่เวลาห้าวันนั้นผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม่ทัพใหญ่ยืนอยู่หน้ากระจก ชุดที่สาวใช้เตรียมให้นั้นเป็ชุดสีดำปักด้วยด้ายสีทองเรือนผมยาวสีดำรวบเป็หางม้าประดับด้วยกวานสีทองและแพรสีแดง ลี่ฮุ่ยซิ่วพอใจกับชุดนี้มากในยามปกติเขาจะมีความดุดันสมกับเป็แม่ทัพ บางครั้งก็ทำให้ดูน่ากลัวจนยากที่จะเข้าใกล้แต่เมื่อแต่งกายเช่นนี้แล้วทำให้กลิ่นอายที่ดุดันพวกนั้นหายไปเป็ปลิดทิ้งทำให้เขาดูเหมือนคุณชายเ้าสำราญคนหนึ่งที่กำลังจะไปรับสาวงามจากเรือนหรูออกไปชมจันทร์ด้วยกันอย่างไรอย่างนั้น
“ประมาณนี้คงได้กระมัง” ร่างสูงพึมพำกับตัวเองการแต่งกายวันนี้เข้ากับบรรยากาศในการไปชมดนตรีปกติเขาใส่สีดำหรือสีทึบจนทุกคนเห็นกันชินตาอยู่แล้วรองประมุขอวิ้นหยางคงจะไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่เขายังสวมใส่เสื้อผ้าสีดำเช่นนี้อยู่
การเดินทางโดยใช้เส้นทางลับจากฉางหวั่นไปที่เมืองหลวงกินเวลาประมาณสองชั่วยามดังนั้นแม่ทัพใหญ่จึงต้องออกเดินทางั้แ่ที่ตะวันยังไม่ตกดินเพื่อที่จะได้ไปถึงตามเวลานัดรองประมุขส่งสารมาบอกว่าจะรออยู่ที่สะพานไม้ข้ามธารน้ำเล็กๆในเมืองหลวง แม่ทัพใหญ่รับทราบจุดนัดพบของพวกเขาก็คว้าเอากล่องไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ไปด้วยภายในนี้มีขนมที่สาวใช้เตรียมเอาไว้ให้กับขนมที่เขาทำเองใส่ปะปนกันเอาไว้ อยากจะรู้จริงว่าปฏิกิริยาของรองประมุขจะเป็อย่างไรหลังจากที่ได้ชิมขนมที่เขาทำ
ในขณะที่แม่ทัพใหญ่กำลังเดินทางมาที่เมืองหลวงรองประมุขก็กำลังแช่น้ำที่ลอยด้วยดอกไม้นานาชนิดส่งกลิ่นหอมอวิ้นหยางชอบกลิ่นหอมจากดอกไม้ มันให้ความรู้สึกสดชื่น ทั้งยังรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังอยู่ท่ามกลางธรรมชาติถึงวันนี้จะเป็วันที่นัดเอาไว้กับแม่ทัพใหญ่ว่าจะมาดูการแสดงดนตรีด้วยกัน แต่วันนี้ชั้นวางตำราที่อยู่ภายในหอตำราล้มลงมาสภาพของเขาวันนี้จึงค่อนข้างมอมแมม เหงื่อออกตลอดทั้งวันเนื่องจากตำราภายในหอตำรานั้นมีเพียงแค่เขาที่สามารถย้ายไปย้ายมาได้แม้แต่หน่วยลับยังทำได้เพียงช่วยแค่เล็กน้อย ดังนั้นอวิ้นหยางจึงต้องออกแรงอยู่มากทีเดียวสภาพดูไม่ได้เลยสักนิด
เพราะแบบนั้นจึงต้องอาบน้ำทำตัวให้หอมๆเสียหน่อยมิเช่นนั้นคงดูไม่ได้เป็แน่
หลังจากที่แช่น้ำมาได้สักพักรองประมุขก็ขึ้นจากอ่างน้ำการแต่งตัวของบุรุษไม่ต้องพิถีพิถันมากก็จริง แต่เผื่อเวลาเอาไว้หน่อยดีกว่าและวันนี้เขาตั้งใจจะแต่งตัวให้ดูดีตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับท่านพี่ดังนั้นจะต้องเต็มที่กับการแต่งตัวเสียหน่อย
แน่นอนว่าไม่ได้แต่งเพื่อไปหาคนมาแต่งงานด้วยหรอกนะ
