เสิ่นเจียวเจียวที่ได้ยินผู้เป็พี่ชายเอ่ยถึงเสิ่นเชียนเกอก็รีบเงยหน้าขึ้นมองพลางส่ายหน้าทันที “ท่านพี่ ท่านอย่าได้คิดมากไปเลย ไม่ใช่เชียนเกอเ้าค่ะ ยามอยู่ภายนอกจวน พวกเราทั้งคู่ต่างก็ล้วนเป็บุตรสาวตระกูลเสิ่น แล้วเชียนเกอจะทำให้ข้าลำบากใจได้อย่างไร”
แม้จะกล่าวออกมาเช่นนั้น แต่ยามที่เสิ่นเจียวเจียวเอื้อนเอ่ย ดวงพักตร์งามกลับซีดเผือดไร้สีเืมากขึ้นเรื่อย ๆ มันทำให้เสิ่นจิ่งเยี่ยนยิ่งรู้สึกเ็ปใจมากกว่าเป็เท่าทวี
ใบหน้าของคุณชายใหญ่เสิ่นขมึงทึงขึ้นทันใดเมื่อเขามั่นใจในความคิดของตน ‘เสิ่นเชียนเกอรังแกเสิ่นเจียวเจียวยามอยู่นอกจวนอีกแล้ว! เสียแรงที่เจียวเจียวอุตส่าห์เมตตาคิดถึงนาง มิหนำซ้ำแม้แต่เวลานี้ก็ยังช่วยปกป้องนางอีก! เสิ่นเชียนเกอคงจะคิดอยากให้ตนเป็บุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลเสิ่นสินะ ส่วนเจียวเจียวก็คงนึกอยากให้ตายไปให้พ้น ๆ หน้าเสีย’
เสิ่นจิ่งเยี่ยนคิดเอาเองอย่างเคียดแค้น บุรุษเบาปัญญาใช้มือใหญ่ตบลงบนบ่าเล็กของน้องสาวที่รักก่อนเอ่ยปลอบขวัญเสียงอ่อนหวาน
“เอาล่ะ ๆ พี่รู้แล้ว รีบขึ้นรถม้าเถอะ ในรถอุ่นกว่าข้างนอกมาก ในเมื่อวันนี้เ้าเลิกเรียนก่อนเวลา พี่พาเ้าไปกินของอร่อยที่ห้องอาหารส่วนตัวของร้านจุ้ยเจียงหนานดีหรือไม่ ยามนี้ร้านจุ้ยเจียงหนานนับว่าเลื่องชื่อที่สุดในเมืองหลวงเชียวล่ะ โดยเฉพาะของหวาน เลิศรสจนเป็ที่ร่ำลือไปทั่วในหมู่สตรีว่ายอดเยี่ยมมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา รับรองต้องถูกปากเ้าเป็แน่”
เสิ่นเจียวเจียวเงยหน้ามองบุรุษที่สูงกว่าตน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “จริงหรือเ้าคะ?” ในตอนนี้ร่องรอยความระทมทุกข์บนใบหน้าหวานจางลงไปมาก
ตามธรรมเนียมแล้วเหล่าคุณหนูในห้องหอไม่สมควรออกไปนั่งกินดื่มในร้านอาหารนอกบ้าน ไม่ว่าร้านอาหารนั้นจะเลื่องชื่อหรือเป็ภัตตาคารหรูหราระดับสูงเพียงใดก็ตาม หากอยากจะไปก็ต้องให้บิดาหรือพี่ชายเป็ผู้พาไปเท่านั้น หรือไม่ก็ให้คนรับใช้ทำการจองโต๊ะที่ร้านดังกล่าว สั่งอาหารที่้า จากนั้นก็บรรจุอาหารทั้งหมดลงภาชนะที่ตระเตรียมมาก่อนนำกลับไปที่จวน เมื่อต้องลำบากเดินทางไปมาเช่นนั้น กว่าอาหารอันโอชะจะถูกยกมาจัดวางบนโต๊ะเพื่อให้พร้อมสำหรับรับประทาน รสชาติก็เปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่ทำเสร็จสดใหม่ยามอยู่ในร้านอาหารไปมากแล้ว
