“ อือ…. ”
เฉินห่าวลูบคางตนเองด้วยท่าทางสงสัย ทักษะดาบที่หลี่อิงใช้ให้ดูเหมือนจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แม้หลายท่วงท่าจะต่างกันออกไป แก่นของทักษะกลับดูคล้ายกัน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็นึกไม่ออกจึงเลิกคิดหาต้นตอของทักษะที่คล้ายกับทักษะตรงหน้าเพราะถึงเวลาแล้วที่เขาจะสอน
“ ฉันจะแนะนำวิธีการก้าวเดินไปพร้อมๆกับทักษะดาบเลยก็แล้วกัน ก่อนอื่นฟันท่าที่สามให้ฉันดูหน่อย ”
หลี่อิงตวัดดาบในแนวเฉียงให้เฉินห่าวมองอีกครั้ง ท่านี้เน้นการฟาดฟันที่รวดเร็วในแนวที่ศัตรูรับได้ยาก
“ ถ้าฟันมอนสเตอร์มันก็ได้ผลดีอยู่หรอก แต่ถ้าเป็นคนเธอได้ตายไปแล้ว ”
“ ทำไมเหรอคะ ”
“ ถ้าไม่เข้าใจฉันจะแสดงให้ดู ลองโจมตีมาที่ฉันด้วยท่าเมื่อกี้อีกทีสิ ”
หลี่อิงกลัวว่าเฉินห่าวจะได้รับบาดเจ็บ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเทรนเนอร์คงแข็งแกร่งพอตัวจึงโจมตีด้วยท่าเดิม เพียงแต่ว่าดาบที่ควรจะกระทบกับอะไรสักอย่างสัมผัสได้เพียงอากาศอันว่างเปล่า ร่างของเฉินห่าวย่อตัวเล็กน้อยแล้วหลบดาบเมื่อครู่ง่ายๆโดยไม่ได้ใช้ความพยายามเลยด้วยซ้ำ
“ เห็นไหม มันใช้ได้แค่กับมอนสเตอร์ ถ้าศัตรูของเธอมีทักษะเท้าที่ดีหน่อยแค่ย่อตัวเล็กน้อยก็หลบได้แล้ว ลองอีกทีสิ จะฟันเฉียงจากฝั่งไหนก็ได้ ”
หลี่อิงพยักหน้ารับแล้วโจมตีเฉินห่าวต่อไป อีกฝ่ายยังคงโยกตัวหลบราวกับว่าเขาเป็นเพียงอากาศ
หลี่อิงที่พยายามไล่โจมตีตกใจมากเพราะไม่เคยโจมตีพลาดเช่นนี้มาก่อน ต่อให้เธอจะต่อสู้กับเหมยลี่จนพ่ายแพ้มาหลายครั้ง ดาบที่ฟันออกไปล้วนแล้วถูกป้องกันจากดาบของเหมยลี่ตลอด
เจ้าของร้านกลับโยกตัวหลบด้วยท่าทางสบายๆทำราวกับว่าทักษะของเธอเป็นทักษะดาบพื้นฐาน
“ เอาล่ะ ฉันจะลองสวนกลับดูนะ ”
เฉินห่าวยังคงโยกหลบต่อไป เพียงแต่ว่าเขาลองเพิ่มการสวนกลับด้วยการใช้ปลายนิ้วชี้แทนมีดสิ้นจ้วงแทนหลี่อิงหลังจากหลบ
ภายใน 10 ครั้งที่เขาหลบจะมีการสวนกลับด้วยการจ้วงแทงมีดมากถึง 5 ครั้ง ทุกครั้งที่แทงจะมุ่งเป้าเขาจุดอ่อนของหลี่อิงทั้งหมดจนเธอตกใจที่ทักษะเต็มไปด้วยจุดอ่อน
