ep.1 บัดซบ
“อ๊ากกกกกก นี่มันเกิดอะไรขึ้น” เสียงผู้ชายคนหนึ่งร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นมา ซึ่งผู้ชายคนนั้นกำลังกุมศรีษะอย่างแรงด้วยมือทั้งสองข้างที่กำลังสั่น เวลาผ่านไปสักพักอาการปวดหัวยิ่งรุนแรงขึ้นกว่าเก่า 1 ป้านน้ำชาต่อมา อาการเริ่มทุเลาลง ผู้ชายคนนั้นเลยรวบรวมแรงทั้งหมดที่ตนมีอยู่เพื่อลุกขึ้นนั่ง พร้อมยกเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นมา “อ่า...... ทำไมภาพมันเบลอ ๆ” พอเย่เฟิงลืมตาขึ้นมาทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามาในสายตา นั้นกลับเบลอหมดทุกอย่าง เย่เฟิงตั้งสติได้หลับตาลงอีกครั้งเพื่อทำสมาธิ ผ่านไปอีก 1 ป้านน้ำชา เย่เฟิงได้ลืมตาตื่นขึ้นมา ภาพชัดเจนกว่าในตอนแรก “หืม..... ที่นี่มันที่ไหน” เย่เฟิงลืมตาขึ้นมาก็เริ่มหันไปสังเกตบริเวรรอบ ๆ ที่ตนอยู่ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตนกำลังจะทะลวงคอขวดเพื่อผ่านไปยังขั้นที่ 10 ขั้นในตำนานที่ผู้คนทุกคนในดินแดนเยี่ยป่ายใฝ่ฝันที่จะเข้าถึง ปกติผู้ฝึกตนทะลวงถึงขั้น 9 แล้วจะหยุดอยู่แต่ขั้นนั้นไม่ไปต่ออีก เพราะแทบทุกคนที่ทะลวงไปยังขั้น 10 เสียชีวิตขณะทะลวงคอขวด ตนดันมั่นใจเกินไปเลยลองทะลวงไปขั้นที่ 10 ที่ถ้ำในสำนักตัวเอง ไม่น่าเชื่อว่าดันทำผิดพลาด ทำตนให้เสียชีวิตลงไป “หืมมมมมม” เย่เฟิงทำตาโตเพราะนึกขึ้นได้ว่าก่อนที่สติจะดับวูบไป มีอะไรเข้ามาอยู่ในวิสัยทัศน์ของตน เย่เฟิงก็เลยนึกย้อนไปยังตอนนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น “ติ๊ง” “กำลังสแกนร่างกาย” “เสร็จสิ้นการประมวลผล กำลังแสดงข้อมูลผู้เล่น” ชื่อ: เย่ฟิง เพศ: ชาย อายุ: 101,005 ปี เผ่า: ??? อาชีพ: ??? ฉายา: ??? เลเวล: ??? Exp: ??? สกิล: ??? “ติ๊ง” “กำลังส่งวิญญานผู้เล่นชื่อ เย่เฟิง ไปยังโลก???” “ที่เด้งมาในสายตาตนนั้น มันคุ้น ๆ เหมือนจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน” เย่เฟิงกำลังวิเคราะห์อยู่ว่าตนเคยไปเห็นข้อความที่เด้งขึ้นมาสู่สายตาจากที่ไหนกัน พอเย่เฟิงนึกออก ก็ตกใจอย่างมาก นี่มันข้อความที่เด้งภายในเกม ๆ หนึ่งที่ตนเคยเล่นอยู่ในโลกก่อนที่จะมายังดินแดนเยี่ยป่ายนี่หน่า เคยเล่นพวกเกมแนวตีมอนเก็บเลเวลมาเยอะ เลยนึกออกได้ไว แต่ต้องขอบคุณการฝึกตนของตนในดินแดนเยี่ยป่าย ที่ทำให้ตนยังจำได้อยู่ เพราะขั้นหลัง ๆ เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณทำให้มองแค่ครั้งเดียวก็จำได้แม่น