อวิ้นหยางยืนอยู่หน้ากระจก ให้สาวใช้ได้ช่วยเขาสวมเสื้อผ้าและเกล้าผมสาวใช้รวบผมของเขาขึ้นเป็หางม้าประดับด้วยกวานสีเงินผูกด้วยแพรสีขาว สวมชุดสีฟ้าอ่อนดูแล้วสดใสเหมือนเด็กหนุ่มแรกรุ่นน่าแปลกที่ชุดนี้ไม่ได้ทำให้เขาดูจืดชืด แต่กลับทำให้เขายิ่งน่ามองมากขึ้นไปอีก
แต่ถ้าไปบอกใครๆว่าเขาเป็ผู้ดูแลหอตำราของฉางเก๋อคงจะไม่มีใครเชื่อเลยกระมังเพราะยังเด็กเกินไป
“เหมาะมากเ้าค่ะ” สาวใช้อดที่จะเอ่ยขึ้นมาไม่ได้ด้วยความปลาบปลื้มรองประมุขยามที่แต่งกายเช่นนี้ช่างเหมาะยิ่งนัก อยากจะยื่นขนมให้เขาอยากจะรินน้ำชาให้กับเขา อยากจะปรนนิบัติพัดวีชวนไปอ่านบทกลอนเสียจริง
“ไม่ดูเด็กเกินไปแน่รึ”
“ถึงจะดูเด็กแต่ก็ยังน่ามอง สหายผู้นั้นของรองประมุขจะต้องชอบมากเป็แน่เ้าค่ะ”คิดอย่างนั้นรึ
อวิ้นหยางคิดสีหน้าของแม่ทัพใหญ่ไม่ออกจริงๆ อย่างมากก็คงจะส่งยิ้มบางๆแล้วบอกว่าเหมาะมากกระมัง ก็เขาเป็คนที่สุภาพแบบนั้นนี่ ต่อให้อวิ้นหยางสวมเสื้อผ้าขาดๆแม่ทัพใหญ่ก็คงจะบอกว่าแปลกใหม่ดีเท่านั้น
บางครั้งก็เดาไม่ออกเลยว่าแท้จริงแล้วแม่ทัพใหญ่นั้นคิดอะไรอยู่เพราะความสุภาพอ่อนโยนและไม่เคยพูดจาว่าร้ายใครทำให้เขาดูเป็คนที่ไม่มีพิษมีภัย แต่ขึ้นชื่อว่าเป็ประมุขผู้ที่รับอำนาจมาจากจักรพรรดิย่อมเป็ไปไม่ได้ที่จะไม่มีพิษมีภัย เพียงแค่เขาไม่ทำเช่นนั้นกับพวกเดียวกัน
อยากรู้จังว่าปกติแม่ทัพใหญ่คิดอะไรอยู่ในหัวสิ่งที่เขาแสดงออกมาเขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆหรือเปล่า
เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้วอวิ้นหยางก็เตรียมเดินทางไปยังจุดนัดพบ เขาคิดอยู่ว่าจะควบม้าไปเองหรือควรจะนั่งรถม้าไปแต่สุดท้ายเพื่อให้เกียรติแก่ชุดสวยๆกับผมที่เกล้ามาเป็อย่างดีรองประมุขก็ตัดสินใจที่จะนั่งรถม้าไปเพื่อคงสภาพของชุดให้ดูดีตราบเท่าที่ยังไม่เจอแม่ทัพใหญ่เขาจะทำให้ตัวเองสึกหรอก่อนไม่ได้อย่างเด็ดขาด
เื่ภาพลักษณ์นั้นสำคัญไฉน
ถึงจะเป็การแต่งตัวที่ไม่ต้องพิถีพิถันมากแต่ก็กินเวลาไปมากทีเดียวรองประมุขลงจากรถม้าอย่างสง่าผ่าเผยเมื่อมาถึงเมืองหลวงเพราะวันนี้จะมีการจัดแสดงดนตรีจากคณะดนตรีของต่างแคว้นดังนั้นจึงมีคนมากมายที่หลั่งไหลมาที่เมืองหลวงในวันนี้ราวกับเป็งานเทศกาลงานหนึ่งเลยทีเดียวเหล่าคุณหนูคุณชายต่างใช้เวลานี้เพื่อนัดพบกันหลังจากที่ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนรองประมุขมุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดพบกับแม่ทัพใหญ่ ตอนนี้แม่ทัพใหญ่คงจะยังมาไม่ถึงเขามาก่อนก็นับว่าเป็เื่ดี
