ชายกักขฬะผู้นั้นหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มรูปงามกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ เขาก็คิดว่าตนเองช่างโชคดีเมื่อในที่สุดก็จะได้ระบายอารมณ์ที่อัดอั้นไว้
หลงเฉินมิอาจจินตนาการได้เลยว่าชายผู้นั้นจะมีรสนิยมวิกลจริตและน่ารังเกียจถึงเพียงนี้ เขามิได้พึงใจในตัวหญิงสาว หากแต่มีใจใฝ่หาเด็กหนุ่มอย่างหลงเฉิน
แววตาที่เขามองมานั้นทำให้หลงเฉินอยากจะซัดให้หมอบ
‘นี่มันบ้าบออะไรกัน? คนผู้นั้นต้องการสิ่งใดกันแน่?’
หลงเฉินยังคงไม่เข้าใจ
เวลานี้ ชายวัยกลางคนผู้นั้นหัวเราะเบา ๆ และเอ่ยขึ้น
“หนุ่มน้อย มานี่เถอะ ท่านลุงผู้นี้จะคอยดูแลเจ้าเอง”
เฉินหลงเกือบจะโต้กลับเมื่อเขาได้ยินสิ่งนี้ เขานึกขึ้นได้ว่ามีชายผิดเพศที่ไม่สนใจผู้หญิง หากแต่เป็นผู้ชาย เห็นได้ชัดว่าชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นคนประเภทนั้น
เมื่อเสียงของเขาเงียบลง ชายประหลาดผู้นั้นก็เริ่มเคลื่อนไหว แต่อย่างไรก็ตาม ร่างของหลงเฉินกลายเป็นเพียงภาพติดตาชั่วขณะเบื้องหน้าเขา
เงาเลือนรางที่ว่องไวนั้นทำให้ชายจากลัทธิเซียนโลหิตต้องหรี่ตามอง
‘ยังอ่อนเยาว์นัก หากแต่รู้จักทักษะยุทธ์มากมาย คงเป็นยอดฝีมือจากตระกูลท้องถิ่นสักตระกูล หากได้เล่นกับเจ้าเด็กนี่คงเพลิดเพลินน่าดูชม!’
ด้วยไม่ทันแม้แต่จะคิด ก่อนที่ความเร็วของเงาหลงเฉินจะเพิ่มมากขึ้นนับร้อยเท่า ชายผู้นั้นทำได้เพียงกะพริบตาก่อนที่หลงเฉินจะอันตรธานหายไป
ครู่ต่อมา การโจมตีอันหนักหน่วงก็พุ่งเข้าใส่ท้องจนทำให้เขาแทบจะอาเจียนเอาอาหารมื้อสุดท้ายออกมา ชายกักขฬะผู้นั้นร้องลั่นและร่วงลงไปกองกับพื้น ตัวงอราวกับกุ้ง
‘เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดความเร็วของเด็กนั่นถึงได้มากมายถึงเพียงนี้? การเคลื่อนไหวเมื่อครู่คือทักษะยุทธ์งั้นรึ? หรือว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่?’
ด้วยเป็นจอมยุทธ์ที่ผ่านศึกและการต่อสู้นองเลือดมานับไม่ถ้วน ถึงแม้ชายผู้นั้นรู้สึกเจ็บปวดอย่างมากในช่องท้อง แต่เขาก็ยังไม่หมดสติ
เมื่อคิดว่าหลงเฉินอาจเป็นลูกหลานของกลุ่มอิทธิพลสักกลุ่ม เขาจึงอดทนกับความเจ็บปวด จากนั้นก็คุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตด้วยน้ำตานองและน้ำมูกที่ไหลย้อยลงมาตามใบหน้า
“นายน้อยผู้เยี่ยมยุทธ์ ข้ามีนามว่าหลี่หยาน ชีวิตนี้ไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายและไม่ได้คุกคามท่านแม้แต่น้อย ข้าหวังว่านายน้อยจะมีเมตตาและไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด!”
“เช่นนั้นรึ? แต่เมื่อครู่เจ้าเพิ่งพูดว่าจะคอยดูแลข้ามิใช่หรืออย่างไร บิดาเจ้าเถอะ!”
