เมื่อถึงหน้าโรงเตี๊ยมชิงเฟิงโหลวเป็โรงเตี๊ยมสองชั้นหลังคาโค้ง ผ้าม่านสีแดงสดปลิวไสวจากหน้าต่างชั้นบนทุกคนลงจากรถม้าแล้วแยกย้ายกันเลือกซื้อโคมรูปกระต่ายและหน้ากากรูปสัตว์ที่ตั้งขายอยู่ด้านข้างโรงเตี๊ยม ผู้คนเลือกซื้อกันมากมายเสียงหัวเราะและเสียงต่อรองราคาดังระงม
ฟางซูฮวาไม่ชอบอยู่ท่ามกลางคนหมู่มากนางไม่้าเป็จุดสนใจจึงขอตัวเข้าโรงเตี๊ยมก่อน ฟางจื้อซ่านพานางกับสาวใช้ส่วนตัวเข้าไปให้ซ่งอี้หยวนและผู้คุ้มภัยรอพาส่วนที่เหลือเข้าตามหลัง
เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมทุกสายตาจดจ้องมาที่เขาและเธอ เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นเป็ระลอกชายหนุ่มหล่อเหลาหญิงสาวงามล่มเมือง... แสงไฟสีนวลตาและเสียงซุบซิบก็ถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นั์ฟางซูฮวาที่มักเก็บตัวอยู่ในเรือนหญิงดุจไข่มุกในเปลือกหอยกลับต้องมาเผชิญกับสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและคำดูแคลน เพราะข่าวลือเื่ ‘อนุคนโปรด’ ของจื้อซ่านที่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงทำให้นางถูกเหมาว่าเป็สตรีไร้ยางอาย ที่กล้าออกงานข้ามหน้าข้ามตาจวนโหวตระกูลหยาง
“นั่นใช่คุณชายฟางหรือไม่” “นางคืออนุภรรยาที่เขาหลงนักหนาใช่หรือไม่”
ก่อนขึ้นชั้นสองฟางจื้อซ่านเจอสหายสามคนโดยบังเอิญ เขาจำได้ว่าเคยพบกันที่งานศพนายท่านจึงหยุดทักทายปราศรัยกัน ปกติสหายมักพบปะดื่มกินกันเป็ประจำแต่วันนี้หนึ่งในนั้นดื่มหนักจนมึนเมา ขณะทักทายกันอยู่ครู่หนึ่งสหายที่เมามายพูดเสียงอ้อแอ้ดังขึ้น
“จื้อซ่าน...เ้าออกมาพบปะกันบ้างอย่ามัวแต่หลงเสน่ห์น้องนางจนลืมสหาย!”
พูดแล้วเอาหลังมือตีอกฟางจื้อซ่านเบาๆสายตาเหลือบมองฟางซูฮวาอย่างไม่เกรงใจ ฟางจื้อซ่านกำลังจะปฏิเสธแต่สหายสองคนที่ประกบซ้ายขวาเห็นท่าไม่ดี คนในร้านเริ่มจ้องมอง
“จื้อซ่าน...ข้าพาลี่ซานกลับก่อนดีกว่าไว้ค่อยนัดเจอกัน”
พูดแล้วทั้งสองรีบประคองสหายที่เมามายออกไปฟางซูฮวาถอยไปยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลังเงียบๆ จู่ๆมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเฉียดไหล่นางเบาๆ เหมือนลมพัดผ่านแล้วพูดเสียงลอดไรฟันเสียงนั้นเบา...จงใจให้ได้ยินเฉพาะนาง
“หน้าตาเ้างดงามยิ่งนัก...กลัวหาสามีไม่ได้หรือไร...น่ารังเกียจ...อยากอวดโฉมให้ผู้อื่นรู้ว่าเ้าเป็อนุคุณชายฟางเช่นนั้นหรือ”
ฟางซูฮวาหน้าชาใกลัวว่าคนอื่นจะได้ยินคำพูดน่ารังเกียจเช่นนั้น นางอยากหายตัวไปจากที่นี่! เอาแต่ก้มหน้ามองพื้น ตัวสั่น หน้าซีดน้ำตาคลอหน่วย ฟางจื้อซ่านทักทายสหายเรียบร้อย จึงเดินกลับมาเรียกนาง
“น้องรอง...มาเถิดพี่ชายจองห้องส่วนตัวไว้ชั้นสอง”
ฟางซูฮวายืนอยู่อย่างนั้นไม่กล้าขยับตัว ใกลัวจนทำอะไรไม่ถูก แต่ชายหนุ่มผู้นั้น...กลับใยิ่งกว่าเมื่อได้ยินคำพูดของฟางจื้อซ่าน
‘น้องรอง…’
ชายหนุ่มผู้นั้นชะงักทันทีเมื่อได้ยินคำว่า‘น้องรอง’ เขาหันกลับมามองหญิงสาวอีกครั้ง
‘น้องรอง … นางคือคุณหนูใหญ่ฟางซูฮวา น้องสาวของคุณชายฟางอย่างนั้นหรือ’
เมื่อทุกคนรวมตัวกันที่ห้องส่วนตัวชั้นสองต่างคนต่างชื่นชมโคมของตนเองด้วยความตื่นเต้น ฟางซูเม่ยเดินเข้ามาหาพี่หญิงของนางในมือถือโคมกระต่ายสีชมพูอ่อน
“พี่หญิงใหญ่...เม่ยเอ๋อร์ซื้อโคมกระต่ายมาฝากท่านพี่ด้วยเ้าค่ะ”
ฟางซูฮวาฝืนยิ้มให้น้องสาวนางรับโคมมาอย่างอ่อนโยน แต่สีหน้าไม่สู้ดี
ฟางซูเม่ยขมวดคิ้ว“พี่หญิงใหญ่...ท่านเป็อันใดเ้าคะไม่สบายหรือ”
ฟางซูฮวาลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ “เม่ยเอ๋อร์คนเก่ง...เป็ห่วงพี่สาวพี่สาวไม่เป็อันใด รถม้าโคลงเคลงนัก พี่สาวรู้สึกเวียนศีรษะเท่านั้น”
นางยิ้มบางๆพลางลูบผมน้องสาวอย่างเอ็นดู เสี่ยวเอ้อนำอาหารหลากหลายเข้ามาทำให้ประตูเปิดออกชั่วครู่ แสงเทียนส่องให้เห็นใบหน้าเศร้าสร้อย แต่ยังคงงดงามของซูฮวาที่กำโคมกระต่ายไว้แน่น… ชายหนุ่มผู้นั้น… มองเข้ามาในห้อง สายตาหยุดที่นาง เขาทำได้เพียงยกยิ้มบางๆ อย่างขมขื่นด้วยความรู้สึกผิดแล้วแล้วสะบัดชายเสื้อเดินจากไป
บรรยากาศในห้องครื้นเครงกว่าทุกวันต่างจากการรับประทานอาหารที่เรือนมีกฏ ‘ยามกินไม่พูด’ซึ่งมักเงียบงันและเต็มไปด้วยมารยาทวันนี้ไม่มีผู้ใหญ่ในห้องเสียงหัวเราะจึงลอยคลุ้งไปทั่ว
ห้องส่วนตัวมีระเบียงมองเห็นแม่น้ำอวิ๋นสุ่ยไหลเอื่อยใต้แสงจันทร์กลมดวงใหญ่ที่ลอยเด่นกลางฟากฟ้า แสงเงินระยิบระยับสะท้อนลงบนผิวน้ำราวกับมีใครโปรยหยกขาวลงไปในสายนที เจียงหลิงเยว่ไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อนนางออกไปยืนริมระเบียง สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดเย็นจนต้องกอดตัวเองฟางจื้อซ่านเดินตามออกไป คลุมเสื้อคลุมให้นางอย่างเบามือแล้วยืนเคียงกันชมบรรยากาศแม่น้ำอวิ๋นสุ่ย ที่ก็เขาเห็นเป็ครั้งแรกเช่นกัน
“เยว่เอ๋อร์...เ้าชอบหรือไม่”
“ชอบเ้าค่ะท่านพี่.... ที่นี่ต่างจากหมู่บ้านเจิ้นซานมากมีผู้คนมากมาย แต่งกายงดงาม บ้านเรือนก็สร้างอย่างประณีต”
“หลังจากรับประทานอาหารเสร็จพวกเราไปปักโคมที่ริมแม่น้ำ ดีหรือไม่” ฟางจื้อซ่านเอ่ยอย่างเอาใจ
เจียงหลิงเยว่พยักหน้าและยิ้มรับฟางซูฮวาเห็นทั้งสองยืนเคียงกันอย่างมีความสุข นางรู้สึกสงสารพี่สะใภ้ยิ่งนักหากนางได้ยินคำพูดน่ารังเกียจเช่นนั้น นางคงเสียใจมากฟางซูฮวาจึงตั้งใจ...จะเก็บเื่นั้นไว้เป็ความลับ
ในห้องซ่งอี้หยวนแอบมองฟางซูเจินอยู่เป็ระยะๆนางยิ้มเอียงอายถือโคมโบกไปมา ส่งสายตากลับเป็ครั้งคราวฟางซูเม่ยกับฟางซีห่าวใส่หน้ากากรูปจิ้งจอก วิ่งหลอกกันไปทั่วห้องอย่างสนุกสนานซ่งอี้หนิงนั่งรับประทานอาหารเงียบๆ ไม่สนใจพวกเขา
ฟางซีห่าวะโเรียกนาง “อี้หนิง...มาเล่นด้วยเถอะ!”
“อี้หนิง... พวเรามาเล่นด้วยกันเถิด” ฟางซูเม่ยหันมาชวนอย่างอ่อนโยนอีกครั้งเมื่อซ่งอี้หนิงยังคงนิ่งเฉย
ซ่งอี้หนิงเพียงยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างสงบนิ่งฟางซีห่าวเริ่มไม่พอใจ “เ้าไม่มีปากพูดหรือไร ข้าชวนเ้าดีๆไยชอบบึ้งตึงอยู่เรื่อย!”
เมื่อเห็นนางยังเมินเฉยเขาเดินเข้าไปกระตุกเปียผมของนางอย่างหมั่นไส้ ทันใดนั้น...ซ่งอี้หนิงรวบนิ้วมือของเขาอย่างรวดเร็วดัดงอไปด้านหลังด้วยท่าทางเฉียบขาด
“โอ๊ย!ปล่อย!”
ซ่งอี้หยวนเห็นเหตุการณ์รีบเข้ามาห้าม “อี้หนิง...เ้าปล่อยมือคุณชายรองก่อน”
นางจึงยอมปล่อยมือฟางซีห่าวรีบถอยออกมาใบหน้าเ็ปแต่ไม่กล้าร้องออกมาดังๆ กลัวเสียหน้าฟางซูเม่ยเห็นแล้วนึก ‘สมควร! ช่างไม่รู้จักประมาณตน!’นางรู้สึกทึ่งในความว่องไวของซ่งอี้หนิงฟางซูเม่ยนางนิยมชมชอบหญิงแกร่งแววตาเปล่งประกายด้วยความชื่นชม