“นี่คือแถลงการณ์จากจอมพลแห่งกองทัพศิขาอันเกรียงไกรถึงพระราชาธาราที่แปดแห่งอาณาจักรธารา” ทหารในชุดเกราะหนาสีแดงเพลิง ไม่มีใครเคยได้เห็นหน้าตาของคนที่อยู่ภายใต้หมวกเกราะอันน่าเกรงขามนั้น แต่ประชาชนชาวศิขาจดจำจากชุดเกราะและรัศมีที่เปล่งออกมาแม้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็ตาม ทุกคนต่างรู้ว่าคนในชุดเกราะที่กำลังพูดอยู่ในกระจกถ่ายทอดคือจอมพล ผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดแห่งกองศิขาของพวกเขานั่นเอง
“จงทำตามคำเรียกร้องสองอย่างจากเราเสียแต่โดยดี หากยังต้องการเจ้าหญิงธารารินทร์ของพวกแกกลับไปแบบครบสามสิบสอง” คำพูดของจอมพลทำให้ทุกคนที่กำลังดูการถ่ายทอดสดนี้อยู่ต่างตกตะลึง
ไม่มีใครคาดคิดว่าเจ้าหญิง บุคคลที่สำคัญระดับอาณาจักรจะตกมาอยู่ในเงื้อมมือของฝ่ายศัตรูเช่นนี้
“อย่างแรกจงยอมจำนนเสีย จะได้ไม่ต้องเกิดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น...” จอมพลพูดต่อตามที่เตรียมมา
ข้อเรียกร้องแรกไม่ได้สร้างความแปลกใจกับทุกคนมากนัก แต่ข้อเรียกร้องที่สองจากจอมพลแห่งกองทัพศิขาได้สร้างความประหลาดใจแก่ทุกคน
“อย่างที่สอง จงมอบตัวคนทรงกษาปณ์มีนที่ชื่อปลายฝน พร้อมกับกษาปณ์มีนมาเสียแต่โดยดี”
มีชื่อตัวละครเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง หนนี้เป็นคนทรงกษาปณ์มีน ตอนนี้ทุกคนเข้าใจแล้วว่าจุดประสงค์หลักของการจับตัวเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรธารามาก็เพื่อการนี้นี่เอง และการให้พระราชาธาราที่แปดยอมศิโรราบเป็นเพียงเรื่องรองนั้น การได้มาซึ่งตัวคนทรงกษาปณ์มีนนั้นสำคัญกว่า เพราะต่อให้อาณาจักรธารายอมตกอยู่ใต้อาณัติอาณาจักรศิขา แต่ถ้าคนทรงกษาปณ์มีนยังอยู่ ความหวังในการกู้เอกราชของธาราก็จะยังคงมีอยู่
“ฉันจะให้เวลาสามวันนับแต่ตอนนี้เป็นต้นไป หากไม่ทำตามข้อเรียกร้องข้อใดข้อหนึ่งจากเรา นอกจากชีวิตของเจ้าหญิงของพวกแกหาไม่แล้ว แม้แต่พระราชวังแกก็จะหายไปเช่นกัน” คำพูดทิ้งของจอมพลทำให้หัวใจของประชาชนธาราแทบจะสิ้นหวังทันที “หวังว่าคงยังจำลำแสงนั้นได้นะ”
แล้วการถ่ายทอดสดก็จบไป เกิดความเงียบปกคลุมไปทั่วทุกที่ แม้แต่นภาก็ทำตัวไม่ถูก พวกเขาเองไม่รู้ว่าควรดีใจหรือไม่หากศิขาได้ครอบครองทั้งหมดจริง ๆ หนสุดท้ายที่มีอาณาจักรหนึ่งสามารถพิชิตแผ่นทั้งหมดได้ คือยุคทรราชธารโลหิต หน้าประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าเกิดเรื่องเลวร้ายมากมาย และตอนนี้เมื่อพวกเขาได้รู้ว่ามันมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกครั้ง พวกเขาจึงไม่รู้ว่าระหว่างศิขาในปัจจุบันกับทรราชธารโลหิต ใครจะแย่กว่ากัน
