“คนอย่างคุณมันลื่นอย่างกับปลาไหล เอ็ดดี้”เธอว่าเอาตรงๆด้วยความหมั่นไส้ อยากจะว่าต่อให้ด้วยซ้ำ...ว่าจ้องที่จะตะครุบเหยื่อด้วยอุบายและชั้นเชิงต่างๆที่สรรหามาได้...แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป“ทำไมคุณถึงไม่ไปเสียให้พ้นๆนะ...อย่ามายุ่งกับฉัน...เพราะฉันไม่เคยสนใจคุณเลยจริงๆนะ”
”ผมว่า คุณนี่ชักจะเล่นตัวมากไปหน่อยแล้วนะ”เสียงพูดของเอ็ดดี้ขรึมไปทันที
และดวงตาของทาเมร่าก็เป็ประกายวาวขึ้นด้วยความโกรธที่เกิดขึ้นในทันทีเหมือนกัน...
“รู้สึกว่าคุณทนไม่ได้จริงๆนะที่ถูกปฏิเสธผู้หญิงคนไหนที่ผ่านเข้ามาทำงานในบริษัทนี้เป็ไม่ได้เลยสิน่า เป็ต้องถูกคุณจองหมด...บางคนก็ไม่ได้เป็สาวเสียด้วยซ้ำ ฉันนี่คงเป็คนเดียวละมังที่ไม่ได้อยากจะวิ่งไล่ตามคุณั้แ่วันแรกที่คุณจ้องจะเขมือบฉัน”
ประกายบางอย่างจุดขึ้นในดวงตาของเอ็ดดี้แต่มันก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
“คุณ้าใครสักคนที่จะปกป้องคุ้มครองนะทาเมร่าคุณมองชีวิตในแง่ที่มันเคร่งเครียดจนเกินไป ลองปล่อยๆเสียบ้างเป็บางครั้งบางคราว หาความสุขให้กับชีวิตตัวเองเสียบ้างเถอะ”คารมของเขาอ่อนโยนชักจูงใจได้ดียิ่งนัก
“นี่คุณ...ฉันน่ะไม่ได้้าให้ใครมาคอยคุ้มครองป้องกันฉันหรอก แม้คุณจะคิดว่าฉันเป็อย่างพวกผู้หญิงทั้งหลายที่น่าสมเพชที่คุณเคยรู้จักมาก็เถอะ และจะบอกให้ด้วยว่า ฉันไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยสักนิดที่จะต้องทำงานหนักเพราะมันเป็การทำงานตามหน้าที่”เธอสังเกตเห็นแววแห่งความเห็นอกเห็นใจฉายแสงขึ้นในดวงตาของเอ็ดดี้ จึงรีบพูดต่อ“แล้วก็อย่ามาพูดด้วยว่า คุณพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมช่วยแบ่งเบาภาระหรือปัญหาของฉัน เพราะฉันน่ะรู้เลยว่าสิ่งเดียวที่คุณอยากจะมีส่วนร่วมด้วยคือบนเตียงนอนของฉันเท่านั้นและฉันก็ไม่อยากจะคิดถึงเื่ทุเรศๆพรรค์นั้นด้วย” แม้ว่าจะเป็คำพูดที่ค่อนข้างรุนแรงแต่ก็ดูจะไม่ได้ผลอะไรนัก
เอ็ดดี้ยืดร่างขึ้น ปล่อยมือจากเธอ...
“คุณก็พูดอย่างนี้ทุกที”น้ำเสียงเขาตัดพ้อ รู้สึกทระนงพร้อมกันก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่ารูปร่างหน้าตาเขาออกขนาดนี้แล้ว เธอยังปฏิเสธได้ลงคออีกละหรือ...?