เพราะอวิ้นหยางนั้นมาถึงก่อน ดังนั้นเขาจึงยืนรออยู่ที่สะพานไม้ที่ผู้คนกำลังเดินไปมาหลายคนก็จับจ้องมองมาที่เขาว่าเขาเป็ใครหรือบางคนที่รู้จักเขาว่าเป็รองประมุขของฉางเก๋อนั้นก็มองด้วยความสงสัยว่าทำไมเขาถึงมายืนอยู่ตรงนี้เหมือนกับกำลังรอใครบางคนอยู่หรือบางคนก็ไม่มั่นใจว่าเขาใช่รองประมุขของฉางเก๋อหรือเปล่าเพราะรูปลักษณ์ที่ดูเด็กเกินไปนี้แต่อวิ้นหยางก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นสนทนากับใคร มองปลาเล็กปลาน้อยที่กำลังแหวกว่ายอยู่ภายในน้ำเพื่อรอเวลาให้แม่ทัพใหญ่มาถึง
นับว่าวันนี้โชคดีที่ก่อนมาไม่ได้เจอกับลู่เฉิงมิเช่นนั้นอารมณ์ของเขาคงจะไม่ดีมากเป็แน่
ภายในเมืองหลวงตกแต่งด้วยโคมไฟเพื่อให้ความสว่างงานแสดงดนตรีจะจัดขึ้นหลังตะวันตกดิน อีกประมาณสองเค่อก็เริ่มแสดงแล้วกระมังอวิ้นหยางนั้นไม่รีบเพราะได้จองที่นั่งสำหรับรับชมการแสดงเอาไว้แล้วแล้วยังเป็ที่นั่งที่มองเห็นเวทีการแสดงได้ชัดเจนเสียด้วยต้องขอบคุณท่านพี่ของเขาที่ได้จองโรงเตี๊ยมไว้ให้มิเช่นนั้นเขาคงจะพลาดโอกาสได้ที่นั่งดีๆในการฟังดนตรีเป็แน่
พอมาอยู่ในบรรยากาศเช่นนี้ ก็ทำให้อวิ้นหยางหวนคิดถึงเื่ในอดีตขึ้นมา
ดวงตาสีเขียวมองไปยังคู่รักคู่หนึ่งที่กำลังจูงมือกันเดินผ่านเขาไป เมื่อก่อนเขากับลู่เฉิงก็เคยเป็เช่นนั้น ในยามที่มีงานเทศกาลภายในเมืองหลวง พวกเขาสองคนจะเดินจูงมือกันเดินเที่ยวอยู่ภายในงานซื้อโคมมาลอยด้วยกัน อธิฐานขอพรให้ความปรารถนาเป็จริง ก่อนจะจุมพิตกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่พวกเขาไปลอยโคม
โดยที่ไม่รู้เลยว่า คนที่เขากำลังกุมมืออยู่นั้นมีบางอย่างในใจและหลอกลวงเขามาั้แ่ต้น
แม้จะไม่เรียกว่ารักแต่ความชอบพอที่อวิ้นหยางมีให้กับลู่เฉิงนั้นไม่น้อยทีเดียว ไม่ว่ามีเื่อะไรก็พร้อมจะแบ่งปันแต่ท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างก็เลือนหายไปในพริบตา ไม่หลงเหลือซึ่งความผูกพันที่มีอยู่
อวิ้นหยางไม่คิดว่าเื่นี้จะทำให้เขามีแผลภายในใจ แต่กระนั้นการที่จะเลือกคนใหม่เข้ามาก็ไม่ใช่เื่ง่ายถึงจะรับปากกับท่านพี่เอาไว้ว่าจะหาคนมาแต่งงานด้วยแต่เื่นั้นก็ไม่ใช่เื่ที่จะหาได้ง่ายๆเขาเลิกรากับลู่เฉิงมานานแล้วก็จริงแต่หนนี้เขาจะต้องเลือกคนที่เข้าหาเขาดีๆเพื่อไม่ให้พลาดดั่งเช่นในอดีตแล้วยังต้องเลือกให้สมกับฐานะของตัวเองที่เป็รองประมุขด้วย
เขาเหมาะสมกับใคร แล้วใครที่เหมาะสมกับเขาอย่างนั้นรึเื่นี้ช่างหาคำตอบยากเสียจริง
“นี่ๆ เ้าดูนั่นสิ” อวิ้นหยางเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงเห็นสตรีสองคนกำลังซุบซิบบางอย่างแล้วชี้มือชี้ไม้ไปที่ไหนสักแห่งพร้อมทั้งหน้าแดงพวกนางทำท่าทางเขินอายราวกับได้เจอบุรษผู้หล่อเหลามายืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่แค่พวกนาง สตรีหลายคนที่อยู่บริเวณนี้ก็ต่างชี้ไม้ชี้มือไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้อวิ้นหยางอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมพวกนางถึงได้มีปฏิกิริยาเช่นนั้น
