ณ ที่จอดเรือบินของเมืองหลวงต้าเฟิง
เวลานี้หวังเจ๋อฉินผู้นำแห่งวิหารค่ายกลมายาได้มองดูเรือบินของตระกูลหนานบินออกจากท่าเรือด้วยแววตาเบิกกว้างและนิ่งอึ้งเป็นเวลานาน
ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างก็มองไปยังหวังเจ๋อฉินที่เหม่ยลอยด้วยแววตาสงสัยเล็กน้อย ถ้าหากพวกเขารู้ว่าชายชราผู้นี้เป็นถึงผู้นำแห่งวิหารค่ายกลมายาพวกเขาก็คงไม่เชื่อลูกตาตัวเองเป็นแน่
“ ตระกูลหนานผู้ปกครองโลกเทียนจวิน!! ” หวังเจ๋อฉินพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบแห้งและสั่นเทาเล็กน้อย
ต้องรู้ก่อนว่าชื่อเสียงของตระกูลหนานโด่งดังดุงสายฟ้าที่ฟาดใส่เหล่าเซียนทุกๆคนในโลกเทียนจวิน กองกำลังอันดับหนึ่งของโลกไม่สิต้องบอกว่าภายในเส้นทางหนานเทียนนี้พวกเขาถือว่าเป็นผู้ปกครองเลยก็ได้
ไม่แปลกใจเลยที่ว่าทำไมอาจารย์ของปรมาจารย์หมิงจะเป็นถึงปรมาจารย์ค่ายกลระดับนิรันดร์ขั้นสูง ถ้าหากมองให้ทั่วโลกเทียนจวินแล้วก็คงมีแค่ตระกูลหนานเท่านั้นที่จะมีปรมาจารย์ค่ายกลระดับนี้ได้
หลังจากที่ได้สติหวังเจ๋อฉินก็ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงก่อนที่จะหันไปถามผู้ติดตามของหนานหมิงที่อยู่ข้างๆว่า “ ท่านลู่คือคนของตระกูลหนานงั้นหรือ? แถมยังเป็นถึงท่านหนานหมิงอัจฉริยะแห่งตระกูลหนานอีกด้วย? ”
ผู้ติดตามทั้งสองยิ้มและพยักหน้ารับ
“ ใช่แล้วขอรับปรมาจารย์หวัง นายท่านหนานหมิงคือบุตรคนที่สามของผู้นำตระกูลหนาน ” ผู้ติดตามกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“ ดูเหมือนว่าข้าจะเกาะต้นไม้ใหญ่ได้แล้วสินะ ” หวังเจ๋อฉินพึมพำเบาๆทันใดนั้นเขาก็ลืมเตือนเรื่องที่พวกคนเถื่อนอาจจะสร้างปัญหาให้กับท่านหนานเลย แต่เมื่อคิดดูดีๆแล้วเขาก็ส่ายหน้าเบาๆและอวยพรให้พวกคนเถื่อนอย่างไปสร้างปัญหาให้กับนายท่านหนานเสียดีกว่า เพราะถึงอย่างไรกองกำลังระดับตระกูลหนานเกรงว่าจะมียอดฝีมือที่สามารถทำลายเผ่าคนเถื่อนได้สบายๆอยู่แล้ว
หลังจากที่เรือบินของตระกูลหนานบินออกมาจากเมืองหลวงต้าเฟิงได้ประมาณหนึ่งชั่วยาม
บนเรือบินตอนนี้หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีรวมไปถึงหนานเหม่ยจีกำลังแอบดูหนานเทียนอวิ๋นและชุนเย่ฮวากำลังนั่งพูดคุยกันอยู่ด้านหลังเรือบิน
“ นี้ๆท่านพ่อท่านแม่นั้นคือพี่สะใภ้ของข้าใช่ไหม? ” หนานเหม่ยจีถามขึ้น
หนานหมิงขยี้หัวของหนานเหม่ยจีก่อนที่จะกล่าวว่า “ นี้มันเรื่องของผู้ใหญ่เจ้ายังเด็กยังเล็กอยู่เลยอย่าเพิ่งมายุ่งเรื่องนี้…แต่พ่อคิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น ”
เมื่อได้ยินที่หนานหมิงกล่าวมา ดวงตาของหนานเหม่ยจีก็เปร่งประกายขึ้นมาทันที นางยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมกับมองไปยังชุนเย่ฮวาด้วยความตื่นเต้น