“ เอาล่ะพอก่อน ฉันจะเริ่มเปลี่ยนตำแหน่งการฟันเล็กน้อยเพื่อกลบจุดอ่อนพวกนี้ แล้วก็ฉันอยากจะเพิ่มบางสิ่งเข้าไปในทักษะเพื่อใช้มันบล็อกการโจมตีที่อาจจะถึงชีวิต ”
เฉินห่าวเริ่มแนะนำอย่างตั้งใจโดยมีหลี่อิงคอยปรับแก้ไขหลังจากได้รับคำชี้แนะ เขาไม่สนใจเลยว่าเธอจะเป็นคุณหนู ตราบใดที่อยู่ในช่วงฝึกกับเขา ไม้เล็กๆที่ใช้แทนไม้เรียวจะตีเบาๆไปยังตำแหน่งที่เคลื่อนไหวพลาด
“ อืม พอใช้ ฟันแบบนี้ต่อไปเดี๋ยวฉันมา ”
เฉินห่าวเดินออกจากพื้นที่ฝึกซ้อมของหลี่อิงแล้วไปดูนักเรียนทั้ง 5 ที่ลงคอร์สทักษะ ขั้นแรกที่พวกเขากำลังทำคือการหลับตาทำสมาธิเพื่อโคจรมานาให้ได้ พรุ่งนี้เขาจะยังไม่ให้ฝึกท่วงท่าใดเพราะจะฝึกโคจรอีกวัน
ภายใน 2 วันเด็กทั้ง 5 จะเริ่มชินกับการโคจรจนสามารถใช้ออกด้วยทักษะที่ลงเรียนได้
“ ยัยหนู เธอลืมโคจรผ่านท่อพลังส่วนหัวไหล่ ”
เฉินห่าวส่งมานาเข้าไปในร่างของเด็กสาวคนหนึ่ง เธอจึงรีบตอบรับมานาก้อนนี้ด้วยการเติมมานาของตนเองเข้ามาจนทำให้การโคจรกลับมาสมบูรณ์
เฉินห่าวค่อยๆชี้แนะเด็กแต่ละคนไปเรื่อยๆ ต่อให้เขาจะเป็นเทรนเนอร์ สุดท้ายความสามารถในการเรียนรู้ยังคงต้องพึ่งพรสวรรค์ของเด็กๆ
นอกจากหลี่อิงกับเหมยลี่แล้ว คนอื่นล้วนแล้วธรรมดาที่เขาต้องคอยบอกซ้ำๆจนกว่าจะเข้าใจ
หลังจากแนะนำเด็กทั้ง 5 เสร็จแล้วเขาไม่ลืมเดินไปฟาดกลุ่มของอ้ายเสินที่ยังคงมีความผิดพลาดในการออกท่วงท่าอยู่ ถึงอย่างนั้นทุกคนกลับยินดีที่ถูกฟาดเพราะเจ้าของร้านแก้ไขจุดบกพร่องให้โดยไม่คิดเงิน
“ อืม วันนี้ใช้ได้ พักเที่ยงแล้วค่อยกลับมาฝึก ”
“ พี่ชาย หนูกลับมาช้านะเพราะต้องพาแม่ไปตรวจสุขภาพราวๆ 3 ชั่วโมง ”
“ งั้นเธอก็ฝึกต่ออยู่บ้านก็ได้ ”
“ งั้นหนูจะมาพรุ่งนี้นะคะ ”
เหมยลี่ปาดเหงื่อ แต่ก่อนออกจากร้านเธอไม่ลืมนำไม้ถูมาทำความสะอาดพื้นภายในชั้น 1 เพื่อตอบแทนเจ้าของร้านอีกแรง
เฉินห่าวพบว่าได้เวลากลับไปหาหลี่อิงแล้วจึงเข้าไปในโซนฝึกซ้อม ทันทีที่เขาเข้ามาก็พบว่าหลี่อิงปรับตัวเข้ากับคำแนะนำของเขาได้แล้ว เหลือแค่ทำให้คุ้นชินเท่านั้น
“ อย่าพึ่งใส่พลัง ฟันให้ถูกก่อน ”
หลี่อิงตกใจเพราะจู่ๆก็มีไม้เรียวจิ้มบริเวณสะเอว เมื่อครู่เธอลองใส่แรงเพิ่มขึ้นเพราะอยากรู้ว่ามันจะรุนแรงกว่าเดิมไหม
