ตอนที่ 103 จะมิลงมือตัดหญ้าเขียวชอุ่มได้อย่างไร คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิต
พร้อมกับเสียงประกาศก้องนั้น ภายในตำหนักทิวาสวรรค์ก็เงียบสงัดไปชั่วขณะ
ทว่ามินาน ความเงียบก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหล คล้ายหม้อที่เดือดพล่าน เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ล้วนแสดงความตกตะลึง
กู้ฉางเกอมาถึงแล้วอย่างนั้นหรือ
“ในฐานะเจ้าบ้านแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ มีหรือที่ศิษย์มรรคากู้จะมิมาปรากฏตัวได้”
เย่หลางเทียนลุกขึ้นยืน สีหน้าที่เคยขุ่นมัวแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม ก่อนจะเดินออกไปต้อนรับด้วยท่วงท่าอันสง่างาม
“กู้ฉางเกอมาแล้วจริงๆ หรือ”
ดวงตาของเย่หลิวหลีพลันส่องประกายด้วยความตื่นเต้นระคนยินดี นางรีบติดตามพี่ชายของตนออกไปเช่นกัน
ด้วยเพราะผลกระทบจากขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคามาร ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์หลายอย่างในโลกเบื้องล่างจึงเลือนรางสำหรับนางไปบ้าง
นอกจากนี้สิ่งที่นางจำได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือ กู้ฉางเกอเคยกลั่นแกล้งนาง บีบบังคับให้นางเรียกเขาว่านายท่าน
ทว่าน่าแปลก นางกลับมิรู้สึกขุ่นเคืองหรือเกลียดชังเขาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นางกลับรู้สึกยินดีและกระหายที่จะได้พบกับเขาอีกครั้งเป็นพิเศษ
เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เหลือ รวมถึงผู้ที่มีกลิ่นอายลึกล้ำอย่างเหล่ามหาราชันยุทธ์รุ่นเยาว์ ต่างก็ลุกขึ้นยืนเตรียมต้อนรับเช่นกัน
ต้องยอมรับว่าในแดนสวรรค์ชั้นในทั้งหลาย นอกจากกู้ฉางเกอแล้วก็แทบจะหาผู้ใดที่มีอำนาจกดข่มพวกเขาถึงเพียงนี้อีกมิได้
“คุณชายตระกูลกู้ กู้ฉางเกอผู้นั้นหรือ”
ไป๋เลี่ย คุณชายแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขาย่อมรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของกู้ฉางเกอเป็นอย่างดี เพราะในอดีตทั้งสองเคยปะทะฝีมือกันมาหลายครั้ง ทว่าเขาเองก็มิเคยได้รับประโยชน์ใดๆ จากการเผชิญหน้านั้นเลย
มิคาดคิดว่ากู้ฉางเกอจะมาปรากฏตัวที่งานเลี้ยงหมื่นวิถีในครั้งนี้ด้วย เพราะงานเลี้ยงที่จัดขึ้นโดยสหพันธ์การค้าหมื่นวิถีนี้ มักมิใช่งานที่มหาราชันยุทธ์รุ่นเยาว์จะสนใจเข้าร่วมด้วย
ทว่าพอพินิจดูอีกที ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ก็ถือเป็นถิ่นของกู้ฉางเกอ
หากเขามาในที่แห่งนี้ ก็นับว่ามิใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ สายตาของไป๋เลี่ยพลันมองตรงไปยังเบื้องหน้า ทว่าคิ้วของเขากลับขมวดแน่นขึ้นโดยมิรู้ตัว
ที่เบื้องหน้าประตูตำหนักอันโอฬาร บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามาอย่างสง่างาม