“ที่ฉันต้องพูดก็เพราะฉันเบื่อเต็มทีที่จะต้องมานั่งปฏิเสธคุณอยู่ตลอดเวลาว่า...ไม่...แต่คุณก็ยังฝืนใจเชื่ออยู่นั่นแล้ว ว่าฉันหมายความว่า...ใช่...”ทาเมร่าถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “คุณเองนะที่ทำให้ฉันต้องพูดอย่างนี้ เอาละคุณจะกรุณาออกไปจากห้องทำงานของฉันได้หรือยัง ฉันมีงานที่จะต้องทำให้เสร็จแล้วก็อยากกลับบ้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ด้วย”
“โลกของคุณมันก็มีอยู่แค่ห้องทำงานกับบ้านเท่านั้นใช่ไหมล่ะ...?”เขาถอยออกห่างจากโต๊ะทำงาน ท่าทางไม่ได้บอกว่าโกรธเคืองอะไร แต่ก็ไม่ได้เต็มใจเสียทีเดียว “คุณควรหาเวลาอยู่กับเพื่อนฝูงเสียบ้างสิ”
“เวลานี้ฉันก็้าเพื่อนแต่ไม่ใช่ในลักษณะอย่างที่คุณเสนอมาแน่” ริมฝีปากของเธอเหยียดออกความรู้สึกเสียใจท่วมท้นขึ้น หลังจากที่สเตนแจ้งข่าวที่น่าในั่นแล้วทาเมร่าก็เกิดความหวังลมๆแล้งๆขึ้นมาว่าน่าจะมีใครสักคนช่วยหาทางออกให้กับความลับส่วนตัวของเธอได้ แต่คงไม่ใช่เอ็ดดี้แน่
“กู๊ดไนท์นะเอ็ดดี้” เธอตัดบทซึ่งเท่ากับเป็การไล่เขาทางอ้อม
เขาทำท่าจะเดินออกไปจากห้องแต่ก็ยังหยุดเสียบปลั๊กเครื่องคิดเลขให้
“คุณไม่รู้จักความเหงาหรอกทาเมร่าเพราะว่าคุณมีงานเป็เครื่องช่วยอยู่แล้วบางทีหัวใจของคุณอาจกลายเป็คอมพิวเตอร์ไปแล้วก็ได้”
“ถ้านั่นเป็คำพูดเพื่อปลอบใจของคุณก็เชื่อต่อไปเถอะ”เธอตอบอย่างจะให้เห็นขัน หันกลับหาตัวเลขที่รายเรียงอยู่ตรงหน้าตั้งท่าจะลงมือทำงานต่อ
“คุณน่ะทำงานกับตัวเลขพวกนี้มากเกินไปแล้วนะชีวิตคนเรา มันไม่ใช่เื่ของสถิติหรอกนะทาเมร่า มันจะต้องมีทั้งอารมณ์ ทั้งความรู้สึกด้วยคุณควรจัดการกับตัวเองเสียใหม่ได้แล้ว”
“ฉันจะจำคำพูดของคุณไว้”ทาเมร่าตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองเขาเลย...
เมื่อเอ็ดดี้เดินออกจากห้องไปแล้วนิ้วที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนเครื่องคิดเลขก็หยุดลงสายตาของเธอจับอยู่ตรงบานประตูที่ปิดตามหลังเอ็ดดี้ลง...นี่เธอจริงจังกับตัวเองถึงขนาดนั้นเชียวหรือ...?
มันก็น่าจะเป็อย่างนั้นจริงๆ ชีวิตควรจะได้รับการปรุงแต่งตัวของมันเองให้เป็ไปตามความเหมาะสมด้วยขณะนี้ไม่มีใครที่จะก้าวเข้ามาและช่วยแก้ปัญหาให้เธออย่างปาฏิหาริย์ได้โลกของเธอไม่ได้เป็สีกุหลาบอย่างที่คิดฝันไว้ มันกลับกลายเป็ว่าเธอจะต้องสร้างพละกำลังให้แข็งแกร่งเพื่อจะแบกรับภาระที่หนักหนานั้นไว้บนไหล่โดยจะอุทธรณ์กับน้ำหนักของมันไม่ได้ คำพูดของเอ็ดดี้คล้ายจงใจจะชักนำให้เธอบังเกิดความรู้สึกสงสารตัวเองขึ้นมา แต่ว่านั้นมันไม่ใช่หนทางที่จะใช้แก้ปัญหาได้อีกเช่นกัน
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็ความจริงประการหนึ่งที่แฝงอยู่ก็คือ เธอออกจะเสียใจไม่น้อยที่จะหาเพื่อนแท้ไว้ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยสักคนก็ยังหาไม่ได้...!
