หญิงสาวมีสีหน้าอยากรู้อยากเห็นชัดเจนแต่ก็เมียงมองรองแม่ทัพอู๋อย่างเกรงใจอยู่เหมือนกันเพราะตัวเองทำตัวเสียมารยาทอยากรู้เรื่องคนอื่น ขณะที่เหอเซียวไห่เอียงตัวเข้าใกล้หยางเสียเพื่อจะกระซิบบอกเหตุผลนั้น อู๋อี้หวินก็ผลักหัวใหญ่ๆของคนช่างเล่าจนชนเข้ากับหัวเล็กๆของคนที่คอยตั้งอกตั้งใจฟังจนทั้งสองร้องขึ้นพร้อมกัน
นายกองร่วมค่ายหลายนายต่างหันมามองเป็นจุดเดียวรวมไปถึง องค์ชายฝานจิ้งที่ทรงเบนพระพักตร์มาทอดพระเนตรทั้งคู่จนหยางเสียและเหอเซียวไห่ต้องรีบก้มหัวลงเพื่อขอประทานอภัยพร้อมกัน
“เขาหนีการแต่งงาน!”ชายหนุ่มก้มหัวลงกระซิบข้างหูรุ่นน้องด้วยติดพันในบทสนทนา เหอเซียวไห่ชอบหยางเสียมากก็ตรงที่ชายหนุ่มเป็นคนกล้าพูดกล้าทำ และกล้าโต้ตอบกับเขานอกจากนี้หยางเสียยังคอยสนใจฟังเวลาเขาพูดเสมอซึ่งคุณสมบัติข้อหลังนี้หาไม่ได้แน่จากอู๋อี้หวิน
“หา!” หยางเสียร้อง
“อื้อ!” เหอเซียวไห่ยืนยัน
อู๋อี้หวินมองทั้งสองอย่างขบขันระคนอ่อนใจ ช่างเป็นลูกคู่ที่คอยรับส่งกันจนน่ารำคาญเสียจริง
“แล้วตัวท่านเล่า ทำไมถึงไม่แต่งงาน”เมื่อเจอคำถามย้อนเข้าตัวบ้าง เหอเซียวไห่ที่ส่งเสียงครื้นเครงอยู่เมื่อครู่ก็มีสีหน้าจริงจังขึ้นมา
“ข้าไม่อยากจะทอดทิ้งใคร”
คำตอบของเขา หยางเสียได้แต่งง “แล้วทำไมต้องทอดทิ้งด้วยการแต่งงานไม่ได้เกิดจากความรักหรือไรคนที่รักกันก็ต้องอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตอยู่แล้วนี่ขอรับ”
“นั่นก็เพราะว่าข้ายังไม่มีความรู้สึกรักน่ะสิ...ข้ายังไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าการที่หญิงชายมีหัวใจตรงกันมันรู้สึกยังไง ที่ผ่านๆ มา ข้าก็เจอแค่คนที่งามต้องตาข้าเท่านั้นแต่ยังไม่เคยเจอคนที่จะทำให้ข้ารู้สึกต้องใจเลยสักหน อีกอย่าง...คนที่เกิดมาแล้วไม่เป็นที่ต้องการแม้กับคนในครอบครัวตัวเองอย่างข้าจะกล้าคิดฝันอะไรกับคำว่ารัก”พูดจบแล้วชายหนุ่มก็ยกเหล้าขึ้นดื่มจนหมดไปอีกขวด
“ท่าน...”
“ข้าเป็นกำพร้าถูกพ่อแม่ทิ้งไว้ที่ตลาดตั้งแต่สามขวบได้กระมัง ถ้าคนเรารักได้ไม่หมดทั้งหัวใจการทอดทิ้งไม่อยากเหลียวแลก็ต้องทำได้โดยง่ายข้าก็แค่ไม่อยากให้ใครต้องมารู้สึกแบบเดียวกับที่ข้าเคยเป็น”
อดีตอันขมขื่นของชายหนุ่มทำให้หยางเสียนิ่งไปครู่หนึ่งคนที่ดูสนุกสนานร่าเริงอยู่เสมอเช่นชายผู้นี้มีอดีตที่น่าเศร้าไม่น้อยเลยแววตาขี้เล่นของเหอเซียวไห่หม่นเศร้าลงเพียงแวบเดียวก่อนจะกลับมาทอประกายสดใสดังเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาเริ่มชักชวนให้นางดื่มเหล้ากับเขานางได้แต่บอกปัดว่าไม่ชอบดื่ม
“เจ้ามันอ่อน! ตัวอ่อน...คออ่อน ไม่ได้เรื่อง!” หยางเสียไม่พูดอะไร นางได้แต่ยิ้มและยอมรับคำตำหนิตามนั้นความคิดนางยังคงค้างอยู่ที่คำพูดของรองแม่ทัพเหอที่พูดถึงเรื่องความรัก
มนุษย์ล้วนเกิดมาตัวคนเดียวตายก็ต้องตายคนเดียว ความผูกพันก่อให้เกิดความเจ็บปวดยามต้องพลัดพรากความรักหาใช่เรื่องจำเป็นของชีวิตหยางเสียผู้จำต้องจากพรากบุคคลผู้เป็นที่รักไปถึงสองคราวก้มมองพื้นและถอนใจเบาๆ
ไม่รัก... ไม่ผูกพัน... ไม่เจ็บ!
ระหว่างงานเลี้ยง องค์ชายฝานจิ้งประทานเจิง[1]เป็นของขวัญแก่องค์หญิงผิงอ้ายเพราะทรงทราบว่าฝีมือด้านดนตรีของนางนั้นได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเสี้ยน ไม่แพ้ผู้ใด
องค์หญิงราชสกุลเล่อขอประทานอนุญาตเล่นเพลงถวายต่อองค์ชายทหารชั้นผู้น้อยจึงยกโต๊ะเตี้ยๆ มาวางไว้หน้าแท่นประทับจากนั้นพระดัชนีเรียวงามก็เริ่มบรรเลงเพลงริมโอษฐ์อิ่มที่ได้รับการแต่งแต้มด้วยชาดสีสดก็แย้มเยื้อนขับถ้อยคำเป็นทำนองเสนาะหูพระสุรเสียงหวานปานน้ำผึ้งไหลอาบซ่านสู่หัวใจแห้งผากหลายดวง ณ ที่แห่งนี้
หยางเสียอดจะชะเง้อมองยังราชนิกุลสูงศักดิ์และเครื่องดนตรีเครื่องงามที่ท่านแม่ทัพประทานให้นางไม่ได้องค์หญิงทรงพระสิริโฉมงดงามนัก พระวรกายเล็กดูอ้อนแอ้นอรชรน่าทะนุถนอม พระสุรเสียงหรือก็ไพเราะยากหาผู้ใดเปรียบหญิงงามเพียบพร้อมเช่นนี้ย่อมต้องเกิดมาคู่ชายผู้เป็นยอดคนเช่นเดียวกัน...
พระพักตร์นวลนั้นประดับด้วยพระโอษฐ์แย้มยิ้มพริ้มเพราองค์หญิงทรงค้อมพระเศียรลงต่ำเมื่อบรรเลงบทเพลงจบ หยางเสียมองพระพักตร์ที่ฉาบรอยแย้มสรวลของท่านแม่ทัพแล้วก็อธิบายไม่ถูกว่าทำไมนางถึงไม่ยิ้มหรือมีความสุขตามไปด้วยตรงกันข้าม เมื่อเห็นพระองค์ทรงพระสรวลอย่างมีความสุขกับสตรีอีกคนแล้วนางกลับรู้สึกน้อยใจอย่างประหลาด นางได้ยินพระองค์ออกพระโอษฐ์ชมฝีพระหัตถ์ขององค์หญิงเสียงพระสรวลจากยอดหญิงนางนั้นก็แฝงความเอียงอายไว้อย่างน่าเอ็นดู
“ขอบพระทัยเพคะ เห็นจะมีแต่พระองค์เท่านั้นกระมังที่ทรงชมหม่อมฉัน เสด็จพี่มักค่อนขอดอยู่เสมอว่าเสียงหม่อมฉันไม่เอาไหน”
หยางเสียพยายามทุ่มความสนใจลงกับจานอาหาร ไม่อยากหันกลับไปมองยังจุดที่องค์ชายฝานจิ้งประทับอีกแต่ยิ่งฝืนทำใจให้สนใจอาหารเลิศรสตรงหน้าความรู้สึกกลับยิ่งสวนทางเพราะนางไม่ได้มีความรู้สึกอยากจะแตะต้องมันแม้แต่น้อย
แม้ข้ารับใช้คนสนิทไม่ได้นั่งติดองค์ชายฝานจิ้งในงานนี้แต่หยางเสียยังอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ ครั้นทรงสังเกตเห็นสายตาละห้อยของนางเมื่อมองยังเจิงที่พระองค์ประทานให้องค์หญิงแคว้นเสี้ยนแล้วก็ทรงเข้าพระทัยว่านางคงอยากได้บ้างกระมัง
งานเลี้ยงผ่านไปค่อนดึกแล้วนายกองหลายคนต่างกลับไปประจำยังตำแหน่งของตัวเอง คงเหลือไว้เพียงทหารคนสนิทไม่กี่นายซึ่งก็รวมถึงรอง แม่ทัพทั้งสองและหยางเสีย ส่วนองค์หญิงผิงอ้ายนั้นเมื่อถวายเพลงจบก็ขอเสด็จกลับที่ประทับมีเพียงองค์ชายหยาซ่างรั้งพระองค์อยู่ต่อก่อนขอประทานอนุญาตเสด็จออกจากกระโจมในอีกเสี้ยวชั่วยามต่อมา
หยางเสียเห็นนายกองหลายคนลุกไปก็เข้าใจว่างานเลี้ยงคงใกล้เลิกราแต่แล้วจู่ ๆ ท่านแม่ทัพก็ทรงเรียกให้เข้าไปหา หญิงสาวจำต้องลุกออกไปตามรับสั่งนางค่อยคลานเข่าเข้าไปจนชิดแท่นประทับ
