สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 108 เขตหวงห้ามหลังภูเขา

            หนึ่งคนหนึ่งสุนัขรีบวิ่งเข้าไปในห้องโถงสุดท้าย

            ห้องนี้เป็นห้องที่องค์ชายโอบินนาพักอยู่ ทำให้มีผู้คนมากมายอยู่ที่นี่ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีศพมากมายแต่ในห้องโถงมีร่องรอยการต่อสู้และใช้คลื่นพลังทำให้พอจะมองออกว่าผู้บุกรุกน่าจะเป็นนักรบคลื่นพลังธาตุไฟหรือไม่ก็เป็นนักเวทธาตุไฟ เพราะในห้องโถงมีร่องรอยการเผาไหม้ของเปลวไฟศพบางส่วนก็ถูกเผาโดยตรง ในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นเนื้อย่าง...

            ดวงตาของซุนเฟยจับจ้องไปที่เดียว

            เขามองไปที่ส่วนลึกที่สุดในห้องโถง ซึ่งมีศพหนึ่งที่อยู่ในสภาพค่อนข้างดี

            บนร่างของศพนี้สวมชุดเกราะหรูหราบนตัวเกราะมีพลังเวทมนตร์จางๆ ที่กะพริบวิบวับเห็นได้ชัดว่าไอเทมเวทมนตร์นี้จะต้องมีราคาสูงมาก ศพผู้นี้มีผมยาวสีบลอนด์ทองมีใบหน้าหล่อเหลา จมูกงุ้มบนศีรษะมีมงกุฎสีทองที่ฝังด้วยอัญมณีหลากสีนับสิบกว่าอันในดวงตามีร่องรอยความหวาดกลัว ศพนี้ตายเพราะถูกแทงตรงลำคอตรงปากแผลมีร่องรอยไหม้บางส่วน มุมปากมีเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมากหยดเลือดเริ่มแข็งตัวและเป็นสีดำ

            ในคฤหาสน์ทั้งหลังนี้ไม่มีผู้รอดชีวิตสักราย

            คณะทูตของอาณาจักรเธรซที่มายังเมืองแซมบอร์ดเพื่อแสดงความยินดีกับซุนเฟยที่ได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นครองราชย์โดยราชอาณาจักรเซนิท ผู้ที่มาจากอาณาจักรเธรซเพื่อเข้าร่วมพิธีมีจำนวนทั้งหมดสองร้อยกว่าคน แต่พวกเขากลับถูกศัตรูที่ไม่รู้จักกำจัดทิ้งโดยที่ไม่มีใครสามารถต้านทานไว้ได้ แม้แต่ผู้รอดชีวิตสักคนก็ไม่มี

            ลมกลางคืนที่หนาวยะเยือกพัดผ่านในใจซุนเฟยพลันรู้สึกหนาวเย็น

            ดูจากสภาพศพที่ยังคงอุ่นๆเห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ครั้งนี้ใช้เวลาไม่เกินสิบนาที สิ่งที่ทำให้ซุนเฟยตกใจคือคฤหาสน์รับรองของคณะทูตอาณาจักรเธรซห่างจากคฤหาสน์รับรองของอาณาจักรเล็กซัสเพียงสี่พันเมตร (สี่กิโลเมตร) กล่าวคือ ในขณะที่เขาและองค์ชายมอดริชกับคนอื่นๆ กำลังอยู่ด้วยกันก็เกิดการต่อสู้ขึ้นที่นี่ ในสถานที่ที่อยู่ห่างไปแค่สี่พันเมตรคนจำนวนสองร้อยกว่าคนได้ถูกสังหารทั้งหมดในบรรดาศพพวกนั้นก็มียอดฝีมือที่ซุนเฟยไม่ได้รู้สึกถึงกลิ่นอายของพวกเขาด้วย

            นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!

            ยอดฝีมือเป็นใครกันแน่ ถึงกับสังหารคนกลุ่มนี้ได้โดยที่พวกเขาไม่ทันรู้ตัว

            เขาเป็นใครเพราะเหตุอะไรถึงได้อำมหิตขนาดที่ลงมือสังหารองค์ชายแห่งอาณาจักรเธรซ?