ร่างสูงโปร่งสมส่วน สวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ไร้ซึ่งธุลีดิน ทั่วทั้งร่างแผ่รัศมีเรืองรองประหนึ่งแสงอรุณอันไร้จุดสิ้นสุด
ท่วงท่าของเขาสงบนิ่งดุจผิวน้ำใส ไร้คลื่นแห่งอารมณ์ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความสง่างามและสูงส่ง ชวนให้รู้สึกได้ทันทีว่าเขามิใช่ผู้สามัญธรรมดา พรสวรรค์ดุจเซียนแท้อันเลื่องลือนี้หาใช่คำกล่าวเกินจริงไม่
เบื้องหลังของกู้ฉางเกอมีศิษย์ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ติดตามมาเป็นกลุ่มใหญ่
ในกลุ่มนั้นเองยังมีอิ่นเหมย เทวีแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง คู่หมั้นของไป๋เลี่ยรวมอยู่ด้วย
ทว่าเมื่อไป๋เลี่ยเห็นอิ่นเหมยติดตามมากับกู้ฉางเกอ แม้จะมิได้เคียงบ่าเคียงไหล่ ทว่ากลับดูใกล้ชิดสนิทสนม เขาพลันรู้สึกมิสบอารมณ์ยิ่งนัก
อิ่นเหมยสวมอาภรณ์สีแดงเพลิงอันโดดเด่น ร่างอรชรอ้อนแอ้น ใบหน้างดงามขาวผ่องราวหยกขาวเนื้อดี แฝงเสน่ห์เย้ายวนที่ชวนให้ผู้คนหลงใหล
คิ้วเรียวดั่งคันศร ดวงตาคู่สวยประหนึ่งทับทิมสีแดงต้องแสง เปล่งประกายความมีชีวิตชีวา จมูกโด่งเรียวได้รูป ริมฝีปากแดงระเรื่อรับกับฟันขาวสะอาดเป็นประกายเงางาม ผมดำขลับราวแพรไหมลื่นไหลสยายไปตามแผ่นหลัง
มิว่าผู้ใดที่มองเห็นในยามนี้ ต่างรู้สึกได้ว่าอิ่นเหมยและกู้ฉางเกอผู้สง่างามนั้นช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก ราวกับเทพบุตรควงคู่เทพธิดาที่ก้าวลงมาจากสรวงสวรรค์
ในใจของไป๋เลี่ยเต็มไปด้วยความหงุดหงิดขัดเคืองใจ หากเป็นบุรุษใดก็คงรู้สึกมิต่างกัน คู่หมั้นของตนกลับเดินมาพร้อมกับบุรุษอื่น เช่นนี้จะให้เขาทนได้อย่างไร
เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่อยู่โดยรอบต่างปรายตามองไป๋เลี่ยด้วยแววตาแปลกประหลาด รอยยิ้มเจือความนัยผุดขึ้นบนมุมปากของพวกเขา
มิว่าจะมองจากมุมใด เหตุการณ์นี้ก็ดูเหมือนจะเป็นความอัปยศที่มิอาจกล่าวออกมาได้
ไป๋เลี่ยที่เมื่อครู่นี้ยังแสดงท่าทางภาคภูมิ กล่าวว่ามายังที่แห่งนี้เพื่อพบกับคู่หมั้นของตน
ทว่าดูจากสถานการณ์ในยามนี้แล้ว เกรงว่าคู่หมั้นของเขา คงมิได้อยากพบกับเขาเท่าใดนัก
“ศิษย์มรรคากู้ ในที่สุดท่านก็มาจนได้ ข้ากล่าวไว้แล้วว่าในฐานะเจ้าบ้านของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เมื่อเหล่ายอดอัจฉริยะจากทั่วทุกสารทิศมารวมตัวกัน ท่านจะมิมาปรากฏตัวได้อย่างไร”
เย่หลางเทียนก้าวขึ้นมาข้างหน้า ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มสดใส กล่าวทักทายกู้ฉางเกออย่างเป็นกันเอง
หากผู้ใดมิรู้เบื้องหลัง คงคิดว่าทั้งสองสนิทสนมคุ้นเคยกันมานานแล้ว
ทว่าความจริงแล้ว นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้พบหน้ากัน
เย่หลางเทียนเคยได้ยินเรื่องราวของกู้ฉางเกอจากปากเย่หลิวหลีผู้เป็นน้องสาวของเขามามิน้อย
โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกเบื้องล่างนั้น แม้กู้ฉางเกอจะถูกเย่หลิวหลีล่วงเกินด้วยกิริยาอันมิสมควร ทว่าเขากลับมิได้ถือโทษโกรธเคืองใดๆ นี่ทำให้เย่หลางเทียนมีความรู้สึกดีต่อกู้ฉางเกอเป็นอย่างมาก
ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาของเหล่าขุมอำนาจแห่งแดนสวรรค์ชั้นใน กู้ฉางเกอได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์เทียบเคียงกับเซียนแท้ ส่วนเขาเองนั้นก็มีสมญานามว่าจักรพรรดิแห่งยุคบรรพกาลผู้กลับชาติมาเกิด
มิว่าจะมองจากมุมใดทั้งสองย่อมสมควรที่จะรู้จักกันไว้
“คุณชายกู้ฉางเกอ มิได้พบกันเสียนานเลยนะ”
เย่หลิวหลีก็เอ่ยทักทายขึ้นเช่นกัน น้ำเสียงของนางเจือด้วยความขวยเขินเล็กน้อย หลบเลี่ยงมิสบสายตาเขาราวกับกำลังขัดเขินอยู่
เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่อยู่โดยรอบต่างพลันรู้สึกเย็นวาบในอก ความหวังที่พวกเขาจะเข้าไปตีสนิทกับเย่หลิวหลีพลันดับสิ้นไปในพริบตา
เมื่อมองดูท่าทางของนางในยามนี้ เกรงว่าในใจของเย่หลิวหลีคงมีผู้ที่นางให้ความสำคัญอยู่แล้ว
กู้ฉางเกอกวาดสายตามองผู้คนโดยรอบ ใบหน้าแฝงรอยยิ้มบางก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ศิษย์มรรคาเย่เกรงใจกันเกินไปนัก ส่วนคุณหนูหลิวหลีก็มิได้พบกันเสียนานเลย”
แม้มิเคยพบหน้าเย่หลางเทียนมาก่อน ทว่ากู้ฉางเกอก็พอจะคาดเดาได้มิยากถึงตัวตนของเขา
สมญานามจักรพรรดิแห่งยุคบรรพกาลผู้กลับชาติมาเกิดที่ผู้ใดต่างยกย่องกัน ทว่าในสายตาของกู้ฉางเกอแล้วมันก็เป็นเพียงแค่คำกล่าวอ้างเท่านั้น
ในความคิดของเขา ต่อให้เป็นจักรพรรดิแห่งยุคบรรพกาลผู้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา หากบังอาจล่วงเกินเขาเข้าก็ย่อมมิมีทางรอดพ้นไปได้โดยมิต้องแลกมาด้วยการถูกลอกเนื้อเถือหนังออกทั้งเป็นได้
กระนั้นก็ตาม ท่าทีของเย่หลางเทียนก็ยังดูเหมาะสมและมิหยิ่งผยองจนเกินไป กู้ฉางเกอจึงพยักหน้าทักทายกลับไปอย่างเสียมิได้
จากนั้นเหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ก็เริ่มทยอยเข้ามาทักทาย แนะนำตนเองทีละคนราวกับต้องการแสดงตัวตนต่อหน้าเขา
กระทั่งเหล่ามหาราชันยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้เป็นที่สุดแห่งยุคก็ยังแสดงความระมัดระวังเป็นพิเศษ ทักทายกับกู้ฉางเกออย่างสุภาพ มิกล้าทำสิ่งใดให้เขาขุ่นเคืองใจได้โดยง่าย
การที่กู้ฉางเกอมาในที่แห่งนี้ หาได้เกี่ยวข้องกับงานเลี้ยงหมื่นวิถีไม่ ด้วยเพราะเขามิเคยคิดจะสนใจงานเช่นนี้เลยสักนิด
ทว่าเมื่อบัดนี้ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ได้กลายเป็นศูนย์รวมความสนใจของนานาขุมกำลังอำนาจ ทำให้เหล่าผู้ทรงอำนาจมากมายต่างส่งผู้คนมาในที่แห่งนี้ เหล่าหนุ่มสาวผู้เป็นยอดอัจฉริยะจากทั่วทุกสารทิศจึงมารวมตัวกัน