ดวงตาสีเขียวมองไปตามทิศทางที่พวกนางกำลังชี้มือชี้ไม้ไป รองประมุขนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยท่ามกลางผู้คนมากมายที่กำลังเดินไปมานั้นต่างหยุดมองอยู่ที่ร่างสูงผู้หนึ่งที่สวมชุดสีดำรวบผมหางม้าประดับด้วยกวานสีทองใบหน้าหล่อจัดนั้นกำลังหันไปมาเหมือนกำลังมองหาใครบางคนอยู่ เพราะคนคนนั้นตัวสูงมากจึงทำให้เขาโดดเด่นขึ้นมากว่าใคร
รองประมุขไม่ได้เอ่ยทักคนที่กำลังกวาดสายตามองหาเขา มองไปรอบๆเพื่อฟังว่าคนที่อยู่ที่นี่มองแม่ทัพใหญ่เป็อย่างไร
ใช่แล้ว คนที่กำลังดึงดูดสายตาของเหล่าสาวงามในตอนนี้ก็คือแม่ทัพใหญ่ลี่ฮุ่ยซิ่วที่วันนี้แต่งตัวด้วยชุดสีดำอันเป็เอกลักษณ์ของฉางหวั่นปกติแล้วเขาจะสวมเกราะสีดำทมิฬทำให้ดูทะนงค์องอาจ แต่พอแต่งกายด้วยชุดที่เรียบหรูเช่นนี้แล้วกลับทำให้เขาดูเหมือนคุณชายเ้าสำราญคนหนึ่งที่ดูแล้วน่าเข้าหายิ่ง
แม่ทัพใหญ่เป็คนที่มีเสน่ห์น่าดึงดูดถึงเพียงนี้เชียว
“เ้าว่าเขาเป็ใคร” เด็กสาวที่อยู่ไม่ไกลกระซิบกันสองคนเพื่อคาดเดาว่าบุรุษร่างสูงหน้าตาหล่อเหลาผู้นั้นเป็ใครพวกนางต่างเขย่าแขนกันด้วยความสนใจ อวิ้นหยางยังรู้สึกว่ามองแม่ทัพใหญ่เขาตรงๆไม่ได้เพราะเขาในตอนนี้ดูดีมาก
“ข้าไม่รู้ แต่ข้าอยากจะผูกด้ายแดงกับเขา” เด็กสาวอีกคนเอ่ยด้วยท่าทางที่เพ้อฝันเล็กน้อยในตอนนี้ไม่ว่าใครก็อยากจะผูกด้ายแดงกับแม่ทัพใหญ่เขาทั้งนั้นด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาและรูปร่างที่น่าดึงดูดเช่นนี้มีหรือบ้านไหนจะไม่ยอมยกลูกสาวให้
แม่ทัพใหญ่ก็เป็โสดอยู่เสียด้วย
โสดรึ
อวิ้นหยางพิจารณาใบหน้านั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง แม่ทัพใหญ่เป็คนที่หน้าตาหล่อเหลามากคนหนึ่งทั้งยังมีความสามารถที่เป็เลิศ สาวงามมากมายต่างหมายตาเขาแต่เหตุใดแม่ทัพใหญ่เขาถึงยังโสดอยู่จนถึงตอนนี้ จะบอกว่าเขาไม่ถูกตาต้องใจใครเลยก็ไม่น่าเป็ไปได้เขาต้องพบปะกับคนมากมายเป็ไปได้ด้วยรึที่เขาจะไม่มีคนที่ถูกใจ ด้วยความสามารถของเขาอีกทั้งผลงานที่สร้างเอาไว้มากมายเพียงพอที่จะแต่งงานกับองค์หญิงสักองค์ด้วยซ้ำอืม....เพราะเขาเป็คนที่มีดีทั้งหน้าตา ฐานะและความสามารถเห็นทีหากไม่ใช่องค์หญิงก็คงจะไม่มีใครคู่ควรกับเขาแล้วจริงๆ
จะว่าไปแล้วแม่ทัพใหญ่ชอบคนแบบไหนกันนะ
“อ๊ะ! เขาเดินมาทางนี้แล้ว!”เสียงของเด็กสาวเรียกสติของรองประมุขกลับมาเล็กน้อยพบว่าร่างสูงสง่านั้นกำลังเดินมาทางนี้จริงๆ
ไม่อยากจะอวดอ้างกับเด็กน้อยเลยแต่บุรุษที่พวกเ้าหมายตาเขากำลังเดินมาหาข้าต่างหาก
“ท่านมองเห็นข้าตั้งนานแล้วไยไม่เรียกข้าเล่า” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยด้วยความตัดพ้อเล็กน้อย รองประมุขป้องปากหัวเราะเบาๆ ท่าทางเช่นนี้คงจะมองหาเขาอยู่นานทีเดียว
