เว่ยเมิ่งปีนออกมาจากกองเพลิงอย่างทุลักทุเล แต่ถึงอย่างงั้นตามร่างกายของเขากลับไม่มีมีาแเลยแม้แต่น้อยกระทั้งเสื้อยังไม่มีแม้แต่รอยยับหรือรอยไหม้จากเปลวเพลิง
“คุณชายเว่ย?” เจี้ยนงุนงงไปชั่วขณะ‘เขา’ชายหนุ่มที่พึงรู้จักกันผู้นี้จะเสียฃีวิตไปแล้วซะอีก
แต่ที่ตกตะลึงไปยิ่งกว่าพวกเจี้ยนหลานก็คือสองเงาซ้ายขวาที่เห็นร่างที่คุ้นเคยยอดฝีมือลึกลับที่เพิ่งปล้นพวกมันไปกลับมาอยู่ในขบวนที่พวกมันมาปล้นเสียได้....
“ท่าน….” เงาซ้ายกลืนน้ำลายอย่างเหนียวคอเมื่อเห็นว่าเว่ยเมิ่งกำลังเดินตรงมาที่พวกมันสองเงาซ้ายเขาหน้าเคร่งเครียดโคจรลมปราณเตรียมรับมือในกรณีที่ที่สุด
เว่ยเมิ่งเดินพลางกวาดมองไปรอบๆผู้อพยพมีสีหน้าหวาดกลัวหลบอยู่หลังลุงหยางและเจี้ยนหลานเหล่ากองโจรที่ไล่ล่าพวกสำนักคุ้มกันภัยและสองเงาซ้ายขวาที่คุ้นเคยที่พึ่งเจอหน้ากันไปเมื่อหลายคืนก่อน
ตอนนั้นเองร่างๆหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าสองเงาซ้ายขวาเป็เงามรณะที่สังเกตเห็นเว่ยเมิ่งจึงลงมาด้วยตนเอง
สองคนยืนเผชิญหน้ากันร่างของเงามรณะแผ่กระจายด้วยพลังที่แข็งกร้าวและดุดันบวกกับความอำมหิตอันเ็าในดวงตาทำให้ตอนนี้แม้แต่ไม่มีใครกล้าแม้แต่สบตา
ตัดกลับมาที่อีกคนชายหนุ่มท่าทางอายุไม่ถึงยี่สิบหน้าตาหล่อเหลาที่มุมปากเหมือนมีรอยยิ้มตลอดเวลา ทว่ากลับไม่สามารถััถึงพลังฝีมือได้เลยแม้แต่น้อยหากเป็เช่นนี้ก็หมายถึงได้สองอย่างไม่ชายหนุ่มไร้พลังฝีมือจริงๆก็แสดงว่าชายหนุ่มคนนี้ฝึกปรือฝีมือจนเหนือล้ำยอดฝีมือระดับเก้าขึ้นสูงสุดเช่นเงามรณะไปจนมันไม่สามารถรับรู้ได้ถึงพลังของชายหนุ่มได้
ทั้งสองคนยืนเผชิญหน้ากันเป็เงามรณะที่เอ่ยปากก่อน
“ท่านมาหยุดยั้งพวกข้าหรือ?”
