
อวี้ปิงยกมือขึ้น เส้นอักขระไฟพุ่งออกจากฝ่ามือพร้อมเสียงคำรามสะท้านลาน
“ออกมา! สัตว์เลี้ยงของข้า อสูรเพลิงโลกันต์!!”
เพลิงสีชาดดำก่อร่างแปรเปลี่ยนเป็นอสูรเพลิงขนาดมหึมา 3 ตน ดวงตาลุกโชนเหมือนหลุมไฟแห่งนรก
พวกมันคำรามก้องก่อนจะกระโจนเข้าถล่มเผ่าเพลิงแดงอย่างบ้าคลั่ง บ้านเรือนที่ทำจากไม้และหินปะทุแตกกระจายเป็นผงเถ้า
เสียงกรีดร้องของชนเผ่าดังก้องทั่วหมู่บ้าน เลือดและไฟผสมปนกันจนกลายเป็นภาพสยอง
แต่แล้ว....อสูรตนหนึ่งหันไปยังหญิงสาวชาวบ้านที่กำลังอุ้มท้องนั่งทรุดอยู่ข้างกองหิน ใบหน้าขาวซีดไร้หนทางหนี
เปลวไฟจากกรงเล็บอสูรพุ่งตรงเข้าหาเธอ
หลี่หานเหวินตวัดสายตาคมวาบทันที กำกระบี่แน่น
“ต่อให้เป็นคนเผ่านี้ แต่เธอก็ไม่สมควรตายเช่นนี้!”
ในชั่วพริบตา กระบี่เซียนของเขาพุ่งทะยานออกด้วยพลังแสงเงินขาว ฟาดเฉือนเข้ากลางลำตัวอสูรเพลิง
เสียงระเบิดเพลิงดังตูมสนั่น แรงกระแทกซัดเปลวไฟกระจายสลายไปครึ่งร่าง
หญิงท้องล้มลงร้องไห้สะอื้น แต่ก็ปลอดภัยใต้เงาของกระบี่เซียนที่ยังส่องประกายคุ้มครองอยู่
อวี้ปิงหันขวับ ดวงตาลุกวาบด้วยโทสะเมื่อเห็นอสูรเพลิงของตนถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา
“เจ้าชุดดำ! เจ้ากล้ามาขัดแข้งขัดขาข้า!?” เขาตะโกนลั่น เสียงเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว
เปลวไฟคลุ้มคลั่งปะทุออกจากร่างอวี้ปิง ราวกับพร้อมจะเผาได้แม้แต่สหายร่วมศึก.
บรรยากาศรอบลานตึงเครียดขึ้นทันที ดั่งไฟแห่งความขัดแย้งพร้อมระเบิดออกทุกเมื่อ
อวี้เฟิงรีบก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างทั้งสอง ยกมือขึ้นผลักอวี้ปิงกับหานเหวินออกห่างกัน.
“เฮ้ยๆ ใจเย็นหน่อยสิวะ พวกเจ้าคิดว่าที่นี่ลานประลองรึไง!?”
อวี้ปิงกัดฟันแน่น ตวาดเสียงต่ำ “มันทำลายอสูรของข้า! นั่นคือพลังของข้า!”
หานเหวินสวนกลับทันที “แล้วเจ้าจะให้หญิงท้องผู้นั้นถูกเผาตายต่อหน้าต่อตาเรารึ!?”
อวี้เฟิงหัวเราะหยัน “โอ๊ยพวกเจ้านี่นะ คนหนึ่งจะเผาหมู่บ้านจนย่อยยับ อีกคนก็ทำตัวเป็นพระเอกขี่ม้าขาว!”
อวี้ปิงหันมาถลึงตาใส่พี่ชาย “พี่! เจ้าเข้าข้างมันงั้นรึ!?”
“ข้าไม่ได้เข้าข้างใครทั้งนั้น” อวี้เฟิงยักไหล่ “แต่จะตีกันเองตอนนี้ก็เหมือนสองหมาแย่งกระดูกกลางกองไฟ”
หานเหวินชี้กระบี่ไปยังฝูงชนเผ่าที่กำลังตั้งทัพใหม่ “ศัตรูที่แท้จริงอยู่ตรงนั้นต่างหาก!”
อวี้เฟิงตบไหล่อวี้ปิงแรงๆ “เอ็งเก็บไฟโทสะไว้ก่อน ไว้ค่อยเผาหานเหวินทีหลังก็ยังไม่สาย ฮ่าๆ!”