“ใครจะกล้าเรียกบุรุษผู้หล่อเหลาที่กำลังเป็ที่สนใจของฝูงชนได้เล่าข้าเห็นท่านกำลังได้รับความสนใจข้าจึงอยากจะแบ่งปันกับคนอื่นเสียหน่อยเพราะหลังจากนี้พวกเขาจะไม่เห็นท่านแล้ว”รองประมุขพูดอย่างลื่นไหลหลังจากนี้บุรุษผู้หล่อเหลาคนนี้กำลังจะไปกินข้าวนั่งชมดนตรีกับเขาคนอื่นไม่มีทางได้เห็นแล้ว
“บุรุษผู้หล่อเหลาอะไรกัน” คนพูดยกยิ้มคล้ายจะหัวเราะรอยยิ้มนั้นทำให้รองประมุขหน้าแดงเล็กน้อยทำไมคนคนนี้ทำอะไรถึงได้น่าดูไปเสียหมดเช่นนี้น้อ
“ท่านดูสิ ไม่ว่าใครๆต่างก็จับจ้องมาที่ท่านสาวเล็กสาวน้อยอยากจะผูกด้ายแดงกับท่านกันทั้งนั้น”อวิ้นหยางมองไปรอบๆป่านนี้พวกนางไม่รีบไปบอกพ่อแม่มาผูกดวงชะตากับแม่ทัพใหญ่แล้วหรอกรึ
“หากมีสาวเล็กสาวน้อยต้องตาข้าจริงไยข้าถึงไม่ได้แต่งงานเล่า”เื่นี้ต้องถกกันยาวเพราะอวิ้นหยางก็สงสัยเช่นเดียวกัน
“เื่นี้ข้ากับท่านต้องถกกันยาวทีเดียวว่าทำไม แล้วท่านเอาอะไรมาด้วยรึ”อวิ้นหยางมองไปยังกล่องไม้ที่แม่ทัพใหญ่ถือมาด้วยกล่องนี้ช่างคุ้นตาดีเสียจริง
“ได้มาด้วยตัวเองเช่นนี้ข้าจะไม่นำของมาฝากท่านได้อย่างไร” มือหนายกกล่องนั้นให้ดูแต่ยังไม่ได้ยื่นให้กล่องนี้ค่อนข้างหนัก ลี่ฮุ่ยซิ่วจึงจะถือกล่องนี้ให้ก่อนไม่อยากให้อวิ้นหยางเมื่อยกับการถือกล่องนี้
“คราวนี้ท่านได้ขนมอะไรมาฝากข้ารึ” ดวงตาสีเขียวเป็ประกาย ขนมที่แม่ทัพใหญ่ส่งมานั้นล้วนแล้วแต่เป็ขนมที่เขาชื่นชอบรสชาติอร่อยล้ำจนอยากจะหาเวลาไปเยือนฉางหวั่นเร็วๆแล้วไปลิ้มลองขนมเหล่านี้ที่ร้านจะต้องได้อรรถรสในการกินยิ่งกว่านี้แน่นอน
“เื่นี้ท่านต้องไปลุ้นเอาเอง” ร่างสูงยิ้มละมุนมาให้ทำไมคนผู้นี้ถึงได้ยิ้มแล้วดูดีนักนะ
“เราไปกันเถอะขืนยังอยู่ที่นี่นานๆคงได้มีคนวิ่งมาผูกด้ายแดงกับท่านเป็แน่” อวิ้นหยางเอ่ยชวน ดูสิ ทุกคนจ้องแม่ทัพใหญ่ตาเป็ประกายเชียว
“น่าสนใจ” ร่างสูงเอ่ยทีเล่นทีจริงจะมีใครใจกล้าถึงเพียงนั้นกันน้อลี่ฮุ่ยซิ่วก็อยากจะเห็นเช่นเดียวกัน
“ข้าไม่ช่วยห้ามหรอกนะ” รองประมุขหัวเราะหากมีใครคนใดคนหนึ่งใจกล้าจะต้องมีอีกคนตามมาด้วยอย่างแน่นอนแม่ทัพใหญ่รับมือไหวรึ
พวกเขาออกเดินไปยังโรงเตี๊ยมที่อยู่ใกล้กับลานกว้างระหว่างที่เดินอยู่นั้นทั้งสองก็ได้รับความสนใจจากผู้คนที่อยู่รอบๆเป็อย่างมากคนหนึ่งสวมชุดสีฟ้าสดใสได้กลิ่นอายหนุ่มแรกรุ่น ใบหน้าอ่อนเยาว์ทว่ายังมีความสุขุมอีกคนสวมชุดสีดำปักด้วยด้ายสีทองดูเลอค่า ร่างสูงสง่าราวนักรบแต่แฝงกลิ่นอายความเป็หนุ่มเ้าสำราญดวงตาของทั้งคู่ราวอัญมณีน้ำงามที่หาได้ยากเมื่อเห็นสีของดวงตาผู้คนที่อยู่รอบๆจึงรู้ได้ว่าทั้งสองคนนั้นมาจากที่ไหน
“คณะแสดงดนตรีที่มาในวันนี้คงจะโด่งดังมาก คนจึงได้มากันเยอะเพียงนี้” ลี่ฮุ่ยซิ่วมองผู้คนที่เดินไปมา ยิ่งกว่าเทศกาลของเมืองหลวงเสียอีก