น้ำเสียงของหลงเฉินที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดดังเข้าไปในโสตประสาทของหลี่หยาน
“ข้าจะกล้าพูดเช่นนั้นได้อย่างไรเล่านายน้อย? ฝีมือของนายน้อยช่างร้ายกาจ มีหรือที่คนโง่เขลาอย่างข้าจะกล้าล่วงเกิน”
หลี่หยานเอ่ยอย่างน่าเวทนา
‘ชายผู้นี้แสร้งทำตัวน่าสมเพช แต่ทว่าข้า...หลงเฉินมิใช่คนที่จูงจมูกได้ง่าย ๆ ตัวเขามีกลิ่นเลือดคละคลุ้งและตลอดชีวิตของเขาคงทำร้ายผู้คนมามากมายนับไม่ถ้วน ลัทธิเซียนโลหิตนี่ช่างลึกลับเสียจริง และมันคงไม่ใช่สถานที่สำหรับผู้ที่มีจิตใจเมตตาอย่างแน่นอน’
เดิมทีหลงเฉินต้องการเอาชีวิตเขา แต่แล้วก็คิดได้ว่าเขาอาจจะมีประโยชน์ในภายภาคหน้า ทันใดนั้นหลงเฉินก็เตะเข้าที่ใบหน้าของหลี่หยานจนหัวของเขากระแทกกับพื้นเสียงดังสนั่น ก่อนที่หลงเฉินจะกระทืบลงไปอย่างโหดเหี้ยม
การกระแทกครั้งที่สองทำให้หลี่หยานเจ็บปวดมากขึ้นอีก เขาคงนึกไม่ถึงว่าหลงเฉินที่ดูราวกับไม่มีพิษมีภัยจะโจมตีเขาอย่างร้ายกาจถึงเพียงนี้!
ความเจ็บปวดที่ร้อนผ่าวอยู่บนหน้าผากในตอนนี้ทำให้หลี่หยานมึนงง แต่เขาก็ยังไม่ได้หมดสติไป เท้าที่กดลงมานั้นราวกับใบมีดที่วางอยู่บนหลังศีรษะของเขา
หลี่หยานไม่รู้เลยว่าเหตุใดตนเองถึงกลายเป็นฝ่ายถูกทำร้าย แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากร้องขอความเมตตา ชะตากรรมของเขาอยู่ในมือของหลงเฉินแล้ว
“ข้าจะไม่เสียเวลากับเจ้าอีกแล้ว ข้าจะให้ทางเลือกกับเจ้าแค่สองข้อ หนึ่งคือตาย และสอง... ก็ตายอยู่ดี”
หลี่หยานหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก สีหน้าของเขาเริ่มเผือดซีดเมื่อคิดว่าตนเองอาจจะต้องตายอยู่ในที่แห่งนี้ ใบหน้าของเขาซึ่งถูกกดจมลงไปโคลนนั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เมื่อเห็นว่าชายผู้นี้ยังคงร้องไห้คร่ำครวญไม่หยุด ไม่ว่าผู้ใดก็บอกได้ว่าเขามิใช่คนที่มีความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ หลงเฉินรู้สึกพอใจอยู่ลึก ๆ
“เลิกร้องโวยวายได้แล้ว ข้า...บิดาเจ้า เพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง ข้าจะให้ทางเลือกกับเจ้าสองข้อ ข้อแรกก็คือตาย ส่วนข้อสองก็คือเจ้าต้องพาข้าไปที่รังของพวกลัทธิเซียนโลหิต”
หลี่หยานอยู่ในสภาพสิ้นหวัง ทว่าเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายเขาก็รู้สึกโล่งอกในทีแรก แต่จากนั้นก็รู้สึกตื่นตระหนกที่หลงเฉินพูดเช่นนั้นออกมา แม้ว่าหลี่หยานจะไม่ใช่คนโง่ แต่เขาก็รู้ว่าเป้าหมายของหลงเฉินในคราวนี้คือลัทธิเซียนโลหิต!
