และตั้งแต่ออกจากอาณาจักรอาเดฟมาก็ผ่านไปแล้วสามเดือน!โชคดีที่สามเดือนที่ผ่านมาไม่เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันอย่างรุนแรงขึ้น
ในตอนนี้ฉันที่นั่งอยู่บนรถม้าสามารถมองเห็นเมืองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางของทะเลสาบและมีสะพานทอดยาวจากพื้นข้ามไปถึงเมือง
แม้จะไม่มีกำแพงกั้นทะเลสาบแต่ฉันรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ คงเป็นบาเรียละมั้ง ?อีกไม่นานพวกเราก็ถึงเขตไร้อาณาแล้ว อันที่จริงแถบชายฝั่งทะเลสาบก็นับเป็นพื้นที่ที่ไม่ขึ้นตรงต่ออาณาจักรใดๆแล้ว
แต่ในตอนนั้นกระจกหน้าต่างด้านข้างฉันก็สังเกตเห็นบางอย่างเลยดึงดูดสายตาฉันฉันจึงหันไปมอง
ด้านขวามือคือมีที่นั่งเล่นอยู่คล้ายกับสวนสาธารณะเลยแหละตรงนี้ บางทีอาจจะสร้างไว้เผื่อสำหรับคนจรจัดที่ไม่ได้นับเป็นคนจากอาณาจักรใดๆ
แถมถ้ามาอยู่ในเขตนี้ยังได้รับการคุ้มครองจากพาลาดินระดับสูงอีกด้วยแต่บนเก้าอี้ยาวฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง
เธอสวมชุดที่ค่อนข้างรุงรังเคลื่อนไหวยากมาก เอาจริงๆ มันคือชุดขององค์หญิงนั่นแหละ มีผมสีชมพูยาวสลวย
กำลังนั่งถือขวดแก้วอยู่ ในขวดแก้วที่เป็นหลอดมียาอยู่นั้นที่ฉันรู้เพราะว่าฉันก็เคยเห็นมาก่อนพวกยาที่เป็นของเหลว
ยาในมือซ้ายเป็นยารักษาไข้ยาในมือขวาคือยาหยุดพิษ ส่วนในขวดใหญ่ตรงกลางเป็นยาชำระล้างร่างกาย
แล้วเธอก็เทมันใส่กันก่อนที่ในพริบตานั้นก็“ตู้ม!!!” จู่ๆ ยาก็แตกออก แต่น่าตกใจที่มันไม่มีแรงสั่นสะเทือนอะไรเลย
หลังจากระเบิดไปแล้วควันเริ่มหายไปจากแรงระเบิดที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าฉันไม่ใช่พื้นที่สาธารณะอุดมสมบูรณ์อีกต่อไป..มันกลายเป็นสุสาน ต้นไม้แห้งเหี่ยว
หญ้าก็ไร้ชีวิต… เดี๋ยวยาสามอย่างมันทำอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอ ไม่สิ แรกเริ่มเดิมทีทำไมมันอันตรายแบบนี้ล่ะเนี่ย?
“บ้าเอ๊ยขนาดยายังอันตรายขนาดนี้นะ..”
ฉันคิดในใจไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญแบบไหนเพราะผู้หญิงผมสีชมพูเงยหน้าขึ้นมามองฉันพอดิบพอดี
ฉันไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าเพราะดวงตาของเธอสุกใสมาก ในระดับที่ว่าเหมือนกับกระจกหลากสีกำลังทอแสงเลยแหละ
“ยาไม่ได้อันตรายเฟ้ยอยากตายหรือไงห้ะ เธอน่ะ?!”
“เอ๋..?”
ฉันเผลอตกใจออกมา เอ๋..เธอพูดกับฉันเหรอ? ไม่สิ ฉันไม่ได้พูดอะไรสักหน่อยนะ อย่างน้อยก็แค่คิดในใจนี่น่า
แต่สายตาจะกินเลือดกินเนื้อนั่นมองมาที่ฉัน..ฉันก็ทุบมือทันที! อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง นี่คือการหาเรื่องในโลกใบนี้สินะ!?