“เป็คณะแสดงดนตรีที่ตอนนี้กำลังออกเดินทางเพื่อเปิดทำการแสดงข้าเคยได้ไปดูอยู่ครั้งหนึ่งแล้วประทับใจมาก หนนี้จึงอยากให้แม่ทัพใหญ่ได้มาดูด้วยกันเพราะพวกเขาจะอยู่ที่ชิงหลงแค่ไม่กี่วันเท่านั้นแล้วจะออกเดินทางต่อ”อวิ้นหยางอธิบายให้ฟัง แน่นอนว่าก่อนที่จะให้เข้ามาที่แคว้นก็ต้องมีการตรวจสอบกันอย่างเข้มงวดถึงสามารถให้เข้ามาได้คนของฉางหวั่นเป็ผู้ตรวจสอบอย่างไรก็ต้องไม่พลาดอย่างแน่นอน
“ข้าได้รับรายงานการเข้าแคว้นของพวกเขามาแล้ว คณะแสดงดนตรีนี้มีคนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว”เห็นได้ชัดว่าเปิดทำการแสดงมานานแล้วยังมีคนที่เหมือนจะไม่ได้มาจากที่เดียวกันอยู่เยอะระหว่างที่ทำการแสดงก็คงจะรับคนเข้ามาเพิ่มด้วยกระมัง
“พวกเขาใช้ดนตรีหลายประเภทเพื่อสร้างเป็บทเพลงร่วมกัน แล้วยังเป็เอกลักษณ์ที่หาฟังได้ยากข้าได้ฟังยังรู้สึกติดหูมาจนถึงตอนนี้” การฟังดนตรีใหม่ๆหรือทำนองใหม่ๆจะช่วยให้การสร้างสรรค์บทเพลงของอวิ้นหยางดีขึ้นกว่าแต่ก่อนดังนั้นเขาจึงชอบที่จะออกท่องเที่ยวไปทั่วแคว้นเพื่อเสาะหาท่วงทำนองใหม่ๆ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้ทำเช่นนั้นอีก
“หากทำให้รองประมุขของฉางเก๋อประทับใจได้คณะแสดงดนตรีคงมีดีไม่น้อยทีเดียว” ฉางเก๋อนั้นนับว่าเชี่ยวชาญเื่การบรรเลงพิณการที่ทำให้รองประมุขเอ่ยชมเช่นนี้ได้พวกเขาจะต้องมีฝีมือที่ดีมากเป็แน่
“ท่านจะต้องประทับใจในตัวพวกเขาเช่นเดียวกับข้าท่านเชื่อสิ” อวิ้นหยางเอ่ยเป็มั่นเป็เหมาะที่เขาเชิญแม่ทัพใหญ่มาวันนี้เพราะมั่นใจในความสามารถของคณะแสดงดนตรีว่าจะทำให้แม่ทัพใหญ่ประทับใจได้เขาจะต้องชอบอย่างแน่นอน
พวกเขาเดินมาจนถึงโรงเตี๊ยมก่อนที่จะได้รับการต้อนรับเป็อย่างดี เกือบจะไม่ได้ที่ชมดนตรีดีๆแล้วหากท่านพี่ไม่จองที่นี่เอาไว้ให้อวิ้นหยางไม่อยากจะไปเบียดเสียดคนที่อยู่ข้างล่างเพื่อชมการแสดงหรอกคงได้หมดสนุกกันพอดี
“ท่านพี่จองที่นี่เอาไว้ให้พวกเรา เห็นเวทีได้ชัดเจนดีนัก”ภายในห้องรับรองของชั้นสามห้องที่ถูกจองเอาไว้นั้นอยู่ตรงข้ามกับเวทีการแสดงอย่างพอดิบพอดี เห็นนักแสดงได้ชัดแล้วยังได้ยินเสียงดนตรีอย่างชัดเจนอีกด้วย
“ที่นี่ดีมาก แล้วราชครูไม่มาด้วยกันหรอกรึ” ลี่ฮุ่ยซิ่วเอ่ยถาม ในวันนี้คนของฉางเก๋อน่าจะมากันเยอะมากแล้วราชครูไม่มาหรอกรึ
“คณะแสดงดนตรีมาถึงั้แ่วันก่อนฝ่าาจึงมีรับสั่งให้พวกเขาไปแสดงที่วังหลวงเบื้องหน้าพระพักตร์ท่านพี่กับท่านปู่เทพจึงได้ดูการแสดงไปั้แ่เมื่อวานแล้ว วันนี้จึงไม่มา”แล้วท่านพี่ก็ไม่เล่าให้ฟังเสียด้วยว่าการแสดงเป็อย่างไรทำเอาเขานอนไม่หลับเลย
“แม้แต่ฝ่าาก็ทรงเรียกให้เข้าเฝ้าดูเหมือนพวกเขาจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว” อยากรู้เสียจริงว่าจะเก่งกาจสักแค่ไหน