มีเพียงอาณาจักรศิขาเท่านั้นที่ครึกครื้นราวกับมีงานเลี้ยงเฉลิมฉลองชัยชนะอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้น ประชาชนชาวศิขาต่างโห่ร้องดีใจราวกับวันที่พวกเรารอคอยกำลังจะมาถึง
“เธอไม่เคยทำให้ฉันผิดหวังจริง ๆ” จอมพลแห่งกองทัพศิขากล่าวชื่นชมขุนพลล้างผลาญ แล้วเขาก็หันไปมองธัญญ่าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วก็มองปลายฝนที่ยังคงไม่ได้สติถูกประคองโดยธัญญ่าอย่างพึงพอใจแล้วพูดกับธัญญ่าว่า “เป็นฝีมือเธอสินะ ยอดเยี่ยมมาก ต่อจากนี้ไปเธอคือพันตรีแห่งกองทัพศิขา”
ธัญญ่าไม่พูดตอบ เธอเพียงก้มเล็กน้อยเพื่อตอบรับคำชมจากอีกฝ่าย แต่เป็นขุนพลล้างผลาญที่เป็นคนตอบแทน “ขอบคุณค่ะท่านจอมพล”
“ทีนี้ก็เหลือรอให้พวกนั้นบ้าพอที่จะส่งตัวคนทรงมาให้กับเราเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีใครหยุดเราได้แม้แต่เจ้าอรุณก็ตาม” จอมพลหยุดพูด เขาหรี่ตามองปลายฝนและกล่าวว่า “เดี๋ยวนำตัวไปเธอไปขังไว้ที่ห้องรับรองแล้วกัน ถึงยังไงเธอก็เป็นถึงเจ้าหญิง เดี๋ยวพ่อของเธอเห็นสภาพเธอดูย่ำแย่จะไม่ยอมเอา”
“ค่ะ ท่าน” ขุนพลล้างผลาญทำวันทยหัตถ์ จอมพลมองอย่างจึงพอใจก่อนจะไปพร้อมกับคนอื่น ๆ เหลือไว้เพียงขุนพลล้างผลาญและธัญญ่าทำหน้าที่พาปลายฝนไปยังห้องที่จะใช้กักขังปลายฝนเอาไว้
เมื่อเห็นทุกคนหายลับไปแล้ว ขุนพลล้างผลาญก็ถอดเกราะหมวกของเธอออกเผยให้เห็นใบหน้าของเธอ เธอมีผมบลอนด์เหมือนกับธัญญ่าแต่ยาวกว่า โดยรวมแล้วใบหน้าของขุนพลล้างผลาญไม่ได้เหมือนกับธัญญ่า มีเพียงสีผมเท่านั้นที่เหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้น หากคนที่รู้จักธัญญ่าเป็นการส่วนตัว เมื่อมาเห็นใบหน้าของขุนพลล้างผลาญอาจคิดว่าสองคนนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกัน เพราะขุนพลล้างผลาญให้ความรู้สึกที่แข็งกระด้างและเย็นชาเหมือน ๆ กับธัญญ่าไม่ผิด
ขุนพลล้างผลาญกล่าวชมเชยธัญญ่าอย่างเย็นชา“ฉลาดอย่างที่คาดหวังไว้ แค่สัญญาณเพียงเล็กน้อยก็รับรู้ได้ทันทีว่าต้องทำสิ่งใด”
ธัญญ่าพยักหน้าตอบรับอย่างเย็นชาเธอยังคงไม่พูดอีกเช่นเคย
ขุนพลล้างผลาญไม่สนใจนักกับท่าทีของธัญญ่าเธอหันหลังกลับแล้วเริ่มออกเดินพร้อมกับกล่าวว่า “ตามฉันมา...”