“หืม?” เว่ยเมิ่งเอียงคอเมื่อได้ยินคำถามเขากรอกตาไปมาและก็โบกมือเป็เชิงปฏิเสธ
“ไม่อะข้าสิที่ต้องถาม...พวกเ้ามาไล่ล่าข้าหรือ?” เว่ยเมิ่งยิ้มจางๆถามกลับเงามรณะที่ได้ยินคำตอบก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ“พวกข้าไม่ได้มาไล่ล่าท่าน...พวกเราหมายตาบางสิ่งที่สำนักคุ้มกันภัยขนย้ายมาเท่านั้นเช่นนี้เป็พวกเราที่เสียมารยาทกับท่านแล้ว” ศีรษะที่
หยิ่งทะนงก้มลงให้กับบุรุษหนุ่มตรงหน้าในคืนนั้นที่มันได้เผชิญหน้ากับบุรุษหนุ่มผู้นี้และได้มันพ่านแพ้ในกระบวนท่าเดียว ครั้งนี้ก็เช่นกันมันพยายามมองหาโอกาศในการชนะแล้วแต่ก็ไม่ไม่เห็นซักหนทางแม้แต่น้อย
“ต้องขออภัยด้วยจริงๆที่พวกเราทำลายการเดินทางของท่านถ้ายังไงขอให้พวกเราได้ชดเชยด้วย” เงาซ้ายชิงเอ่ยประนีประนอมถึงแม้พวกมันไม่สามารถรับรู้ได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าอยู่ในระดับไหนแต่ก็มั่นใจว่าต้องอยู่สูงกว่าพวกมันอย่างเทียนไม่ติดมันจะเป็การดีกว่าหากยอมก้มหัวกับยอดฝีมือชนชั้นระดับนี้
เจี้ยนหลานและลุงหยางตกตะลึกพวกมันเป็ของสำนักกระบี่์ซึ่งเป็หนึ่งในเก้าพันธมิตรพวกมันยอมรู้ดีว่ายอดฝีมือจากดินแดนมารเช่นเงามรณะเป็เช่นไรฝีมือสูงส่งไร้ที่เปรียบ หยิ่งทะนงไม่ยอมก้มหัวให้ใครนอกจากประมุขมาร เงามรณะที่เคยสั่นคลอนแผ่นดินกลับมายอมก้มหัวขออภัยในกับบุรุษรุ่นเยาว์เช่นนี้เป็เื่ยากที่จะให้พวกมันเชื่อลงได้
“.....แค่กๆไม่เป็ไรๆนี้ก็ใกล้ถึงเมืองหลวงแล้วเดียวข้าวิ่งไปอีกหน่อยก็ถึงแล้ว”เว่ยเมิ่งยิ้มแห้งๆเล็กน้อยชายหนุ่มรู้สึกกระดากใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายเสนอสิ่งชดเชยให้ทั้งๆที่เขาพึ่งไปปล้นพวกมันมาแท้
“อะแฮ่มๆงั้นข้าก็ขอให้ธุรกิจของพวกท่านไปได้ด้วยดีก็แล้วกัน”ชายหนุ่มรู้สึกแปลกๆเล็กน้อยที่ไปอวยพรให้กองโจรทำงานได้ด้วยดี “งั้นคุณชายเจี้ยนพวกเราไปกันเลยดีหรือไม่”
เจี้ยนหลานสะดุงเล็กน้อยที่เว่ยเมิ่งหันมาพูดกับตน‘เขา’เหลือบไปมองเงามรณะเล็กน้อยแต่เมื่อไม่เห็นยอดฝีมือจากดินแดนมารผู้นี้มีปฏิกิริยาอะไรก็รีบพาพวกผู้อพยพจากไปทันที
ภายใต้การนำทางของลุงหยางและเจี้ยนหลานเว่ยเมิ่งและผู้อพยพเดินทางตรงที่เมืองหลวงได้อย่างถูกต้องลุงหยางบอกกับทุกคนว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาดพวกเราก็จะถึงเมืองหลวงในอีกไม่กี่ชั่วโมง
เจี้ยนหลานและลุงหยางที่เดินนำหน้าอยู่เดินตีคู่กันอยู่ข้างหน้าทั้งสองคนพูดคุยกันผ่านลมปราณโดยที่ไม่มีใครได้ยิน
“ลุงหยางท่านคุ้นเคยนามของคนผู้นั้นบ้างหรือไม่?”
“ไม่เลย”
“หรือว่าบ้างทีคุณชายเว่ยอาจจะเป็คนของดินแดนมาร?”
“ยากที่จะพูดตลอดเวลาที่ข้าสู้รบกับพวกมัน ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีผู้แซ่เว่ยอยู่ในดินแดนมารมาก่อนไม่แน่นามเว่ยเมิ่งอาจจะไม่ใช่นามจริงๆของคนผู้นั้นก็ได้” ลุงหยางเม้มปากเอ่ยกระซิบกับเจี้ยนหลานหากพวกเขาหันกลับมามองข้างหลังซักหน่อยก็คงจะเห็นเว่ยเมิ่งกระพริบตาปริบมองมาทางพวกเขาด้วยสายตาแปลกๆเป็แน่
ในที่สุดหลังเดินติดต่อกันมาซักพักประตูเมืองหลวงแคว้นชิงก็โผล่เข้ามาในสายตาของพวกเขาเหล่าผู้อพยพยิ้มกันแก้มปริดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น สำหรับพวกมันนี่คือโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัว
“หยุด!” ทหารประตูเมืองออกมาหาพวกเขา
“แสดงตัวมา”
ลุงหยางและเจี้ยนหลานและป้ายสำนักกระบี่์ออกมาทหารเฝ้าประตูที่เห็นป้ายสำนักก็ก้มหัวปล่อยให้ทั้งสองเข้าไปได้อย่างงายดายเหล่าผู้อพยพแสดงกระดาษระบุตัวตนว่าเป็คนของแคว้นชิงมีแต่เว่ยเมิ่งที่ยิ้มแห้งว่ายักไหล่บอกว่าไม่มีอะไรเลย
ทหารยามขมวดคิ้ว“เ้าชื่ออะไร?”