ในระยะ 2-3ปีหลังนี้ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนกับคนอื่นๆดูจะขาดหายไปจนหมดสิ้น อันที่จริงมันก็เป็ที่รู้และเข้าใจกันอยู่ ว่ามนุษย์เราควรจะได้อุทิศเวลาของตนให้กับความสัมพันธ์ฉันเพื่อนบ้าง พยายามระวังรักษาและให้มันเจริญงอกงามเป็เครื่องชื่นชูชีวิตไว้ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีเวลาเชนที่ว่านั้นเลยและทาเมร่าก็จะต้องยอมรับในความจริงข้อนี้ โดยไม่รู้จะไปอุทธรณ์ร่ำร้องเอากับใคร
เธอปรายตาลงมองแถวบรรทัดของตัวเลขที่อยู่ตรงหน้า เืในกายดูจะเย็นเฉียบลงด้วยความหวาดหวั่นกับการรวมตัวของบริษัทที่กำลังคืบคลานใกล้เข้ามา ทาเมร่าพยายามขจัดความรู้สึกดังกล่าวออกไป อย่างน้อยมันก็จะต้องมีข้อยุติอย่างชนิดที่มีเหตุผลเข้าตรงใดตรงหนึ่งจนได้ ไม่มีอะไรที่มันจะสิ้นหวังเสียทั้งหมดอย่างที่เป็อยู่แน่...
แต่ความร้อนแรงของจุดนั้นมันจะเป็ไปในรูปใดหรือ...?มันอาจถึงขั้นที่เธอถูกไล่ออกจากงานก็ได้ แต่กับความรู้ที่มีอยู่เธออาจหางานในตำแหน่งสมุห์บัญชีที่ไหนทำก็ได้...ทาเมร่าพยายามบอกกับตัวเองว่าเมื่อถึงเวลานั้นฮาโรลด์ สเตน เห็นจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเื่นี้แน่
เมื่อเหลือบตาลงมองดูนาฬิกาข้อมือนิ้วของเธอก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วไปบนหน้าปัดเครื่องคิดเลข แต่กระนั้นกว่าที่จะเสร็จเรียบร้อยลงได้ก็เป็เวลา 5โมงเกือบจะครึ่งอยู่แล้ว ซึ่งหมายถึงว่าเธอจะต้องพลาดรถเที่ยวประจำและต้องรอเที่ยวต่อไป
ด้วยความรีบร้อนที่จะกลับบ้านให้ทันเวลา สายตาของเธอจึงแทบไม่ได้สังเกตเห็นพุ่มไม้ใบเขียวตลอดเส้นทางบนถนนแคนซัสซิตี้ ซึ่งรถโดยสารประจำทางต้องวิ่งผ่านเลย แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ยามใกล้ค่ำ จับประกายของน้ำพุที่ผุดพลุ่งขึ้นทำให้กลายเป็ละอองสีทองสวยสด ทาเมร่าอาจมองเห็นมันอยู่บ้าง แต่ขณะเดียวกันจิตใจก็มัวพะวงกับเข็มนาฬิกาที่กำลังเคลื่อนช้าๆและรอเวลาที่รถจะมาถึงหัวมุมถนนอยู่
จากป้ายรถประจำทางเธอจะต้องเดินต่อไปอีก2 ่ตึก จึงจะถึงอาณาเขตของบ้านหลังเล็กๆชั้นเดียวฉาบไว้ด้วยสีขาวตัดขอบสีเขียวตรงหน้าต่าง ดอกทิวลิปพลิ้วไสวอยู่ในสายลม ขณะที่เธอเดินรีบร้อนขึ้นบันไดบ้านพุ่มไลแล็คที่เริ่มแย้มบานส่งกลิ่นหอมรวยรินไปทั่ว ความคิดหนึ่งผ่านแวบเข้ามาในสมองขณะที่ทาเมร่าเปิดประตูเข้าไปในบ้าน...แม่จะมีความสุขสักเพียงไหน ถ้าจะมีดอกไม้สักช่อจัดไว้ในบ้าน...