ภายในช่วงเวลาสั้น ๆ ความคิดมากมายก็พลุ่งพล่านอยู่ในหัวของเขา
‘เด็กคนนี้จงใจสร้างความวุ่นวายเพื่อล่อลวงให้ข้าออกมา จากนั้นก็ถามถึงที่ตั้ง ดูจากการกระทำของเขาแล้ว เขาจะต้องพยายามช่วยเด็กสาวที่พวกเราจับมาจากเมืองหยานลั่วแน่ ๆ!’
‘เจ้าหนุ่มนี่จะต้องกล้าบ้าบิ่นอย่างสุดโต่งที่บุกขึ้นเขามาลำพังด้วยอายุเพียงเท่านี้ เช่นนั้นก็เอาเถอะ ข้าจะพาเจ้าไป ดูสิว่าเจ้าจะทุกข์ทรมานเพียงใดเมื่อต้องเจอกับผู้คุมกันทั้งสอง เจ้าทำร้ายข้าถึงสองครั้ง ข้า...หลี่หยานจะจดจำเอาไว้!’
เมื่อเห็นสายตาเจ้าเล่ห์ของชายผู้นี้ หลงเฉินก็ตระหนักดีว่าเขากำลังวางแผนอะไรอยู่
เขาเป็นตัวแปรสำคัญที่จะนำไปสู่ที่ตั้งฐานลับของลัทธิเซียนโลหิต สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เขาจะให้หวงเฟยหยางเป็นผู้รับมือ เขาจึงไม่สนใจกับแผนการที่หลี่หยานวางเอาไว้แม้แต่น้อย
“เอาล่ะ เสียเวลามามากแล้ว ตัดสินใจได้หรือยัง? แต่เจ้าคงจะเลือกความตายอยู่แล้วสินะ?”
หลี่หยานหวาดกลัวลนลานจนรีบพูดออกมา
“นายน้อย ข้าเลือกข้อสอง! ข้าน้อยขอเลือกข้อสอง! เข้าจะพาท่านไปที่นั่นเดี๋ยวนี้!”
“โอ้?”
หลงเฉินมองเขาด้วยความสงสัย
“เจ้าคงไม่ได้วางแผนอะไรอยู่ใช่ไหม?”
“ข้าน้อยมิบังอาจ!”
หลงเฉินยิ้มอย่างเฉยเมยและเอ่ยขึ้น
“ตราบใดที่เจ้าอยู่ในมือข้า หากข้าเห็นว่าเจ้าเล่นไม่ซื่อแม้เพียงนิดเดียวละก็ ข้าจะทำให้เจ้าเสียใจที่เกิดมาบนโลกนี้เลยทีเดียว ถึงอย่างไรลัทธิเซียนโลหิตก็ไม่ขาดแคลนคนอย่างเจ้าอยู่แล้ว แม้เจ้าตายข้าก็แค่จับมาอีกสักคน และข้าก็ต้องหาฐานที่ตั้งของลัทธิเซียนโลหิตพบจนได้”
“แน่นอน แน่นอน นายท่านพูดถูกทุกอย่าง!”
เมื่อหลี่หยานพยักหน้าอย่างเร็ว หลงเฉินก็ปล่อยเขาในทันที เมื่อเห็นว่าชายวัยกลางคนผู้นี้มีสีหน้าเชื่อฟังและลุกขึ้นยืน หลงเฉินก็จับจ้องเขาด้วยแววตาแข็งกร้าวก่อนที่หลี่หยานจะรีบนำทางไปในทันที
หลงเฉินส่งสายตายั่วยุให้หวงเฟยหยาง จากนั้นก็ตามหลี่หยานไป
ในพุ่มไม้ที่อยู่ห่างออกไป สายตาของหวงเฟยหยางเย็นชาขึ้นทันทีเมื่อเห็นสายตาเยาะเย้ยของหลงเฉินที่มองมา
“มันน่าภูมิใจอะไรนักหนา? ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องถึงเวลาตายขอเจ้าอยู่ดี”
“น้องหวง หลงเฉินผู้นี้เป็นนักรบอสูรมิใช่รึ? เขาบรรลุเพียงขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปด แต่ในเมื่อเขาไม่ได้แปลงร่าง แล้วเขาเอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีความแข็งแกร่งระดับเดียวกันอย่างง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร?”
