“แล้วจะให้พวกเราสองคนทำกันยังไงต่อดีคะ?” ปลายฝนขอคำแนะนำหลังพักรบกับอานนท์ไว้ก่อน
“เธอพอจะเห็นอะไรบ้างแถวนั้น? เผื่อว่าอยู่ไม่ไกลกัน พวกฉันจะได้ไปหา” ดารินในลูกแก้วสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ปลายฝนหันมองไปรอบ ๆ ก่อนจะหันไปถามอานนท์ว่า “นายรู้ไหมว่าพวกเราอยู่ตรงไหน?”
เมื่อได้ยินคำถาม อานนท์ชี้ออกไปทันทีพร้อมกับพูดว่า “หิน” แล้วเขาหันไปอีกทิศหนึ่งแล้วพูด “นั่นก็หิน” หลังจากอานนท์ก็หันไปทางสองทิศที่เหลือแล้วพูดว่าหินในทุกครั้ง นั่นแสดงให้เห็นว่าพวกเขาทั้งสองอยู่ในพื้นที่ของอาณาจักรศิขาอันแห้งแล้งแล้วจริง ๆ
เมื่อเห็นท่าทีและสิ่งที่ชายหนุ่มบอก อารมณ์ที่ขุ่นเคืองของปลายฝนกลับมาอีกครั้ง เธอพูดออกมาอย่างหมั่นไส้ “ถ้าแค่นั้นฉันก็บอกเองได้ย่ะ”
“ก็เห็น ๆ กันอยู่แล้วยังจะมาถามอีก” อานนท์ยักไหล่ขณะพูดก่อนจะเสริม “ฟ้าเริ่มมืดแบบนี้ใครจะไปเห็นอะไรได้ นอกจากเศษซากเรือบินแล้ว ก็มีแต่ดินแห้ง ๆ กับหินรอบด้านอย่างที่เห็นนี่แหละ”
ดารินที่ฟังบทสนทนาของทั้งสองได้แต่ยิ้มแห้งออกมา เพราะบริเวณของเธอก็ไม่ต่าง ไม่มีอะไรเป็นหลักสามารถบอกตำแหน่งของฝ่ายตัวเองได้เช่นกัน
ปลายฝนเบื่อที่จะทะเลาะกับชายหนุ่ม เธอหันมาปรึกษากับผู้ที่เธอหวังพึ่งได้ในลูกแก้วดีกว่า เธอพูดกับลูกแก้ว “เอายังไงต่อดีคะ? อาจารย์พอจะมาหาพวกเราได้หรือเปล่า? ถ้าขืนปล่อยให้ฉันอยู่กับคนคนนี้อีกต่อไปอาจจะได้ทะเลาะตายกันไปข้างก่อนจะได้เจอกับทุกคน”
ดารินตอบอย่างจนปัญญา “ฉันก็อยากไปรับพวกเธอนะ แต่ทางฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ตรงไหน หรือทิศใดจากจุดที่พวกเธออยู่” แล้วดารินก็หยุดพูดเพื่อใช้ความคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพูดต่อ “ถ้าเป็นไปได้พวกเธอพยายามเดินทางไปให้ถึงเขตของอาณาจักรนภาให้ได้ก่อน เมื่อเจอเมืองแล้วค่อยติดต่อหาฉันมาอีกที”
“แล้วอาณาจักรนภาไปทางไหนคะ?” ปลายฝนใช้นิ้วเกาที่แก้มขณะถามอย่างสงสัย
“ตามหลักของแผ่นที่แล้ว อาณาจักรนภาควรจะอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอาณาจักรศิขา” ดารินหยุดเว้นวรรคก่อนจะพูดต่อ “เอาเป็นว่าพวกเธอลองเดินทางไปทางตะวันออกเฉียงเหนือไว้ก่อนแล้วกัน”
ปลายฝนยิ้มตาใสแจ๋วให้กับดารินที่อยู่ในลูกแก้วก่อนจะถามอีกหน “แล้วทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่ว่านี่มันทางไหนคะ?”
โอ้ละหนอ ชีวิตติดวังตัวจริง ดารินได้แต่ฝืนยิ้มออกมาให้กับคำถามของอีกฝ่าย มันอดไม่ได้ที่เธอจะคิดว่าปลายฝนช่างสมกับเป็นนกน้อยในกรงทองที่ชีวิตนี้มีแต่วัง
“ก็เยื้องทางซ้ายของฝั่งที่ดวงอาทิตย์ขึ้นยามเช้าน่ะค่ะ” ดารินพยายามพูดอธิบายให้อีกฝ่ายกระจ่างชัดที่สุด
“แต่ตอนนี้มันไม่มีดวงอาทิตย์แล้วนะคะ” ปลายฝนตอบกลับมาอย่างตรงไปตรงมา
ดารินเองก็ลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลยเช่นกันว่าตอนนี้มันอับแสงตะวันไปแล้ว ครั้นจะบอกทิศตามดวงจันทร์มันก็ดูยากเกินไป เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าดวงจันทร์คืนนี้เป็นเดือนหงายหรือเดือนคว่ำกันแน่
“ดาวเหนือล่ะคะ? พอจะดูเป็นไหม? ให้ไปทางเยื้องขวาหน่อย ๆ ของดาวเหนือค่ะ” ดารินคิดว่าเธอกำลังใช้ชีวิตได้สมกับเป็นอาจารย์แล้วจริง ๆ เธอได้งัดทุกความรู้เท่าที่นึกได้ออกมาเพื่อสอนแล้ว
สีหน้าปลายฝนสับสนยิ่งกว่าเดิม เธอส่ายหัวโดยไม่พูดอะไรออกมา ดารินได้แต่ยิ้มแห้งออกมา และแล้วเธอก็นึกขึ้นได้ว่าอานนท์อยู่กับปลายฝนด้วย เธอค่อนข้างมั่นใจว่าคนที่อยู่มาตั้งแต่ยุคโบราณอย่างอานนท์ต้องรู้จักดาวเหนืออย่างแน่นอน
แล้วเธอก็ส่งเสียงผ่านลูกแก้วถามอานนท์ “อานนท์เธอต้องรู้จักดาวเหนือใช่ไหม?”
อานนท์ทำท่าทางคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตอบอย่างยียวนตามประสา “ไม่แน่ใจ มันนานจนลืมไปแล้วตั้งแต่ดูมันครั้งสุดท้าย เอาเป็นดาวลูกไก่แทนได้ไหม?”
ดารินรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ คนหนึ่งก็ใช้ชีวิตอยู่แต่ในวังจนไม่รู้เรื่องนอกวังเลย ส่วนอีกคนที่คอยปั่นประสาทจนเธอปวดหัว แต่ถึงกระนั้นยังมีคนที่ชวนให้เธอประสาทจะกินอีกคน เมื่อดิเรกที่ได้ยินบทสนทนา เขายิ่งโวยวายอยากจะออกไปตามหาเจ้าหญิงของเขาหนักเข้าไปอีก