"ตอนนี้หนีก่อน ไม่เห็นรึว่ามันเอาเชือกอาคมมาอีกเส้นนึงแล้ว"
"เชือกบ้านี่ เผ่านี่ มันลึกลับเกินไป อาคมค่ายกลมันขังพลังปราณเซียนระดับ 5 ถึง 2 คนได้"
"ใครไม่ไป ข้าไปก่อนนะ"
ว่าแล้วอวี้เฟิงก็ดึงหานเหวินเหาะขึ้นฟ้าหนีไปอย่างเร็ว
อวี้ปิงกัดฟันกรอบๆแล้วรีบเหาะหนีไปตามเช่นกัน
ท้องฟ้าสีหม่นถูกย้อมด้วยเถ้าควันและเปลวไฟที่ยังไม่มอด ทั้งสามพากันหนีฝ่าความโกลาหลจนมาถึง บ่อเพลิงโลกันต์ เบื้องหน้าซึ่งลุกโชนราวกับทะเลนรก.
หลี่หานเหวินหอบหายใจหนัก ก่อนรีบหยิบ ดอกบัวหิมะ ออกมาวางประคองลงบนกระบี่เซียนของตน
เขาหลับตาเพ่งสมาธิ ใช้พลังปราณหล่อเลี้ยงไหลเข้าสู่ดอกบัวจนเปล่งประกายเรืองรองแสงเงินขาว
กระบี่เซียนค่อยๆ ลอยขึ้นจากฝ่ามือ ลอยออกไปกลางบ่อเพลิงโลกันต์ที่เดือดพล่าน
เปลวไฟแดงฉานในบ่อเเพลิงโลกันต์ ร้อนมากจนกลีบดอกค่อยๆไหม้
"เห้ย! ไฟแรงไป ย่างไม่ได้แล้ว!"
อวี้ปิงถอนหายใจ เขาชูมือปล่อยพลังปราณไปห่อหุ้มกระบี่และดอกบัวหิมะนั้น จึงกลับมาปกติ
"อย่าบอกใครนะว่าข้าอยู่กับไอ้พวกโง่ที่เอาดอกไม้มาย่างไฟ"
ไม่น่าเชื่อ นักรบเผ่าเพลิงแดงตามมาจนเห็นแต่ไกล
"พี่ชาย เจ้าจะเก็บไอ้นั่นไว้ใช้ตอนตายแล้วหรือไง?"
อวี้เฟิงร้องอ๋อ
"เออ! ใช่ๆ ข้าลืมไปแล้ว"
อวี้เฟิงรีบหยิบก้อนกลมเล็กๆออกมาจากถุงสมบัติ เขาใช้พลังปราณวิญญาณผลัดก้อนกลมนั้นพุ่งไปหาฝูงนักรบเผ่าเพลิงแดง
"ระเบิด!"
ทันใดนั้นฝุ่นผงแห่งหิมะกระจายไปทั่วแดนเพลิง นักรบเผ่าเพลิงแดงทุกคนถูกแช่แข็งทันที
"เหวิน! รีบๆหน่อย มันอยู่ได้แค่ครึ่งชั่วยาม!"
"เออ! ข้ารีบอยู่แล้วเฟิง!"
เสียง แกร็ก แกร็ก ดังสะท้อนก้อง ราวกับหัวใจของทุกคนถูกบีบรัดด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น
เกล็ดน้ำแข็งหนาทึบที่พันธนาการชาวเผ่าเพลิงแดงเริ่มแตกร้าวเป็นเส้นเล็ก ๆ จากแรงร้อนภายใน
“ไม่จริง…มันละลายเร็วเกินไปแล้ว!” ใครบางคนพึมพำเสียงสั่น
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ดอกบัวหิมะสีขาวนวลกำลัง ขยับ ทีละน้อย กลีบแรกสั่นไหวเบา ๆ ราวกับหายใจ ก่อนจะค่อย ๆ คลี่ออกช้า ๆ แสงสว่างสีเงินเย็นเยียบส่องประกายจากเกสรกลางดอก แผ่รัศมีอันศักดิ์สิทธิ์ไปทั่ว
แกร็กกก!
รอยแตกบนผนังน้ำแข็งขยายกว้างขึ้นทันที แขนเพลิงแดงที่ถูกแช่แข็งโผล่พรวดออกมา เปลวไฟแดงฉานเริ่มปะทุส่องวาบ มันเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นที่พลังอำมหิตจะระเบิดออกมาเต็มกำลัง
ดอกบัวหิมะยังคงบานต่อไป…
กลีบที่สองค่อย ๆ คลายออก แสงเยือกแข็งขยายปกคลุม ลมเย็นหมุนวนเหมือนจะต้านแรงไฟที่กำลังระเบิดออกมา ทุกลมหายใจเหมือนถูกยืดออกเป็นปี
เปรี้ยง!