การฟาดฟันในท่าที่ 3 ที่ถูกปรับแก้ไข้ปลดปล่อยพลังได้มากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นความแม่นยำกลับลดลงมากเพราะเธอยังไม่คุ้นชิน ดังนั้นแล้วจึงต้องทำตามคำแนะนำเจ้าของร้านไปก่อน
“ ตรงนี้ๆ อย่าลืมตรงนี้ ”
เฉินห่าวค่อยๆใช้ไม้จิ้มไปตามแขนขาหากว่าคุณหนูหลี่อิงทำพลาด เขาต้องจ้ำจี้จ้ำไชบ่อยครั้งเพราะต้องการเปลี่ยนคุณหนูหลี่อิงให้เร็วที่สุด
ความแข็งแกร่งของคุณหนูหลี่อิงที่พัฒนาขึ้นจะดึงตระกูลซูให้เข้ามาหาเขาเช่นเดียวกัน
จากการรับเงินของตาเฒ่าหงซวนทำให้เขารู้ความจริงในการทำธุรกิจบางข้อ
หากเขาต้องการความมั่นคงต้องหาลูกค้าเข้าร้านให้ได้สม่ำเสมอ แต่ถ้าเขาอยากจะรวยให้หาลูกค้าเลเวลสูงหรือไม่ก็ขุมอำนาจสักแห่ง พวกเขาสามารถจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้ได้
เฉินห่าวจึงมุ่งเป้าไปที่ตระกูลซู หากผู้อาวุโสเห็นทักษะของคุณหนูหลี่อิงที่เปลี่ยนไป คงรีบร้อนเดินทางมาที่ร้านของเขาอย่างแน่นอน ลำดับต่ำไปคงหนีไม่พ้นการเสนอราคาทักษะเพื่อนำไปใช้กับคนอื่นๆในตระกูล
“ ว่าแล้วเราก็อัพเลเวลด้วยดีกว่า ”
เฉินห่าวนำโทรศัพท์ขึ้นมาสั่งซื้อผลึกมานา โดยเลือกเลเวลตั้งแต่ 8 ไปจนถึง 15 เพื่อดูดซับพวกมันให้ตรงตามเลเวลของตนเอง
ต่อให้เขาจะรู้ว่าผลึกมานาเลเวล 17 เหมาะกับเขาที่สุด ราคาของมันกลับสูงมาก
เขาไม่จำเป็นต้องดูดซับผลึกมานาเลเวลสูงที่สุดเป็นเพราะว่าเขาไม่จำเป็นต้องกินเหมือนคนอื่นๆ
หลายคนใช้วิธีการกินผลึกมานาที่มีเลเวลสูงที่สุดโดยใช้เลเวลของตนเองเป็นตัวอ้างอิง สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้เป็นเพราะว่าเซลล์ในร่างกายมีข้อจำกัดในการดูดซับ โดยไม่เน้นระดับพลังงานที่ดูดซับเข้ามา มีเพียงปริมาณการดูดซับที่เป็นข้อจำกัด
ต่อให้เขาดูดซับผลึกมานาเลเวล 17 เข้ามาก็ตาม ปริมาณที่เซลล์รับได้ต่อครั้งไม่ต่างจากดูดซับพลึกมานาเลเวล 7 ดังนั้นฮันเตอร์ที่เร่งรีบอัพเลเวลจึงใช้ผลึกมานาเลเวลสูงกว่าเพื่อให้เซลล์พัฒนาได้เร็ว
“ วันนี้พอเท่านี้แหละ ฝึกมากไปร่างกายจะเกิดภาวะงุนงงเอาได้ ช่วงแรกต้องรอให้เกิดความเคยชินก่อน ”
เฉินห่าวแนะนำหลี่อิงเล็กน้อยก่อนกลับ นักเรียนที่ใช้งานอุปกรณ์ออกจากร้านก่อนฟ้าค่ำ เหลือเพียงแค่คนที่เรียนทักษะกับเขาเท่านั้นที่ยังคงอยู่ เฉินห่าวบอกให้ทุกคนพักเหมือนๆกันเพราะการฝึกเองที่บ้านอาจจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