“ท่านฟังท่านจะต้องชอบ” พวกเขาทั้งคู่นั่งลงบนฟูกนุ่มตรงข้ามกันโดยมีโต๊ะตัวหนึ่งคั่นกลางเอาไว้เรียกเสี่ยวเอ้อร์มาสั่งอาหารเพื่อทานระหว่างที่กำลังชมการแสดง่ที่กำลังรออาหารอยู่นั้น แม่ทัพใหญ่ก็นำกล่องที่นำมาด้วยนั้นวางลงบนโต๊ะก่อนที่จะเปิดกล่องนั้นให้ดู
“ท่านเอาของดีมาฝากข้าอีกแล้ว” รองประมุขทำสายตาแวววาวด้วยความถูกใจเป็นักหนากับขนมหวานที่อยู่ตรงหน้าขนมที่นำมาฝากคราวนี้มีหลากหลายชนิดมาก เลือกไม่ถูกเลยว่าจะเลือกชิมชิ้นไหนก่อน
“หากท่านชอบข้าก็พอใจแล้วแต่กินขนมหวานก่อนกินข้าวจะดีรึ” สายตาที่เป็ประกายนั้นทำให้ลี่ฮุ่ยซิ่วต้องเอ่ยถามเพราะกลัวว่าอวิ้นหยางจะกินขนมพวกนี้เข้าไปก่อนปกติแล้วของหวานควรกินหลังทานข้าว หากกินก่อนจะทำให้ย่อยยากจนกินข้าวไม่ได้
“ท่านพูดถูก ตอนนี้ข้าทำได้แค่มองพวกมันอยู่ในกล่องเท่านั้นน่าเสียดายจริงๆ” คนพูดทำหน้าเสียดายขนมที่น่ารักพวกนี้ไม่สามารถกินเข้าไปได้ในตอนนี้ น่าเสียดายจริงๆ
“ต้องอดใจรอให้มากๆเสียแล้ว แต่ท่านไม่ต้องห่วงขนมกล่องนี้เป็ของท่านแล้ว” จะกินตอนไหนก็ได้แล้วก็ยังเก็บเอาไว้ได้หลายวัน เก็บไว้กินเวลาน้ำชาพรุ่งนี้ก็ยังได้
“ท่านทำให้ข้านึกถึงท่านในยามที่เห็นขนมหวานเสียแล้วช่างไม่เข้ากันเสียเลย” แม่ทัพผู้เก่งกาจกับขนมหวานเช่นนั้นรึช่างเป็ความแตกต่างที่หาความลงตัวไม่ได้เลย
“คิดเสียว่าเป็อีกมุมของแม่ทัพใหญ่ก็แล้วกันท่านคงไม่ถือสาอะไรที่แม่ทัพเช่นข้าชอบเอาขนมมาฝากท่าน”
“ข้าชอบที่ตรงนั้น จะไม่เข้ากันก็ไม่เป็ไรคนเราล้วนมีหลายมุม จะมีมุมที่ทำให้แปลกใจบ้างจะเป็อะไรไป” ไม่แน่ว่ามุมนี้มองไปสักพักอาจจะทำให้ดูน่ารักขึ้นมาก็ได้
“รองประมุขพูดถูกต้องแล้ว” ลี่ฮุ่ยซิ่วค่อนข้างสบายใจขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอวิ้นหยางเป็คนที่มองโลกในหลายแง่มุมแม้สิ่งที่ทำจะไม่เข้ากันบ้าง แต่นั่นก็คือมุมมองอีกแบบที่คนคนหนึ่งมี มนุษย์เรานั้นมีหลายด้านและย่อมต้องมีด้านที่ไม่เข้ากับตัวตนที่แสดงออกมาด้วย
หลังจากที่รออยู่ไม่นานอาหารที่สั่งไปก็ทยอยมาจัดวางลงบนโต๊ะ ทั้งหมูย่างน้ำผึ้งทั้งตัวไก่อบ เครื่องเคียงที่เป็ผักต่างๆมากมาย อาหารจานเล็กจานน้อยดูเหมือนแม่ทัพใหญ่จะไม่ได้นั่งกินอาหารดีๆมาสักพักแล้วถึงได้สั่งมาเต็มโต๊ะเสียปานนี้
“ดูเหมือนแม่ทัพใหญ่จะไม่ได้นั่งกินข้าวเป็เื่เป็ราวมาสักพักแล้ว”
“ถึง่นี้จะค่อนข้างสงบแต่งานที่พรรคค่อนข้างมีมากแล้วข้าเป็คนที่ไม่ชอบให้คนอื่นเตรียมสำรับ ต้องเตรียมด้วยตัวเองทุกครั้ง ข้าจึงไม่ค่อยมีเวลาได้กินข้าวดีๆเท่าไหร่” แม่ทัพใหญ่เตรียมสำรับด้วยตัวเองอย่างนั้นรึ เขามีเวลาขนาดนั้นด้วยรึ
หืม? แม่ทัพใหญ่ทำอาหารเป็ด้วย?