“ฉันต้องขอโทษด้วยนะซาดี้ที่วันนี้กลับเอาเสียค่ำเลย”ทาเมร่ากล่าวคำขอโทษทันทีที่เห็นร่างสูงใหญ่ของสตรีผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในชุดกางเกงขายาวสีน้ำตาลกับเสื้อไหมพรมที่ยืนรอรับอยู่ในห้องรับแขก“กว่าจะออกจากที่ทำงานได้ก็ 5 โมงกว่าเข้าไปแล้ว ก็เลยพลาดรถเที่ยวประจำ หวังว่าจะไม่ทำให้คุณกลับช้าเกินไปนักนะคะ”
“กราเซียส...ไม่เลยค่ะ”ซาดี้ตอบด้วยเสียงปนหัวเราะ“สิ่งเดียวที่คอยดิฉันอยู่ที่บ้านก็แค่เครื่องโทรทัศน์เท่านั้นค่ะ”
ทาเมร่าลดเสียงลงเมื่อถามต่อ
“วันนี้แม่เป็ยังไงบ้างคะ?”
รอยยิ้มที่ปรากฏทำให้ใบหน้าสี่เหลี่ยมของนางพยาบาลผู้นั้นอ่อนโยนลง
“ไปดูเอาเองเถอะค่ะ”
ทาเมร่าถอดเสื้อคลุมออกวางลงบนโต๊ะเล็กพร้อมกระเป๋าถือ ก่อนจะเดินด้วยฝีเท้าแ่เบาตรงไปยังห้องที่ซาดี้เพิ่งจะเดินออกมา รู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นร่างของสตรีผอมบางนางหนึ่งกำลังนั่งอยู่ในเก้าอี้หุ้มเบาะ
“วันนี้หนูคงไม่ต้องถามว่าแม่เป็ยังไงบ้างใช่ไหมคะ?”ใบหน้าที่สงบเคร่งขรึมของเธอดูมีชีวิตจิตใจขึ้นยามที่โน้มตัวลงจุมพิตแก้มที่ตอบซูบซีดนั้น “สวัสดีค่ะแม่”
“สวัสดี...แล้วหนูล่ะวันนี้เป็ยังไงบ้างลูก?” เสียงที่ทักถามลูกสาวเหมือนพยายามบังคับไม่ให้สันพร่า
“ก็ดีค่ะแม่” ทาเมร่าปด“วันนี้แม่ทำอะไรบ้างคะ?”
“ก็...ดูละครโทรทัศน์แต่อย่าไปสนใจเลยว่าเื่ราวมันเป็ยังไง” คล้ายรอยยิ้มจะจุดขึ้นตรงมุมปากเพียงแต่กล้ามเนื้อตรงส่วนนั้นไม่อาจเหยียดออกได้เท่านั้น แต่ประกายในดวงตาของนางยังแจ่มใสเป็สีฟ้าเช่นเดียวกับลูกสาว
เป็กิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่งที่ทาเมร่าจะต้องถามผู้เป็มารดาด้วยคำถามเช่นนี้และก็จะได้รับคำตอบเช่นนี้เป็ประจำทุกวันเช่นกัน ซึ่งเท่ากับเป็การตัดบทในการสนทนาปราศรัยและรับรู้ในชีวิตประจำวันของแม่ไปในที ออกจะเป็ความน่าเบื่อหน่ายอย่างมากที่จะต้องขังตัวเองอยู่กับผนังทั้ง 4ด้าน ภายในห้องเล็กๆ แต่ทาเมร่าก็ไม่เคยได้ยินมารดาอุทธรณ์เลยสักครั้ง มีอยู่เพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เธอได้ยินเสียงแม่ร่ำไห้ออกมาด้วยความรู้สึกปวดร้าว เมื่อหมอแจ้งให้นางทราบ ว่านางเป็โรคร้ายชนิดหนึ่ง
ซึ่งจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียลงเรื่อยๆ ขณะเดียวกันกล้ามเนื้อในร่างกายก็จะค่อยๆตายลง...ซึ่งนั่นเป็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ3 ปีก่อน และทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มพูนขึ้นจนเกินกำลัง