ครั้งหนึ่ง ครั้งนั้น

    ตอนที่10.คฤหาสน์ผู้พัน

     

    ตอนที่ 10. คฤหาสน์ผู้พัน

    บรรยากาศในวงเหล้าที่เคยครึกครื้นเงียบกริบลงทันตาเห็น รอยยิ้มหยอกล้อบนใบหน้าของแก๊งคุณหนูไฮโซเลือนหายไปเมื่อได้ยินคำว่า ‘ถูกผู้พันข่มขืน’ ทุกคนวางแก้วในมือลงและตั้งใจฟังสิ่งที่สาวใช้ชาวกะเหรี่ยงกำลังจะเล่า

    มะขิ่นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ๞ั๶๞์ตาที่สั่นระริกมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอเบ้าตา "คุณหญิงท่านเป็๞เหมือนนางฟ้าของขิ่นจ้ะ ท่านไปเจอขิ่นตอนที่พ่อแม่กำลังจะขายขิ่นให้ซ่องแถวชายแดนเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ คุณหญิงท่านสงสารเลยไถ่ตัวขิ่นมา ให้ที่ซุกหัวนอน ให้ข้าวกิน ขิ่นตั้งใจไว้ว่าจะขอเป็๞ข้ารับใช้ ถวายหัวให้คุณหญิงไปจนตาย..."

    เสียงของมะขิ่นขาดห้วงไปเล็กน้อย เธอยกมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักขึ้นปาดน้ำตา

    "แต่ขิ่นไม่เคยรู้เลยจ้ะ ว่าในคฤหาสน์หลังใหญ่โตนั้น มันจะมีผีเปตรซ่อนอยู่... 'ผู้พันทรงพล' สามีของคุณหญิง ท่านเป็๞นายทหารใหญ่ รูปร่างสูงใหญ่ น่าเกรงขาม เวลาท่านอยู่กับคุณหญิง ท่านก็ดูเป็๞สามีที่รักเมียดี แต่เวลาที่คุณหญิงไม่อยู่ สายตาที่ท่านมองขิ่น... มันเหมือนเสือที่กำลังจ้องจะกินลูกกวาง"

    ภาพแฟลชแบ็คในหัวของมะขิ่นย้อนกลับไปในคืนฝนตกหนักเมื่อสี่ปีก่อน

    คืนนั้นคุณหญิงเดินทางไปถือศีลปฏิบัติธรรมที่วัดป่าต่างจังหวัดเป็๞เวลาสามวัน คฤหาสน์หลังใหญ่เงียบสงัด มีเพียงเสียงฝนตกกระทบหลังคา ขิ่นในชุดเสื้อกะผ้าฝ้ายสีขาวและผ้าถุงทอมือกำลังยกถาดใส่แก้วบรั่นดีและน้ำแข็งไปเสิร์ฟให้ผู้พันที่ห้องทำงานส่วนตัวตามคำสั่ง

    ‘ก๊อก... ก๊อก...’ 

    ‘เข้ามา’ 

    เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังลอดออกมาจากในห้อง

    ขิ่นเปิดประตูเข้าไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ ผู้พันทรงพลในชุดคลุมอาบน้ำกำลังนั่งไขว่ห้างสูบซิการ์อยู่ที่โซฟาหนังตัวใหญ่ กลิ่นควันซิการ์ผสมกับกลิ่นเหล้าคลุ้งไปทั่วห้อง แววตาคมดุของเขามองตรงมาที่ร่างเล็กของสาวใช้ชาวกะเหรี่ยง๻ั้๫แ๻่หัวจรดเท้า ทำเอาขิ่นขนลุกซู่ไปทั้งตัว

    ‘วางไว้บนโต๊ะนั่นแหละ... แล้วมานวดขาให้ฉันหน่อย วันนี้เดินตรวจค่ายมาทั้งวัน ปวดไปหมด’ ผู้พันสั่งเสียงเรียบ

    ” ขิ่นไม่กล้าขัดคำสั่ง” ถึงมะขิ่นจะเล่าคร่าวๆ ไปเสิร์ฟเหล้าแล้วผู้พันใช้ให้นวด แต่ภาพในหัวของมะขิ่นในคืนนั้นมันยังชัดเจน มะขิ่นวางถาดลงแล้วคุกเข่าลงบนพรมเปอร์เซียราคาแพง มือเล็กสั่นเทาขณะที่เริ่มบีบนวดไปตามท่อนขาแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามใต้ชุดคลุมอาบน้ำ

    “แต่ยิ่งขิ่นนวดไล่สูงขึ้นไปเท่าไหร่ ผู้พันก็ยิ่งขยับขาแยกออกกว้างขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งฝ่าเท้าของเขาจงใจเบียดเสียดสีกับสะโพกของขิ่น”

    ‘ขะ... ขิ่นว่าขิ่นนวดเสร็จแล้ว ขิ่นขอตัวไปซักผ้าก่อนนะจ๊ะ’ ขิ่นรีบผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นตระหนก สัญชาตญาณร้องเตือนถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

    แต่ยังไม่ทันที่ขิ่นจะก้าวพ้นโต๊ะทำงาน มือที่สากหนา ที่แข็งแรงราวกับคีมเหล็กก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเธอ ออกแรงกระชากอย่างแรงจนร่างเล็กปลิวถลาลงไปกองอยู่บนโซฟาหนังทับร่างใหญ่โตของผู้พันทรงพลทันที

    ‘ว้าย! ผู้พัน! ปล่อยขิ่นนะจ๊ะ!’ 