อีกอย่าง ภัตตาคารจุ้ยเจียงหนานนี้ก็เป็ร้านชื่อดังที่แม้กระทั่งจะจองโต๊ะก็ยังไม่สามารถทำได้ง่าย ๆ ว่ากันว่าห้องอาหารส่วนตัวของร้านถูกจองเต็มไปถึงสามเดือนข้างหน้าแล้ว ซึ่งนี่เป็ผลมาจากการที่ทางร้านจำกัดจำนวนผู้จองไว้ไม่ให้การบริหารจัดการยากจนเกินไป หาไม่แล้วเกรงว่าห้องส่วนตัวดังกล่าวคงจะถูกจองเต็มไปจนกระทั่งปีหน้า
และเพื่อที่จะพาเสิ่นเจียวเจียวไปกินอาหารที่ภัตตาคารจุ้ยเจียงหนานให้ได้สักครั้ง เสิ่นจิ่งเยี่ยนต้องทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจไปไม่น้อย ดังนั้นเมื่อได้ยินคำถามด้วยสีหน้ากึ่งดีใจกึ่งไม่เชื่อถือ ความน้อยใจก็ก่อกำเนิด
“พี่เคยพูดปดกับเ้าด้วยหรือ?” เสิ่นจิ่งเยี่ยนถามกลับด้วยสีหน้าที่บูดบึ้งเล็กน้อย
ครานี้ ดวงพักตร์น้อย ๆ ของเสิ่นเจียวเจียวเริ่มปรากฏสีเืฝาด ริมฝีปากอิ่มแย้มออกเป็รอยยิ้มงดงามสดใส “เจียวเจียวรู้ดีมาตลอดว่าท่านพี่คือผู้ที่ดีกับเจียวเจียวที่สุด”
เมื่อถูกเสิ่นเจียวเจียวกล่าวชมเช่นนั้น เสิ่นจิ่งเยี่ยนก็รู้สึกราวกับล่องลอยอยู่บนปุยเมฆบางเบา จู่ ๆ ความสบายตัวอันไม่ทราบที่มาก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง ในสายตาของคุณชายใหญ่เสิ่นยามนี้ เจียวเจียวของเขางดงามกว่าผู้ใดในโลกทั้งหมด
เขาค่อย ๆ ประคองน้องสาวผู้งดงามขึ้นนั่งบนรถม้าอย่างระมัดระวัง หลังจากนั้นก็ขึ้นควบอาชาที่อยู่ด้านข้างนำพาขบวนรถม้าทั้งหมดมุ่งตรงไปยังถนนเสวียนอู่ซึ่งตั้งอยู่ในย่านการค้าที่รุ่งเรืองที่สุดของเขตเมืองหลวง
เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เสิ่นจิ่งเยี่ยนก็พาเสิ่นเจียวเจียวมายืนอยู่หน้าโถงทางเข้าของภัตตาคารจุ้ยเจียงหนานเป็ที่เรียบร้อย
เถ้าแก่ผู้ดูแลร้านแห่งนี้เป็บุรุษวัยกลางคนไว้เครายาวเฟื้อยท่าทางสะอาดสะอ้านใจดี
ยามเมื่อเห็นแขกหนุ่มสาวทั้งสอง เขาก็รีบยกมือคารวะด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทันที “ไม่ทราบว่าคุณชายและคุณหนูทั้งสองได้จองโต๊ะไว้แล้วหรือยังขอรับ?”