หนานเทียนอวิ๋นที่กำลังคุยกับชุนเย่ฮวาอยู่ใบหน้าของเขาก็มืดลงเล็กน้อยก่อนที่จะหันไปตะโกนใส่หนานหมิงและคนอื่นๆว่า “ พวกท่านจะมาฟังข้าคุยอะไรกับแม่นางชุนกัน? ”
หนานหมิงและคนอื่นๆจึงหัวเราะแห้งๆก่อนที่จะรีบวิ่งกลับไปทันที
ชุนเย่ฮวามองดูก็ได้แต่ยิ้มกับท่าทีของครอบครัวของนายน้อยหนาน
“ ต้องขอโทษด้วย ” หนานเทียนอวิ๋นยิ้ม
ชุนเย่ฮวาส่ายหน้าและกล่าวว่า “ ไม่เป็นอะไรหรอก ข้าคิดว่าแบบนี้ก็สนุกดี ”
หนานเทียนอวิ๋นยิ้มและมองไปที่ใบหน้าของชุนเย่ฮวาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอ่อนโยน
หลังจากที่หนานหมิงออกมาจากเมืองหลวงต้าเฟิงได้สักประมาณครึ่งชั่วยาม
ในขณะที่เรือบินตระกูลหนานกำลังบินผ่านเทือกเขาใหญ่แห่งหนึ่ง7ก็มีเรือบินลำหนึ่งบินตามมาอย่างรวดเร็วก่อนที่จะตีคู่กับเรือบินของตระกูลหนาน
หนานหมิงและคนอื่นๆเดินออกมาดูและพบว่าเรือบินที่อยู่ด้านข้างนั้นเป็นเรือบินของเผ่าคนเถื่อนที่นำโดยหลิวเฉวียนหวง
“ สารเลวลู่ซานวันนี้คือวันตายของเจ้า!! ” เสียงคำรามอันเย็นชาของหลิวเฉวียนหวงดังขึ้นพร้อมกับคนเถื่อนจำนวนมากพุ่งออกมาจากเรือบินของพวกมัน
ทันทีที่หลิวเฉวียนหวงและเผ่าคนเถื่อนปรากฏตัว จู่ๆก็มียอดฝีมือจำนวนมากก็ปรากกฏตัวขึ้นเหมือนกัน พวกเขาต่างก็เป็นคนของอาณาจักรต้าเฟิงและอีกสามมหาอำนาจที่เหลือ
เมื่อหลิวเฉวียนหวงเห็นยอดฝีมือจำนวนมาก ดวงตาของมันก็หรี่ลงทันที
“ พวกเจ้าคิดที่จะช่วยเหลือเจ้าลู่ซานสินะถ้าหากพวกเจ้ากล้าที่จะขัดขวางข้าล่ะก็ วันนี้ต่อให้ข้่าต้องตายข้าก็จะลากพวกเจ้าตามไปด้วย! ” หลิวเฉวียนหวงกล่าวอย่างเย็นชา
เฟิงเทียนจูหัวเราะร่าและกล่าวว่า “ ด้วยน้ำหน้าอย่างเจ้าเนี้ยนะคิดจะลากข้าและคนอื่นๆไปด้วย เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังฝันกลางวันอยู่หรืออย่างไร? ”
เหล่ายอดฝีมือทั้งหมดต่างก็ล้อมเรือบินของเผ่าคนเถื่อนพร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความต้องการสู้ ถ้าหากเผ่าคนเถื่อนลงมือพวกเขาก็จะลงมือเช่นกัน
“ เจ้าพวกสารเลว พวกแกคิดหรือว่าทำแบบนี้แล้วลู่ซานจะหันไปสนใจพวกเจ้าน่ะ อย่าโง่ไปหน่อยเลย…แล้วก็วันนี้ถ้าหากใครกล้าขวางทางข้าต่อให้มันเป็นเทพเซียนจากที่ไหนก็ต้องตายตามไปด้วย ” หลิวเฉวียนหวงคำรามออกมาด้วยความโกรธพร้อมกับหยิบเอากระดูกมือชิ้นหนึ่งออกมาจากอุปกรณ์มิติ
กระดูกมือในมือของหลิวเฉวียนหวงมีสีดำเข้มพร้อมกับมีออร่าสีดำปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าเป็นสมบัติที่ดูเก่าแก่และโบราณอย่างยิ่ง
เมื่อเหล่ายอดฝีมือทั้งหลายเห็นกระดูกมือในมือของหลิวเฉวียนหวง พวกเขาก็แสดงสีหน้าตกใจและหวาดกลัวออกมาทันที