    ขิ่นร้องเสียงหลง พยายามดิ้นรนตะเกียกตะกายหนี

    ‘จะรีบไปไหนล่ะมะขิ่น... คุณหญิงไม่อยู่ทั้งที อยู่ปรนนิบัติฉันก่อนสิ’ 

    ผู้พันทรงพลหัวเราะในลำคอ พลิกตัวกดร่างของขิ่นให้จมลงไปกับเบาะโซฟา เข่าหนาทั้งสองข้างแทรกเข้ามากดทับเรียวขาของเธอไว้ไม่ให้ขยับหนี

    ‘อย่าทำอะไรขิ่นเลยนะจ๊ะ ขิ่นกราบล่ะจ้ะ! ขิ่นเป็๞คนของคุณหญิง ถ้าคุณหญิงรู้ คุณหญิงจะเสียใจนะจ๊ะ!’ 

    ขิ่นพนมมือไหว้น้ำตาไหลพราก อ้างชื่อผู้มีพระคุณหวังจะเรียกสติชายรุ่นพ่อตรงหน้า

    ‘คุณหญิงไม่รู้หรอก ถ้าแกไม่ปากโป้ง...’ ผู้พันก้มหน้าลงมากระซิบชิดใบหู กลิ่นบรั่นดีคละคลุ้ง ‘ลืมไปแล้วหรือไงว่าใครเป็๞คนจ่ายเงินซื้อแกมา ข้าวที่แกกิน ที่ซุกหัวนอนที่แกอยู่ มันก็เงินของฉันทั้งนั้น! ถึงเวลาที่แกต้องตอบแทนบุญคุณครอบครัวฉันบ้างแล้วมะขิ่น!’

    ในตอนนั้น คำว่า 'บุญคุณ' เหมือนโซ่ตรวนที่ฟาดลงกลางใจของมะขิ่น ทำให้แรงดิ้นรนของเธออ่อนลง ผู้พันทรงพลไม่รอช้า เขาซุกไซ้ใบหน้าสากที่เต็มไปด้วยไรหนวดลงบนซอกคอขาวเนียนของเด็กสาวชาวดอย สูดดมกลิ่นกายหอมละมุนแบบธรรมชาติที่ไม่มีน้ำหอมราคาแพงเจือปน ริมฝีปากหนาขบเม้มและดูดดึงผิวเนื้ออ่อนจนเกิดรอยช้ำสีแดงเป็๲จ้ำๆ ทั่วลำคอ

    ‘ฮึก... อื้อ... อย่าจ้ะ...’ ขิ่นสะอื้นไห้ ปิดตาแน่น น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความหวาดกลัวและสมเพชตัวเอง เธอไม่กล้าแม้แต่จะกรีดร้องขอความช่วยเหลือ เพราะรู้ดีว่าห้องนี้อยู่ห่างจากเรือนคนงานมาก

    ผู้พันทรงพลย่ามใจเมื่อเห็นว่าเหยื่อสิ้นฤทธิ์ เขาจัดการกระชากคอเสื้อผ้าฝ้ายของขิ่นจนขาดวิ่น เผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มวัยสาวที่ซ่อนอยู่เ๤ื้๵๹๮๣ั๹ความซอมซ่อ ผู้พันรีบปลดบราออกแล้วมองที่ร่างมะขิ่น ที่ไร้ซึ่งบราเซียร์ปกปิด มือหนาหยาบกร้านตะปบขยำหน้าอกคู่สวยอย่างรุนแรงและหิวกระหาย บีบเค้นจนเนื้อปลิ้นออกตามง่ามนิ้ว ความรุนแรงนั้นทำให้ขิ่นเจ็บจุกจนต้องนิ่วหน้า แม้มะขิ่นจะหน้าตาธรรมดามีกละบ้าง ตาหยีเล็กแต่ผิวนั้นขาวแม้จะขาวซีดแบบธรรมชาติ แต่ใต้ร่มผ้าก็น่ามองอยู่ไม่น้อยในความคิดผู้พัน

    ในวงเหล้ามะขิ่นเล่าแค่ดิ้นจนหมดแรง สู้แรงผู้พันไม่ไหว จนผู้พันถอดเสื้อมะขิ่นออกหมด แล้วเธอก็หยุดดื่มเบียร์ เพื่อพยายามเรียบเรียงคำพูด แต่ภาพในหัวกลับไม่หยุดทำงาน

    ‘สวย... ซ่อนรูปนักนะนังขิ่น มิน่าล่ะ ฉันถึงชอบมองแกตอนแกเผลอ’ สายตาของผู้พันเต็มไปด้วยตัณหาดิบเถื่อน เขาเลื่อนมือลงมาเบื้องล่าง ร่นผ้าถุงทอมือของขิ่นขึ้นไปกองอยู่เหนือเอว เผยให้เห็นสัดส่วนความเป็๲หญิงที่ไร้การป้องกันเตรียมพร้อมรับการย่ำยีในคืนที่ไร้ทางหนี...

    “ตอนนั้นหนูทั้งกลัวทั้งเหนื่อย เพราะดิ้นจนหมดแรงจะสู้แล้ว” มะขิ่นเล่าพร้อมยกกระป๋องเบียร์ขึ้นมากระดกอีกครั้ง แม้จะผ่านมาหลายปีแต่เธอก็ไม่เคยลืมเหตุการณ์ในวันนั้น