เสิ่นจิ่งเยี่ยนจึงหยิบแผ่นป้ายสีน้ำตาลที่ทำจากไม้ต้นท้อยื่นให้เถ้าแก่ผู้นั้น ก่อนบอกเสียงเรียบ “ห้องส่วนตัวที่จองไว้คือห้องอักษรเทียน”
เมื่อได้ยินชื่อห้องอาหารจากปากคุณชายรูปงามผู้มาใหม่ เถ้าแก่ก็ชะงักค้างไปชั่วครู่ เขายื่นมือทั้งสองออกมารับแผ่นไม้ไว้ ก่อนที่จะเชิญเสิ่นจิ่งเยี่ยนและเสิ่นเจียวเจียวไปนั่งรอด้านข้าง ในขณะที่สองพี่น้องกำลังรู้สึกฉงนกับท่าทีแปลกประหลาดของเ้าของร้าน เถ้าแก่ก็หันมายกมือขึ้นประสานพลางค้อมศีรษะให้พวกเขาอย่างนอบน้อม
สีหน้าของเสิ่นจิ่งเยี่ยนเปลี่ยนเป็บึ้งตึงโดยฉับพลัน “เถ้าแก่ นี่ท่านทำอะไรของท่าน ข้าจองห้องส่วนตัวไว้ ท่านก็ให้เสี่ยวเอ้อร์พาข้าและน้องสาวไปที่ห้องเสียสิ”
เถ้าแก่ผู้กำลังเหงื่อตกกล่าวตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ “ข้าน้อยต้องขออภัยคุณชายและคุณหนูด้วย เพียงแต่วันนี้ห้องอักษรเทียนไม่ว่างอีกแล้ว ส่วนห้องส่วนตัวห้องอื่น ๆ ก็ถูกจองเต็มตั้งนานแล้ว ข้าน้อยต้องขออภัยอย่างยิ่งขอรับ เพื่อเป็การไถ่โทษ ข้าน้อยได้เลื่อนวันจองและเปลี่ยนเป็ห้องส่วนตัวที่ดีที่สุดให้กับพวกท่านแล้วขอรับ เอ่อ…และถ้าหากท่านทั้งสองมาในครั้งหน้า ทางร้านเรายินดีที่จะไม่คิดเงินค่าอาหารและให้พวกท่านสั่งอาหารได้อย่างเต็มที่ด้วย คุณชายและคุณหนูโปรดอภัยให้เราด้วยเถิดขอรับ!”
ท่าทีของเถ้าแก่นั้นนอบน้อมเป็ที่สุด เมื่อกล่าวจบเขาก็ได้ยกมือขึ้นประสานและก้มศีรษะให้เสิ่นจิ่งเยี่ยนและเสิ่นเจียวเจียวอีกสามครั้ง
คิ้วของเสิ่นจิ่งเยี่ยนขมวดติดกันแน่นแทบจะผูกเป็ปม ส่วนดวงพักตร์ของเสิ่นเจียวเจียวก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง
การจะสามารถเปิดภัตตาคารใหญ่โตเช่นนี้ในพื้นที่ทำเลทองของย่านการค้าจูเชว่ได้นั้น หากกล่าวว่าไม่มีผู้ทรงอิทธิพลอยู่เื้ัเลยก็คงเป็เื่ประหลาด ในสถานการณ์เช่นนี้ เสิ่นจิ่งเยี่ยนรู้ดีว่าหากเขายังดึงดันไม่เลิกรา เกรงว่าจะเป็การนำเื่เดือดร้อนมาสู่ตนได้
ถึงแม้ตระกูลเสิ่นจะนับเป็ตระกูลขุนนางที่มีอิทธิพลอยู่บ้าง แต่ในเขตเมืองหลวงที่กว้างใหญ่แห่งนี้ พวกเขาก็ยังไม่อาจเทียบเคียงกับเหล่าตระกูลดังระดับแนวหน้าได้แม้แต่น้อย
เมื่อเห็นว่าใบหน้าของผู้เป็พี่ชายหดเล็กลงและเต็มไปด้วยความอับอาย เสิ่นเจียวเจียวจึงเป็ผู้เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์แทน “ท่านพี่ พวกเราค่อยมากันวันหลังเถอะเ้าค่ะ วันนี้กลับไปอยู่เป็เพื่อนท่านแม่เร็วสักหน่อยก็ดีนะเ้าคะ”
เสิ่นจิ่งเยี่ยนเอื้อมมือไปลูบเส้นผมงามสลวยดุจแพรไหมของน้องสาวอย่างเบามือ พลางถอนหายใจ “เจียวเจียว พี่คนนี้ช่างไร้ประโยชน์ยิ่งนัก”
ถ้าหากสถานะของเขาสูงส่งมากพอ เถ้าแก่ผู้นี้ก็คงไม่อาจหาญนำเอาห้องที่เขาจองไว้ไปให้ผู้อื่นเป็แน่
เสิ่นเจียวเจียวที่ได้ยินเช่นนั้นรีบส่ายหน้าทันควัน นางเอื้อมมือน้อย ๆ ไปกอดแขนเสิ่นจิ่งเยี่ยนพลางซบศีรษะบนแขนใหญ่ของพี่ชายเบา ๆ “ท่านพี่ ในใจของเจียวเจียว ท่านยอดเยี่ยมที่สุดแล้วเ้าค่ะ”
เสิ่นจิ่งเยี่ยนยิ้มแห้งแล้งให้กับคำปลอบโยนของน้องสาวสุดที่รัก ในขณะที่เขากำลังจะผุดลุกขึ้นแล้วก้าวเดินออกจากภัตตาคารแห่งนั้น บุรุษผู้กำลังผิดหวังและกรุ่นโกรธก็นึกบางสิ่งได้ เขาหันไปเอ่ยถามเถ้าแก่ด้วยเสียงเบา “เถ้าแก่ ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ว่าผู้สูงศักดิ์ท่านใดที่กำลังใช้ห้องส่วนตัวอักษรเทียนอยู่ในตอนนี้?”
