงวิ่งหน้าตาตื่นมาหาเขาแบบนี้หรือว่ามันจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วจริงๆ 

            จบบทบทที่ 150

            

            งานชุมนุมศิลปะ

            จางหยวนเดินทางเข้ามาพบกับสวี่รั่วหยุนภายในสถานที่แห่งนี้

            หลังจากที่เดินเข้ามาอีกฝ่ายก็แสดงท่าทางยิ้มแย้มต้อนรับเป็นอย่างดี

            สวี่รั่วหยุนเชิญเข้าให้นั่งลงที่เก้าอี้ตำแหน่งแขกอีกฝ่ายเองก็นั่งลงที่เก้าอี้ตำแหน่งเจ้าบ้าน

            น้ำชาและขนมถูกยกมาต้อนรับอย่างไม่ขาดตกอีกฝ่ายต้อนรับเขาเป็นอย่างดี

            จางหยวนที่นั่งลงตรงตำแหน่งที่นั่งนั้นเค้ายกน้ำชาขึ้นมาดื่มตามมารยาท

            สวี่รั่วหยุนที่นั่งอยู่ด้านหน้าพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับรู้เหตุผลที่เขาเดินมาที่สถานที่แห่งนี้“ คงจะเดินทางมาถามเกี่ยวกับจดหมายที่ข้าส่งให้กับเจ้าสินะ ”

            จางหยวนพยักหน้าตอบรับกลับไปอย่างรวดเร็ว “ใช่แล้วขอรับผู้น้อยเดินทางมาเพื่อสอบถามเกี่ยวกับจดหมายที่ท่านทรง ”

            “ ข้าไม่รู้ว่าจดหมายนี่มันคืออันใดแล้วหมายความว่าอย่างไรอย่างนั้นหรือขอรับ”

            “ ท่านกำลังจะชวนข้าการชุมนุมศิลปะอย่างนั้นหรือ” 

            “ ใช่แล้วงานชุมนุมวัตกรรมที่ถูกจัดขึ้นที่ไผ่หยกอย่างไรล่ะนี่ถือเป็นโอกาสที่ดีนะข้าคิดว่าคุณมีฝีมืออย่างเจ้าก็ควรจะเดินทางไปด้วย”

            “ เพราะแบบนั้นเลยขอบัตรเชิญพิเศษมาให้กับเจ้าเพื่อให้เจ้าสามารถเดินทางเข้าไปภายในหมู่บ้านและงานแห่งนั้นได้”

            “ งานนี้ถูกจัดขึ้นในรอบหลายปีเจ้าเองก็ควรเดินทางไปกับข้า”

            “ ข้าเองก็เดินทางไปเพียงคนเดียวเพราะแบบนั้นการมีเพื่อนเมืองเดียวกันเดินทางไปก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี” 

            สวี่รั่วหยุนพูดถึงจุดประสงค์ของตนเองออกมาอย่างรวดเร็ว

            อีกฝ่ายพยายามอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้กับจางหยวนฟัง

            จางหยวนที่ได้ยินแบบนั้นจึงพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ท่านบอกว่านี่เป็นงานชุมนุมใหญ่ในรอบปี ”

            “ แล้วผู้น้อยอย่างค่าเดินทางไปในครั้งนี้จะไม่กลายเป็นที่ไม่พึงพอใจกับคนภายในงานอย่างนั้นหรือขอรับ”

            “ แน่นอนว่าไม่เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วค่านำเอาภาพวาดของเจ้าไปให้ผู้ที่จัดงานนั้นดูเขายินดีเชิญเจ้าเข้าไปร่วมงาน” สวีรั่วหยุนคิดรับมือเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว

            แน่นอนว่าถ้าใช่เพียงแค่เส้นสายเดินทางเข้าไปภายในงานคงจะมีผู้คนที่ไม่พึงพอใจอย่างแน่นอน

            เพราะแบบนั้นตัวของมันจึงนำเอาภาพวาดที่เป็นฝีมือของจางหยวนมาให้กับผู้ที่จัดงานรู้

            แน่นอนว่าภาพวาดที่ได้ชื่อว่าเป็นจิตวิญญาณแห่งยุคคนผู้นั้นมองเห็นเพียงครั้งเดียวก็ต้องส่งบัตรเชิญมาถึง