พอเย่เฟิงแน่ใจแล้วก็หันซ้าย หันขวาเพื่อสังเกตบริเวณรอบ ๆ อีกครั้งหนึ่ง พอตนแน่ใจแล้วว่าที่นี่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ลุกขึ้นทันทีเพื่อที่จะเดินสังเกตรอบ ๆ ได้ละเอียดมากขึ้น “หืม ที่นี่มันคุ้น ๆ เอ๊ะ นี่มันโต๊ะ เก้าอี้ เตียง โคมไฟ และอีกหลายอย่างเหมือนกับของที่อยู่บนโลกที่ตนเคยจากมาแล้วเลย” เย่เฟิงตกใจร้องเสียงหลงขึ้นมา ก็นึกขึ้นได้ว่า หรือว่าตนจะกลับมาดาวโลกที่เคยอยู่ในตอนแรกแล้ว ก็นึกย้อนไปวันเก่า ๆ ที่ตนเคยอาศัยอยู่ คิดถึงพ่อแม่ น้องสาวหัวแก้วหัวแหวนที่ตนเอ็นดูตลอดได้ขึ้นมา ดวงตาก็เริ่มเปียกชื้น เย่เฟิงได้สติขึ้นมาก็รีบสังเกตดูร่างกายตัวเองว่าใช่ร่างกายของตนหรือไม่ พอแน่ใจแล้วว่านี่มันร่างกายของตน ก็ถอนหายใจอย่าโล่งอกขึ้นมา พร้อมกับเดินหากระจกเพื่อที่จะได้สังเกตหน้าตาตน เย่เฟิงเดินค้นหาไปทั่วห้อง แต่ก็ยังไม่เจอสิ่งที่ตนต้องการ เย่เฟิงเอียงคอสงสัยว่าคงจะหากระจกไม่ได้ภายในห้องนี้ เลยเปิดประตูเพื่อไปยังห้องถัดไป โชคร้ายในความโชคดีเพราะเย่เฟิงได้เจอกระจกที่ตนต้องการหาเจอพอดีที่เข้ามาให้องถัดไป เย่เฟิงรีบเดินไปที่หน้ากระจกบานนั้นเพื่อที่จะสังเกตตัวเองได้ พอเงาสะท้อนตัวเองในกระจกได้เข้าสู่ม่านตาแล้ว เย่เฟิงก็ตกใจเบิกตาโต ความคิดต่าง ๆ นา ๆ ได้แล่นเข้าสู่สมองตน “ทำไมร่างกาย และหน้าตาเป็นของดินแดนเยี่ยป่าย ไม่ใช่โลกที่ตนจากมาครั้งแรก” พอเย่เฟิงสังเกตดูตัวเองเสร็จ คิ้วก็ขมวดเข้าหากัน ทำให้เย่เฟิงหน้ากระจกตอนนี้ดูเคร่งขึมขึ้นมาทันตา คิ้วที่หนาอย่างกับดาบ ส่วนสูงก็เกิน 180 เซนติเมตร หน้าตาหล่อเหลา ช่างเข้ากันได้ดีอย่างกับพระเจ้าได้ประทานพรมาเลยก็ว่าได้ เย่เฟิงเกิดลังเลขึ้นมาว่าจะไปเจอหน้าครอบครัวดีหรือไม่ ถ้าไปเจอพ่อ แม่ ก็ไม่น่าจะจำตนได้ เพราะตอนนี้เป็นหน้าตาของดินแดนเยี่ยป่าย เย่เฟิงเลยตัดสินใจได้ว่าลองไปสังเกตดูก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง พอเย่เฟิงตัดสินใจได้แล้วก็เริ่มหาข้อมูลว่าตอนนี้ตนพักอยู่ที่ไหน พอค้นหาภายในห้องได้ซัก ครึ่งชั่วยามก็ไม่เจออะไรที่เป็นเบาะแสได้ เจอแต่ปฏิทินที่บอกว่าปีนี้ ปี A13I เย่เฟิงก็ขมวดคิ้ว ทำไมปีบนปฏิทินมันแปลก ๆ เย่เฟิงคิดว่าน่าจะเป็นของทำเล่นเลยไม่ได้ใส่ใจ วางกลับไปที่เดิม แล้วก็สรุปผลว่าในห้องนี้ไม่มีเบาะแสอะไรให้ค้นหาอีก เสียงผู้ชายสองคนที่กำลังพูดคุยกันอยู่ได้ทำลายความเงียบลง