“เว่ยเมิ่ง”
“มาจากที่ไหน?”
“หมู่บ้านน้ำตก์”
“มาที่เมืองหลวงทำไม”
“มาหาญาติ”
“ญาติเ้าอยู่ที่ไหน?”
“ญาติอยู่ที่บ้านญาติ”
“................”
เว่ยเมิ่งหลบสายตาของทหารยามที่จ้องเขม็งเขาก็พูดความจริงนี่น่าก็ปู่ของเขาอยู่ที่บ้านบิดาของเขา ทั้งสองคนก็เป็ญาติกันนี่?
“ข้าจะถามอีกครั้งญาติของเ้าอยู่ที่ไหน”ทหารยามแค่นเสียงเ็าพร้อมๆกับแรงกดดันของยอดฝีมือระดับสามที่กระจายออก แน่นอนเว่ยเมิ่งไม่แม้แต่จะสะทกสะท้านเขาล่วงหยิบจดหมายในเสื้อและยื่นให้ทหารยามทหารยามดึงจดหมายในมือของเว่ยเมิ่งมาเปิดดู ทันทีที่ไล่อ่านเนื้อหาข้างในดวงตาของมันก็เบิกกว้างร่างทั้งร่างสั่นน้อยๆมันกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอและยื่นกลับไปให้เว่ยเมิ่งอย่างงนอบน้อม
“ขอเชิญคุณชาย”ทหารยามผ่ายมือเข้าไปในเมืองหลวง
เว่ยเมิ่งยิ้มขอบคุณเดินเข้าในเมืองหลวงอย่างสบายๆเจี้ยนหลานมองเว่ยเมิ่งที่เดินตามเข้ามาก็ประสานมือ “เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อนหากมีโอกาสคงได้พบกันอีก” เจี้ยนหลานประสานมือลากับเว่ยเมิ่ง
“ขอให้คุณชายเจี้ยนโชคดี”เว่ยเมิ่งประสานมือตอบกลับบอกลาทั้งสองคน
“เอาละตระกูลตงฟางไปทางนี้สินะ”เว่ยเมิ่งลูปคางมองกระดาษที่แนบมากับจดหมายที่ยื่นให้กับทหารยามชายหนุ่มยิ้มเริ่มเดินไปทางตระกูลของบิดาทว่าก้าวเท้าไปได้ไม่เท่าไรเสียงดังมากมายของผู้คนก็ดังขึ้นบุรุษมากมายกำลังวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน
“เร็วเข้างานชุมนุมลำนำ์กำลังจะเริมแล้ว!”
“นานแค่ไหนแล้วนะที่ข้าไม่ได้เห็นสตรีงามมาร่วมตัวกันมากขนาดนี้แล้ว!”
“ไปๆข้าได้ยินว่าครั้งนี้แม่นางหลี่เยว์เอ่อร์ก็มาร่วมด้วย!”
เสียงชายโสดไม่โสดมากมายวิ่งกันไปอย่างรวดเร็วขอเพียงได้ยลโฉมสตรีงามแค่นี้ก็สามารถทำให้พวกมันกระชุ่มกระชวยได้แล้ว เว่ยเมิ่งเล็กคิ้วที่เหมือนได้ยินชื่อที่คุ้นเคย
“พี่เยว์เอ๋อร์ก็ร่วมด้วย?” เว่ยเมิ่งลูบคาง “เอาเถอะ ไปเจอคนรู้จักซักหน่อยค่อยไปหาท่านปู่ก็แล้วกัน”