            ซุนเฟยพบว่าเรื่องนี้ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

            ทีแรกเป็นเพราะเรื่องนักฆ่าอย่างฮาซึงจินเขาจึงคิดว่าตัวเองเกือบจะหาต้นเหตุพบแล้ว แต่มาตอนนี้สมมุติฐานก่อนหน้านี้และความจริงแทบจะไม่ได้ใกล้เคียงกันเดิมทีมันก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย

            ตอนนี้เองเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังเข้ามา

            “ฝ่าบาท...นี่คือ?”

            ในตอนแรกเบสท์และองค์ชายมอดริชที่รออยู่ด้านนอก พวกเขาไม่ได้ยินเสียงการต่อสู้ ทั้งยังไม่ได้รับสัญญาณใดๆ จากซุนเฟยจึงพากันเป็นกังวลก่อนจะตัดสินใจนำทหารเข้ามา ตลอดทางที่พวกเขาเดินผ่านต่างก็เห็นศพในทุกๆ ที่ เมื่อพบว่าสถานการณ์แบบนี้จึงรู้ว่าต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ

            “คนพวกนี้ไม่ใช่ข้าที่เป็นคนสังหาร ตอนที่ข้าเข้ามาพวกเขาก็ตายหมดแล้ว!”

            ซุนเฟยขมวดคิ้วขณะที่บอกเล่าเรื่องราวที่ตัวเองพบ เบสท์และมอดริชทั้งสองคนพากันหน้าเปลี่ยนสีองค์ชายมอดริชสังเกตบริเวณรอบๆ อย่างละเอียด ก่อนจะหันไปมองที่ส่วนลึกของห้องโถงซึ่งมีศพนักรบสวมมงกุฎและผมสีทองที่ถูกแทงตรงลำคอนอนอยู่ตรงนั้นเขาก็พลันพูดออกมาอย่างตกใจว่า “นั่นคือองค์ชายโอบินนาองค์ชายลำดับที่สี่ของอาณาจักรเธรซ...โอบินนาเป็นถึงปีกอินทรีหนึ่งใน ‘ห้าอินทรี’ ความแข็งแกร่งของเขาอยู่ในระดับสี่ดาว พลังของเขามองข้ามไม่ได้ แต่กลับถูกคนแทงเข้าที่คอโดยที่ไม่อาจต่อต้านได้ คนประเภทไหนกันทำไมถึงร้ายกาจขนาดนี้?”

            ซุนเฟยส่ายหน้า

            สุนัขยักษ์สีดำยื่นจมูกก่อนจะดมกลิ่นในห้องโถงราวกับจะหาเบาะแสอะไรบางอย่าง

            “อย่างน้อยๆ ก็น่าจะเป็นยอดฝีมือระดับหกดาวและต้องมีมากกว่าหนึ่งไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถสังหารคนอย่างเงียบๆ ได้มากขนาดนี้” สีหน้าขององค์ชายมอดริชเปลี่ยนสี

            “ฝ่าบาท พวกเราควรจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรต่อดี?” แม้ว่าท่าทางของเบสท์จะยังคงสงบเยือกเย็นแต่อย่างไรเขาก็เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นไม่เหมาะที่จะการเผชิญหน้ากับสนามรบนองเลือดแบบนี้ ใบหน้าของเขาจึงซีดเผือด แต่ก็ยังอดกลั้นไม่ให้อาเจียนออกมาได้

            “ให้ทุกคนถอยออกไปจากคฤหาสน์จากนั้นให้บรู๊คส่งคนมาปิดกั้นคฤหาสน์รับรองหลังนี้ อย่าเพิ่งให้ข้อมูลรั่วไหลไปได้ชั่วคราว” ซุนเฟยครุ่นคิดสักพักก่อนจะตัดสินใจแบบนี้

            เรื่องนี้ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีก

            ตอนนี้ซุนเฟยแน่ใจแล้วว่าเมืองแซมบอร์ดมีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการสมรู้ร่วมคิดอย่างลับๆ บางอย่างที่ยิ่งใหญ่มากโดยไม่รู้ตัว...ภัยร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งนี้ ถ้านักฆ่าที่สังหารพวกคณะทูตอาณาจักรเธรซกว่าสองร้อยคนเป็นยอดฝีมือระดับหกดาวจริงๆ แค่ยอดฝีมือลึกลับเพียงคนเดียวก็สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเมืองแซมบอร์ดตอนนี้ได้ง่ายๆ แล้ว

            ……

            ในไม่ช้าคฤหาสน์รับรองของคณะทูตอาณาจักรเธรซก็ถูกบรู๊คนำกำลังคนเข้าไปปิดกั้นอย่างลับๆ