“ท่านทำอาหารเป็ด้วยรึ?” เอาเวลาไหนไปฝึกกันงานของแม่ทัพยุ่งมากเลยมิใช่หรอกรึ
“เมื่อก่อนท่านแม่เคยฝึกให้กับข้า ข้าจึงทำเป็ั้แ่เด็กหากไม่กินอาหารฝีมือตัวเองข้าจะไม่สบายใจเท่าไหร่” เป็เช่นนั้นเองหรอกรึ
“แต่งานของแม่ทัพยุ่งมากมิใช่รึ ท่านมีเวลาไปเตรียมสำรับให้ตัวเองได้อย่างไร”เขาจัดการเวลาของตัวเองอย่างไรกัน ขนาดอวิ้นหยางที่นั่งเฝ้าหอตำราเฉยๆยังปลีกตัวไปเตรียมสำรับให้ตัวเองไม่ได้เลย
“ตอนที่ยังเป็รองแม่ทัพข้าก็มีเวลาที่จะเตรียมสำรับให้ตัวเองแต่พอขึ้นเป็แม่ทัพแล้วเวลาที่จะทำเช่นนั้นก็น้อยลง อีกไม่นานข้าคงต้องให้สาวใช้ช่วยจัดเตรียมสำรับแทนแล้ว” แม่ทัพใหญ่ถอนหายใจ ดูเหมือนคงจะไม่อยากให้ใครเตรียมสำรับให้จริงๆ
“จริงสิ ท่านอย่ามัวแต่พูดเื่นี้เลยอาหารมาอยู่ตรงหน้าแล้ว รีบกินตอนที่ยังร้อนๆเถอะ ข้าช่วยคีบให้ท่านเอง” แม่ทัพใหญ่ไม่ได้นั่งกินข้าวดีๆมานานแล้ว จะมัวแต่พูดคุยกันได้อย่างไร เพื่อตอบแทนขนมกล่องนั้นอวิ้นหยางจะช่วยดูแลเขาเองในวันนี้
“ต้องรบกวนรองประมุขช่วยดูแลแล้ว”
“ข้ายินดีๆ ท่านต้องกินเยอะๆหากซูบผอมไปร่างกายจะต้องแย่เป็แน่” รองประมุขเอ่ยอย่างจริงจังแม้ว่ามองจากสายตาในตอนนี้แม่ทัพใหญ่จะไม่มีทางผอมลงได้ก็ตาม
เป็ห่วงไว้ก่อนย่อมดี
ไม่รู้ว่าพวกเขาส่งสารพูดคุยกันอยู่ตลอดหรือเปล่าถึงได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนอื่นคนไกลอวิ้นหยางคีบของกินให้ลี่ฮุ่ยซิ่ว ลี่ฮุ่ยซิ่วก็คีบของกินคืนให้กับเขาทั้งสองผลัดกันคีบของกินให้อีกฝ่ายอย่างสนุกสนานไม่มีความเคอะเขินต่อกันแต่อย่างใด
นานๆครั้งได้ทำเช่นนี้ก็รู้สึกดีมากทีเดียว
เสียงดนตรีที่บรรเลงขึ้นอย่างแ่เบาทำให้ทั้งสองคนละสายตาจากจานอาหารที่อยู่ตรงหน้าไปชั่วขณะบนเวทีที่เคยว่างเปล่านั้นกำลังมีคนกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นมาประจำที่ พวกเขาแต่งกายอย่างมีเอกลักษณ์ของคณะแสดงดนตรีพวกเขาสองคนหันมามองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะยิ้ม
การแสดงดนตรีที่พวกเขารอคอยได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว