บทที่ เก้าสิบห้า
ภายในห้องไต่สวนอันสงบนิ่งเสียงฝีเท้าของฮ่องเต้เพียงเบาๆ เมื่อพระองค์ขยับกาย กลับดังสะท้อนในโสตประสาทของผู้คนรอบข้างราวดั่งเสียงเคลื่อนคล้อยของผืนหินหนักบนพื้นหิมะ
โม่เหวินหานทอดสายตาไปยังหญิงสาวที่นั่งสงบเบื้องล่างสายตานางในชุดผ้าแพรฟ้าผมดำขลับเกล้าขึ้นอย่างเรียบง่ายทว่ากลับดูสูงศักดิ์กว่าสตรีใดในห้องนี้ ดวงตานิ่งสงบ แววไม่อ่อน ไม่แข็งกลับคล้ายผู้ที่เข้าใจในชะตาของตนอยู่แล้ว
“นับแต่ชิงเฟยเข้าสู่วังหลวง” น้ำเสียงของพระองค์เปล่งออกมาชัดเจนตรงและเรียบหนัก “ยามที่นางเข้าปรนนิบัติแต่แรกๆ นางก็มิได้ปิดบังสิ่งใด”
สายพระเนตรเหม่อลอยไปไกลคิดถึงยามแรกเจอ“แม้จะไม่กล่าวด้วยคำพูดว่านางเป็นใครแต่การแสดงออกทุกอย่างของนางย่อมบอกเราอยู่แล้วว่านางมิใช่หญิงสาวที่ถูกอบรมเช่นที่หญิงสาวทั่วไปในแผ่นดินวรยุทธ์ของนาง ท่วงท่าเฉียบแหลม แววตาซื่อตรงดุจกระบี่ทั้งหมดนี้ล้วนบอกกับเราตั้งแต่แรกแล้วเขาเผยยิ้มเล็กน้อยก่อนหวนคืนสู่เหตุการณ์ตรงหน้า
เหล่าไท่เฟยข้างๆเริ่มสบนัยน์ตากันเงียบๆ ก่อนพึมพำขมวดคิ้ว ส่วนวังถงซางเพียงนิ่งฟังมิกล้าตัดบทแต่อย่างใด
“หากนางต้องการหลอกลวงเบื้องสูงจริง..” ฮ่องเต้ทอดเสียงเรียบ “เหตุใดต้องเปิดเผยความเป็นตัวตนของนางกับเราแต่ต้น?” ถ้อยคำนั้นกล่าวด้วยเนื้อเสียงสงบนิ่งทว่าเต็มไปด้วยน้ำหนักชนิดที่ไร้ผู้ใดโต้แย้ง
“และเหนือสิ่งอื่นใด” พระองค์กล่าวต่อ “เราคือผู้สังเกตเห็นคุณค่าในตัวนางเองต่างหากไม่ใช่นางชักนำเราด้วยเล่ห์เพทุบาย” โม่เหวินหานเหลือบสายตากลับไปมองหลิวชิงเซียงซึ่งยังคงนั่งเงียบงัน“และเรารู้ดีเช่นกันว่าทั้งหมดนางทำเพื่อผู้เป็นนายนายหญิงแท้จริงของนางคือหลี่เสวี่ย บุตรีหัวหน้าเผ่าซาเฟิง สตรีที่ร่างกายอ่อนแอ ยามนั้นถ้าเดินทางในตอนฤดูเปลี่ยนผันที่ยาวนานแรมเดือนร่างกายคงไม่อาจรับไหว”
เสียงของเขาทอดยาวราบเรียบ“ชิงเฟยยอมสละตัวเข้ามาสู่ตำหนักในเพื่อช่วยนายหญญิงของตน เรื่องนี้แม้เป็นการละเมิดธรรมเนียมวังใน..แต่ความจงรักภักดีเช่นนี้หาใช่สิ่งที่ควรถูกตราหน้าเป็นความผิด”
เสียงสนทนาเบาๆของสตรีฝ่ายในเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง ครั้นได้ยินคำนี้เหล่านางกำนัลเก่าแก่ที่ติดตามนายมาพลันส่ายศีรษะ พึมพำในลำคอคล้ายตัดพ้อ ‘พอรักแล้วก็พูดเข้าข้างหมด’