พอเย่เฟิงเงยหน้าขึ้นไปตรงจุดที่เกิดเสียงแล้วลองฟังดู เป็นภาษาที่ตนใช้อยู่เลยเข้าใจได้ง่าย “อ่า ทำไมวันนี้ร้อนจัง” ชายคนแรกที่เริ่มเปิดคำสนทนา “มันก็ร้อนปกติอยู่แล้วน่า อย่าบ่นเลย” ชายอีกคนได้ตอบรับกับคำพูดของคนแรก “รีบ ๆ หน่อยจะไปทำงานสายแล้วนะ” “ได้ ๆ รถประจำทางมาพอดีขึ้นกัน” พอเย่เฟิงฟังผู้ชายสองคนนั้นพูดคุยกันเสร็จ ก็เอียงหัวแล็วเริ่มจมอยู่ในความคิด เวลาผ่านไปสักพักก็ได้ข้อสรุปว่าลองไปสอบถามผู้คนที่อยู่ข้างนอกก่อนแล้วกัน พอเดินไปถึงริมถนน เย่เฟิงก็เอียงคอสงสัย “ทำไมไม่เคยเห็นลักษณะการก่อสร้างแบบนี้มาก่อนเลย หรือว่าเริ่มมีโครงการอะไรขึ้นมาใหม่ ตัวบ้านแบบแปลก ๆ ถนนที่ไม่คุ้นเคย พอหันหลังเพื่อดูบ้านตัวเองด้วยความคาดหวังแปลก ๆ เย่เฟิงมองแล็วก็ยักใหล่แบบปลง ๆ จะไปคาดหวังอะไรมาก บ้านของตนอยู่มันก็คล้าย ๆ กับบ้านแถว ๆ นี้” พอเย่เฟิงสังเกตบริเวณบ้านของตนเสร็จ ก็หันไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังวิ่งจ๊อกกิ้งเข้ามาที่ ๆ ตนกำลังยืนอยู่ เย่เฟิงเลยเดินไปรั้งเพื่อจะสอบถามผู้ชายคนนั้น “สวัสดีครับ” “ครับ มีอะไรเหรอครับ” ผู้ชายที่กำลังวิ่งจ๊อกกิ้ง ได้ชะลอตัวพร้อมกับตอบรับคำทักทายของเย่เฟิง “ที่นี่คือที่ไหน พอทราบไหมครับ” ผู้ชายคนนั้นครุ่นคิดเล็กน้อยพร้อมกับตอบเย่เฟิงไปว่า “ที่นี่คือถนน A122 เขต A” พอเย่เฟิงได้ยินถึงกับแปลกใจ มาล้อเล่นอะไรกับตนตอนนี้ แล้วเริ่มถามกลับอีกครั้งแต่ผลที่ได้มาคือคำตอบเดิม พอจะถามเพราะไม่เข้าใจว่า ถนน A122 คือที่ไหน เขต A อยู่ตรงไหน ก็มองเห็นสีหน้าไม่พอใจของชายคนนั้น เย่เฟิงก็เลยไม่ถามต่อแล้วขอบคุณชายคนนั้นไป เย่เฟิงลองไปหยุดถามอีกหลาย ๆ คนซึ่งคำตอบของทุกคนที่ได้รับมานั้นแทบเหมือนกันหมด เย่เฟิงเลยเปลี่ยนคำถามว่าปีนี้ คือปีอะไร แต่คำตอบที่ได้ทำให้เย่เฟิงช็อค ที่นี่คือปี A13I ไม่ใช่ปี ค.ศ.2700 ที่ตนเคยจากมา เย่เฟิงเลยได้คำตอบว่าที่นี่ไม่ใช่โลกเดิมที่ตนเคยอยู่ ไม่มีครอบครัวของตน เย่เฟิงทำใจให้เย็นลง และเตือนตัวเองว่าตนก็เคยผ่านเรื่องแบบนี้มาก่อน เพราะตอนมาโลกเยี่ยป่ายแรก ๆ ตนก็เคยคิดถึงครอบครัว แต่ทำยังไงก็หาทางกลับไม่ได้ จนเวลาผ่านไปก็เริ่มชินชา เย่เฟิงทำได้เพียงอธิฐานให้พ่อแม่ของตนทั้งสองโลก ให้เจอแต่ความสุข ถ้าจะถามว่าให้เย่เฟิงกลับไปโลกไหนระหว่างโลกเดิม กับดินแดนเยี่ยป่าย เย่เฟิงก็ตัดสินใจไม่ได้เช่นกัน พอส่ายหัวซักพัก ได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นมา