เสียงจำนรรจาของแขกและเ้าของวังดังไปทั่วห้องโถงในวังอมรานิเวศน์ ได้แก่เสด็จเสนาบดี หม่อมอุ่น ท่านหญิงอ้อ และท่านชายเดียว ที่ทรงมีพระปฏิสันถารแก่กันอย่างสราญรมย์ โดยมีคุณพนักงานข้าหลวงรายล้อมคอยถวายการรับใช้โดยรอบ
น้ำสุรเสียง สีพักตร์ และแววเนตรของท่านชายเดียวแม้จะแสดงออกมาให้เห็นว่าเกษมหทัย แต่ภายในกลับมีความอึดอัดเบียดเสียดแน่นในทรวงอุระ ทรงเหนื่อยเข้าเต็มที ที่ต้องแสร้งประพฤติองค์ในฐานะว่าที่พระชามาดาแห่งวังนี้
“ชายก็ว่าอย่างนั้นเกล้ากระหม่อม น้องหญิงอ้อชำนาญด้านเครื่องหวานนัก เอาไปฝากชายที่วังบ่อย ๆ ชายชักจะติดใจเสียแล้ว ใคร ๆ ที่วังได้ชิม เป็ต้องเอ่ยชมกันทั้งนั้นเกล้ากระหม่อม” พอตรัสเสร็จ ท่านชายเดียวก็ทรงผายพักตร์ไปทิศอื่น ก่อนจะถอนปัสสาสะ แย้มยิ้มเจื่อน เพราะทรงหาโอกาสปลีกองค์ออกมาไม่ได้เสียที
“พี่ชายเดียว ชมหญิงอีกแล้วนะคะ” ท่านหญิงอ้อตรัสบ้าง อัดอั้นหทัยไม่ต่างไปจากพระคู่หมั้น
“ลูกหญิง ที่พี่เขาชมก็ถูกแล้วล่ะจ้ะ ก็ลูกหญิงของแม่นี่มีเสน่ห์ปลายจวักเป็พร์นะจ๊ะ สมกับอยู่ฝ่ายในมานาน” หม่อมอุ่นช่วยเสริม พลางมองพระธิดาของหล่อนอย่างภาคภูมิใจ อีกไม่นานนี้ท่านหญิงก็จะทรงออกเรือนเป็ฝั่งเป็ฝาอย่างที่เธอวาดหวังเอาไว้ก่อนสิ้นลมหายใจ
แม้ฝ่ายเ้าบ่าวจะทรงเป็ท่านชายลูกครึ่ง มีสายพระโลหิตสยามอยู่เพียงครึ่งองค์ แต่หล่อนกับพระสวามีก็ไม่ได้เก็บไปคิดเล็กคิดน้อย กลับส่งเสริม เพราะอย่างไรเสีย หม่อมเ้าทั้งสององค์ก็ทรงเป็พระญาติกัน ที่สำคัญ ใคร ๆ ต่างก็ว่าเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก
“อะ เอ่อ… ถ้าอย่างนั้น ชายขอตัวกลับก่อนนะเกล้ากระหม่อม ไว้วันหลัง ชายจะกลับมาเยี่ยมใหม่”
“อ้าว! จะรีบไปไหนล่ะชายเดียว ไหนพระองค์ชายท่านว่าจะค้างอยู่นานล่ะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว ถือโอกาสพาหญิงอ้อไปขี่รถม้ารับลมเสียหน่อยสิ ตกเย็นจะได้ร่วมทานข้าวกันที่นี่เลย” เสด็จพ่อของท่านหญิงตรัสรั้ง ทรงปรึกษาหาทางที่จะให้ทั้งสององค์อยู่ใช้เวลาด้วยกันมากับเสด็จพระองค์ชายวังโน้นมาแล้ว จะปล่อยให้เสียเื่ไม่ได้
“เสด็จพ่อเพคะ คือ… หญิงไม่…”
พระธิดาทรงมัวอำอึ้งไม่ทันตรัสอะไร ฝ่ายหม่อมเธอก็เข้าแทรก พร้อมทำหน้าเชิงปราม “หญิงอ้อ อย่าขัดเสด็จพ่อสิจ๊ะลูก”
“แต่ว่าหญิงไม่อยากไปนี่คะ หญิงไม่ชอบเที่ยว อีกอย่าง หญิงถักไหมพรมค้างไว้ค่ะ หญิงจะกลับไปทำต่อ”
“ลูกหญิง…” เสด็จเสนาบดีตรัสทัดทาน ทรงเริ่มไม่สบพระอารมณ์ขึ้นมาบ้างแล้ว สังเกตุได้จากน้ำพระสุรเสียง