“สตรีจำนวนไม่น้อยก้าวเข้าสู่ตำหนักในด้วยแผนการอ้อนวอนนานา ใช้ตระกูลแบกรับเพื่อให้ได้เข้าสู่สายตาเรา” พระองค์ทอดสายตาไปทางเหล่าไท่เฟยผู้สูงวัยแล้วกล่าวต่อ“แต่นาง..กลับมิได้ทำสิ่งใดเช่นนั้นนางเข้ามาด้วยเจตนาปกป้อง และด้วยน้ำใจสัตย์ตรง หากจะมีโทษเราเองต่างหากที่สมควรรับร่วมด้วย” สิ้นคำฮ่องเต้ก็หลุบตาลงสะท้อนเงาของหลิวชิงเซียงที่ก้มหน้าอยู่นิ่งอยู่นัยแววตาบุรุษ
ครานั้นเองเหลียงไท่เฟยซึ่งอยู่ด้านข้างก็ก้าวออกมาหนึ่งก้าวใบหน้าหวานแฝงรอยไม่เห็นด้วย แววตาหรี่ลงแล้วเอ่ยเสียงนอบน้อม“แม้พระองค์จะตรัสเช่นนั้นแต่การเข้าสู่ตำหนักในโดยปลอมแปลงตัวตน ย่อมถือเป็นการฝ่าฝืนกฎที่วางไว้เป็นเช่นไรก็ยังคงผิดอยู่ดีเพคะ แม้จะกล่าวด้วยถ้อยคำอ่อนโยนหากการกระทำของสตรีต่างแดนผู้นี้ย่อมไม่ต่างจากดาบไร้ฝัก”
ดวงเนตรของฮ่องเต้กวาดผ่านใบหน้างดงามของนางแม้ล่วงเลยวัยกลางคนแล้วแววพระเนตรกลับฉายประกายเย็นจัดจดจ้องไปที่ร่างนาง พระพักตร์เยือกเย็นก่อนที่เสียงแค่นในลำคอหนึ่งที่แล้วเอ่ยเสียงต่ำ“ชิงเฟยแม้เป็นผู้ต้องหา..แต่นางยังคงเป็นพระชายาห้ามผู้ใดกล่าววาจาเหยียดหยาม ลดเกียรติสถานะของนางในที่สาธารณะ”
ถ้อยคำนั้นตรัสออกมาเสียงเรียบแต่บรรยากาศกลับเหมือนถูกมีดเย็นตัดผ่าน เหลียงไท่เฟยสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะยอบตัวลงเงียบๆ ถอยกลับตำแหน่งเดิมโดยไม่กล้ากล่าวคำ
ฮ่องเต้หันกลับมายังที่ประทับวางพระหัตถ์บนขอบโต๊ะทองคำเนื้อดีที่ตั้งอยู่หน้าพระองค์ดวงเนตรเรียบนิ่งพลันกวาดผ่านผู้คนในห้องอย่างเยือกเย็น “เราตระหนักในสิ่งที่ชิงเฟยกระทำว่าผิดตามธรรมเนียม”เขาเว้นวรรคเพียงครู่ “พระชายาชิงเฟยปลอมแปลงตัวตนเข้าสู่ตำหนักในเข้าร่วมคัดเลือกสนมโดยมิใช่ฐานะจริง เป็นความผิดในเชิงพิธีรีตองแม้จะไม่มีเจตนาร้ายหรือกบฏแต่ก็มิควรละเว้นให้เป็นเยี่ยงอย่าง”
พระองค์สูดลมหายใจแผ่วหนึ่งก่อนจะเปล่งวาจาอย่างมั่นคง “ตัดสินลงโทษตามกฎเนรเทศออกจากเมืองหลวง มอบหมายไปพำนักยังเมืองหลวงด่านนอกกำกับดูแลโดยขุนนางท้องถิ่นจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง”
สิ้นคำโถงทางด้านหลังเงียบงันอย่างแทบจับต้องได้เหล่าไท่เฟยที่คาดว่าฮ่องเต้จะปกป้องสุดกำลังถึงกับอ้าปากค้าง บ้างเบิกตาบ้างเงียบงัน ส่วนวังถงซางได้แต่พยักหน้าเบาๆ
มีเพียงหลิวชิงเซียงเท่านั้นที่ไม่แสดงสีหน้าใดนางยอบตัวลงอย่างสงบ ร่างบางโค้งคำนับต่ำกล่าวเบาๆ “รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