เย่เฟิงต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อไม่ให้ล้ม เพราะร่างกายตอนนี้ไม่มีพลังเซียนหลงเหลืออยู่ เหลือก็แต่เพียงแต่กายสังขารที่เป็นมนุษย์ปกติ ผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงฉีกขาดที่เกิดขึ้นด้านบนหัวตน ท้องฟ้าก็เนิ่มแยกออกจากกันเหมือนถูกดาบผ่าจนมิติเกิดพังทลาย เย่เฟิงเลยเงยหน้าขึ้นไปมองพร้อมกับขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น” เย่เฟิงสงสัยว่าตัวเองตาฝาดหรือไม่ก็หันไปสังเกตรอบ ๆ แล้วเห็นทุกคนเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า ด้วยกริยาหลายอย่างตกใจบ้าง กลัวบ้าง ร้องไห้บ้าง มีเกือบ ๆ ทุกอย่างที่มนุษย์สามารถแสดงได้ในขณะตกใจกลัว เวลาผ่านไปประมาณ 1 ป้านน้ำชา ก็เกิดเสียงที่ทำลายความเงียบสงบลงไป และเป็นเสียงที่ทำให้ชีวิตมนุษย์หลายล้าน ร้อยล้าน ต้องตายไปด้วยความสิ้นหวัง “ยินดีต้อนรับเหล่ามนุษย์ทั้งหลาย” เย่เฟิงได้ยินเสียงแปลก ๆ ที่ดังขึ้นมาจากท้องฟ้า เย่เฟิงก็คิดว่าเสียงที่ได้ยินนั้นชั่งหยิ่งยโสเหลือเกิน ไม่มีเวลาให้เย่เฟิงคิดต่อเสียงนั้นก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง “ข้าเป็นใครพวกเจ้าไม่ต้องมาสนใจ ข้ามีข้อเสนอดี ๆ ให้พวกเจ้า ข้าจะทำให้ความปราถนาของพวกเจ้าเป็นจริงทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นเงิน อำนาจ หรือว่าผู้หญิง ข้าสามารถทำให้สมหวังได้ทุกสิ่ง แต่พวกจ้าต้องมาถึงเส้นชัยที่ข้าได้กำหนดไว้” “ถ้าพวกเจ้าตัดสินใจได้แล้ว ก็จงเลือกคำตอบของพวกเจ้าซะ จะมีข้อความเด้งขึ้นมาพวกเจ้าก็จงเลือกกันเอาเอง ฮ่าๆๆๆ” พอเสียงที่ได้ยินอยู่เงียบลงไป เย่เฟิงก็เห็นหน้าต่างข้อความอันคุ้นเคยเด้งขึ้นมาอีกครั้ง “ติ๊ง” “คุณต้องการให้ความปรานาที่คุณต้องการเป็นจริงหรือไม่” เย่เฟิงสังเกตดูมีตัวเลือกให้เลือกสองแบบคือ ต้องการ และไม่ต้องการ เย่เฟิงก้มหัวแล้วครุ่นคิด ถ้าตนตอบตกลง จะทำให้ตนสามารถผ่านคอขวดที่ทำให้เสียชีวิตที่โลกเยี่ยป่ายได้หรือไม่ พอเย่เฟิงคิดไปคิดมาเริ่มขมวดคิ้วแล้วตอบกับตัวเองว่า ไร้สาระในใจ เพราะขั้นที่ 10 ที่โลกเยี่ยป่ายไม่มีใครผ่านไปได้เลย และมีโลกระดับเดียวกับโลกเยี่ยป่ายไม่มีใครไปถึงระดับนั้นได้ พอเย่เฟิงได้ข้อสรุปก็กดคำว่า ไม่ต้องการ พอหน้าต่างหายไป ก็มีข้อความเด้งมาสู่สายตาอีกครั้ง “ขอแสดงความยินดีด้วยคุณได้เข้าสู่โลก...........” “บัดซบ” เย่เฟิงยังอ่านไม่ทันจบ ได้แต่สถบก่อนที่สติจะดับวูบไป