เสียงน้ำแข็งแตกสะท้าน ร่างของหัวหน้านักรบเพลิงแดงขยับตัวได้เล็กน้อย เปลวไฟสีแดงเลือดแลบออกจากรอยแตกตรงหน้าอกของมัน ดวงตาเริ่มลืมขึ้นทีละข้าง จ้องมาที่ทั้งสามคนอย่างแค้นเคือง!
ชั่วขณะนั้น กลีบที่สาม ของดอกบัวหิมะก็คลี่ออกในทันใด แสงสว่างส่องกระจายราวกับดวงดาวระเบิดกลางห้วงรัตติกาล เย็นยะเยือกจนเปลวเพลิงแดงหยุดชะงักไปเสี้ยววินาที
พวกหมอผีตามมาถึงนักรบเผ่า พวกเขาเริ่มตั้งกลุ่มบริกรรมคาถาอะไรสักอย่าง
เสียงคำรามต่ำลึกกึกก้องสะท้อนจากใต้ดิน! แผ่นดินสั่นสะเทือนจนหิมะร่วงหล่นจากหน้าผา เกล็ดน้ำแข็งแตกร้าวราวกับใยแมงมุม ก่อนเปลวเพลิงสีแดงฉานปะทุทะลวงขึ้นมาจากรอยแยก
อสูรงูไฟ ตัวยักษ์โผล่พ้นขึ้นมา ลำตัวยาวเท่าภูผา เกล็ดเปล่งประกายเหมือนเหล็กแดงเผาไฟ มันอ้าปากคำราม พ่นเปลวเพลิงมหาศาลใส่ร่างที่ถูกแช่แข็งของนักรบเผ่าเพลิงแดง เสียงแตกเปรี๊ยะดังสนั่น ราวกับภูเขากำลังจะระเบิด น้ำแข็งที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าเริ่มละลาย กลายเป็นไอหมอกสีขาวพวยพุ่งขึ้นฟ้า
ชาวเผ่าเพลิงแดงต่างโห่ร้องเหมือนถูกปลดปล่อยจากพันธนาการ แต่เสียงโห่ร้องนั้นพลันกลายเป็นเสียงหวีดร้อง เมื่ออสูรงูไฟพลิกหัวหันมาทาง หลี่หานเหวิน อวี้เฟิง และอวี้ปิง ดวงตาของมันแดงฉานดังดวงอาทิตย์สองดวงเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด
“โธ่เว้ย! ไอ้คนเถื่อนพวกนี้!” อวี้เฟิงสบถลั่น ดวงตากวาดมองหาทางหนี
แต่ตรงหน้า...ดอกบัวหิมะ ยังคงค่อยๆ แผ่วแสงเรืองรอง กลีบบางเบาขยายทีละน้อย ยังบานไม่เต็มที่ หากเด็ดตอนนี้จะไร้ค่า!
แรงกดดันจากเปลวไฟมหึมาพุ่งเข้ามา จนรอบกายทั้งสามร้อนผ่าวแม้อยู่ท่ามไฟร้อนระอุ อากาศบิดเบี้ยวเหมือนถูกเผาจนละลาย พื้นดินที่เหยียบอยู่ส่งเสียงดัง ฉึก ฉึก ราวกับจะถล่มลงทุกเมื่อ
หลี่หานเหวินกัดฟันแน่น เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก
“อีกนิดเดียว…แค่ให้บัวบานอีกนิดเดียวเท่านั้น!”
อวี้เฟิงหัวเราะแสบๆ ทั้งที่หน้าซีดเผือด
“ก็ดีนะ แบบนี้แหละถึงจะมันส์! เอาเลยเจ้าหนู คุ้มสุดๆ จะตายเพราะงูยักษ์ไฟหรือจะได้บัวหิมะ โชคชะตามันก็ชอบเล่นตลกอยู่แล้ว!”
ในขณะที่เปลวไฟจากปากอสูรพุ่งทะลวงเข้ามาเหมือนทะเลเพลิงจะกลืนทั้งสามเข้าไป
เสียง ปุ เบาๆ ของกลีบบัวหิมะบานเพิ่มอีกชั้น ดังชัดเจนท่ามกลางความโกลาหล ราวกับหัวใจของโชคชะตากำลังตัดสินสิ่งใดบางอย่าง...
ทันใดนั้นเสียงภูเขาแตกเป็นเสี่ยงๆ ปรากฎร่างงูเพลิงมาอีกเกือบสิบตัวทั่วบริเวณนั้น และมันพุ่งเข้ามาหาทั้งสามคม
หลี่หานเหวินกัดฟันแน่น ดวงตาคมกล้ากวาดมองรอบกาย ทั้งงูเพลิงมหึมาที่แผ่กลิ่นอายเดือดดาลราวจะหลอมละลายทุกสิ่ง และเหล่าคนเผ่าเพลิงแดง และ...เข้าหันมามองหน้าอวี้เฟิงด้วยสายตาที่แสดงความห่วงใยอย่างที่สุด มีน้ำตาซึมออกมาจากหางตาของเขา เขามองและยิ้มแห้งๆ
มือของหานเหวินสั่นเล็กน้อย เขาเอื้อมลงไปหยิบบางอย่างออกมาจากถุงสมบัติ
"ดอกหงเซียงสีดำ!!"
มันไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกเรียกออกมา
"ไม่! อย่าใช้มันเด็ดขาด! เหวิน!"
อวี้เฟิงร้องตะโกนสุดเสียง แต่ไม่ทันแล้ว หานเหวินชูดอกหงเซียงดำขึ้น แสงดำทมิฬค่อยๆ ก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือ ราวกับหมอกมืดที่ซ่อนซากศพนับพัน ความเย็นวาบที่ไม่ใช่ความหนาว หากเป็นความว่างเปล่าแผ่ซ่านออกไปทันที
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องคล้ายวิญญาณนับหมื่นดังแทรกเข้ามาในโสตประสาททุกผู้คน ร่างงูเพลิงที่กำลังฟาดหางอย่างบ้าคลั่งชะงักไปชั่วขณะ เกล็ดเพลิงบนลำตัวมันเริ่มมืดดำ คล้ายถูกหมอกพิษกัดกร่อน ส่วนพวกเผ่าเพลิงแดงที่ยังไม่ทันสลัดน้ำแข็งหมดกลับแผดเสียงโหยหวน น้ำแข็งที่ละลายแล้วแปรเปลี่ยนเป็นเกล็ดดำกัดกินไปตามเส้นโลหิตของพวกมันทีละน้อย
ดอกเซียงสีดำพลันบานช้าๆ บนฝ่ามือหานเหวิน กลีบดอกคล้ายไหม้แต่ไม่มอด ลมรอบกายเย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าหิมะใดๆ ทว่ากลับแฝงความน่าพรั่นพรึงจนฟ้าเหนือศีรษะมืดครึ้มราวจะถล่มลงมา
งูเพลิงดิ้นเร่า มันพยายามพ่นเปลวเพลิง แต่ไฟนั้นกลับกลายเป็นควันดำถูกดอกไม้กลืนหายไปสิ้น พวกเผ่าเพลิงแดงที่พ้นพันธนาการต่างตาเบิกโพลงอย่างตื่นตระหนก เมื่อพบว่าความร้อนในกายกำลังหายวับถูกชะล้างออกไป เหลือเพียงความหนาวตายคืบคลาน
หานเหวินสบถเบาๆ ขณะบังคับให้กลีบดอกขยายวง
กลิ่นอายความตายตลบอบอวล ราวกับโลกทั้งผืนถูกดึงสู่เหวลึกมืดมิด…
ชั่วพริบตาเดียว งูเพลิงยักษ์ที่กำลังคำรามอย่างบ้าคลั่ง
มันแผดเสียงคำรามสั่นสะท้านไปทั่วภูเขา แล้วขาดใจตาย
ร่างมหึมาถูกแรงมืดดูดกลืนราวกับถูกโยนลงสู่เหวลึกไร้ก้น
ชนเผ่าเพลิงแดงเบิกตากว้าง
ความร้อนที่พวกมันใช้เป็นเกราะป้องกันตลอดชีวิต
กลับกลายเป็นพันธนาการรัดคอ ยิ่งดิ้นรนยิ่งไหม้ในเปลวไฟสีดำ
เสียงร้องโหยหวนดังระงมกลางบ่อโลกันต์
จนแม้แต่หินเพลิงพันปีที่ไม่เคยหลอมละลาย ก็แตกร้าวทีละชิ้น
ดอกเซียงสีดำ ค่อย ๆ คลี่กลีบออกเหมือนการเย้ยหยัน
ความมืดมิดแผ่ซ่านไปทั่วขอบฟ้า
เปลี่ยนภูเขาหมื่นอัคคีให้กลายเป็นสุสานเพลิงมืด
ทุกลมหายใจที่อยู่ใกล้มันคือคำพิพากษาแห่งความตาย...
เผ่าเพลิงแดงสิ้นท่า แต่ทางหลี่หานเหวินก็ล้มลง ร่างกายและใบหน้ามีเส้นสีดำๆขึ้น
อวี้เฟิงรีบเข้าไปอุ้มร่างสหายรัก
หานเหวินมองหน้าอวี้เฟิงในภสาพใกล้สลบ เขาเอื้อมมือข้างหนึ่งแตะแก้มอวี้เฟิง
"เจ้าปลอดภัยแล้วนะ"
หลี่หานเหวินก็กระอักเลือดแล้วสลบไป....