อีกทั้งด้วยนครโบราณมรรคาสวรรค์ตั้งอยู่ในเขตเบื้องล่างเชิงเขาของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ดังนั้นการที่เหล่าผู้เยาว์้เหล่านั้นมาในที่แห่งนี้ก่อนจึงนับว่าเป็นเรื่องธรรมดา
ส่วนเขาเองก็มาเพียงเพื่อเสี่ยงโชคเท่านั้น
เพราะในตอนนี้ผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตแห่งฟ้าดินคนใหม่ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว
และนั่นหมายความว่า เวลาของการเก็บเกี่ยวโชควาสนาก็ได้มาถึงอีกครั้ง
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตคนใหม่อยู่มิไกลจากขอบเขตรอบบริเวณที่เขาอยู่นี้เลย
ระหว่างที่มาเยือน เขายังได้ยินเสียงระบบแจ้งเตือนถึง ภารกิจโชควาสนาแบบสุ่มอีกด้วย
“ภารกิจทำลายสายสัมพันธ์ของผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิต รางวัลที่จะได้รับคือ ค่าวาสนา 1,000 แต้ม และค่าชะตาสวรรค์ 5,000 แต้ม”
รางวัลในครั้งนี้ถือว่าสูงล้ำยิ่งนัก ภารกิจโชควาสนาของโลกเบื้องล่างนั้นเทียบมิติดเลยสักนิด
กู้ฉางเกอพลันพอจะคาดเดาได้แล้วว่า ผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตคนใหม่นี้คงมีความพิเศษมิน้อย
แค่เพียงภารกิจเดียวก็มีรางวัลมากมายถึงเพียงนี้ ช่างน่าสนใจยิ่งนัก
หากจะกล่าวให้ถูกต้องแล้ว ผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตในโลกเบื้องล่างนั้นก็เป็นได้เพียงแค่ของเล่นของเขาเท่านั้น หากจะเรียกว่าเครื่องมือให้หยิบใช้ก็คงจะถือเป็นการให้เกียรติพวกเขาเหล่านั้นจนเกินไป
ทว่าสำหรับผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตในแดนสวรรค์นี้ จึงจะนับได้ว่าเป็นเครื่องมืออันสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
อีกทั้งสายสัมพันธ์ที่ระบบได้ระบุว่าอยู่ภายในนครโบราณมรรคาสวรรค์แห่งนี้
ก็คงหมายความว่า ผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตผู้นั้นก็คงมีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์บางคนที่อยู่ในที่แห่งนี้
กู้ฉางเกอคุ้นเคยกับกลอุบายเช่นนี้ดีนัก ในครั้งที่ยังอยู่ในโลกเบื้องล่าง เขายังเคยได้ทำลายสำนักแห่งหนึ่งไป ซึ่งในตอนนั้นดูเหมือนจะเป็นสำนักศักดิ์สิทธิ์เจียโหลวนั่นเอง
ครานั้น เขาก็ได้รับภารกิจที่คล้ายคลึงกันนี้พอดี และสุดท้ายสำนักศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้นก็ถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก
“ความแข็งแกร่งลึกล้ำของศิษย์มรรคากู้นั้นช่างสมคำร่ำลือเสียจริง ซ่อนคมได้อย่างแนบเนียนจนแทบมิเผยพิรุธใดๆ ออกมาเลย”
ในขณะนั้น เย่หลางเทียนก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ หลังจากที่ได้พบกับกู้ฉางเกอแล้ว เขาก็ตระหนักได้ว่าข่าวลือที่ได้รับรู้มานี้มิใช่เรื่องเกินจริงเลยสักนิด
