“หยุดมือก่อน..”เสียงนั่นเป็นของใคร?ที่สำคัญคือหนิงเฟยหลงไม่อาจรับรู้ได้ถึงการมีตัวตนของเจ้าของเสียงได้เลยแม้แต่น้อยเสียงที่เปล่งออกมานั้นไม่ได้รุนแรงและดังกังวานแต่กลับเข้าสู่โสตประสาทของมันได้อย่างดี
หนิงเฟยหลงทำท่าครุ่นคิดแม้จะครุ่นคิดอยู่แต่ก็ไม่ได้ละการระวังลง “คนผู้นี้มีฝีมือสูงส่งมากเราไม่อาจล่วงเกินเขาได้แต่หากไม่จัดการหมีคลั่งตอนนี้ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกหรือไม่?”เหอเฉินไฉเองก็ตกอยู่ในความคิดเช่นกัน
แต่แล้วเสียงนั้นก็ได้ดังขึ้นอีกครั้ง“พวกเจ้าอย่าได้กังวลไป ข้ามาเพื่อช่วยเหลือพวกเจ้า”
“ช่วยเหลือ? ช่วยอย่างไร?ก็เห็นอยู่ว่ามาขัดขวางชัด ๆ” ชายหนุ่มทั้งสองอดจะคิดเช่นนี้ไม่ได้
คล้ายว่าผู้สูงส่งจะทราบถึงความคิดของทั้งสองจึงว่า “พวกเจ้ารู้หรือไม่?ว่าหมีคลั่งนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมากในยามนี้พวกเจ้าไม่สามารถต่อกรกับมันได้เชื้อสายแห่งราชามีดีแค่นี้?ต่อให้จะอยู่เพียงระดับสามแต่มันก็สามารถต่อกรกับระดับสี่ได้พวกเจ้าคิดว่าสามารถต่อกรได้หรือไม่?”
“หืม..?”
เหอไฉเฉินทำสีหน้ามึนงงพลางเกาศีรษะเล็กน้อยแล้วกล่าวอย่างตื่นเต้นออกมาว่า “นี่ข้าสู้กับเชื้อสายราชาเลยหรือ?”แววตาของมันสดใสขึ้น
“เจ้าหนุ่ม...วันนี้ข้าช่วยเจ้าไม่ให้ปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกมานั่นเพราะข้าไม่อยากเห็นอัจฉริยะต้องตาย หากเจ้าถูกจับได้และถูกลอบสังหารสำเร็จข้าคงไม่สบายใจ”
หนิงเฟยหลงเบิกตากว้างมันไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีผู้ใดรับรู้ถึงระดับที่แท้จริงของมันได้ต่อให้อยู่ในขอบเขตแดนพิภพแล้วก็ตาม ก็ไม่อาจจะล่วงรู้ได้เวลาที่ผ่านมามันไม่ได้ปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ยังคงเข้าไปในมิติปริศนาฝึกฝนอยู่บ่อยครั้งเคล็ดวิชาต่างๆล้วนพัฒนาขึ้น นั่นรวมไปถึง ‘เคล็ดวิชาลมปราณแปรผัน’
“แข็งแกร่งจริง ๆ”
รอยยิ้มพลันปรากฏบนใบหน้าชายหนุ่ม “ผู้อาวุโสขอบคุณท่านมากผู้เยาว์น้อมรับความปรารถนาดีของท่านด้วยความเต็มใจ”กล่าวจบชายหนุ่มก็ประสานมือโค้งให้ความเคารพอย่างอ่อนน้อม
“ผู้อาวุโส? ฮ่า ฮ่า” ผู้สูงส่งผู้นั้นเมื่อได้ยินคำพูดของหนิงเฟยหลงก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
เมื่อเสียงหัวเราะนั้นจบลง หมีคลั่งตัวนั้นก็ได้อันตรธานหายไปพร้อมกับพลังที่ลึกล้ำนั้น
เหอไฉเฉินและคนอื่น ๆ ต่างอึ้งงันอยู่ฉะนั้น คล้ายรู้สึกว่าตนเองตาฝาดไปมีเพียงหนิงเฟยหลงที่ยังคงนิ่งสงบ ชายหนุ่มรู้สึกเลื่อมในฝีมือของผู้สูงส่งผู้นี้เป็นอย่างมากอนาคตมันต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้! ไม่สิ...ต้องก้ามข้าม!