“ มีทางไหนอีกไหมนะที่จะทำให้ฉันได้ลูกค้าเพิ่ม ”
ข่าวยังคงพูดถึงสงครามที่รอยต่อของเขต X และเขต Y เช่นเดิม เช้า เที่ยง เย็นมีข่าวเกี่ยวกับการต่อสู้และการอพยพของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งวันนี้เขาพบว่านักเรียนที่มาใช้งานลดน้อยลงเช่นกัน สาเหตุคงมาจากการที่ทางบ้านพาอพยพเดินทางออกจากเขต X ต่อไปเขาคิดว่าสมาชิกที่เข้ามาใช้งานคงจะน้อยลงอีก
แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรเขาพบว่าการจะหาลูกค้าได้อีกคงมีทางเดียวคือรอให้สงครามสงบ โดยที่เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามนุษย์จะเป็นฝ่ายชนะหรือไม่
หากว่าพ่ายแพ้ร้านของเขาคงจะตกอยู่ท่ามกลางมอนสเตอร์ ถ้าจะเริ่มใหม่ก็ต้องหาลูกค้าเพิ่มอีก โดยเขาไม่รู้ว่าสมาชิกจะตามไปใช้งานกันกี่คน
การเปิดร้านใหม่เขาจำเป็นต้องเก็บแต้มซื้ออุปกรณ์ใหม่เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังต้องซื้อตึกเพิ่มเติมอีก คู่แข่งก็ต้องเอาชนะกัน ภายในเขต X มีเพียงฟิตเนสฝั่งตรงข้ามที่มีปัญหา ซึ่งดูเหมือนเขาจะเอาชนะได้โดยไม่ต้องทำอะไรเนื่องจากว่าอีกฝ่ายถูกสมาชิกร้านของเขาหัวใสเข้าไปซื้อของลดราคาแล้วกลับมาออกกำลังกายที่ร้านของเขาเช่นเดิมจนทำให้ขาดทุนย่อยยับ
“ หรือฉันจะต้องเข้าร่วมการต่อสู้นี้ด้วย ให้ตายสิ อุส่าได้ใช้ชีวิตสงบๆแล้ว คงมีแต่ต้องช่วยสินะ ”
เฉินห่าวมองไปหน้าร้าน พนักงานส่งของเดินทางมาส่งแล้วเขาจึงออกไปรับพัสดุ
“ คุณเฉินห่าวใช่ไหมครับ ”
“ ใช่แล้ว เงินตัดจากธนาคารไปแล้ว ”
“ โอเคครับ ทุกอย่างครบถ้วน ช่วยเซ็นรับตรงนี้หน่อยนะครับ ”
เลเวลของเขายังน้อยอยู่ ค่าผลึกมานาจึงถูก เขาจ่ายไปเพียง 43 ล้านเหรียญเท่านั้นเพื่อซื้อผลึกมานาเลเวล 8 ไปจนถึงเลเวล 15 มาอย่างละ 100 ก้อน
ขณะที่อุ้มกล่องกลับเข้าไปในบ้าน เฉินห่าวพบว่าหลังตึกมีการเคลื่อนไหว เขาจึงเก็บกล่องพัสดุเอาไว้ในช่องเก็บของแล้วเดินไปหาชายที่พยายามจะลอบเข้ามาทางด้านหลังตึก เพียงแต่ว่าตึกนี้พิเศษเขาจึงแอบย่องเข้ามาไม่ได้
แกล็ก!