เถ้าแก่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็เกิดอาการเหงื่อตกอีกครั้ง เขาคิดไม่ถึงว่าคุณชายเสิ่นจะถามขึ้นมาเช่นนั้น
เถ้าแก่เครายาวลูบเคราครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง วันนี้เขารู้สึกผิดกับคุณชายเสิ่นอย่างแท้จริงและแน่นอนว่าเขาเองก็ไม่คิดว่าตนจะสามารถปิดบังเื่นี้ได้ ถึงแม้เขาจะไม่พูด แต่ถ้าหากคุณชายตรงหน้ายอมลำบากสักหน่อย การจะทำให้ได้รู้ว่าผู้ใดใช้ห้องที่เขาจองไว้อยู่ก็คงไม่ใช่เื่ยาก ตระกูลเสิ่นเองก็ไม่ใช่ตระกูลเล็ก ๆ ที่ใครจะดูแคลนได้โดยง่าย
หลังจากก้มศีรษะลงครึ่งชุ่น เถ้าแก่ก็ยอมกระซิบบอกสิ่งที่เสิ่นจิ่งเยี่ยนอยากรู้ด้วยเสียงแ่เบา “องค์ชายหกขอรับ”
องค์ชายหกอย่างนั้นหรือ?....นั่นไม่ใช่เยี่ยนอ๋องที่โเี้ไร้ความปรานีคนนั้นหรอกรึ!
ฮึ! เยี่ยนอ๋องผู้นี้ ถึงแม้ตัวจะไม่อยู่ให้เห็น แต่ความชั่วช้ายังคงตามหลอกหลอนรังควานผู้อื่นไม่เสื่อมคลาย!
“ขอบใจเถ้าแก่มาก” สิ้นเสียง เสิ่นจิ่งเยี่ยนก็พาเสิ่นเจียวเจียวออกจากภัตตาคารจุ้ยเจียงหนานในทันที
+++++++++++++++++++++++++++
ณ ห้องส่วนตัว อักษรเทียน
ยามนี้พื้นที่บนโต๊ะเบื้องหน้าเยี่ยนอ๋องเต็มไปด้วยอาหารขึ้นชื่อนานาชนิดของภัตตาคารจุ้ยเจียงหนาน
ส่วนโจวจื่ออวี้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนั้นก็กำลังใช้สองมือยื่นตะเกียบที่ทำจากไม้อูให้ผู้เป็นายด้วยความระมัดระวัง พลางเอ่ยคำเจื้อยแจ้วอย่างครึ้มอกครึ้มใจ “ท่านอ๋อง ท่านลองชิมดู ภัตตาคารนี้ได้ชื่อว่าเป็ร้านยอดนิยมอันดับหนึ่งของเมืองหลวงในยามนี้เลยนะพ่ะย่ะค่ะ คราวก่อน กระหม่อมต้องรอถึงหนึ่งเดือนกว่าจะได้ลิ้มลองอาหารที่นี่ รับรองว่ารสชาติของมันจะต้องไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน!”