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เหวินหยารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
หวงเฟยหยางเองก็นิ่วหน้าและเอ่ยขึ้น
“ดูเหมือนว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยหากเทียบกับตอนที่เข้ารับการคัดเลือก เขาคงจะบรรลุขอบเขตพลังอีกครั้ง และอาจบรรลุถึงขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก!”
“หลงเฉินผู้นี้มีพรสวรรค์บางอย่าง แม้พวกเราจะได้ประจักษ์เพียงน้อยนิด ทว่าทักษะการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ก็ถือได้ว่าน่าประทับใจยิ่งนัก อย่างไรก็ตาม เหตุใดทักษะยุทธ์นั้นถึงได้ดูคุ้นตานักนะ?”
“มันคือเคล็ดวิชาของตระกูลหลิงอู่... [มังกรสวรรค์ย่างก้าว]”
แม้ว่าเขาจะไม่อยากเชื่อเลยก็ตาม แต่หวงเฟยหยางก็เอ่ยออกมาด้วยความขุ่นเคือง
“เขาเพิ่งได้รับเคล็ดวิชา [มังกรสวรรค์ย่างก้าว] ไปเมื่อห้าวันก่อน แต่เขากลับใช้มันได้แล้ว ภายในสำนักสุริยันมรกตของเรา ข้าคิดว่ามีเพียงเฟิงอู่เทียนเท่านั้นที่มีพรสวรรค์เช่นนั้น หากแต่เหวินหยา...”
หวงเฟยหยางเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“คนเช่นนี้เราควรถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก!”
“หาไม่แล้ว หากเขามีเวลาได้เติบโตละก็ เขาจะต้องสร้างปัญหาไม่รู้จบอย่างแน่นอน”
แม้ว่าเขาจะไม่อยากเป็นศัตรูกับหลงเฉิน ทว่าเขาเป็นสหายที่ดีกับหวงเฟยหยาง เหวินหยาจึงไม่มีทางเลือก
“ไปกันเถอะ จัดการเจ้าตัวปัญหานั่นให้สิ้นซากเสีย”
เมื่อข้ามเนินเขาของภูเขาหยานตะวันออกไปเล็กน้อย พวกเขาก็มาถึงบริเวณป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้เหี่ยวเฉา สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพื้นดินขรุขระและก้อนหินรูปร่างพิลึกพิลั่น อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่เปลี่ยวร้างอย่างที่สุด
สัตว์อสูรในบริเวณนี้ถูกกำจัดไปจนหมดด้วยฝีมือของพวกลัทธิเซียนโลหิต ถ้ำที่เคยเป็นของสัตว์อสูรเหล่านี้กลายเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและเป็นคุกสำหรับเด็กสาวที่ถูกจับตัวมา…
“น...นายน้อย ตรงไปทางนี้แหละ พวกเด็กสาวถูกจับตัวไว้ในถ้ำลึกที่พี่น้องข้ากำลังดื่มกินอย่างสำราญ ข้าให้คำสัตย์แก่ท่านว่าพวกนางไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ ...”
เมื่อหลงเฉินมาถึง เขาก็สัมผัสได้ถึงร่องรอยของคนจำนวนหนึ่งและยังได้กลิ่นสุราและเนื้อ ในพุ่มไม้ที่ห่างออกไป มีควันจากกองไฟลอยออกมา
หลี่หยานจึงไม่มีประโยชน์อีกแล้วในตอนนี้
หลี่หยานมองหลงเฉินด้วยท่าทีประหวั่นพรั่นพรึง นี่คือเวลาที่จะตัดสินความเป็นความตายของตนเอง เขาจึงเตรียมการไว้อย่างเต็มที่ รอจังหวะเหมาะเพื่อจู่โจมหลงเฉินและหนีไป
เขาไม่จำเป็นต้องเอาชนะหลงเฉิน แค่หนีรอดไปให้ได้ก็เพียงพอ หลังจากนั้นก็ปล่อยให้คนจากลัทธิเซียนโลหิตช่วยปกป้องเขา
เมื่อเห็นว่าลัทธิเซียนโลหิตอยู่ใกล้แค่เอื้อม หลี่หยานจึงคิดว่าหลงเฉินคงพุ่งตัวเข้าไปทันที ทว่าหลงเฉินกลับหยุดและมองมาที่หลี่หยานพร้อมรอยยิ้ม
“นายน้อย คนของเราอยู่ข้างในนั้น... นายน้อย ท่านสัญญาว่าจะปล่อยข้าไป ท่านคิดจะกลับคำอย่างนั้นรึ?”