            ในคืนนั้นซุนเฟยมีคำสั่งให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบค้นหาเงื่อนงำในคฤหาสน์ ดูว่าจะสามารถค้นหาเบาะแสอื่นๆ ที่ถูกมองข้ามไปก่อนหน้านั้นได้หรือไม่จากนั้นก็ให้เผาหรือฝังศพให้เร็วที่สุดแม้ว่าตอนนี้จะเป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศกำลังเย็นลงแต่ก็ควรจะจัดการกับศพให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะไม่ได้เกิดกลิ่นเหม็นเน่าในเมือง หรือทำให้เกิดโรคระบาดขึ้น

            พวกผู้คุ้มกันและทหารของอาณาจักรเล็กซัสที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ก็ถูกองค์ชายมอดริชกำชับให้เก็บเป็นความลับ...แต่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นคาดว่าคงไม่อาจปิดซ่อนไว้ได้นาน ไม่ช้าก็เร็วโลกภายนอกจะรู้

            บรรยากาศในขณะที่เดินทางกลับคฤหาสน์รับรองคณะทูตอาณาจักรเล็กซัสเต็มไปด้วยความซึมเศร้าใครจะรู้ว่าทันทีที่เดินผ่านประตูใหญ่เข้ามาจะมีทหารของอาณาจักรเล็กซัสวิ่งพรวดพราดเข้ามาคุกเข่ารายงาน“องค์ชาย องค์ราชาอเล็กซานเดอร์คนนั้น...เชลยคนนั้นที่ชื่อว่าฮาซึงจิน...เขาตายแล้วขอรับ!”

            ผู้คนที่ได้ยินต่างพากันตกใจ

            “ตาย? ตายได้อย่างไร?” ซุนเฟยถามอย่างตกใจปนโมโห

            หลังจากที่คณะทูตอาณาจักรเธรซกว่าสองร้อยนายที่ถูกยอดฝีมือลึกลับสังหารไปเงื่อนงำเดียวที่จะทำให้เรื่องราวกระจ่างได้ก็มีแค่เชลยที่เป็นนักรบคลื่นพลังธาตุดินที่ถูกจับ ซุนเฟยคิดไว้ว่าจะรีบทำการสอบสวนชายคนนั้นทันทีเผื่อจะขุดเบาะแสบางอย่างออกมาจากปากมันได้ แต่ใครจะรู้ว่าไม่ทันที่จะได้ลงมือเงื่อนงำนี้กลับถูกตัดขาดไปก่อน

            “มันฆ่าตัวตายขอรับ ในปากของมันซุกซ่อนยาพิษเอาไว้หลังพวกท่านจากไปได้ไม่นาน มันก็แอบกินยาพิษฆ่าตัวตาย”

            ทหารคนนั้นอธิบาย

            ซุนเฟยยิ่งหน้าคล้ำเขาพา ‘ลมกรดทมิฬ’ เดินเข้าไปในห้องโถงรับรองคณะทูตอาณาจักรเล็กซัส

            เมื่อได้เห็นฮาซึงจินที่ถูกเขาจัดการได้ตายลงมุมปากของเขายังเหลือเศษยาพิษที่พ่นออกมาพร้อมน้ำลายใบหน้าแข็งทื่อและเปลี่ยนเป็นดุร้าย ผิวหน้าของเขาคล้ำขึ้น มีเลือดสีดำไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดบริเวณริมฝีปากและลำคอเป็นสีม่วงเป็นสัญลักษณ์ที่ตายโดยพิษและน่าจะเป็นพิษที่ร้ายแรงเพราะตรงพื้นที่มีฟองน้ำลายที่ไหลออกมาจากปากของเขามันถูกกัดกร่อนจนกลายเป็นหลุมเล็กๆ บางส่วนด้วย

            เงื่อนงำสุดท้ายก็ถูกตัดขาด...มารดามันเถอะ

            ซุนเฟยรู้สึกว่าเหมือนจะมีมือที่มองไม่เห็นในมุมมืดกำลังควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่มันเดินก้าวนำตัวเองทุกก้าว ไม่ทิ้งร่องรอยของตัวเองไว้แม้แต่นิดเดียวและทุกๆ การเคลื่อนไหวของตัวเองก็เหมือนจะอยู่ในการควบคุมของมือที่มองไม่เห็นนี้