ยามเย็นหลังฟ้าค่ำลงไม่นานป้ายหยกสีงาช้างขลิบทองก็ถูกพลิกออกจากแผงรับสั่งอันประดับด้วยลวดลายมังกรห้ากรงเล็บมือของโม่เหวินหานมั่นคง ทว่ากระบี่ในดวงตาเยียบเย็น เขามิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพียงทอดมองป้ายนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนมอบให้หลี่ต้ากง
“แจ้งไปยังตำหนักจิ่งเสวียนให้เจินกุ้ยเหรินเตรียมตัวปรนนิบัติ” หลี่ต้ากงส่งต่อให้คนของกรมวัง
“พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีนน้อยจึงประสานมือรับคำเดินออกอย่างเงียบงัน
ดวงหน้าไร้อารมณ์ของฮ่องเต้มิมีใครล่วงรู้ว่าคิดสิ่งใด
ตำหนักจิ่งเสวียนแสงตะวันตกดินทอดเงาทับใบของแมกไม้เหนือหลังคากระเบื้องสีมรกตเสียงรองเท้าขันทีดังกึกก้องอยู่เพียงครู่ก่อนจะหยุดลงที่ลานหน้าตำหนัก
“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เจินกุ้ยเหรินปรนนิบัติในคืนนี้”
ทันทีที่คำกล่าวนั้นหล่นลงบรรยากาศในตำหนักราวสั่นสะเทือน ม่านหน้าห้องแง้มออก บ่าวน้อยใหญ่รีบเข้าไปรายงาน ขณะเดียวกันเสียงฝีเท้าของเหล่ากุ้ยเหรินที่พักอยู่ร่วมกันในตำหนักก็เดินมารวมกันบริเวณระเบียงเรือนหน้าหลัก
สตรีในอาภรณ์สีชมพูปักลายนกกระเรียนหนึ่งคนก้าวออกมาข้างเจินกุ้ยเหรินพร้อมแย้มยิ้มกล่าว “ยินดีด้วยนะเพคะเจินกุ้ยเหรินไม่ได้เห็นฝ่าบาทพลิกป้ายสนมมานานแล้ว ครานี้นับว่านับเป็นฤกษ์ดีเสียจริง”
อีกคนคลี่ยิ้มพลางเหลือบสายตามองเจินกุ้ยเหรินด้วยแววตาซ่อนคมดั่งหนาม“ใช่แล้วเพคะ หลังจากชิงเฟยถูกลงโทษเห็นทีตำแหน่งโปรดปรานในใจฝ่าบาทจะว่างลงแล้ว”
คำพูดเหล่านั้นราวคลื่นใต้น้ำใบหน้าที่ยิ้มแย้มกลับแฝงความริษยาเร้นลึก เจินกุ้ยเหรินเองแม้จะแย้มยิ้มรับไว้ตามมารยาทแต่ภายในอกกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกซัดสาดดุจคลื่นกระทบฝั่ง..นางควรดีใจใช่หรือไม่? แต่เหตุใด..หัวใจกลับสั่นคลอนรุนแรงถึงเพียงนี้
ในขณะที่ขันทีนำข่าวจากตำหนักเฉียนชิงกลับไปเจินกุ้ยเหรินยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ลมหายใจสั่นระริก นิ้วมือแนบอยู่ที่อกข้างหนึ่งบริเวณที่ใจเต้นแรงผิดปกติ‘เป็นเพราะข้าเอง’ นางคิดในใจ
เรื่องของชิงเฟยเป็นตัวปลอมนางเป็นผู้เริ่มต้นทุกถ้อยคำที่นำไปมอบแก่เหลียงไท่เฟย ล้วนเป็นคำกล่าวที่กลั่นมาจากเจตนาอันแนบเนียนที่นางเคยหลอกตนเองว่า ‘ทำเพื่อราชสำนัก’ แต่ยามนี้เมื่อรับคำสั่งให้ออกหน้าปรนนิบัติในคืนที่ชิงเฟยพึ่งถูกลงโทษกลับไม่ใช่ความปลื้มปีติ หากแต่เป็นความรู้สึกว่ากำลังยืนอยู่เหนือปลายดาบ ‘ฝ่าบาทรู้แล้วกระนั้นหรือ?’ แม้เหลียงไท่เฟยจะรับรองว่าเรื่องนี้จะไม่ย้อนมาถึงตนก็ตามทีแต่สายลมในวังหลวงย่อมเปลี่ยนทิศได้ทุกเมื่อ
ค่ำคืนนั้นนางจำต้องแต่งกายอย่างพิถีพิถันอาบน้ำอบตัวในน้ำดอกอวี้หลาน ผิวขาวผ่องเนียนละเอียดดังกลีบบัวขาวริมฝีปากแดงแต้มกลิ่นชาดอ่อนจางเตรียมรับการเสด็จมาของฝ่าบาทอย่างเลี่ยงไม่ได้
แสงตะเกียงในตำหนักเรือนในพลันไหวไกวเมื่อถึงยามซวีขันทีหน้าประตูเงยหน้าพบบุรุษเหนือบัลลังก์ก็รีบก้มตาเร่งประกาศ “ฝ่าบาทเสด็จ”
เจินกุ้ยเหรินที่ยืนรออยู่เดินออกไปรอรับด้วยท่วงท่าสง่างามทว่าในใจกลับราวมีมือที่มองไม่เห็นบีบแน่นเข้าหา
ร่างสูงในอาภรณ์สีดำสนิทปักลายเจียวหลงเดินเข้าเรือนอย่างเงียบเชียบไม่เอ่ยคำใด ไม่แม้ปรายตามองนางที่ยอบตัวลงอยู่ตรงหน้า ส่วนหลี่ต้ากงก้าวตามมารินน้ำชาวางเบื้องหน้าพระองค์ แล้วถอยออกไปเงียบๆ ทิ้งไว้เพียงน้ำชาในถ้วยที่ขึ้นไอกรุ่นกับความเงียบงันอึดอัดจนแทบกลืนไม่ลง
เจินกุ้ยเหรินยื่นมือหมายจะช่วยปลดผ้าคลุมที่คลุมพระอังสาแต่เพียงปลายนิ้วจะสัมผัสเขากลับเบี่ยงกายหลบอย่างทันที นางชะงักฝ่ามือลอบกลืนน้ำลาย แล้วฮ่องเต้ก็นั่งลงที่โต๊ะน้ำชาเล็กด้านในไม่เอ่ยทักทายนางที่หมายจะให้ปรนนิบัติในค่ำคืนนี้อีกฝ่ายเพียงยกน้ำชาขึ้นจิบเพียงครู่แล้ววางลงแรงเสียงดังจนถ้วยสั่น “ไม่ได้ความ”
เพียงคำเดียวราวฟ้าผ่ากลางใจ
“ฝ่าบาท..” เจินกุ้ยเหรินรีบคุกเข่าลงเอ่ยเสียงสั่น “หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะหากมีสิ่งใดที่มิชอบพระทัยขอโปรดทรงอภัย”
“หึ เจินกุ้นเหรินก็หวาดเกรงเป็นหรือ ได้ยินมาว่า..” โม่เหวินหานทอดเสียง “..บิดาของเจ้ากว้างขวางนักที่แดนเหนือ” คำถามนี้ไม่ใช่คำถาม หากแต่เป็นคำตัดสิน
ดวงหน้าของเจินกุ้ยเหรินซีดเผือดทันทีลมหายใจสะดุด กล้ามเนื้อบนใบหน้าราวถูกแช่แข็ง ‘รู้แล้ว..เขารู้แล้ว..’
นางโขกหน้ากับพื้นเสียงแผ่วเหมือนคนขาดใจ “หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ ที่ทำไปเพียง..เพียงคิดถึงแต่ฝ่าบาทบิดาของหม่อมฉัน..ไม่เกี่ยวข้อง”
“ไม่เกี่ยว?” เสียงบุรุษทรงอำนาจเอ่ยเย็นดั่งน้ำแข็งแหลมคม“เช่นนั้นเจ้าได้เรื่องมาจากที่ใดหรือเจ้าแอบออกนอกตำหนักลอบสืบความเอง?”