“พวกเราไปกันเถอะ” กล่าวจบหนิงเฟยหลงก็สาวเท้าเดินนำขึ้นไปทางเหนือผู้คนในกลุ่มค่อย ๆเดินตาไป
นี่เป็นอีกครั้งที่กลุ่มของมันผ่านวิกฤตความเลวร้ายมาได้แต่เดิมชายหนุ่มไม่เคยคิดว่า การเข้ามาทดสอบจะยากเย็นเช่นนี้ถึงกระนั้นตัวมันและพรรคพวกก็ยังผ่านมาได้ แต่มันก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้เหตุใดสถานที่แห่งนี้จึงคล้ายป่าสมบัติแห่งโคชะตามากแต่มันก็ไม่ได้เหมือนซะทีเดียว
ที่สำคัญคือสัตว์อสูรที่มีสายเลือดราชาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?นั่นบ่งบอกว่าสำนักยุทธ์หลวงนี่ไม่ธรรมดาเลย ทรัพยากรที่มีคงยากจะคาดเดาแต่ที่ทำให้มันตกตะลึงที่สุดก็คือการปรากฏตัวของผู้สูงส่งท่านนั้นมันได้พบเจอด้วยกันถึงสองครั้ง ครั้งแรกในถ้ำ ครั้งที่สองในการต่อสู้กับหมีคลั่ง
ผู้สูงส่งท่านนั้นเป็นใคร? และใช่คนเดียวกันหรือไม่?มีความเกี่ยวข้องกับสำนักอย่างไร? ในราชอาณาจักรมีคนแข็งแกร่งเช่นนี้ดำรงตนอยู่ด้วยหรือ?
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความจริงที่น่าตกใจ! ใครจะรู้ว่าการทดสอบนี้จะลึกลับถึงเพียงนี้
..........
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดพื้นที่นั้นถึงมีหมอกมืดเต็มไปหมด!”หนึ่งในผู้อาวุโสฝ่ายนอกกล่าวออกมาอย่างตกใจก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์การต่อสู้ของคุณชายทั้งสองกับหมีคลั่งนั้นได้เกิดหมอกสีดำขึ้นมาบดบังการมองเห็นของคนที่อยู่เบื้องนอกทำให้ไม่อาจมองเห็นการต่อสู้นั้นได้เลย
เมื่อพวกมันจะเข้าไปก็กลับพบว่า มีกระแสพลังที่แข็งแกร่งต้านทานไว้ ถูลู่หลิ่งจึงจำเป็นต้องไปขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสฝ่ายในผู้หนึ่งมาช่วย
ครั้นเมื่อผู้อาวุโสฝ่ายในมาถึงก็กลับพบเหตุการณ์เช่นเดียวกันไม่อาจทะลวงเข้าไปได้ผู้อาวุโสหลายคนเริ่มวิตก หากเกิดอันตรายขึ้นกับเด็กพวกนั้นด้วยความผิดพลาดของพวกมัน ตระกูลใหญ่เหล่านั้นคงต้องมาเอาเรื่องเป็นแน่!ต่อให้เป็นสำนักยุทธ์หลวงก็ไม่อาจต้านทานความโกรธของสามตระกูลใหญ่ได้!
ต่อให้ตระกูลถูจะไม่ได้เข้ารอบมาทดสอบครานี้แต่ในนั้นก็ยังมีคนของตระกูลหนิงและตระกูลเหรินอยู่ซึ่งเป็นอัจฉริยะทั้งหมดหากเกิดอะไรขึ้นก็ย่อมเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจคาดเดาได้
เพียงแค่สองตระกูลนี้ร่วมกันมาทวงถามคนสำนักยุทธ์หลวงก็ไม่อาจต้านทานได้แล้ว ถึงแม้ว่าจะถูกก่อตั้งโดยจักรพรรดิก็ตาม
ใคร ๆก็รู้ว่าในยามนี้ องค์จักรพรรดิอ่อนแอเพียงใดอำนาจการปกครองล้วนตกไปอยู่ในมือของสามตระกูลใหญ่และอีกหนึ่งหอ นั่นคือหอสมบัติ ยังไม่ปรากฏผู้ควบคุมที่แท้จริงหากแต่อำนาจนั้นจะเอนเอียงไปทางตระกูลถูเสียมากกว่า
ถูลู่หลิ่งเองที่กำลังเคร่งเครียดอยู่ ก็อดขบคิดไม่ได้ว่าทำไมตนเองถึงดวงซวยขนาดนี้ แม้ว่าตนไม่ได้ลงมือ แต่กลับมือผู้อื่นลงมือนี่มันเรื่องบัดซบอันใดกัน ใครกันที่ลงมือ?