ก็แบบในโลกเดิมมีอยู่ใช่ไหมที่แบบหลอกให้เด็กซื้อของแล้วพอพ่อแม่ไปทวงก็แบบทำตัวเป็นมาเฟียหาเรื่องไรแบบนี้
ในโลกนี้ก็คือ..การทำยาแตกต่อหน้าขู่ให้กลัวแล้วถ้าเราไปเถียงสืบต่อด้วยจะยิ่งน่ารำคาญ.. หึไม่ได้กินฉันหรอกจะบอกให้ เจ้าพวกมาเฟียจากต่างโลก!
คิดได้แบบนั้นฉันก็ปิดผ้าม่านดักหน้าทันทีฟู่ว อันตรายนะเนี่ย เกือบไปแล้ว เกือบลืมไปว่านี่คือโลกที่โหดร้าย
พวกเราเดินทางกันต่อสะพานทำจากอิฐปูนเป็นเสาค้ำลงไปใต้ทะเลตลอดทาง พอมาถึงในเขตไร้อาณา
ที่นี่เป็นเมืองขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางเกาะของทะเลสาบแต่พวกเราไม่ได้หยุดพักเพราะเหลือเวลาไม่มากแล้วสำหรับการเปิดรับสมัครนักเรียนใหม่
หลังจากเดินทางต่อโดยการตรงไปเรื่อยๆ สุดเมืองอีกด้านจะมีสะพานที่เชื่อมไปยังเขตอะไรสักอย่างห่างไกลออกไปเป็นเกาะขนาดเล็กที่ปลายสะพานเชื่อมไป
มันขนาดประมาณ 5 ใน 10 ของเกาะนี้แม้จะบอกว่าเล็กแต่ขนาดก็ใหญ่มากไม่แพ้กันและที่นั่นเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้าง ป่า ภูเขาหิมะ ภูเขาไฟ ฯลฯ
มันเต็มไปหมด!และมีกำแพงล้อมรอบเกราะอีกด้วย..
“ว้าว ดูนั่นสิคะ ท่านพี่!”
เลวี่ตื่นเต้นมากเธอกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจโคลเอ้ก็ตาเป็นประกายมีแค่ซิลเวียที่รู้สึกเบื่อหน่าย
“จะดีใจไปกันทำไมโรงเรียนก็เหมือนกรงขัง ต้องอยู่ภายใต้กฎทำนั่นทำนี่ไปวันแค่นั้นเอง เชอะ!”
“เธอนั่นแหละที่ไม่เข้าใจน่ะซิลเวีย!”
เลวี่ทำหน้าไม่พอใจใส่ซิลเวียก่อนที่จะหันมามองฉันด้วยสายตาแปลกๆ ประมาณว่าแค่นี้ก็ได้อยู่กับท่านพี่ตลอดทั้งวันแล้ว..เอ่อ ฉันคงคิดไปเอง นั่นสินะ อืมๆ น้องสาวฉันมีมิตรสัมพันธ์ที่ดีคงจะดีใจมากที่ได้มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้นล่ะมั้ง
ก็นะฉันพนันได้เลยว่าไม่นานเลวี่ต้องมีเพื่อนแน่ๆว่าแล้วฉันก็ยิ้มออกมาและลูบหัวให้เลวี่
“ท่านพี่เข้าใจความสุขของเลวี่ใช่ไหมคะ?”
พอเธอรู้สึกถึงฉันที่กำลังลูบหัวเธออยู่เธอก็หันมาอ้อนฉันซะอย่างงั้น น้องสาวนี่ก็เป็นน้องสาววันยังค่ำจริงๆ นะ
แน่นอนว่าฉันเข้าใจสำหรับคนแบบเลวี่นั้นการที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆพร้อมกับความสนุกที่ไม่เคยมี
เพราะปกติอยู่แต่ในคฤหาสน์ดังนั้นเลยไม่มีเพื่อน พอมาเจอกับโรงเรียนที่มีทั้งเพื่อนทั้งความรู้เป็นธรรมดาที่เธอจะตื่นเต้น
ในฐานะพี่สาวแล้วฉันต้องสนับสนุนเต็มที่!นี่คือชีวิตวัยเรียนของน้องสาวที่น่ารัก!