ท่านชายเดียวทรงตกอยู่ในภาวะเช่นเดียวกันกับเธอ คือไม่ชอบโดนบังคับเอาเสียเลย ต่างทรงเห็นหทัยกันและกันดี ในเมื่อท่านหญิงอ้อไม่ประสงค์ไป จะมัวร่ำไรอยู่ก็เสียเปล่า
“ชายว่าเอาอย่างที่น้องหญิงอ้อว่าก็ดีนะเกล้ากระหม่อม เผอิญว่าวันนี้ชายก็ไม่ว่างเสียด้วย ชายมีธุระสำคัญ” ตรัสแล้วทรงผินไปทางหญิงสาว “ไว้วันหลัง พี่จะเอาของมาฝากใหม่ แล้วจะมาดูไหมพรมที่น้องหญิงถักด้วยนะคะ” ต่อจากนั้น จึงทรงประนมหัตถ์ไหว้อำลา ดำเนินออกมาด้วยวิสาสะอย่างนอบน้อม
พอพ้นหลังคาวังอมรานิเวศน์มาแล้ว ก็ทรงโล่งหทัยเป็ที่ยิ่ง หากประทับอยู่กับท่านหญิงอ้อเพียงลำพังก็ไม่สู้อะไร แต่นี้มีผู้ใหญ่ท่านอยู่ด้วย ท่านก็รับสั่งถามแต่เื่งานหมั้นงานอภิเษกสมรสอยู่อย่างนั้น พอฟังเข้าบ่อยครั้ง ก็ทรงเอือมหทัย
ฝ่ายนายด้าวนั่งรอบนเก้าอี้ใต้ร่มไม้ใหญ่หน้าตำหนัก ใกล้กับรถม้านำเสด็จ พอเห็นท่านชายดำเนินมาแต่ไกล เขาก็ขมีขมันลุกขึ้นรับเสด็จ ด้วยใจในตอนแรกนั้นเริ่มฝ่อ คิดไปไกลว่าท่านชายจะทรงค้างอยู่นาน ปล่อยให้เขาต้องคอยเก้ออย่างพะวงคิดถึง
ทั้งที่ทรงเข้าไปด้านในตำหนักไม่ถึงชั่วยามด้วยซ้ำ
แต่ดวงใจกลับรู้สึกว่าเนิ่นนานประมาณอสงไขยได้ อย่างไรอย่างนั้น
“ฝ่าา กระหม่อมนึกว่าจะทรงอยู่จนค่ำมืดเสียอีก” คราวนี้เริ่มยิ้มได้บ้างแล้ว จากที่หน้าเดิมนั้นเงียบขรึมไร้แววสุข
“ฉันไม่ได้อยากอยู่นานเสียหน่อย เผื่อฉันจะออกมาได้ แทบแย่”
“ทำไมหรือกระหม่อม แล้วถ้าทรงขัดพระบัญชาของเสด็จอย่างนี้ จะดีหรือกระหม่อม หากถึงพระกรรณ ท่านจะกริ้วเอาได้”
เขาทูลถามว่าทำไม หากทรงบอกออกไปว่าเหตุผลที่ไม่ประสงค์อยู่นาน ก็เพราะไม่ได้ทรงมีหทัยต่อท่านหญิง เชื่อว่าคนที่ได้ยิน จะต้องดีอกดีใจเป็ล้นพ้นแน่ แต่ก็ไม่ทรงบอก ปล่อยให้เขารู้เอาเอง
“เสด็จพ่อถึงกริ้วก็ชั่วคราวแค่นั้นแหละด้าว ทรงดุฉันเท่าปลายก้อยนี้เอง อีกอย่าง หญิงอ้อเขาก็ไม่ได้อยากไปกับฉัน จะให้บังคับเขา ฉันก็ไม่เห็นควร” ดำรัสคลายความกินแหนงให้แก่ชายหนุ่ม แล้วเสด็จขึ้นประทับนั่งบนรถม้า ก่อนตรัสเรียกอีกคน “ขึ้นมาซี จะได้ไปกัน”
“ไป? เสด็จกลับหรือกระหม่อม”
“ไม่ใช่ ฉันจะไปเที่ยวเล่น ไม่อยากกลับวังแล้ว น่าเบื่อ และก็อยากให้เธอไปกับฉันด้วย ขึ้นมาเร็ว”
พันวาจาสิทธิ์น้อมศีรษะว่าเข้าใจ เดินอ้อมไปอีกทางเพื่อขึ้นนั่งที่ว่างด้านหน้า ชิดกับนายสารถีประจำรถม้าส่วนองค์ของท่านชายเดียว เขารู้แก่ใจ ว่าประสงค์ไปที่ใด จึงไม่ได้ทูลถาม สะบัดเชือกฟาดกระทบเนื้อม้าสองตัวให้ร้อง เตะกลีบเท้าวิ่งกุบกับออกจากเขตรั้ววังโดยสารไปตามถนน