“ สารเลวนั้นเอากระดูกทมิฬมรณะมาด้วยงั้นเรอะ ” ผู้อาวุโสใหญ่ของวังยมราชอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“ มันคิดที่จะลากพวกเราไปด้วยจริงๆ ” ผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักบัวหยกสวรรค์หรี่ตาลงพร้อมกับแววตาที่เริ่มลังเลเล็กน้อยว่าจะเอาอย่างไรดี
ยอดฝีมือจากกองกำลังที่เหลือเองก็รู้สึกลังเลไม่ต่างจากผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักบัวหยกสวรรค์เช่นกัน
เนื่องจากกระดูกทมิฬมรณะนับว่าเป็นหนึ่งในสมบัติของเผ่าคนเถื่อน ถ้าหากถูกกระตุ้นด้วยลมปราณแล้วจะทำให้สามารถเรียกวิญญาณที่แข็งแกร่งออกมาได้ ซึ่งวิญญาณเหล่านั้นเทียบเท่ากับยอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นสมบูรณ์เลยทีเดียว
ในอดีตเคยมียอดฝีมือระดับเซียนนภาขั้นสมบูรณ์ที่มีชื่อเสียงและต้องการกวาดล้างเผ่าคนเถื่อน ในตอนนั้นเองหลิวเฉวียนหวงก็ได้หยิบเอากระดูกทมิฬมรณะออกมาและอัญเชิญวิญญาณระดับเซียนนภาขั้นสมบูรณ์ให้ปรากฏตัวและสังหารยอดฝีมือผู้นั้น
เรื่องในวันนั้นทำให้กองกำลังทั้งหลายที่คิดที่จะสร้างปัญหาให้กับเผ่าคนเถื่ิอนถึงกับหยุดความคิดทันที เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าเผ่าคนเถื่อนจะลงมือกับพวกเขาหรือไม่ แถมในตอนนั้นพวกเขายังเห็นว่าหลิวเฉวียนหวงนำกระดูกทมิฬมรณะออกมาอีกสามชิ้น
และนี้ก็คือสาเหตุที่ว่าทำไมเผ่าคนเถื่อนแม้ว่าจะอ่อนแอกว่ามหาอำนาจที่อยู่รอบๆแต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะลงมือกับเผ่าคนเถื่อนอย่างจริงจัง เพราะพวกมันมีสมบัติอย่างกระดูกทมิฬมรณะอยู่มากกว่าหนึ่งชิ้น
ในขณะที่ยอดฝีมือทั้งหลายลังเลอยู่ พวกเขาก็ต้องตกใจมากขึ้นเมื่อเห็นว่าหลิวเฉวียนหวงหยิบเอากระดูกทมิฬมรณะออกมาอีกหนึ่งชิ้น
“ บัดซบ เจ้าสารเลวนี้เอากระดูกทมิฬมรณะมาด้วยกี่ชิ้นกันแน่! ” ผู้อาวุโสของวิหารแสงสุริยันกัดฟันกล่าวด้วยความตกใจ
เมื่อเห็นท่าทีหวาดกลัวและตกใจของกองกำลังที่เหลือ หลิวเฉวียนหวงก็หัวเราะเยาะอย่างเย็นชาและกล่าวขึ้นว่า “ ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้ากลับไปเสียตอนนี้ แต่ถ้าหากพวกเจ้ายังคิดที่จะอยู่เคียงข้างเจ้าสารเลวลู่ซาน วันนี้พวกเจ้าทั้งหมดต้องตาย! ”
ไม่นานนักวิหารแสงสุริยันก็เป็นกองกำลังแรกที่ถอนตัวทันที แม้ว่าพวกเขาจะอยากได้ตัวปรมาจารย์ลู่และปรมาจารย์หมิง แต่พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะมีปัญหากับหลิวเฉวียนหวงที่มีกระดูกทมิฬมรณะในมือสองชิ้น
เมื่อเห็นว่าวิหารแสงสุริยันถอนตัวไปแล้ว สำนักบัวหยกสวรรค์ก็ถอนตัวตามไปด้วย
ไม่นานผู้อาวุโสใหญ่ของวังยมราชมองไปยังหนานหมิงและคนอื่นๆที่อยู่บนเรือบินด้วยแววตาจริงจังและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะกล่าวขึ้นว่า “ วังยมราชจะอยู่เคียงข้างกับปรมาจารย์ลู่ ”
สาเหตุที่ผู้อาวุโสใหญ่ของวังยมราชเข้าข้างหนานหมิงก็เพราะวังยมราชนับว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งและทรงพลัง พวกเขาสามารถต้านทานเผ่าคนเถือนได้อยู่แล้ว เพราะแบบนี้พวกเขาจึงคิดว่าการสร้างความสัมพันธ์กับหนานหมิงและหนานเทียนอวิ๋นนั้นมีผลประโยชน์มากพอที่จะปะทะกับเผ่าคนเถื่อน
“ พวกเราราชวงศ์เฟิงก็จะขออยู่เคียงข้างปรมาจารย์ลู่เช่นกัน ” จักรพรรดิเฟิงชิงหยางกล่าวขึ้นมา
ใบหน้าของหลิวเฉวียนหวงเต็มไปด้วยความเย็นชาพร้อมกับมองไปยังวังยมราชและราชวงศ์เฟิงทันที
“ ตงฟางน่าเจี้ยน เจ้าคิดว่าเจ้ามาจากวังยมราชแล้วข้าจะไม่กล้าสังหารพวกเจ้า? ในเมื่อพวกเจ้ากล้าที่จะขวางทางข้า วันนี้พวกเจ้าทั้งหมดต้องตาย! ” หลิวเฉวียนหวงตะโกนออกมาพร้อมกับกระตุ้นกระดูกทมิฬมรณะในมือหนึ่งชิ้นทันที
ตงฟางน่าเจี้ยนคือชื่อผู้อาวุโสใหญ่ของวังยมราช
เสี้ยมลมหายใจ กระดูกทมิฬมรณะในมือของหลิวเฉวียนหวงก็เปร่งแสงสีดำจางๆออกมาเล็กน้อย ก่อนที่หลิวเฉวียนหวงจะโยนกระดูกทมิฬมรณะออกมาด้านหน้า
กลุ่มควันจำนวนมากก็ปะทุออกมาจากกระดูกทมิฬมรณะอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นปีศาจตัวใหญ่กว่าหนึ่งจั้ง รูปร่างของมันเหมือนกับปีศาจในขุมนรก เพียงแต่มันเป็นเพียงแค่วิญญาณเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นกลิ่นอายของมันก็ทำให้เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายตัวสั่นทันที
เวลานี้คนของวังยมราชและราชวงศ์เฟิงก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหน้าเรือบินของตระกูลหนานเพื่อปกป้องหนานหมิงและคนอื่นๆ
“ ปรมาจารย์ลู่ท่านรีบหนีไปจากที่นี้ซะ ที่นี้ให้ข้าและคนอื่นๆเป็นคนจัดการกับเจ้าสารเลวหลิวเฉวียนหวงเถอะ ” จักรพรรดิเฟิงชิงหยางตะโกนขึ้น
บนเรือบินของตระกูลหนาน
หนานหมิงและคนอื่นๆมองดูการกระทำของมหาอำนาจเหล่านี้ด้วยแววตาแปลกๆ
“ ท่านพ่อท่านจะเอาอย่างไร? ” หนานเทียนอวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างๆหนานหมิงถามขึ้น
ทางด้านของชุนเย่ฮวา นางมองไปยังวิญญาณทมิฬมรณะที่เป็นถึงเซียนนภาขั้นสมบูรณ์ด้วยความหวาดกลัว จนกระทั้งหนานเทียนอวิ๋นกุมมือของนางเอาไว้ นางจึงผ่อนคลายลงทันที จากนั้นนางก็นึกขึ้นได้ว่านี้คือเรือบินของตระกูลหนาน พวกเขามียอดฝีมือระดับเซียนทองคำอยู่ด้วย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ชุนเย่ฮวาก็รู้สึกโล่งใจและผ่อนคลายลงทันที
เวลานี้กองกำลังของสำนักบัวหยกสวรรค์และวิหารแสงสุริยันก็ได้ถอยออกห่างทันที พวกเขามองดูวิญญาณทมิฬมรรณะด้วยแววตาหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
ทางด้านของผู้อาวุโสใหญ่ของวังยมราช เขาก็ได้หยิบเอาไม้เท้าที่ดูเก่าแก่ออกมาจากอุปกรณ์มิติ
ทันทีที่ไม้เท้านี้ถูกหยิบออกมา บรรยากาศรอบๆก็เปลื่ยนไปทันที กลิ่นอายของวิญญาณทมิฬมรณะก็ลดลงอย่างเห็นได้ทันที แม้ว่าพลังของมันจะลดลงแต่ความแข็งแกร่งของมันก็อยู่ในระดับเซียนนภาขั้นสมบูรณ์อยู่ดี
“ สารเลวตงฟางน่าเจี้ยน เจ้าถึงกับใช้ไม้เท้ากลืนวิญญาณเลยงั้นเรอะ ” หลิวเฉวียนหวงมองไปที่ไม้เท้าในมือของตงฟางน่าเจี้ยนด้วยแววตาโกรธอย่างมาก
เนื่องจากไม้เท้ากลืนวิญญาณนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในสมบัติที่ทำให้กระดูกทมิฬมรณะอ่อนแอลง ทำให้มันไม่สามารถแสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงออกมาได้
ตงฟางน่าเจี้ยนหัวเราะอย่างเย็นชาและกล่าวว่า “ หลิวเฉวียนหวงข้าจะให้โอกาสเจ้าในการถอยกลับไปเสีย ไม่อย่างนั้นข้าจะถือว่าเผ่าคนเถื่อนของเจ้าต้องการประกาศสงครามกับวังยมราชของข้า!! ”
สีหน้าของหลิวเฉวียนหวงมืดลงกว่าเดิม จากนั้นมันก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆและกล่าวว่า “ ในเมื่อเป็นวันนี้ข้าหลิวเฉวียนหวงขอประกาศสงครามกับวังยมราชและราชวงศ์เฟิง ”
สิ้นเสียงของหลิวเฉวียนหวงมันก็ใช้งานกระดูกทมิฬมรณะอีกชิ้นหนึ่งในมือทันที
ไม่ถึงสามลมหายใจวิญญาณทมิฬมรณะอีกตัวก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า
แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ถูกไม้เท้ากลืนวิญญาณในมือของตงฟางน่าเจี้ยนดูดกลืนพลังไปเล็กน้อย
“ ดี!! ในเมื่อเผ่าคนเถื่อนของเจ้าอยากตายนักข้าก็จะไม่ถือสาที่จะสังหารพวกเจ้าทิ้ง ” ตงฟางน่าเจี้ยนตะโกนขึ้นพร้อมกับสั่งให้คนของวังยมราชพร้อมต่อสู้
ทางฝั่งของราชวงศ์เฟิงที่นำโดยเฟิงเทียนจูเองก็กระจายตัวล้อมรอบเผ่าคนเถื่อนเช่นกัน
หลิวเฉวียนก็ได้สั่งให้คนเถื่อนทั้งหมดพร้อมต่อสู้เช่นกัน ซึ่งอาวุธของพวกคนเถื่อนส่วนมากจะเป็นขวานหรือไม่ก็ค้อนเป็นหลัก ไม่เหมือนกับมนุษย์ที่มักจะใช้ดาบหรือกระบี่เป็นหลักเสียมากกว่า
เนื่องจากพละกำลังอันมหาศาลของเผ่าคนเถื่อนทำให้พวกเขาคิดว่าการใช้ขวานหรือค้อนในการต่อสู้จะทำให้พวกเขาต่อสู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่าใช้พวกดาบหรือกระบี่
สำหรับเผ่าคนเถื่อนที่มีนิสัยชอบต่อสู้แล้ว การที่พวกมันถูกล้อมโดยวังยมราชและราชวงศ์เฟิงไม่ได้ทำให้พวกมันหวาดกลัว แต่ยิ่งทำให้พวกมันบ้าคลั่งและกระหายต่อการต่อสู้มากกว่าเดิมมาก
นอกจากนี้พวกเผ่าคนเถื่อนยังมีความเชื่อที่ว่าถ้าหากคนเถื่อนคนไหนที่ได้เสียชีวิตจากการต่อสู้ ดวงวิญญาณของพวกเขาจะกลับไปสู่ดินแดนแห่งคนเถื่อนที่อยู่อีกโลกหนึ่งอิีกด้วย ทำให้เผ่าคนเถื่อนจำนวนมากมีชีวิตโดยการต่อสู้เป็นหลัก