นางตอบไม่ออกร่างที่คุกเข่าอยู่ถึงกับทรุดตัวลงจนหมอบแทบจะซุกหน้าอยู่ที่พื้นอับอายหวาดกลัวจนมิกล้าเงยหน้า เสียงถ้วยชาที่ถูกปัดลงกระแทกพื้นพลันดังก้องเศษแก้วน้ำชากระจายทั่วพื้น “เจินกุ้ยเหรินไร้คุณธรรมจรรยากิริยามัวหมอง ไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง”
เสียงนั้นหนักแน่นชัดเจนทุกถ้อยคำเป็นตรวนเหล็กตรึงลงบนบ่า “ลดขั้นเป็นตาอิ้งตัดเบี้ยหวัดสามปี และย้ายไปตำหนักผิงไท่กักบริเวณห้าปีให้สำนึกผิด” ทันทีที่กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดแขนเสื้อยาวผ้าไหมดำพลิ้ววาบไปตามฝีเท้าที่มุ่งตรงออกจากตำหนักโดยไม่หันกลับมามองอีก
ร่างที่หมอบอยู่กับพื้นหลั่งน้ำตาอย่างเงียบงันเพราะรู้ว่าไม่สามารถเรียกร้องสิ่งใดได้แล้วย้ายไปตำหนักผิงไท่ก็คือตำหนักเย็นไม่ใช่หรือ นางไม่มีทางได้เชิดหัวอีกตลอดไปเท่านั้นไม่พอนางทำให้บิดาต้องลำบากแล้ว ไม่รู้เรื่องนอกวังเป็นอย่างไรความคิดประจบเหลียงไท่เฟยชั่วครู่ชั่วยามส่งผลถึงขนาดนี้..
หลี่ต้ากงที่รออยู่บริเวณหน้าเรือนขยับตามเงียบสงบราวเงา จนเมื่อทั้งสองเดินออกจากเรือน หลี่ต้ากงจึงเอ่ยถามเสียงเบา “ฝ่าบาทเสด็จไปตำหนักยู่คังพบเหลียงไท่เฟยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
โม่เหวินหานหยุดชั่วครู่ก่อนเอ่ยช้าๆ “ไม่ต้อง องครักษ์แจ้งว่าช่วงยามเซินหรงอ๋องเข้าเฝ้านางแล้ว”พระองค์เหลือบตาขึ้นมองท้องฟ้าค่ำที่ไร้ดวงดาว“น่าจะปรึกษากันเรียบร้อยแล้วที่เหลือเพียงรอดูว่าเหลียงไท่เฟยจะคล้อยตามบุตรชายหรือไม่หากนางยอมกล่อมหรงอ๋องกลับหล่งติ้งพื้นที่ศักดินา เราก็จะปล่อยเรื่องนี้ไปก่อนอย่างไรนางก็มารดาของหรงอ๋อง”
...
ลมพัดสารทฤดูไหวผ่านซุ้มบัวใกล้ตำหนักยู่คังไฟตะเกียงวาบจากผู้ตามติดหลังขบวนเสด็จหรงอ๋องเข้าสู่ตำหนัก หรงอ๋องที่แจ้งว่าตนของวังมาเพื่อกล่าวลามารดาเพราะตนจะลาก่อนหล่งติ้ง
หรงอ๋องเดินตามเข้ามาเหล่าข้ารับใช้ค่อยๆ ปลดม่านออกไป เผยให้เห็นภาพของเหลียงไท่เฟยในชุดผ้าแพรสีนวลนางมองไปที่โอรสของตนที่มาพร้อมเสียงฝีเท้าเบาภาพของเขาสะท้อนไหวในอารมณ์อันลุ่มลึก จนบุตรชายก้าวมานั่งข้างกายขณะที่บ่าวไพร่ก้าวออกไปหมดแล้ว เหลือเพียงหรงอ๋องกับเหลียงไท่เฟยผู้เป็นมารดา
เหลียงไท่เฟยจึงเอ่ยกับเขาก่อนห้วงเสียงอบอุ่นราวริ้วสายไหม “หรงอ๋องดีที่เจ้ามา” นางทอดสายตาลงแต่ใบหน้านั้นกลับมีร่องรอยไม่สบายใจอยู่ด้วย
“เสด็จแม่มีสิ่งใดรบกวนในใจหรือ..บอกลูกมาเถิด” หรงอ๋องเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงพระมารดา
เหลียงไท่เฟยพยักหน้าช้าๆเอ่ย “หรงอ๋องได้รับข่าวเรื่องชิงเฟยแล้วใช่หรือไม่?”
หรงอ๋องพยักหน้าหางตาไม่วางไปที่อื่นฟังอย่างตั้งใจ“ลูกได้ยินเรื่องการเนรเทศแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องชิงเฟย..มีรับสั่งโทษการเนรเทศออกนอกเมืองอย่างเด็ดขาดแล้วแม้จะเป็นผลที่แม่ตั้งหวังไว้ แต่..” เหลียงไท่เฟยนิ่งลงสักครู่ “แต่..ใจของแม่กลับว้าวุ่น” นางเอ่ยเสียงราบ
หรงอ๋องเลิกคิ้ว“ทำไมเล่า?”