ในเวลานั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา“ถูลู่หลิ่งเจ้ารับผิดชอบในการทดสอบนี้ เจ้ามีความคิดเห็นว่าอย่างไร?”
ถูลู่หลิ่งที่กำลังหงุดหงิดอยู่ก็โพล่งตอบไปด้วยความโมโห“นี่มันเรื่องของข้า! ข้าเป็นผู้กำหนด ควบคุมดูแลการทดสอบ สุนัขที่ไหนมาเห่าหอน!”
เมื่อกล่าวจบถูลู่หลิ่งก็พลันรู้สึกสั่นสะท้าน! ความหนาวเย็บคืบคลานเข้ามาทำให้มันรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่สุด!
“ใครกัน..?” เมื่อสายตาของมันเลื่อนไปก็เห็นชายวัยกลางคนผมยาวสีน้ำตาลแดงนัยน์ตาสิงโต ใบหน้าดุดันรูปร่างใหญ่โต สวมอาภรณ์สีดำ กำลังจ้องมองมาที่มันด้วยสายตาที่ดุดัน! ถูลู่หลิ่งใบหน้าพลันซีดเซียวมันแทบจะหยุดหายใจ
“บังอาจ!!” เสียงตวาดลั่น!ทำเอาผู้อาวุโสทั้งหลายที่ยืนอยู่ใกล้เคียงสั่นสะท้าน!
นอกจากจะสั่นสะท้านแล้ว ผู้อาวุโสฝ่ายนอกต่างมึนงง นี่มันเกิดอะไรขึ้นเขาคนนี้เป็นใครกัน? ทำไมถูลู่หลิ่งถึงแสดงความกลัวออกมามากเช่นนี้?หากถามว่าใครเป็นผู้มีอำนาจในผู้อาวุโสฝ่ายนอกคงจะไม่พ้นถูลู่หลิ่งผู้นี้เป็นแน่!
แต่ในยามนี้ชายผู้นี้กำลังหวาดกลัว! หวาดกลัวต่อคนผู้นี้เหล่าผู้อาวุโสต่างหันไปมองผู้อาวุโสฝ่ายในเพื่อจะซักถามทว่าเมื่อหันไปก็เห็นผู้อาวุโสฝ่ายในนั้นกำลังตัวสั่นเทิ้มขึ้น
“ทา..ท่านจ้าวหอ....ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ ขออภัย...ขออภัย..”ถูลู่หลิ่งกล่าวออกอย่างสั่นเครือ
“หึ!”
“จ้าวหอ! จ้าวหอทั้งสามจ้าวหอสงคราม!” ผู้อาวุโสเหล่านั้นพลันนึกออกทันทีในที่นี้จะมีใครรูปร่างคล้ายราชสีห์อย่างจ้าวหอสงครามล้วนไม่มี นั่นจึงทำให้พวกมันไม่ต้องคาดเดาเลยว่าจ้าวหอผู้นี้คือใคร?
“หึ พวกเจ้าแก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้ ยังจะมาอวดดีอีก ถอยไป!” จ้าวหอสงครามมองดูถูลู่หลิ่งอย่างหยามเหยียดก่อนจะเดินเข้าไปจัดการปัญหาในครั้งนี้ จ้าวหอสงครามมองดูเหตุการณ์มาสักพักแล้วรู้สึกว่ามันแปลกประหลาดจึงไม่ได้พยายามจะลบล้างหมอกดำนี้ไป
ตู้ม!!
จ้าวหอสงครามระเบิดพลังของตน ใช้พลังหยวนอันมหาศาลแหวกเมฆหมอกภายในนั้นออกแล้วกระโจนเข้าไป ในเวลานั้นเป็นจังหวะเดียวกันกับที่หมีคลั่งได้หายไปแล้วจ้าวหอสงครามก็รู้สึกว่าตนแทบไม่ได้สัมผัสกับเมฆหมอกนั่นเลย แล้วมันก็พลันอันตรธานหายไปอย่างดื้อๆ
“ช่างทรงพลัง!”
