ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 96 : หยุนเฟยหยาง

    จางหลินยังคงเงี่ยหูฟังต่อไปขณะเหล่ตามองรถม้าหรูหรา


    แม้ว่าหน้าต่างที่เป็นไม้ไผ่สานจะแง้มออกเพียงแค่น้อยนิด แต่เขาก็จดจำได้ในทันทีว่า ผู้ที่อยู่ด้านในได้สวมใส่เครื่องแบบของสำนักจักรพรรดิพิรุณ!


    ชายเหล่านี้ถูกส่งมาโดยปรมาจารย์ซูหยานเพื่อจัดการกับตนโดยเฉพาะ!


    มุมปากของจางหลินโค้งขึ้นอย่างอำมหิต 


    [เจ้าหมาเฒ่าซูหยานกัดไม่ปล่อยจริงๆ!]


    [มันยังส่งลูกศิษย์จากสำนักจักรพรรดิพิรุณมาสังเกตการณ์ข้าในเมืองหยาวโจวอีกด้วย]


    [ในเมื่อเจ้าส่งพวกมันมาให้ข้าแล้ว เช่นนั้นข้าจะส่งหัวของพวกมันกลับคืนให้แก่เจ้า!]


    จางหลินค่อยๆหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับใบหน้าจนสะอาด จากนั้นเขาก็ข้ามถนนตรงไปยังรถม้าหรูหราด้วยฝีเท้าที่ได้ยินชัด


    จู่ๆ เขาหยุดลงข้างๆรถม้า ก่อนจะประสานมือและกล่าวขึ้น “พี่ชายที่อยู่ข้างใน ไม่ทราบว่าพวกท่านมาจากสำนักจักรพรรดิพิรุณหรือไม่?”


    เมื่อเขากล่าวจบเสียงพูดคุยด้านในรถม้าก็เงียบลง เผยให้เห็นม่านที่สั่นไหว ก่อนที่ศีรษะของชายผู้หนึ่งจะโผล่ออกมา “เจ้าเป็นใคร? มีธุระอะไรกับสำนักจักรพรรดิพิรุณหรือไม่?”


    สายตาของร่างนั้นปราดมองจางหลินตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับว่าต้องการประเมินชายแปลกหน้าผู้นี้


    จางหลินยิ้มอย่างเป็นมิตร เขาคว้าแผ่นป้ายสำนักจักรพรรดิพิรุณออกจากแขนเสื้อมาแสดงให้ชายผู้นั้นได้เห็น “ข้าเองก็มาจากสำนักจักรพรรดิพิรุณ หากแต่ก่อนหน้านี้ข้าพบเข้ากับการลอบโจมตี ข้าต้องการความช่วยเหลือเล็กน้อย ไม่ทราบว่าท่านพอจะช่วยข้าได้หรือไม่?”


    จากนั้นเขาก็หยิบมีดสั้นระดับ 3 ของหยางเซี่ยออกมา “หากท่านให้ความช่วยเหลือ ข้าจะตอบแทนท่านด้วยสิ่งนี้”


    เมื่อเห็นป้ายของลูกศิษย์สำนักจักรพรรดิพิรุณและมีดสั้นที่เลอค่า สายตาที่เผยการแสดงออกที่ระมัดระวังของชายผู้นั้นก็หายไป ก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆ นึกว่าคนแปลกหน้าที่ไหน ที่แท้ก็คนจากสำนักเดียวกัน มาๆๆ ขึ้นมาดื่มชาบนรถม้าก่อน”


    “พวกเรา ทักทายศิษย์น้องกันหน่อย” จากนั้นเสียงเงียบภายในรถม้าก็หายไป แต่ถูกแทนที่ด้วยคำเชื้อเชิญอย่างเป็นมิตร


    ดวงตาของจางหลินเป็นประกาย เขาโค้งคำนับอีกครั้งอย่างนอบน้อม “เช่นนั้นผู้น้อยขออนุญาต”


    เมื่อกล่าวจบเขาก็ก้าวขึ้นรถม้า หากแต่ดวงตาของชายที่เชื้อเชิญจางหลินกลับแฝงความโลภอยู่ภายใน


    พวกมันเป็นเพียงแค่ลูกศิษย์ชั้นในที่มีระดับต่ำสุด แค่การครอบครองสมบัติระดับ 2 ก็นับว่ามีวาสนาพอแล้ว แต่ที่จางหลินถืออยู่คือสมบัติระดับ 3 จะไม่ให้พวกมันรู้สึกโลภมากได้อย่างไร?


    โดยหารู้ไม่ว่าเหล่าฝูงแกะได้เชื้อเชิญหมาป่าที่กระหายเลือดเข้าสู่คอกของมันเอง…


    . . .


    ผ่านไปไม่นานจางหลินก็เปิดม่านออกมา พร้อมกับกระโดดลงจากรถม้าหรูหรากลับไปยังรถม้าของตน “ท่านลุง ไปกันต่อเถิด เดี๋ยวจะติดค่ำมืดเสียก่อน”


    คนขับรถม้าของจางหลินพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่รถม้าของจางหลินจะออกเดินทางอีกครั้ง


    ในเวลาเดียวกันนั้น คนขับรถม้าหรูหราก็เดินกลับมาพร้อมกับไหสุราที่แบกมาเต็มอก 


    ทว่าเมื่อเขาเข้าใกล้รถม้า จมูกของเขาก็กระตุกเบาๆราวกับได้กลิ่นตุๆ


    คนขับรถม้ารีบวางไหสุราทั้งหมดลงก่อนจะเปิดม่าน วินาทีต่อมาร่างนั้นก็ทรุดลงกับพื้นเมื่อเห็นฉากตรงหน้า


    บัดนี้หัวของศิษย์สำนักจักรพรรดิพิรุณกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทางโดยมีเลือดไหลเป็นทางยาว! มีบางคนที่ถูกกระซวกจนลำไส้ไหลออกมากองอยู่บนพื้น!


    ฉากนี้ช่างน่าสยดสยองเกินไป!


    ศิษย์สำนักจักรพรรดิพิรุณถูกสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม! แต่กลับไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงกรีดร้องหรือเสียงขอความช่วยเหลือของพวกเขาเลย!


    คนขับรถม้ากรีดร้องด้วยความกลัว “ยะ-แย่แล้ว! ศิษย์จากสำนักจักรพรรดิพิรุณถูกฆ่าตายไปแล้ว!”


    .

    .

    .


    ภายในรถม้า จางหลินถือป้ายไม้ของศิษย์สำนักจักรพรรดิพิรุณกว่าแปดป้ายที่เปียกโชกด้วยเลือด เขามองดูมันอย่างเคียดแค้นและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน


    เขาตั้งปณิธานไว้กับตนเองว่า เมื่อใดที่เขาพบเจอคนจากสำนักจักรพรรดิพิรุณ เขาจะสังหารพวกมันไม่เว้นแม้แต่คนเดียว! 


    ยิ่งมากยิ่งดี!


    ต้องเข้าใจว่าหากเขาไม่มีทักษะยุทธ์การเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการ เขาคงจะถูกตามล่าโดยสำนักจักรพรรดิพิรุณไปจนถึงสุดขอบฟ้า 


    ฉะนั้นต่อให้ผู้ที่ประสงค์ร้ายต่อเขาจะมีเพียงแค่ปรมาจารย์ซูหยาน แต่เขาก็มองว่าสำนักจักรพรรดิพิรุณทุกคนเป็นศัตรูตัวฉกาจกับเขาไปแล้ว!


    หากเขาได้พบกับใครก็ตามที่มาจากสำนักจักรพรรดิพิรุณ คนผู้นั้นต้องตายด้วยน้ำมือของเขา!


    จางหลินบดขยี้ป้ายไม้ด้วยพลังปราณจนแหลกละเอียดเป็นฝุ่น เขาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาที่เรียบเฉย


    ‘ในเมื่อเจ้าพรากทุกสิ่งไปจากข้า…’


    ‘ข้าก็จะพรากทุกสิ่งไปจากเจ้าเช่นกัน!’


    . . .


    หลังจากใช้เวลาเดินทางอีกหกชั่วยาม รถม้าของจางหลินก็มาถึงทางเข้าของมณฑลหนานในช่วงพลบค่ำ 


    ถนนสายนี้เป็นพื้นที่รอบนอกของแผ่นดินใหญ่ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ทหารของราชสำนักกำลังเฝ้าระวังพื้นที่อยู่ทุกหนแห่ง


    เมื่อจางหลินจ่ายเงินและบอกลากับคนขับรถมา เขาก็แบกถุงย่ามและเดินตรงไปยังศาลาหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่รอบนอกก่อนถึงทางเข้าประตูเมือง


    ศาลาพลเรือน!


    อันดับแรกที่เขาต้องทำคือยืนยันตัวตนเป็นพลเรือน และการที่จะเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ได้จำต้องมีหยกพลเรือนเสียก่อน


    หากเขาอาศัยอยู่ในแผ่นดินใหญ่แต่ไม่มีหยกตัวตนหรือหยกพลเรือน เขาจะถูกปรับและขับไล่ออกจากเมืองตามกฎ 


    ดังนั้นเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เขาจำเป็นต้องทำทุกอย่างตามกฎระเบียบโดยไม่ให้ขาดตกบกพร่อง


    โดยใช้ระยะเวลาแค่ไม่นาน จางหลินก็ก้าวออกมาจากศาลาพลเรือน ในมือของเขาคือหยกขาวที่มีการสลักลายลักษณ์อักษรจางๆเอาไว้ และมีโลหิตหนึ่งหยดอยู่ภายในหยกนั้น ซึ่งนั่นเป็นเลือดของเขาเอง


    จางหลินแบกย่ามและเดินตามเส้นทางสายหลักที่รายล้อมด้วยผืนป่า สุดระยะสายตาคือประตูเมืองขนาดใหญ่สูงหลายสิบฟุต และเหนือประตูเมืองมีป้ายสีทองที่มีการสลักคำว่า【หนาน】เอาไว้


    แคว้นฉู่แผ่นดินใหญ่อยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว!


    จางหลินเบือนสายตาลงมา ก่อนจะตรงไปยังประตูเมืองเพื่อเข้าแถวตรวจสอบตัวตนตามลำดับ


    เมื่อถึงตาของเขา ทหารเฝ้าประตูเมืองก็ก้าวเข้ามา พร้อมกับหอกที่ปิดเส้นทางของเขาไว้ “แสดงหยกผ่านประตูเมืองของเจ้า”


    จางหลินประสานมือและหยิบหยกตัวตนให้แก่ทหารยามโดยไม่ได้พูดอะไร 


    ทหารเฝ้าประตูเมืองรับเอาหยกตัวตนขึ้นมาตรวจสอบ ก่อนจะพูดขึ้น “ยังไม่มีตราประทับผ่านเข้าเมือง ดูเหมือนว่าหยกนี้เพิ่งจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่เมื่อไม่นานมานี้…”


    จากนั้นทหารยามก็หันไปถาม “เจ้าชื่ออะไร?”


    จางหลินประสานมือและตอบกลับอย่างชัดถ้อยชัดคำ “หยุนเฟยหยาง”

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้า ข้าลิขิต ที่คุณอ่าน