“เจ้าเล่นดนตรีเป็นไหม” องค์ชายฝานจิ้งทรงถามทั้งที่ทรงทราบว่านางเล่นได้และมีฝีมือพอตัว พระองค์ยังจดจำทุกท่วงทำนองแห่งบทเพลงที่นางบรรเลงเมื่อครั้งประทับที่ตำหนักถงเหมิงได้ติดพระกรรณ
หยางเสียพยักหน้า “ข้าไม่ชำนาญเจิงขอรับเป็นแต่ฉิน”
“ข้าอยากฟังเพลงจากเจ้า”
หยางเสียกะพริบตาปริบนึกฉงนที่ท่านแม่ทัพทรงอยากจะฟังเพลงจากฝีมือบ่าวผู้ต่ำต้อยอย่างนาง “ขะ...ขอรับ”
ท่านแม่ทัพเรียกทหารคนหนึ่งเข้ามาทรงกระซิบสั้นๆ ว่าให้ไปยืมฉินจากรองแม่ทัพอู๋หยางเสียเคยได้ยินเสียงฉินฝีมือชั้นครูลอยผ่านออกมาจากกระโจมของรองแม่ทัพอยู่เหมือนกันเพียงครู่เดียว ฉินสีน้ำตาลไหม้เงางามก็ได้มาอยู่ตรงหน้านาง
องค์ชายฝานจิ้งพยักพระพักตร์เป็นเชิงสั่งให้สาวน้อยเริ่มเล่นหยางเสียหันกลับไปมองรอบๆนึกโล่งอกที่เหลือคนอยู่ฟังเพลงไม่ถึงสิบคนแล้วรองแม่ทัพเหอก็ดูเหมือนเมาจนจะหลับอยู่รอมร่อ เพราะลงไปนอนกองกับพื้นแล้วส่วนรองแม่ทัพอู๋นั้นยิ้มเพียงมุมปาก เหมือนเขาจะตั้งใจคอยฟังฝีมือนาง
นานเท่าไรแล้วที่มือนี้จับแต่อาวุธหยางเสียสูดลมหายใจลึก บรรจงเช็ดมือกับชายเสื้อ ก่อนเริ่มกรีดนิ้วลงบนเส้นสายทั้งเจ็ดกวาดสายตาไล่เลียงจนทั่วฉินเครื่องงาม ขยับนิ้วค่อยไล่เสียงจนคุ้นชินก่อนท่วงทำนองเพลงอันแสนไพเราะจะแว่วเสียงโลดแล่นให้ฉ่ำชื่นหัวใจไม่แพ้เสียงสวรรค์ก่อนหน้านี้
หญิงสาวเริ่มต้นด้วยเพลงกิ่งเหมยใต้จันทรา การต้องจากจรห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอนทำให้ผู้คนมักจะนึกถึงสิ่งที่อยู่ใกล้ชิดและผูกพันที่สุดเป็นสิ่งแรกบทเพลงเล่าถึงกิ่งเหมยที่เอนไหวล้อลมอยู่นอกหน้าต่างทุกค่ำคืนจนเคยคุ้นชินตาและดูไร้ค่าแต่พอถึงคราวที่ต้องห่างพรากไกล สิ่งธรรมดาซึ่งอยู่คู่บ้านกลับเป็นที่จดจำได้ติดตาติดใจที่สุด
เมื่อเหมยดอกสุดท้ายล่วงสู่ดินนิ้วที่สากกระด้างจากการเป็นทหารในกองทัพจึงได้เริ่มอาทิตย์กลางเหมันต์อีกหนึ่งบทเพลงที่ช่วยปลอบประโลมหัวใจอันระทดท้อให้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นได้ท่ามกลางความหนาวเหน็บของเหมันต์ที่มีหิมะโปรยปราย ครั้นพอภาสกรส่งแสงฉายไปทั่วทุกทิศาก็พลันบังเกิดความอบอุ่นและกลับมีชีวิตขึ้นอีกครั้งทุกเพลงที่นางบรรเลงนำความสงบและความชุ่มชื่นมาสู่จิตใจอันเหนื่อยล้าแห้งผากของเหล่าทหารที่ยังหลงเหลืออยู่ภายใต้กระโจมหลังเดียวกันซึ่งแต่ละคนล้วนจากบ้านจากครอบครัวมานาน
[1]เจิงหรือเจิ้งคือเครื่องดนตรีประเภทดีดมีสาย ๒๑ สายใช้วางในแนวนอนเวลาเล่น แต่ละสายมีหย่อง(ไม้ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายตัว A รองรับสายแต่ละเส้น)รองรับ หย่องของเจิงสามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้เพื่อปรับระดับเสียงหรือเปลี่ยนคีย์(บันไดเสียง)หย่องมีตำแหน่งค่อนไปทางด้านขวาของเครื่อง ปัจจุบันเรียกในชื่อ"กู่เจิง" คล้ายกับฉิน ที่เรียกว่า กู่ฉิน