ด้วยขอบเขตพลังระดับจอมราชันขั้นกลางนี้ แม้เขาจะงัดทุกสิ่งที่มีออกมา ก็เกรงว่าอาจมิใช่คู่ต่อสู้ของกู้ฉางเกอได้ด้วยซ้ำ โอกาสเอาชนะเขาได้นั้นช่างเลือนรางยิ่งนัก
“ศิษย์มรรคาเย่ถ่อมตัวเกินไปแล้ว อย่างน้อยในสายตาข้า ด้วยพลังของท่าน ข้าก็คิดว่าในที่แห่งนี้คงหาผู้ใดทัดเทียมได้ยากนัก” กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง
คำกล่าวนี้ แม้จะดูคล้ายเป็นการกล่าวหักหน้าเหล่ายอดอัจฉริยะผู้อื่น ทว่ากู้ฉางเกอก็หาได้สนใจอันใดไม่ อีกทั้งเย่หลางเทียนก็เป็นถึงทายาทของตระกูลเย่แห่งเซียนโบราณ ทั้งยังเป็นพี่ชายของเย่หลิวหลีอีกด้วย
ในใจเขาจึงเริ่มมีความคิดที่จะรวบรวมเย่หลางเทียนไว้เป็นพรรคพวก
เมื่อเย่หลางเทียนได้ฟังเช่นนั้น ก็กลับหัวเราะพลางส่ายหน้าก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงขมขื่นว่า “ศิษย์มรรคากู้กล่าวเช่นนี้ข้าคงได้แต่ยิ้มรับอย่างไร้หนทาง บนโลกนี้มีผู้กล้าเลิศล้ำมากมายนับมิถ้วน แล้วผู้ใดกันเล่าที่จะอาจหาญประกาศว่าตนไร้เทียมทานได้”
เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น ดวงตาของกู้ฉางเกอพลันทอประกายแสงคมวูบหนึ่ง ก่อนจะแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อยพร้อมกล่าวว่า “หรือว่าศิษย์มรรคาเย่เพิ่งได้รับความกระทบกระเทือนใจจากสิ่งใดมาหรือไร จึงได้เอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมาได้”
ฐานะของเย่หลางเทียนนั้นนับว่าเป็นมหาราชันยุทธ์รุ่นเยาว์ อีกทั้งยังเป็นทายาทของตระกูลเย่แห่งเซียนโบราณ ทว่ากลับกล่าวถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความท้อแท้เช่นนี้ออกมา
ช่างน่าคิดยิ่งนัก
ความคิดของกู้ฉางเกอแล่นวาบขึ้นในใจ คล้ายเริ่มจับทางได้บางอย่าง... หรือว่าเขาจะเป็นผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตคนใหม่
เย่หลิวหลีพลันแสดงท่าทีขุ่นเคืองเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอธิบายขึ้นว่า “ช่วงนี้ท่านพี่ของข้าถูกญาติสายรองผู้หนึ่งเล่นแง่จนทำให้จิตใจได้รับผลกระทบเข้า เย่หลิงผู้นั้นช่างหาญกล้าเกินไปจริงๆ...”
“เป็นเช่นนี้หรือ ข้าอยากจะรู้รายละเอียดของเรื่องราวนี้นัก”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ กู้ฉางเกอแสดงท่าทีสนใจขึ้นมาทันที
การขัดแย้งกันระหว่างญาติสายหลักกับสายรอง แถมยังเกิดขึ้นในตระกูลเย่แห่งเซียนโบราณ ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลโบราณแห่งแดนสวรรค์ เรื่องราวเช่นนี้ดูไปแล้ว... ราวกับมีบางสิ่งแอบแฝงอยู่
เย่หลางเทียนส่ายหัวพลางยิ้มอย่างขมขื่น ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กู้ฉางเกอฟัง
ในใจของเขาเองก็เต็มไปด้วยความหดหู่และขุ่นมัวยิ่งนัก
“ทำร้ายบิดาผู้อื่นจนบาดเจ็บสาหัส บุตรชายลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรม ญาติสายรอง ใช้กลอุบายประหลาด... แซ่เย่อีกต่างหาก...”