            เพียงแค่นี้ก็ไม่มีผู้ใดภายในงานที่กล้าทำการพูดหรือว่าทำการกล่าวกับเขาแล้วว่าเขาเดินทางเข้ามาโดยใช้เส้นสาย

            “ การเดินทางไปในครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พวกจิตตะกอนหรือพวกที่คลั่งไคล้งานศิลปะเดินทางไปหรอกนะ”

            “ ข้าจะบอกเอาไว้ให้ว่าภายในงานมีพวกคนจากตระกูลใหญ่หรือว่าพวกคนที่มีอำนาจภายในราชสำนักเดินทางไปด้วย”

            “ ตัวของเจ้ากำลังก่อร่างเกี่ยวกับธุรกิจของตนเองเพราะแบบนั้นการได้รับการสนับสนุนหรือทำความรู้จักกับคนพวกนั้นเอาไว้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรอ” สวี่รั่วหยุนพูดออกมาแบบนั้น

            จางหยวนถึงกับขมวดคิ้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ภายในใจของตนเอง

            อีกฝ่ายรู้จุดอ่อนของเขา และก็ทำการใช้ตัวเลือกเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็นตัวล่อ 

            แน่นอนว่าการทำความรู้จักกับผู้คนมากมายภายในงานเอาไว้ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นผลดีกับเขาในอนาคต

            อย่างน้อยก็ทำการผูกมิตรเอาไว้ดีกว่าเป็นศัตรูผู้คนที่รวมตัวภายในงานเป็นคนที่มีชื่อเสียงแถมบางคนยังเป็นคนจากตระกูลใหญ่

            อย่างสวีรั่วหยุนผู้นี้ที่เดินทางไปก็เป็นเศรษฐีจากเมืองจินหยวน

            คนที่เดินทางไปในครั้งนี้ก็คงจะมีฐานะที่ไล่เลี่ยกัน

            ก็ในครั้งนี้คงจะพูดได้ว่าเป็นการรวมตัวของผู้คนจำนวนมากที่มีอำนาจไม่แพ้งานชุมนุมพ่อค้า

            ไม่ว่าจะมองในด้านไหนเขาเองก็มีเหตุผลที่จำเป็นจะต้องเดินทางไปอยู่มากมายเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

            จางหยวนคิดว่าถ้าตัวเองถามต่อไปมันเองก็กลายเป็นเรื่องหนักใจเขาพยักหน้าแล้วก็พูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ เข้าใจแล้วขอรับ ”

            “ งานชุมนุมในครั้งนี้จะเริ่มขึ้นอีกหลายเดือนข้างหน้าหลังจากที่ผ่านพ้นฤดูหนาวไปแล้วใช่หรือไม่ขอรับ”

            “ ใช่แล้วรอผ่านพ้นฤดูหนาวงานชุมนุมจะถูกจัดขึ้น”

            “ ช่วงนั้นอากาศกำลังดีการเดินทางเองก็ไม่อยากลำบากเจ้าเองก็เฝ้ารอก็แล้วกัน”

            จดหมายเชิญนี้ถูกส่งมาก่อนอันที่จริงงานชุมนุมที่จะถูกจัดขึ้นมันเริ่มต้นขึ้นอีกตั้งหลายเดือน

            หลังจากที่สอบถามเกี่ยวกับงานชุมนุมจนเสร็จจางหยวนก็ได้เดินทางกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ 

            ฤดูหนาวยาวนาน

            ความหนาวเหน็บในปีนี้ถือว่าหนาวกว่าปีที่แล้วเป็นอย่างมากแต่มันเองก็ยังอยู่ในระดับที่ผู้คนส่วนใหญ่สามารถรับได้

            ช่วงฤดูหนาวการค้าไม่ค่อยดีสักเท่าไร

            เพราะว่าบรรยากาศที่หนาวเหน็บบริเวณด้านนอกผู้คนก็ล้วนแล้วเก็บตัวอยู่ภายในบ้านของตนเอง

            แต่ว่าร้านผักวิญญาณของจางหยวนยังคงสามารถขายได้ดีนี่เองก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเช่นเดียวกันในขณะที่เศรษฐกิจภายในเมืองจินหยวนดูเหมือนว่าจะซบเซาลงเป็นอย่างมาก

            แต่กิจการทั้งสองของเขาที่กำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้มันยังคงมีผู้คนมากมายที่เข้ามาอุดหนุน