เหล่าผู้อาวุโสที่มองอยู่ก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นถึงพลังหยวนที่มหาศาลนั้นหากพวกมันทำให้จ้าวหอโกรธคงได้จบสิ้นเป็นแน่เพียงระเบิดพลังก็ทำให้หมอกดำนั้นหายไปได้แล้ว โดยที่พวกมันไม่ได้รู้เลยว่าจ้าวหอยังไม่ทันได้ลงมือ
..........
“พี่หนิงเฟยหลง ท่านดูนั่น!” ซ่งจิ่นติ้งกล่าวอย่างตื่นตระหนกพลางชี้ไปที่มุมหนึ่งของป่า หนิงเฟยหลงหันมองไปตามทางนั้นก็ต้องหยุดชะงักเท้า
“นั่นใครกัน..?”ชายหนุ่มไม่เคยเห็นชายผู้นี้มาก่อน ชายวัยกลางคนผมฟูสีน้ำตาลแดง ใบหน้าดุดันร่างสูงใหญ่ ราวกับราชสีห์ในคราบมนุษย์ ที่กำลังมองมาที่พวกมันอยู่ชายหนุ่มโบกมือส่งสัญญาณให้พวกของตนหลบไปอยู่ด้านหลังเมื่อเหอไฉเฉินจะก้าวเข้ามาก็ถูกหยุดเอาไว้
นั่นไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือจ้าวหอสงครามนั่นเอง
หนิงเฟยหลงสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายในยามนี้แม้ว่ามันจะต่อสู้อย่างเต็มกำลังปลดปล่อยทุกสิ่งก็ไม่แน่ว่าจะชนะหรือต่อให้ร่วมมือกันก็ตามอีกอย่างคือพวกมันไม่รู้ว่าชายผู้มีรูปลักษณ์อย่างราชสีห์นี่จะมาดีหรือร้ายกันแน่
มันรวบรวมความกล้าเดินขึ้นหน้าหนึ่งก้าวประสานมือโค้งคารวะอย่างสุภาพ แล้วกล่าวขึ้นว่า “ท่านผู้อาวุโสมีสิ่งใดให้ผู้เยาว์ช่วยเหลือหรือไม่?”
“ไม่มี...”ระหว่างที่จ้าวหอสงครามกล่าวอยู่นั้น ก็ได้มีสัตว์อสูรระดับสามคล้ายกับแรดมีนอยาวเนื้อผิวของมันสีเทาดำตามตัวมีหนามออกมาป้องกันตัววิ่งเข้ามาโจมตีจ้าวหอสงครามที่กำลังจะกล่าวกับหนิงเฟยหลงต่อ
ปัง!!
“....!!” ทุกคนอยู่ในอาการตกตะลึงเมื่อเห็นภาพการโจมตีที่แสนธรรมดาของจ้าวหอสงครามสังหารสัตว์อสูรระดับสามเพียงหมัดเดียวหมัดเดียวเท่านั้น! ออร่าของชายคนนั้นแข็งแกร่งมากเพียงพริบตาเจ้าแรดที่แข็งแกร่งตัวนั้นก็ได้นอนตายคาที่ กลายเป็นที่ไร้วิญญาณ
จ้าวหอสงครามมองดูแรดตัวนั้นอย่างเย็นชาก่อนที่จะหันกลับมาแล้วกล่าวว่า “ปีนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ” แล้วมันก็ทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
หนิงเฟยหลงและพวกก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกในที่สุดชายที่น่ากลัวก็ไปเสียที พวกมันไม่รู้เลยว่าชายผู้นั้นเป็นใครหากรู้ละก็คงไม่ต้องหวาดกลัวเช่นนี้
“เอาล่ะพวกเราเจอเรื่องประหลาดมามากแล้ว พักที่นี่กันสักหน่อย แล้วค่อยเดินทางดีกว่า”หนิงเฟยหลงรู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาทันที ไม่รู้ทางข้างหน้าจะเจอกับสิ่งใดบ้างแต่ที่แน่ ๆ คือ การต่อสู้ระหว่างกลุ่มของชายหนุ่มและหนิงจินจะต้องเกิดขึ้น!