หลังจากที่ได้ฟังจนจบ กู้ฉางเกอก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด
โลกนี้มีแผนการมากมาย ทว่าเหตุใดกันเล่าถึงได้วนเวียนมาพร้อมกับกลอุบายเดิมๆ ที่เขาคุ้นเคยที่สุด
เมื่อคิดถึงตรงนี้ กู้ฉางเกอก็อดนึกขันมิได้ พร้อมกับตัดสินใจว่า ต่อไปหากได้พบผู้ใดที่แซ่เย่ก็จะต้องคอยระแวดระวังให้ดี
ตระกูลเย่นั้นนับได้ว่าเป็นแซ่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งแฟนตาซี ซึ่งแพร่กระจายอยู่ทั่วทั้งสรรพดินแดน
ผู้ใดเล่าจะรู้ว่าในหมู่ผู้คนเหล่านั้นมีผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตกี่คนกันแน่
เรื่องราวที่เย่หลางเทียนเล่ามานั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ในการแข่งขันประจำตระกูลครั้งใหญ่ เย่หลางเทียนได้พลาดพลั้งทำร้ายผู้นำของสายรองผู้หนึ่งจนบาดเจ็บสาหัส ส่งผลให้สายรองนั้นตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้ภายหลังเขาจะชดเชยให้มากมาย ทว่าฝ่ายนั้นก็ยอมรับแต่โดยดีโดยมิได้โต้แย้งสิ่งใด
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี บุตรชายของผู้นำสายรองผู้นั้นกลับปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง พร้อมกล่าวว่าจะมาทวงความยุติธรรมให้กับบิดา
บุรุษผู้นั้นสามารถคว้าชัยชนะเป็นอันดับหนึ่งในการประลองประจำตระกูล และถือโอกาสนั้นท้าทายเย่หลางเทียนต่อหน้าผู้คนทั้งหลาย
ในฐานะผู้สืบทอดสายหลัก เย่หลางเทียนจึงมิอาจเพิกเฉยต่อความรู้สึกของเหล่าญาติสายรองได้ ยิ่งไปกว่านั้น ความผิดพลาดในอดีตย่อมเป็นของเขาเอง
ดังนั้น เขาจึงจำใจต้องกดพลังบำเพ็ญเพียรของตนลง และยอมประมือกับบุรุษผู้นั้น
ทว่าผู้ใดจะคาดคิดว่า บุรุษผู้ซึ่งท้าทายเขากลับมากด้วยเล่ห์กลยิ่ง แสร้งทำตัวอ่อนแอไร้พิษสง ทว่าแท้จริงแล้วกลับซ่อนพลังฝีมืออันร้ายกาจไว้อย่างมิดชิด
นอกจากจะเก่งกาจแล้ว ยังชื่นชอบกลอุบายลับลวงพรางและวิธีการสกปรก
แต่ถึงกระนั้น เย่หลางเทียนเองก็มิใช่ผู้ที่จะเอาชนะได้โดยง่าย แม้จะกดพลังบำเพ็ญเพียรของตนเองลงแล้ว เขาก็ยังสามารถต้านทานเอาไว้ได้ ผลการประลองจึงจบลงที่ผลเสมอกัน
ทว่าการประลองในครั้งนั้นกลับทำให้บุรุษนามว่าเย่หลิงผู้นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังในชั่วข้ามคืน อีกทั้งยังดึงดูดความสนใจจากเหล่าผู้อาวุโสและยอดฝีมือในตระกูลเย่เป็นอย่างมาก