ลูกบิดเปิดออกเบาๆเผยให้เห็นชายตัดผมเกรียนกำลังใช้ความรู้ของตนสะเดาะกลอนเข้ามาในตึก
อวี้หลงเห็นว่าเจ้าของตึกรู้ตัวจึงยิ้มแห้งๆ เขาคิดว่าจะแอบเข้าไปนอนรอในตึกแล้วออกมาหาเจ้าของ ไม่คิดว่าเฉินห่าวจะรู้ตัวเสียก่อน
“ ในเมื่อมาแล้วเข้ามาเถอะ ”
“ ที่นี่เป็นตึกของคุณเหรอ ”
อวี้หลงเดินตามอย่างระมัดระวัง สองตากวาดมองสองข้างทางกลัวว่าจะมีกับดักหรือคนดักซุ่ม ภายในตึกตอนนี้กลับมีเพียงเขาและเจ้าของตึก ทันใดนั้นเขาก็มาถึงห้องโถงภายในชั้นหนึ่งที่เต็มไปด้วยเครื่องออกกำลังกายรุ่นเก่า
แต่เมื่อเขามองไปยังสิ่งที่กำลังนั่งเล่นอยู่บนพรมนุ่มๆสีขาว ร่างของอวี้หลงถึงขั้นหนาวสั่นในทันทีเพราะมอนสเตอร์ตัวสีแดงจ้ำม่ำดูน่ารักน่าชังกำลังถูกเด็กน้อยป้อนข้าวปลดปล่อยจิตสังหารมาที่เขา
“ ไม่ต้องตกใจขนาดนั้น ฉันเลี้ยงมังกรตัวนี้จนเชื่องแล้ว ”
อวี้หลงตกใจมากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่าสิ่งที่กำลังกินผลไม้พลาสติกที่เด็กน้อยป้อนเป็นถึงมังกร ไม่ใช่กิ้งก่ามีปีก
เฉินห่าวลอบประเมินท่าทางของอวี้หลง เขารู้สึกพอใจเพราะทำให้อีกฝ่ายกลัวได้แล้ว ต่อจากนี้คงจะคุยง่ายยิ่งขึ้น
“ คุณ คุณเจ้าของตึก มันจะไม่กัดฉันใช่ไหม ”
“ ไม่ล่ะ มันจะไม่กัดใครทั้งนั้น เว้นแต่ว่าคนๆนั้นจะทำให้เด็กร้องไห้ ”
ใบหน้าของอวี้หลงเปลี่ยนไป เขาเผลอยิ้มออกมาโดยไม่ตั้งใจเพราะกลัวว่าจะทำให้เด็กตัวน้อยๆร้องไห้จึงทำหน้าให้มีความสุขเพื่อทำให้ร่างกายของเขาลดความตึงเครียดลง แต่เหมือนว่ามันจะเครียดกว่าเดิมเพราะเขากลัวมังกร
“ เอาล่ะ ไปชั้นสองกัน ที่นี่คงไม่ปลอดภัยสำหรับนายที่พึ่งได้สติกลับมา นายคงไม่ไปสร้างเรื่องวุ่นวายเตะตาใครมาหรอกใช่ไหม ”
เฉินห่าวพาอวี้หลงเดินขึ้นไปบนชั้นสอง เขาจัดห้องไว้ให้อีกฝ่ายแล้ว โดยใช้ห้องเดิมที่เขานอนกับเป่าเป้ยเพราะตอนนี้ย้ายขึ้นไปชั้น 3 แล้ว อีกไม่นานเขาคิดว่าชั้น 2 คงจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของฟิตเนส
หลังจากพาอวี้หลงขึ้นมาชั้น 2 แล้วเฉินห่าวไม่พูดพร่ำทำเพลงบอกให้อวี้ลงยกดัมเบลในทันที หลังจากนี้เขาถึงจะสอนทักษะให้จนอีกฝ่ายแข็งแกร่งพอจะรับมือกับคนตระกูลเกา