รถม้าหยุดลงหน้าตึกก่ออิฐถือปูนสูงสามชั้น ย่านเชิงสะพานผ่านพิภพลีลา ใกล้กับกระทรวงกลาโลม จากวังอมรานิเวศน์ถึงที่นี่ก็ไม่ถึงกับห่างกันมากนัก บริเวณนี้ผู้คนสัญจรกันพลุกพล่าน เพราะเป็ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่โตโอ่อ่าที่สุดในจังหวัดพระนคร เป็ศูนย์กลางที่นำเข้าสินค้าหรูหรามีราคาจากยุโรป อเมริกา และจีนมาจัดจำหน่าย อาทิ เครื่องเงิน นาฬิกาข้อมือ เครื่องประดับเพชรพลอย เครื่องเรือน สุรา ยารักษาโรค รวมไปถึงเครื่องแบบข้าราชการ ทั้งพลเรือนและทหาร
เป็ห้างทันสมัยที่เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ เ้านาย และผู้ดีมีฐานะมักผ่านมาจับจ่ายซื้อขายกันเป็อันมากในสมัยเมื่อครั้งแผ่นดินก่อน จนถึงบัดนี้ ท่านชายเดียวเองก็เคยเสด็จมาหลายครั้ง แต่จะนานทีปีหนเท่านั้น เพราะพระอุปนิสัยที่ชอบเก็บองค์ แต่คราวนี้พิเศษตรงที่มีใครอีกคนตามเสด็จมาด้วย
“โปรดซื้ออะไรหรือกระหม่อม”
“ยังไม่รู้ จะลองเข้าไปดูเสียก่อน เธอรีบตามฉันมา” ตรัสจบก็ดำเนินนำหน้าออกไป
ท่านชายเดียวทรงหยุดอยู่หน้าร้านขายเครื่องประดับ สิ้นค้าภายในนี้ล้วนเป็ของนำเข้า มีราคาค่างวดสูง ผู้ที่จะแวะมาได้ก็มีเ้าขุนมูลนายเท่านั้น ซึ่งก็เป็ครั้งแรกของชายหนุ่มผู้ตามเสด็จด้วย
ทรงหยิบนาฬิกาสีทองสุกใสขึ้นมาทาบบนข้อกร ตรัสถามความเห็นจากอีกฝ่าย “เรือนนี้เป็อย่างไร ดูดีหรือไม่ ด้าว”
“จะเรือนไหน แพงหรือถูก ถ้าฝ่าาเป็ผู้ใส่ ก็ดูดีหมดกระหม่อม” เขาทูลตามใจที่นึก
“ช่างชมช่างยอจริงนะ พ่อคุณ” หม่อมเ้าชายทรงเย้า ดึงข้อมือของอีกคนมาแล้ววางนาฬิกาเรือนเมื่อครู่นี้ลงไป “เธอชอบเรือนนี้หรือไม่ หรือจะเอาเรือนไหนดี เลือกเอาสักเรือนสิ”
ชายหนุ่มชักมือกลับโดยไว พอรู้ว่าต่อจากนี้ท่านชายเดียวจะทรงทำการสิ่งใด ทรงซื้อของมีค่าราคาสูงประทานให้อย่างนี้ เขาเห็นว่าไม่สมควร ด้วยเป็คนสามัญแล้ว ยิ่งเกรงใจเข้าไปใหญ่
ทว่าผู้ทรงศักดิ์กลับยื้อยุดไว้ ดวงเนตรแวววาวบ่งบอกความยินดี “ผู้ใหญ่ให้ของ อย่าปฏิเสธ ฉันเต็มใจ ยิ่งเธอชอบมาสายอยู่แล้วด้วย มีเอาไว้ จะได้มาหาฉันได้ตรงเวลา เข้าใจหรือไม่”
“แต่… ฝ่าา กระหม่อมรับไว้ไม่ได้ กระหม่อม…”
“ทำไม ใครบอกเธอหรือ ก็ฉันซื้อให้อยู่นี่อย่างไร”
“เอ่อ…”
“ไม่เป็ไร ฉันอยากให้ เธอรับไว้เถอะ”
“ขอบพระทัยกระหม่อม กระหม่อมจะรักษาเยี่ยงชีวิต” เมื่อยุติไม่ได้ ก็น้อมรับไว้เสีย เพราะอย่างไรแล้ว ของสิ่งนี้ก็ได้รับประทานจากท่านชายที่เขาหมายใจ มันมากด้วยความล้ำค่าไม่ใช่น้อย
ล้ำค่าเพราะเป็อนุสรณ์แห่งหัวใจ
หาใช่ล้ำค่าด้วยเงินตราแต่อย่างใดไม่
“ชายเดียว!”