            เขามองไปที่สภาพการตายที่น่าสยดสยองของฮาซึงจินบนพื้นในใจก็พลันกระตุกเขาคุกเข่าลงก่อนจะนำขวดแก้วเล็กๆ ออกมาจากเข็มขัดมิติของคนเถื่อน และเก็บตัวอย่างน้ำลายตรงมุมปากของชายคนนั้นอย่างระมัดระวัง แล้วหันหลังกลับไป

            “ในเมื่อตายไปแล้วก็ไม่มีค่าอะไร บรู๊ค เจ้าสั่งให้คนนำศพนี้ไปโยนทิ้งในคฤหาสน์รับรองของคณะทูตอาณาจักรเธรซ ตอนที่จัดการมัน...ก็ระวังหน่อยในศพมันมีพิษร้ายแรงอยู่!” ซุนเฟยสบตากับบรู๊ค

            บรู๊คชะงักเล็กน้อยก่อนที่ตัวเขาและนายทหารอีกนายจะเป็นคนยกศพของฮาซึงจินออกไป

            ……

            กลับมาที่พระราชวังก็เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว

            ซุนเฟยยังคงวิเคราะห์เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก มีแต่เรื่องที่น่าเหลือเชื่อเขานึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าซ้ำแล้วซ้ำอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกใจมีผู้ที่แข็งแกร่งจำนวนมากที่เมืองแซมบอร์ดแม้กระทั่งเย็นวันนี้ยังมียอดฝีมือระดับหกดาวปรากฏตัวอยู่ที่นี่เรื่องนี้ยิ่งทำให้ซุนเฟยได้กลิ่นไม่ดีมากขึ้น

            “เพราะอะไรคนพวกนี้ถึงมาที่เมืองแซมบอร์ด?”

            ซุนเฟยนั่งครุ่นคิดอย่างเงียบๆ บนเก้าอี้หินหรือว่าเรื่องตำแหน่งที่ตั้งเทพและปีศาจจะถูกเปิดเผยแล้ว?

            แต่คิดอีกทีก็ไม่น่าจะเป็นไปได้หากเป็นแบบนั้นจริงๆเกรงว่าเขาวงกตใต้ดินตรงภูเขาด้านหลังตอนนี้คงเกิดความโกลาหลขึ้นแล้วแต่ในความเป็นจริง ที่ตรงนั้นกลับเป็นสถานที่ที่เงียบสงบที่สุดในเมืองแซมบอร์ดในช่วงหลายวันมานี้...แต่นอกเหนือจากนี้แล้ว ซุนเฟยก็คิดไม่ออกว่ามันจะมีเหตุผลอื่นอะไรอีกที่สามารถดึงดูดให้ยอดฝีมือระดับสูงมากมายหลั่งไหลมาที่นี่ กะอีแค่พิธีราชาภิเษกขององค์ราชาอาณาจักรบริวารระดับหกคนหนึ่ง มันไม่น่าจะมีแรงดึงดูดอะไรมากขนาดนี้

            ระหว่างที่ความคิดกำลังสับสนงงงวยซุนเฟยก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

            ……

            วันที่ 2

            ยังเหลือเวลาอีกสองวันก่อนพิธีราชาภิเษกจะเริ่ม

            หลังจากที่ซุนเฟยแองเจล่าและสาวน้อยเจ็มม่ารับประทานอาหารเช้าเสร็จ สองสาวก็พากันเดินจากไปอย่างลับๆ ล่อๆพูดถึงของขวัญอะไรสักอย่างที่เตรียมไว้สำหรับพิธีราชาภิเษก

            ในขณะที่ซุนเฟยกำลังจะเข้าไปอัพเลเวล ‘โหมดมือสังหาร‘ ในโลก Diabloตอนนั้นเอง พัศดีโอเลเกร์ก็เดินเข้ามาในห้องโถงโดยมีทหารองครักษ์มิชาเอล บัลลัค นำเข้ามา

            “ฝ่าบาท เมื่อคืนมีผู้บุกรุกบุกเข้าไปยังเขตหวงห้ามภูเขาด้านหลังขอรับ”

            เจ้าอ้วนเช็ดเหงื่อบนหน้าผากท่าทางหวาดกลัว

            “เกิดอะไรขึ้น? พูดให้ชัดหน่อยสิ?” ในใจของซุนเฟยพลันตื่นตระหนกทันใดนั้นก็นึกถึงสิ่งที่น่ากลัวขึ้น บางทีสิ่งที่เขากลัวกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว

            ------------------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน