จางหลินยังคงเงี่ยหูฟังต่อไปขณะเหล่ตามองรถม้าหรูหรา
แม้ว่าหน้าต่างที่เป็นไม้ไผ่สานจะแง้มออกเพียงแค่น้อยนิด แต่เขาก็จดจำได้ในทันทีว่า ผู้ที่อยู่ด้านในได้สวมใส่เครื่องแบบของสำนักจักรพรรดิพิรุณ!
ชายเหล่านี้ถูกส่งมาโดยปรมาจารย์ซูหยานเพื่อจัดการกับตนโดยเฉพาะ!
มุมปากของจางหลินโค้งขึ้นอย่างอำมหิต
[เจ้าหมาเฒ่าซูหยานกัดไม่ปล่อยจริงๆ!]
[มันยังส่งลูกศิษย์จากสำนักจักรพรรดิพิรุณมาสังเกตการณ์ข้าในเมืองหยาวโจวอีกด้วย]
[ในเมื่อเจ้าส่งพวกมันมาให้ข้าแล้ว เช่นนั้นข้าจะส่งหัวของพวกมันกลับคืนให้แก่เจ้า!]
จางหลินค่อยๆหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับใบหน้าจนสะอาด จากนั้นเขาก็ข้ามถนนตรงไปยังรถม้าหรูหราด้วยฝีเท้าที่ได้ยินชัด
จู่ๆ เขาหยุดลงข้างๆรถม้า ก่อนจะประสานมือและกล่าวขึ้น “พี่ชายที่อยู่ข้างใน ไม่ทราบว่าพวกท่านมาจากสำนักจักรพรรดิพิรุณหรือไม่?”
เมื่อเขากล่าวจบเสียงพูดคุยด้านในรถม้าก็เงียบลง เผยให้เห็นม่านที่สั่นไหว ก่อนที่ศีรษะของชายผู้หนึ่งจะโผล่ออกมา “เจ้าเป็นใคร? มีธุระอะไรกับสำนักจักรพรรดิพิรุณหรือไม่?”
สายตาของร่างนั้นปราดมองจางหลินตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับว่าต้องการประเมินชายแปลกหน้าผู้นี้
จางหลินยิ้มอย่างเป็นมิตร เขาคว้าแผ่นป้ายสำนักจักรพรรดิพิรุณออกจากแขนเสื้อมาแสดงให้ชายผู้นั้นได้เห็น “ข้าเองก็มาจากสำนักจักรพรรดิพิรุณ หากแต่ก่อนหน้านี้ข้าพบเข้ากับการลอบโจมตี ข้าต้องการความช่วยเหลือเล็กน้อย ไม่ทราบว่าท่านพอจะช่วยข้าได้หรือไม่?”
จากนั้นเขาก็หยิบมีดสั้นระดับ 3 ของหยางเซี่ยออกมา “หากท่านให้ความช่วยเหลือ ข้าจะตอบแทนท่านด้วยสิ่งนี้”
เมื่อเห็นป้ายของลูกศิษย์สำนักจักรพรรดิพิรุณและมีดสั้นที่เลอค่า สายตาที่เผยการแสดงออกที่ระมัดระวังของชายผู้นั้นก็หายไป ก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆ นึกว่าคนแปลกหน้าที่ไหน ที่แท้ก็คนจากสำนักเดียวกัน มาๆๆ ขึ้นมาดื่มชาบนรถม้าก่อน”
“พวกเรา ทักทายศิษย์น้องกันหน่อย” จากนั้นเสียงเงียบภายในรถม้าก็หายไป แต่ถูกแทนที่ด้วยคำเชื้อเชิญอย่างเป็นมิตร
ดวงตาของจางหลินเป็นประกาย เขาโค้งคำนับอีกครั้งอย่างนอบน้อม “เช่นนั้นผู้น้อยขออนุญาต”
เมื่อกล่าวจบเขาก็ก้าวขึ้นรถม้า หากแต่ดวงตาของชายที่เชื้อเชิญจางหลินกลับแฝงความโลภอยู่ภายใน
พวกมันเป็นเพียงแค่ลูกศิษย์ชั้นในที่มีระดับต่ำสุด แค่การครอบครองสมบัติระดับ 2 ก็นับว่ามีวาสนาพอแล้ว แต่ที่จางหลินถืออยู่คือสมบัติระดับ 3 จะไม่ให้พวกมันรู้สึกโลภมากได้อย่างไร?
โดยหารู้ไม่ว่าเหล่าฝูงแกะได้เชื้อเชิญหมาป่าที่กระหายเลือดเข้าสู่คอกของมันเอง…
. . .
ผ่านไปไม่นานจางหลินก็เปิดม่านออกมา พร้อมกับกระโดดลงจากรถม้าหรูหรากลับไปยังรถม้าของตน “ท่านลุง ไปกันต่อเถิด เดี๋ยวจะติดค่ำมืดเสียก่อน”
คนขับรถม้าของจางหลินพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่รถม้าของจางหลินจะออกเดินทางอีกครั้ง
ในเวลาเดียวกันนั้น คนขับรถม้าหรูหราก็เดินกลับมาพร้อมกับไหสุราที่แบกมาเต็มอก
ทว่าเมื่อเขาเข้าใกล้รถม้า จมูกของเขาก็กระตุกเบาๆราวกับได้กลิ่นตุๆ
คนขับรถม้ารีบวางไหสุราทั้งหมดลงก่อนจะเปิดม่าน วินาทีต่อมาร่างนั้นก็ทรุดลงกับพื้นเมื่อเห็นฉากตรงหน้า
บัดนี้หัวของศิษย์สำนักจักรพรรดิพิรุณกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทางโดยมีเลือดไหลเป็นทางยาว! มีบางคนที่ถูกกระซวกจนลำไส้ไหลออกมากองอยู่บนพื้น!
ฉากนี้ช่างน่าสยดสยองเกินไป!
ศิษย์สำนักจักรพรรดิพิรุณถูกสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม! แต่กลับไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงกรีดร้องหรือเสียงขอความช่วยเหลือของพวกเขาเลย!
คนขับรถม้ากรีดร้องด้วยความกลัว “ยะ-แย่แล้ว! ศิษย์จากสำนักจักรพรรดิพิรุณถูกฆ่าตายไปแล้ว!”
.
.
.
ภายในรถม้า จางหลินถือป้ายไม้ของศิษย์สำนักจักรพรรดิพิรุณกว่าแปดป้ายที่เปียกโชกด้วยเลือด เขามองดูมันอย่างเคียดแค้นและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน
เขาตั้งปณิธานไว้กับตนเองว่า เมื่อใดที่เขาพบเจอคนจากสำนักจักรพรรดิพิรุณ เขาจะสังหารพวกมันไม่เว้นแม้แต่คนเดียว!
ยิ่งมากยิ่งดี!
ต้องเข้าใจว่าหากเขาไม่มีทักษะยุทธ์การเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการ เขาคงจะถูกตามล่าโดยสำนักจักรพรรดิพิรุณไปจนถึงสุดขอบฟ้า
ฉะนั้นต่อให้ผู้ที่ประสงค์ร้ายต่อเขาจะมีเพียงแค่ปรมาจารย์ซูหยาน แต่เขาก็มองว่าสำนักจักรพรรดิพิรุณทุกคนเป็นศัตรูตัวฉกาจกับเขาไปแล้ว!
หากเขาได้พบกับใครก็ตามที่มาจากสำนักจักรพรรดิพิรุณ คนผู้นั้นต้องตายด้วยน้ำมือของเขา!
จางหลินบดขยี้ป้ายไม้ด้วยพลังปราณจนแหลกละเอียดเป็นฝุ่น เขาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาที่เรียบเฉย
‘ในเมื่อเจ้าพรากทุกสิ่งไปจากข้า…’
‘ข้าก็จะพรากทุกสิ่งไปจากเจ้าเช่นกัน!’
. . .
หลังจากใช้เวลาเดินทางอีกหกชั่วยาม รถม้าของจางหลินก็มาถึงทางเข้าของมณฑลหนานในช่วงพลบค่ำ
ถนนสายนี้เป็นพื้นที่รอบนอกของแผ่นดินใหญ่ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ทหารของราชสำนักกำลังเฝ้าระวังพื้นที่อยู่ทุกหนแห่ง
เมื่อจางหลินจ่ายเงินและบอกลากับคนขับรถมา เขาก็แบกถุงย่ามและเดินตรงไปยังศาลาหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่รอบนอกก่อนถึงทางเข้าประตูเมือง
ศาลาพลเรือน!
อันดับแรกที่เขาต้องทำคือยืนยันตัวตนเป็นพลเรือน และการที่จะเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ได้จำต้องมีหยกพลเรือนเสียก่อน
หากเขาอาศัยอยู่ในแผ่นดินใหญ่แต่ไม่มีหยกตัวตนหรือหยกพลเรือน เขาจะถูกปรับและขับไล่ออกจากเมืองตามกฎ
ดังนั้นเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เขาจำเป็นต้องทำทุกอย่างตามกฎระเบียบโดยไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
โดยใช้ระยะเวลาแค่ไม่นาน จางหลินก็ก้าวออกมาจากศาลาพลเรือน ในมือของเขาคือหยกขาวที่มีการสลักลายลักษณ์อักษรจางๆเอาไว้ และมีโลหิตหนึ่งหยดอยู่ภายในหยกนั้น ซึ่งนั่นเป็นเลือดของเขาเอง
จางหลินแบกย่ามและเดินตามเส้นทางสายหลักที่รายล้อมด้วยผืนป่า สุดระยะสายตาคือประตูเมืองขนาดใหญ่สูงหลายสิบฟุต และเหนือประตูเมืองมีป้ายสีทองที่มีการสลักคำว่า【หนาน】เอาไว้
แคว้นฉู่แผ่นดินใหญ่อยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว!
จางหลินเบือนสายตาลงมา ก่อนจะตรงไปยังประตูเมืองเพื่อเข้าแถวตรวจสอบตัวตนตามลำดับ
เมื่อถึงตาของเขา ทหารเฝ้าประตูเมืองก็ก้าวเข้ามา พร้อมกับหอกที่ปิดเส้นทางของเขาไว้ “แสดงหยกผ่านประตูเมืองของเจ้า”
จางหลินประสานมือและหยิบหยกตัวตนให้แก่ทหารยามโดยไม่ได้พูดอะไร
ทหารเฝ้าประตูเมืองรับเอาหยกตัวตนขึ้นมาตรวจสอบ ก่อนจะพูดขึ้น “ยังไม่มีตราประทับผ่านเข้าเมือง ดูเหมือนว่าหยกนี้เพิ่งจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่เมื่อไม่นานมานี้…”
จากนั้นทหารยามก็หันไปถาม “เจ้าชื่ออะไร?”
จางหลินประสานมือและตอบกลับอย่างชัดถ้อยชัดคำ “หยุนเฟยหยาง”