หลังจ่ายชำระค่านาฬิกาเสร็จ กำลังจะออกจากร้าน เสียงเรียกพระนามลำลองของท่านชายก็ดังขึ้นด้านหน้าร้าน ไม่ใช่ใครไกล หากแต่เป็ท่านชายเล็กนี่เอง ที่วันนี้บังเอิญประสบกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“มาซื้ออะไรที่นี่ ร้อยวันพันปีเห็นอยู่แต่เรือนท้ายวัง ไม่เห็นออกมาเที่ยวซื้อของ” ทรงทักทายพี่น้องร่วมพระบิดาอย่างเคยตามพระอุปนิสัย ไม่เปลี่ยนแม้กระทั่งเสียงกร้าวกระด้างที่เลียนแบบจากหม่อมเอก
ท่านชายเดียวทรงมองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ ก็ทรงเห็นว่าท่านชายเล็กนั้นไม่ได้มาแค่องค์เดียว ยังมีสาวรุ่นขบเผาะควงขนาบมาด้วย หากถึงพระกรรณเสด็จในกรมฯ มีหวังต้องโดนกริ้วแน่
“ฉันมาเดินชมของเฉย ๆ ไม่ได้ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้ามาด้วยอย่างนาย” ทรงตอบเรียบ ๆ ด้วยน้ำสุรเสียงเ็า
“อ้าว ชายเดียว นี่จะหาเื่กันหรอกหรือ หึ อย่างน้อย ๆ ฉันก็มีผู้หญิงให้คบหา ไม่ใช่คบแต่ข้าราชชั้นผู้น้อยอย่างนาย เรียนเข้าไปซี ดนตรี และแต่งนวนิยายบ้า ๆ น่ะ จนจะลืมเอาใจใส่คู่หมั้นอยู่แล้ว”
“แต่ฉันก็ไม่ได้เอาเวลามาทำเื่ไร้สาระอย่างนาย จนเสด็จพ่อต้องคอยเหนื่อยพระทัยไปด้วย แทนที่จะตั้งใจเรียนให้จบ แล้วรับราชการอย่างเ้าพี่องค์อื่น แต่กลับ…”
“นี่! มีสิทธิ์อะไร ถึงมาว่าฉัน หม่อมแม่ยังไม่เคยตำหนิฉันเลยสักนิด” ท่านชายเล็กทรงเริ่มไม่สบพระอารมณ์ เหมือนถูกตอกพักตร์ด้วยความจริง เื่ที่ว่าไม่เอาการเอางาน
ก็เพราะหม่อมเอกคอยพร่ำสอนท่านชายของเธอเสมอมาว่า เกิดเป็ลูกคนเล็กนั้นดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องมุมานะในหน้าที่การงานอย่างพี่ ๆ แถมท่านชายทั้งสามของเธอนั้นก็เจริญดี เป็หน้าเป็ตาแก่สายสกุลไปแล้ว ลูกคนเล็กจึงไม่ต้องมีหน้าที่อะไรมากนัก
ขณะนั้น ท่านชายเล็กทรงเหลียวเห็นที่ข้อมือของพันวาจาสิทธิ์ว่ามีนาฬิกาเรือนนั้นน่าจะหลายสตางค์อยู่ จึงจุดประกายความสงสัยขึ้นทันใด “ข้าราชชั้นผู้น้อยอย่างนายคนนั้นมีปัญญาซื้อของแพงใส่กับเขาด้วยหรือ”
แต่ไม่ทันได้คำตอบใด ๆ ท่านชายเดียวก็ทรงจับแขนของชายหนุ่มรีบดำเนินนำออกไปโดยเร็ว ด้วยไม่ประสงค์ต่อความยาวสาวความยืดกับคนที่ชอบพาลหาเื่นัก อนึ่ง เพราะไม่อยากให้คนอื่นรู้ที่มาของนาฬิกาเรือนนี้ด้วย
“ฝรั่งคนนั้นเป็ใครหรือเพคะท่านชาย” เมื่อเสด็จพ้นระยะไปแล้ว นางแน่งน้อยที่ควงแขนอยู่จึงทูลถามขึ้น พลางมองตามไปไม่วางตา
หม่อมเ้าแจกแสงจ้าเจิดจันทร์ทรงแสยะยิ้ม ทอดเนตรเหยียดไล่หลังบุคคลที่สาม “หึ ก็แค่ลูกเมียน้อยน่ะ ไม่มีอะไรดีสักอย่าง อย่าใส่ใจเลยดีกว่า หนูอรเข้าไปเลือกเลยสิจ๊ะ อยากได้สร้อยเพชรเส้นไหน บอกท่านชายเลยจ้ะ ท่านชายจะซื้อให้”