ฟึ่บ
ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านี้อู่เหมิงเอินก็สะบัดปีกบินจากไปทันที และหายลับไปที่เส้นขอบฟ้าในเวลาอันรวดเร็ว
เมื่อมองตามหลังของอู่เหมิงเอินพลางนึกถึงคำพูดที่มีนัยแอบแฝงก่อนเขาจะไป
แม้ลั่วฉางเกอจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแอบวางแผนอะไรอยู่เงียบๆ
แต่ในใจของเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะเกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างรุนแรงขึ้นมา
เพื่อให้ทราบโดยเร็วที่สุดว่าอู่เหมิงเอินกำลังเล่นเล่ห์อะไรอยู่ลั่วฉางเกอจึงไม่คิดจะรั้งอยู่ที่เดิมต่อ เขาหันไปเอ่ยกับลู่เซิ่งว่า“ลู่เซิ่ง ฉันยังมีธุระจุกจิกอีกไม่น้อยคงอยู่ที่นี่นานกว่านี้ไม่ได้”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็ตบไหล่ลู่เซิ่งเบาๆ พร้อมกล่าวเสริมด้วยท่าทางใจดีว่า“แต่ฉันหวังว่าหลังจากจบการสอบระดับชาติครั้งนี้เธอจะสมัครเข้าเรียนที่สถาบันจิงหัวของเรา เมื่อถึงตอนนั้นสถาบันจิงหัวจะเปิดประตูต้อนรับและรอคอยการมาถึงของเธออย่างแน่นอน”
“ขอบคุณท่านรองคณบดีที่เมตตาครับ ผมจะรับไว้พิจารณา”
เมื่อลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นเขาก็รีบพยักหน้าตอบรับด้วยความซาบซึ้งใจ
แม้ว่าในวินาทีนี้เขาจะเริ่มรู้สึกนับถือในตัวลั่วฉางเกอและสถาบันจิงหัวที่คอยปกป้องเขาอยู่ไม่น้อย
แต่เมื่อได้รับการเชื้อเชิญจากลั่วฉางเกอเขาก็ไม่ได้ตอบตกลงในทันที
เพราะในเวลานี้การสอบระดับชาติยังไม่สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างแม้แต่ตัวเขาก็ยังไม่อาจคาดเดาได้
ลู่เซิ่งไม่อยากเสียสัตย์ภายหลังดังนั้นเขาจึงตั้งใจจะดูท่าทีไปก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที
“อืม แบบนั้นก็ดีแล้ว”
เมื่อได้ยินคำตอบของลู่เซิ่งลั่วฉางเกอก็ไม่ได้ฝืนใจ เขาโบกมืออีกครั้งแล้วกล่าวว่า“ถ้าอย่างนั้น เราค่อยพบกันใหม่พรุ่งนี้”
สิ้นเสียงเขาก็สะบัดปีกทั้งสองข้าง ร่างทั้งร่างทะยานขึ้นจากพื้นม้วนตัวไปกับสายลมที่พัดกระหน่ำและหายวับไปในความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ไร้ร่องรอยในเวลาอันรวดเร็ว
ลู่เซิ่งมองส่งจนกระทั่งร่างของลั่วฉางเกอลับสายตาไปเขาจึงค่อยๆ ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะก้มลงมองค้อนศึกพายุรูปทรงสุดเท่ในมือใบหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจออกมาในที่สุด
“ค้อนศึกพายุงั้นเหรอ เป็นของดีจริงๆ”
แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะได้หอกมังกรพิฆาตมาฟรีๆ จากสมาคมการค้าซิงไห่แล้วก็ตาม
แต่หอกมังกรพิฆาตนั้นจัดเป็นอาวุธสำหรับสายเฉพาะทางนอกเสียจากออสการ์จะเปลี่ยนร่างเป็นมังกร อาวุธชิ้นนี้ถึงจะแผลงฤทธิ์ได้เต็มที่
อีกทั้งหอกเล่มนี้ยังยาวถึง20เมตร หากถูกศัตรูประชิดตัว มันจะกลายเป็นของไร้ประโยชน์ทันที
ดังนั้นในสถานการณ์ปกติลู่เซิ่งยังคงต้องการอาวุธที่สามารถใช้ต่อสู้ในระยะประชิดได้
โชคดีที่เมื่อมีค้อนศึกพายุเล่มนี้ปรากฏออกมาลู่เซิ่งในตอนนี้ก็ได้เติมเต็มจุดอ่อนสุดท้ายของตัวเองจนครบถ้วนไม่เพียงแต่โจมตีได้ทั้งระยะไกลและใกล้แต่อุปกรณ์สวมใส่บนร่างกายทุกชิ้นยังเป็นระดับมหากาพย์ทั้งหมดส่งผลให้พลังต่อสู้พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
“เอาละ พิธีมอบรางวัลจบลงแล้ว ทุกคนแยกย้ายกันไปได้”
ในตอนนั้นเองเมื่อคณบดีทั้งสองจากไปแล้วหลี่ชิวซานจึงประกาศขึ้นอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปเช่นกัน
“เฮ้อ... จบได้สักทีสินะ?”