            อันที่จริงแล้วเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงในช่วงฤดูหนาวนั่นเองก็เป็นเรื่องปกติ

            หิมะโปรยปรายด้านนอกความหนาวย่างกายเข้ามาภายในห้องทำงาน

            จางหยวนที่นั่งอ่านรายงานเอกสารทั้งหมดอยู่ในตอนนี้มุมปากของเขากำลังยกยิ้มด้วยความพึงพอใจ

            เพราะว่าในตอนนี้จากรายงานที่ถูกส่งมาถึงกับเขามันเป็นตัวยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าหลังจากที่ผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปแล้วกิจการทั้งหมดของเขามันจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด

            “ ยอดเยี่ยมไปเลยจากที่มองดูแล้วกิจการทั้งหมดและการเตรียมการทุกอย่างจะเสร็จสิ้นในช่วงผ่านพ้นฤดูหนาวพอดี”

            “ สวนผักและสวนผลไม้ที่ถูกเพิ่มมันเองก็จะสามารถทำเสร็จในช่วงหลังผ่านพ้นฤดูหนาว”

            “ รวมไปถึงท่าเรือที่ทำสัญญาเอาไว้กับพ่อค้าสือด้วยเช่นเดียวกัน”

            “ ในตอนนี้เป็นสัญญาณดีหลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปกิจการของเราคงจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด”  

            “ หลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปมันเองก็คงจะเป็นเวลาคบหนึ่งปีที่ตัวของเราเริ่มทำการก็ตั้งกิจการมา”

            จางหยวนสะบัดตนเองหนึ่งครั้งเปิดหน้าต่างของระบบขึ้นมาบริเวณด้านหน้า

            [ ชื่อจางหยวน อายุ 18 ปี เพศชาย ]

            [ สิทธิ์ตำแหน่ง: เศรษฐีผู้ร่ำรวย ]

            [จำนวนเงิน : 35135ตำลึง 4 อีแปะ ]

            [ กระเป๋ามิติน้ำหนัก 100\60 กิโลกรัม ]

            [ ร้านค้าทั่วไปขั้นสูง]

            [ ร้านค้าลึกลับขั้นสูง]

            [ ร้านค้าบรรพกาลขั้นสูง]

            ในตอนนี้หน้าต่างของระบบแสดงบริเวณด้านหน้าของตนเองบ่งบอกถึงจำนวนเงินของเขา

            จำนวนเงินในตอนนี้ที่หลงเหลืออยู่มันอาจจะไม่ได้มากเท่ากลับจำนวนเงินหลังจากที่ประมูลเสร็จ

            เพราะว่าจำนวนเงินหลังจากประมูลเสร็จเขาเองก็ใช้เงินส่วนหนึ่งในการก่อตั้งกิจการอีกหลายแห่ง

            แถมยังต้องใช้เงินในการลงทุนเพราะแบบนั้นเงินประมาณสี่หมื่นตำลึงหลังจากทำการประมูลเร็จก็เหลืออยู่เพียงแค่นี้ 

            “ หลังจากปีหน้าเงินของเรามันจะเพิ่มพูนขึ้นกว่านี้” 

            จางหยวนยกยิ้มอย่างพึงพอใจ

            ในขณะที่กำลังนั่งอ่านเอกสารรายงานและกำลังแสดงท่าทางดีใจกับผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมาอยู่

            เสียงเสียงหนึ่งดังเข้ามาจากบริเวณด้านนอก “ นายท่านเจ้าคะ!!!”

            เท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็วจากบริเวณด้านนอกนั่นคือคุณหนูหง

            นางทำการวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วมาหยุดลงบริเวณด้านหน้าด้วยท่าทางร้อนรน

            จางหยวนด้วยความสนใจจึงถามขึ้น “มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือเหตุใดถึงแสดงท่าทางรีบร้อนเช่นนั้นล่ะ”

            “ เกิดเรื่องใหญ่แล้วที่เมืองไท่ซาน ”

            “ ???....เกิดอะไรขึ้น ”  จางหยวนเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย

            รู้สึกประหลาดใจเหตุใดตัวของนางจึงวิ่งหน้าตาตื่นมาหาเขาแบบนี้หรือว่ามันจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วจริงๆ 

            จบบท

    คล้ายกับเรื่องข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง ที่คุณอ่าน