“แน่นอนสิ! พี่จะอยู่ข้างๆ เลวี่เอง”
แน่นอนเวลาที่หาเพื่อน..ฉันจะอยู่ข้างคอยเป็นกำลังให้น้องสาวอยู่เงียบๆ เอง ถึงใจจริงก็คือต้องการดูว่าใครคิดแผนชั่วร้ายใส่น้องฉันหรือเปล่า
เธอกระโดดเกาะแขนฉันอีกรอบโคลเอ้ที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามเหมือนจะทนไม่ไหวอีกเธอพูดออกมา
“ข้า.. ข้าก็จะอยู่ข้างๆองค์หญิงเพื่อปกป้ององค์หญิงเอง! โลกใบนี้มันโหดร้ายนะองค์หญิงเพราะงั้นพวกเราต้องร่วมมือกัน!”
“ฝากด้วยนะโคลเอ้”
ถึงฉันจะบอกแบบนั้นก็เถอะแต่โคลเอ้เป็นคนขี้ระวังมาตั้งแต่ตอนนั้นจะว่าไป เธอก็ยังระวังแม้แต่ฉันแต่ก็นะเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว
เพราะฉันยังระวังเธอนี่ไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อใจหรือไม่เชื่อใจเลยสักนิดแต่เป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกอย่างนั่นแหละ
ในตอนนี้พวกเราเดินทางเข้าไปยังเขตโรงเรียนอันที่จริงฉันก็พึ่งสังเกตว่า มีรถม้าคันอื่นเริ่มโผล่ทยอยมาแล้ว
อีกอย่างคือ รถม้าดูเหมือนจะมีแต่พวกชนชั้นสูงทั้งนั้นเลยแน่นอนว่าในโรงเรียนลิเบอร์เข้มงวดมาก
นอกจากจะต้องมีสิทธิ์ในการเข้าเรียนแต่ยังต้องทดสอบด้วยหากไม่ผ่านเกณฑ์ก็จะไม่รับเข้าโรงเรียน!
หรือพูดอีกอย่างคือ..แม้จะเป็นขุนนางมาจากไหนก็โดนปฏิเสธได้นั่นเอง! นอกจากรถม้าของเราแล้วก็ยังมีม้าไร้หัว.. ม้าดูลาฮาน!
เอ่อ.. ของแบบนี้ก็มีนะเหมือนจะเป็นรถม้าของเผ่าปีศาจ ในขณะที่มีบางคนขี่รถม้า ที่ไม่มีม้า! บ้าไรเนี่ย!
เหมือนจะเป็นพวกกึ่งมนุษย์ว่ากันว่าเผ่านี้เป็นเผ่าเดียวที่ใกล้เคียงภูตมากที่สุด และอยู่ติดกับคำว่า‘ธรรมชาติ’ มาก
ในขณะที่นอกเหนือจากรถม้าไม่มีม้าและม้าปีศาจดูลาฮานแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าแปลกกว่านั้นคือ
รถม้าที่ไม่ใช้ม้าแต่ใช้ไวเวิร์น!บินได้ด้วย.. อืม.. นี่คงไม่ใช่รถม้าเราควรเรียกมันว่า รถไวเวิร์นสินะจะว่าก็ว่าไปแล้ว
นี่คงเป็นพวกเผ่าอสูรละมั้งฉันรู้สึกระวังตัวขึ้นมากเพราะแรงกดดันไม่รู้มาจากที่ไหนทั้งยังมีบรรยากาศที่เหมือนจะเกลียดกันเหมือนเด็กไม่ถูกกันด้วย
และในขณะเดียวกัน..พวกเราก็ก้าวเข้าสู่ภายในกำแพงของโรงเรียน! ข้างหน้าคือทางที่สร้างจากอะไรสักอย่างแบ่งขั้นขาไปกับขากลับด้วยพุ่มไม้
ในขณะที่ข้างถนนมีต้นไม้ที่มีใบเป็นสีเขียวสบายตากลิ่นอายธรรมชาติเต็มไปหมด ความประทับใจแรกสำหรับฉันคือ เป็นโรงเรียนที่ดี
แต่อย่าลืมว่า… ในโรงเรียนน่ะเป็น..มหากาพย์ดินแดนทุรกันดารเหมือนในอดีตที่ฉันเคยประสบมา การถูกกลั่นแกล้ง!
ฉันจะไม่ประมาทแม้เพียงเสี้ยว
เอาล่ะมาเลย!
โรงเรียนเวทมนตร์ ลิเบอร์!