ทันทีที่ทราบว่าหอศึกษาอนุญาตให้กลับก่อนเวลา โจวจื่ออวี้ก็ไม่รอช้า รีบลากเยี่ยนอ๋องมาฉลองชัยชนะยังภัตตาคารที่กำลังเป็ที่กล่าวถึงมากที่สุดในเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อมาถึงพวกเขากลับพบว่าไม่มีห้องส่วนตัวว่างแม้แต่ห้องเดียว กระนั้นด้วยกิตติศัพท์ความน่ายำเกรงของเยี่ยนอ๋อง และสมญานามที่เป็ที่รู้จักกันอย่างถ้วนทั่ว เถ้าแก่ของร้านจึงรีบเชื้อเชิญคนทั้งคู่เข้าไปยังห้องส่วนตัวห้องหนึ่งทันที
เยี่ยนอ๋องมองดูอาหารที่ถูกจัดวางไว้จนเต็มโต๊ะก่อนหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบไก่ตุ๋นจากจานที่อยู่ใกล้ที่สุด อ๋องหนุ่มนำไก่ตุ๋นชิ้นอวบหนาเข้าปากและค่อย ๆ เคี้ยวพิจารณารสอาหารช้า ๆ ทว่าใบหน้าหล่อเหลาก็ยังคงเ็าไร้ความรู้สึกไม่เปลี่ยนแปลง
จากนั้นเขาก็ยื่นตะเกียบไปคีบปลากุ้ยนึ่งในจานข้าง ๆ แต่ไม่นานนักบุรุษผู้ชื่นชอบอาหารเลิศรสก็วางตะเกียบลงอีกครั้ง
โจวจื่ออวี้ที่เดิมทีใบหน้าเต็มไปด้วยความสุขสดใสเปลี่ยนกลายเป็ทดท้อห่อเหี่ยวอย่างฉับพลัน
ผู้ติดตามหนุ่มลองคีบทั้งไก่ตุ๋นและปลานึ่งมาลองชิมดูบ้าง ก่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านอ๋อง ท่านคิดว่ารสชาติไม่ดีหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เยี่ยนอ๋องเงยหน้าขึ้นพลางชำเลืองสหาย “ก็พอกินได้ แต่ไม่ได้เลิศเลออย่างที่คนพูดกัน นี่ยังไม่อาจเทียบกับที่ห้องเครื่องหลวงทำได้แม้แต่ครึ่งส่วน”
ยิ่งคิดโจวจื่ออวี้ก็ยิ่งอยากกลอกตามองให้ทะลุหลังคา ‘ถึงจะเป็ร้านอาหารที่เป็ที่นิยมที่สุดในเมืองหลวง แต่ฝีมือของพ่อครัวสามัญชนหรือจะไปเทียบเคียงกับห้องเครื่องหลวงได้! ท่านอ๋องก็กระไร ไม่ดูเสียบ้างว่าห้องเครื่องหลวงดูแลรับใช้ผู้ใดอยู่’ -*-
‘อาหารที่ห้องเครื่องหลวงรังสรรค์ขึ้นมาก็มีเพียงฝ่าา ฮองเฮา องค์หญิงและองค์ชายบางส่วนเท่านั้นที่จะได้ลิ้มลอง คนอย่างเขาที่เป็แค่ศิษย์ในหอศึกษาพ่วงตำแหน่งผู้ติดตามอุปโลกน์ของท่านอ๋อง อาหารเลิศรสที่น่าจะใกล้เคียงกับของจากห้องเครื่องหลวงมากที่สุดที่เขาได้กินเป็ประจำก็มีเพียงอาหารที่โรงอาหารของหอศึกษาจัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น
เขาเองได้ลองชิมอาหารทั้งสองชนิดดูแล้ว รสชาตินั้นดีเยี่ยมอย่าบอกใคร! สำหรับเขา พูดอย่างเป็กลางเลยว่ารสชาติอาหารของจวนอู่เซียงโหวยังย่ำแย่กว่าของภัตตาคารจุ้ยเจียงหนานนี้มากนัก! ไฉนท่านอ๋องถึงทำหน้าราวกับว่ามันจืดชืดเหมือนเทียนไขไปเสียได้!
ห้องส่วนตัวของภัตตาคารจุ้ยเจียงหนานแห่งนี้ถูกจองเต็มไม่เคยเว้นว่างเลยสักวัน แม้กระทั่งตัวเขาเองที่มีบรรดาศักดิ์สูงไม่ด้อยกว่าผู้ใดก็ยังต้องลงชื่อจองไว้นานกว่าหนึ่งเดือนจึงจะได้มาสักห้อง แสดงให้เห็นว่าบรรดาผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายต่างก็คิดเห็นตรงกันว่ารสชาติอาหารของภัตตาคารแห่งนี้ล้ำเลิศไม่เป็รองผู้ใด
เช่นนั้นก็หมายความว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ลิ้นของเขา แต่อยู่ที่รสนิยมด้านอาหารของท่านอ๋องอย่างนั้นหรือ?’ O.O
เมื่อคิดได้ดังนั้นโจวจื่ออวี้ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปยังบุคคลผู้มีรสนิยมด้านอาหารที่ผิดแผกแตกต่างจากคนทั่วไปแวบหนึ่ง
.
.
.
.