“ไม่มีอะไรหรอกน่า ข้าแค่กำลังรอใครบางคนอยู่”
หลงเฉินพูดด้วยท่าทีไม่รีบร้อน
“รอใครบางคนงั้นรึ?”
หลี่หยานงุนงง แต่เพียงไม่นาน ยอดฝีมือสองคนก็ปรากฏตัวออกมาจากด้านหลังและออกมาจากพุ่มไม้ พวกเขามีดวงตาดุดันและร่างกายที่เต็มไปด้วยพลังปะทุออกมา พลังเช่นนี้รุนแรงกว่าหลงเฉินมากนัก
หลี่หยานหวาดกลัวจนอกสั่นขวัญแขวน แล้วเขาก็รู้ตัวว่าตนเองประมาทหลงเฉินมากเกินไป ด้วยคิดว่าหลงเฉินเป็นเพียงคนเลือดร้อนที่บุกตะลุยขึ้นมาบนภูเขาเพียงลำพังเพื่อช่วยหญิงสาวและต่อสู้กับคนจำนวนมากของลัทธิเซียนโลหิต เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะมีคนอีกสองคนอยู่เบื้องหลัง!
เมื่อคนสามคนปรากฏตัวขึ้นและทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือหนุ่ม ความคิดที่น่าพรั่นพรึงผุดขึ้นในหัวของเขา!
“พวกเจ้า... มาจากตระกูลหลิงอู่งั้นรึ!?”
“เจ้าเดาถูกแล้ว!”
หวงเฟยหยางและเหวินหยาปรากฏตัวเบื้องหน้าหลี่หยาน หวงเฟยหยางหัวเราะอย่างเลือดเย็นและเหวี่ยงหมัดไปที่หน้าอกของหลี่หยาน แม้ว่ามันจะเป็นเพียงหมัดธรรมดา ๆ ทว่าสำหรับยอดฝีมือในระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้น --- หากหลี่หยานโดนเข้าเขาคงตายคาที่
สีหน้าของหวงเฟยหยางนั้นชั่วร้ายกว่าหลงเฉินมากนัก เมื่อหวงเฟยหยางปรากฏตัวขึ้น หลี่หยานก็รู้ว่าตนเองคงต้องตายแน่แล้ว
เมื่ออยู่ระหว่างความเป็นความตาย เขาถึงกับระเบิดพลังออกมาอย่างเต็มที่เพื่อหลบหนี!
“เจ้าคิดว่าจะหนีรอดจากเงื้อมมือข้าได้รึ?”
หวงเฟยหยางที่สะกดกลั้นความโกรธมานาน ทว่าเขายังไม่สามารถโจมตีหลงเฉินได้ ดังนั้นเขาจึงระบายความโกรธใส่หลี่หยานและปล่อยให้หลงเฉินได้เจอกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า!
ระดับพลังของหลี่หยานและหวงเฟยหยางนั้นห่างชั้นกันมาก พวกเขายืนห่างจากกันเพียงเล็กน้อยและเขาก็ไม่มีโอกาสหลบหนี นับตั้งแต่วันที่เขาเลือกเดินในเส้นทางชีวิตที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งนี้ หลี่หยานก็เตรียมใจที่จะตายมานานแล้ว
อย่างไรก็ตาม เขายังคงไม่ยอมจำนนที่จะตายด้วยน้ำมือของหวงเฟยหยาง!
ขณะที่หลี่หยานสูญสิ้นซึ่งความหวังทั้งหมด ทันใดนั้นก็มีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา และเพลงหมัดที่เจิดจ้าราวแสงดาวก็ทำให้หวงเฟยหยางถึงกับต้องถอยออกมา!
เมื่อหลี่หยานหันไปมองก็ตระหนักได้ว่าคนผู้นั้นคือหลงเฉิน!
*********************