ลู่เซิ่งเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมาบางๆตั้งใจจะลงเขาไปสมทบกับสวี่ว่านเฉิง
ทว่าในจังหวะนั้นเองร่างกำยำร่างหนึ่งกลับปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าเขาอย่างกะทันหันและยืนขวางทางที่เขาต้องผ่านไว้โดยตรง ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก‘นักรบคลั่งอมตะ’ ฉู่เอ้า
“หือ? นายต้องการอะไร?”
เมื่อมองไปที่ฉู่เอ้าลู่เซิ่งก็ขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ยถามออกไปตามสัญชาตญาณ
“ไอ้สวะ แกที่เป็นแค่พาลาดิน ไม่คู่ควรกับอาวุธดีๆ แบบนี้หรอก”
ฉู่เอ้าไม่พูดพร่ำทำเพลงเขาชี้ไปที่ค้อนศึกพายุในมือลู่เซิ่งโดยตรง ดวงตาฉายแววความโลภออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“ส่งค้อนศึกพายุมาให้ฉันซะดีๆ แล้ววันหลังมาเป็นสุนัขรับใช้ข้างกายฉันถ้าวันไหนฉันอารมณ์ดี อาจจะเจียดเศษเนื้อให้แกกินบ้าง” ฉู่เอ้าตวาดเสียงกร้าว
ตูม...
สิ้นคำพูดนี้บรรดาผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ที่กำลังจะลงเขาก็พากันชะงักฝีเท้าทันทีทุกคนต่างหันมองมาที่นี่เป็นตาเดียวเห็นได้ชัดว่าไม่มีใครคาดคิดว่าฉู่เอ้าจะกล้ากรรโชกทรัพย์ลู่เซิ่งต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้
ใช่แล้วนี่มันคือการกรรโชกทรัพย์ชัดๆ
แม้แต่ตัวลู่เซิ่งเองก็ยังนึกไม่ถึง
ทว่าหลังจากตั้งสติได้เขากลับมองฉู่เอ้าด้วยสายตาจริงจังแล้วถามกลับว่า “ขอถามหน่อยนายเป็นไอ้โง่เหรอ?”
“ฮะ? แก... แกพูดว่าอะไรนะ?”
ฉู่เอ้าถึงกับหน้าเหวอไปชั่วขณะเขายังไม่ทันมีปฏิกิริยาโต้ตอบอะไรก็เห็นลู่เซิ่งพยักหน้ายืนยันความคิดตัวเองอย่างเป็นจริงเป็นจัง
“นั่นไง นายมันไอ้โง่จริงๆ ด้วย”
“แกหาที่ตาย”
ในที่สุดเมื่อเห็นลู่เซิ่งหยิ่งผยองถึงเพียงนี้ ฉู่เอ้าก็โกรธจัดจนฟิวส์ขาด เขาคว้า‘ขวานศึกกระหายเลือด’ ออกมาเตรียมพร้อมท่าทางนั้นดูราวกับว่าหากคุยกันไม่รู้เรื่องเพียงคำเดียวเขาก็พร้อมจะลงมือกับลู่เซิ่งทันที
แต่ลู่เซิ่งกลับไม่มีความเกรงกลัวเลยสักนิดเขาไม่แม้แต่จะถอยหลังสักก้าวเดียว กลับนิ่งสงบจ้องมองฉู่เอ้าราวกับกำลังรอให้อีกฝ่ายลงมือเสียเดี๋ยวนี้
โชคดีที่แม้ฉู่เอ้าจะโกรธแค้นเพียงใดแต่เขาก็ยังไม่เสียสติไปเสียทีเดียวเขารู้ดีว่าหากลงมือกับลู่เซิ่งในสถานที่แบบนี้มีหวังได้ทำผิดกฎหมายของประเทศเสินเซี่ยอย่างแน่นอน
เมื่อถึงตอนนั้นต่อให้เป็นสถาบันจิงหลงก็ปกป้องเขาไม่ได้
คิดได้ดังนี้แม้ฉู่เอ้าจะเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม แต่เขาก็จำต้องข่มจิตสังหารอันบ้าคลั่งเอาไว้แล้วจ้องหน้าลู่เซิ่งพลางขู่คำรามว่า “ดี...ดีมาก ถือว่าแกใจเด็ดแต่แกจงภาวนาไว้เถอะว่าในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศพรุ่งนี้อย่าได้มาเจอฉันไม่อย่างนั้น ฉันจะทำให้แกต้องเสียใจที่เกิดมาบนโลกนี้”
“นายเองก็ภาวนาอย่าให้เจอฉันเหมือนกันเถอะไม่อย่างนั้นฉันจะเลาะหัวนายออกมาเตะแทนลูกบอลแน่”
ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่แสดงความหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่น้อย
ซี้ด...