พวกเขาต่างเห็นพ้องต้องกันว่า พรสวรรค์ของเย่หลิงเหนือกว่าเย่หลางเทียนหลายเท่าตัวนัก และมีความคิดที่จะให้การสนับสนุนดูแลเป็นพิเศษ
“กลยุทธ์ในครั้งนี้ก็นับว่ามิเลวเลยทีเดียว”
หลังจากที่ได้ฟังจนจบ กู้ฉางเกอก็เข้าใจได้ในทันทีว่าผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตคนใหม่ที่ระบบกล่าวถึงนั้น เก้าในสิบส่วนก็คงจะต้องเป็นบุรุษผู้มีนามว่าเย่หลิงผู้นี้แน่
ทั้งการแสร้งทำตัวอ่อนแอ ซ่อนเขี้ยวเล็บ รอวันพลิกกลับมาทำลายชื่อเสียงของผู้อื่น อีกทั้งธงแห่งความยุติธรรมที่ชูขึ้นมาเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับตนเองนี้
สิ่งนี้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตอย่างชัดเจนโดยที่มิต้องสืบให้มากความ
หากมองในมุมของเย่หลางเทียน เย่หลิงนั้นช่างเจ้าเล่ห์นัก ช่างเลือกสรรใช้เล่ห์เหลี่ยมกลอุบายต่างๆ นานามาเล่นงานเขา
หากต้องการทวงความยุติธรรมจริงๆ แล้วเหตุใดในตอนนั้นจึงยอมรับการชดเชยกันเล่า
ทว่าในมุมของกู้ฉางเกอแล้ว เขากลับเห็นว่านี่เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง ของฟรีเช่นนี้มีหรือจะมิเอา หากปล่อยให้หลุดมือไปนั้นก็คงนับว่าโง่เขลายิ่งนัก
การยกธงแห่งความถูกต้องขึ้นมาสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง สำหรับผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง
อีกทั้งจากที่เขาพินิจแล้ว ผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตผู้นี้คงมิใช่ผู้ที่ยึดมั่นในคุณงามความดีหรือความถูกต้องแต่อย่างใด
“จะว่าไปแล้ว ข้าก็ยังมิเคยพบเจอกับเย่หลิง ผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตผู้นั้นเลย แล้วข้าทำสิ่งใดลงไปถึงได้บังเอิญไปขัดแย้งกับเขาเข้าได้เล่า”
“หรือเป็นเพราะดวงชะตาของเรานั้นมิถูกกันมาตั้งแต่กำเนิด”
กู้ฉางเกอครุ่นคิดในใจด้วยความสงสัย
แน่นอนว่า ถึงแม้ตอนนี้จะยังมิได้สร้างความขัดแย้งอันใดขึ้นมา ทว่าก็ใช่ว่าในภายภาคหน้าจะมิเกิดขึ้น เพราะสำหรับผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตแล้ว เขาย่อมต้องเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากพวกเขาอยู่ดี
ผู้ใดจะสนใจว่าได้สร้างความบาดหมางอันใดไว้หรือไม่ เมื่อมีหญ้าเขียวชอุ่มไว้รออยู่ตรงหน้า เขาจะมิลงมือฟันตัดได้อย่างไร
แม้ในใจจะยังคงสงสัยอยู่เล็กน้อย ทว่าเขาก็มิใส่ใจนัก
“อิ่นเหมย...”
ในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งดังขึ้นด้วยความมิพอใจเล็ดลอดผ่านความเงียบเข้ามา ทำให้กู้ฉางเกอหลุดจากห้วงความคิด หันสายตาไปมองยังต้นเสียง
ครั้นมองเห็นผู้กล่าวคำนั้น ดวงตาของกู้ฉางเกอก็พลันฉายแววสนใจขึ้นมาทันที
ผู้ที่เอ่ยขึ้นมานั้นก็คือไป๋เลี่ย คุณชายแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์
รูปร่างของเขาสูงใหญ่กำยำ หน้าผากมีลวดลายสีขาวประหลาดพาดผ่าน แลดูน่าเกรงขาม อาภรณ์ที่สวมอยู่ทำจากหนังของสัตว์ร้ายที่มิอาจระบุนามได้
แม้จะนั่งอยู่นิ่งๆ ทว่าบนร่างกายของไป๋เลี่ยกลับแผ่กลิ่นอายสังหารอันน่าสะพรึงกลัว คล้ายกับเตาไฟขนาดมหึมาที่แผดเผาไปทั่วทุกสารทิศออกมา พลังโลหิตในกายของเขานั้นกรุ่นโชนประหนึ่งพลังแห่งการทำลายล้าง
เหล่ายอดอัจฉริยะที่อยู่ใกล้ๆ ต่างลอบถอยห่างออกไปเล็กน้อยโดยมิรู้ตัว ด้วยความเกรงกลัวต่อพลังอันน่าสะพรึงกลัวของเขา
บรรยากาศรอบตัวของไป๋เลี่ยนั้น คล้ายกับยากที่ผู้ใดจะเข้าใกล้ได้โดยง่าย
ตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์นับเป็นหนึ่งในเชื้อสายราชันยุคบรรพกาล โดดเด่นด้วยพรสวรรค์ของพลังแห่งธาตุทองศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นศิลปะการต่อสู้เชิงทำลายล้างที่ร้ายกาจติดอันดับสามของแดนสวรรค์
ในหมู่คนรุ่นเยาว์ แทบมิมีผู้ใดกล้าหาเรื่องพวกเขา ด้วยเพราะหวาดเกรงพลังฝีมือที่มิธรรมดา
กู้ฉางเกอเองกลับรู้สึกสนใจในพรสวรรค์ของพลังแห่งธาตุทองศักดิ์สิทธิ์นี้อยู่มิน้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ไป๋เลี่ยก็มิเหมือนกับเหล่ายอดอัจฉริยะผู้อื่นที่แสดงท่าทีเกรงกลัวและประจบเอาใจเขา
จากท่าทีของไป๋เลี่ยนี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าไป๋เลี่ยและเขามิถูกกัน
เมื่อผนวกกับสิ่งที่กู้ฉางเกอได้ยินจากปากของเย่หลางเทียนเมื่อครู่ว่า ไป๋เลี่ยและเย่หลิงมีความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องกัน
เช่นนั้นแล้ว กุญแจสำคัญของภารกิจสุ่มจากระบบในครั้งนี้ก็คงอยู่ในมือของไป๋เลี่ยเป็นแน่แท้
ดวงตาของกู้ฉางเกอแฝงแววความหมายลึกซึ้ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางอันยากจะคาดเดาออกมา…
“ศิษย์มรรคาอิ่นเหมย ในเมื่อศิษย์มรรคาไป๋เลี่ยผู้นั้นเรียกเจ้าอยู่ เช่นนั้นเจ้าก็ตอบเขาสักหน่อยเถิด”
ในขณะนั้น กู้ฉางเกอเผยรอยยิ้มบางแฝงความอ่อนโยน กล่าวกับอิ่นเหมยที่อยู่ข้างกาย
พลางยื่นมือออกไปลูบไล้ปลายหางจิ้งจอกอันฟูฟ่องและนุ่มนิ่มของนางเบาๆ อย่างมิรีบร้อน ราวกับกำลังหยอกล้อแมวในชาติภพก่อนของเขา
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ใบหน้าของไป๋เลี่ยเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในทันที ราวกับบันดาลโทสะจนจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ
สีหน้าของเขาดูขัดเคืองอย่างถึงขีดสุด ยากจะกลั้นอารมณ์เอาไว้ได้
ขณะที่เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ยืนมองอยู่ต่างพากันเบิกตากว้างจนเกือบถลนออกมา ราวกับมิอยากจะเชื่อในสายตาตนเองกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า