คำพูดนี้ทำเอาฝูงชนพากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความเสียวไส้เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครคาดคิดว่าลู่เซิ่งจะโอหังขนาดนี้ถึงขั้นกล้าลั่นวาจาสามหาวใส่หนึ่งในสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอย่างนักรบคลั่งอมตะฉู่เอ้า
ทว่าลู่เซิ่งกลับไม่สะทกสะท้าน
ยังคงเป็นคำเดิมแม้เขาจะไม่อยากกัดกันเองกับผู้ใช้อาชีพในประเทศของตน
แต่ถ้ามีใครรนหาที่มาเหยียบหัวเขาเขาก็จะไม่มีวันอดทนอีกต่อไป
มีเพียงต้องสู้เท่านั้น
“ดี เยี่ยมมาก ฉันละชอบคนกระดูกแข็งแบบแกจริงๆเพราะยิ่งกระดูกแกแข็งเท่าไหร่ เวลาที่ฉันบดขยี้มันทีละนิ้วๆ มันถึงจะน่าภูมิใจ”
ในขณะเดียวกันเมื่อเห็นว่าแผนการกรรโชกทรัพย์ลู่เซิ่งเหลวไม่เป็นท่า ฉู่เอ้าก็ไม่คิดจะอยู่ต่อเขาฝากคำขู่ทิ้งท้ายไว้และถลึงตาใส่ลู่เซิ่งอย่างอาฆาต ก่อนจะหมุนตัวจากไป
หลังจากที่ฉู่เอ้าเพิ่งจากไปได้ไม่นาน
“นายชื่อลู่เซิ่งใช่ไหม”
จู่ๆก็มีอีกร่างหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาลู่เซิ่ง
ทว่าช่างแตกต่างจากความโอหังของฉู่เอ้าอย่างสิ้นเชิงเพราะคราวนี้ผู้ที่เดินเข้ามากลับมีสีหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร เขายังยืนไม่ทันมั่นคงอีกฝ่ายก็ประสานมือเอ่ยขอโทษลู่เซิ่งก่อนเป็นอันดับแรก
“ระหว่างพวกเราอาจจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันอยู่บ้าง หวังว่านายจะไม่ถือสานะ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้อีกฝ่ายดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงกล่าวแนะนำตัวเสริมด้วยความภาคภูมิใจว่า“อ้อ จริงด้วย ลืมแนะนำตัวไปเลย ฉันชื่อหลงเฉิน อาชีพ 'ผู้ควบคุมแมลงแห่งเหวลึก' นายคงเคยได้ยินชื่อเสียงของฉันมาบ้างแล้วสินะ?”
“นายมีธุระอะไร?” ลู่เซิ่งถามกลับเรียบๆสีหน้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว
อันที่จริงการมาของหลงเฉิน เขาไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด
และเขาก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าอีกฝ่ายมีจุดประสงค์อะไรกันแน่
“เอ่อ คืออย่างนี้”
เป็นไปตามคาดหลังจากหลงเฉินแนะนำตัวเสร็จ เขาก็เหลือบมอง ‘ค้อนศึกพายุ’ในมือลู่เซิ่งพลางถูมือไปมาและถามด้วยแววตาคาดหวังว่า “ไม่ทราบว่าค้อนศึกพายุเล่มนี้ นายมีความคิดว่าจะขายมันบ้างไหม?”