“แม่ยังรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติในพระทัยของฝ่าบาท” ใบหน้านิ่งๆนั้นกลับสบตาบุตรอย่างหนักแน่น เผยความวิตกที่ไม่อาจยอมละเลย “เจ้าคิดดูเถิด ฝ่าบาทยังทรงโปรดชิงเฟยมากนักขนาดในระหว่างการไตร่สวนยังปกป้องนาง แต่กลับลงโทษด้วยการเนรเทศด้วยพระองค์เองนี่ต่างหากที่น่ากลัว ไม่รู้จะมีเบื้องหลังหรือไม่”
ผู้เป็นบุตรฟังเงียบก่อนจะเอ่ยเสียงมั่น“เรื่องจบแล้วก็จบเถิดชิงเฟยจะเป็นอย่างไรนั่นไม่เกี่ยวกับพวกเราต่อไปแล้ว” น้ำเสียงนั้นเรียบนิ่ง แต่กลับมีกลิ่นอายของการปลอบโยนหมายให้นางปลงใจ
เหลียงไท่เฟยหรี่ตามองบุตรชายก็ปรับสีหน้าวุ่นวายลง“คำตัดสินลงมาแล้วก็ตามนั้น”นางถอนใจก่อนเปลี่ยนเรื่อง “ลูกจะกลับหล่งติ้งแล้วแม่ไม่ควรใส่ใจเรื่องอื่นๆ อีก”
หรงอ๋องพยักหน้ารับ“เสด็จแม่ ลูกไม่ได้มาเพียงบอกลาเท่านั้น” ไม่ปล่อยให้มารดาสงสัยได้นานเขาก็เอ่ยเริ่มเรื่องสำคัญที่จะต้องมาด้วยตัวเอง“มีข่าวลือมาว่าฮ่องเต้จะเสด็จออกนำทัพด้วยพระองค์เอง”
ถ้อยนั้นเรียกอาการตกใจให้กับเหลียงไท่เฟยจนชะงักค้าง“จริงรึข่าวนี้?”
หรงอ๋องพยักหน้าแน่น“มั่นใจอย่างแปดหรือเก้าส่วน” เสียงทุ้มดังก้องอารมณ์จริงจังราวธนูลั่นเส้นสายในอากาศ
เหลียงไท่เฟยทอดสายตาลอยไปไกลเนิ่นนานก่อนจะเล่าถึงอดีตของกวงเหิงฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาของหรงอ๋อง “กวงเหิงฮ่องเต้..พระองค์เป็นฮ่องเต้ที่ประกอบราชการด้วยการนำทัพด้วยพระองค์เองเช่นกันผู้ใดขัดฝีพระบาทแม้แต่ก้าวเดียวก็ล้วนต้องหวาดหวั่นจนเมื่อพระองค์เสด็จกลับราชสำนักจึงสงบเย็นพิสุทธิ์”
“หากเทียนหลงฮ่องเต่จะทำเช่นกัน นั่นอาจหมายถึง..พระองค์ต้องการยกฐานะอีกครั้งขึ้นสู่ตำแหน่งเหนือขุนนางและอำนาจวังหลังอย่างแท้จริง” นั้นเพราะฮ่องเต้ที่เฝ้าประตูเมืองกำราบศัตรูครองแผ่นดินด้วยพระองค์เองย่อมเหนือกว่าฮ่องเต้ที่เฝ้าอยู่แต่ในวังหลวง
เหลียงไท่เฟยหันกลับมามองบุตรชายตนเองพลางคิดในใจบุตรชายนางก็เป็นองค์ชายคนหนึ่งของกวงเหิงฮ่องเต้เช่นกันทั้งเป็นองค์ชายองค์แรก แต่บัลลังก์กลับตกไปอยู่ที่องค์ชายสามตลอดมานางก็รู้สึกไม่เป็นธรรมกับบุตรชายแต่หลังจากเทียนหลงฮ่องเต้ขึ้นครองบัลลังก์นางก็เริ่มเข้าใจ ฝ่าบาททั้งทรงเด็ดขาดมั่นคง หนักแน่นไม่ต่างจากบิดาสักนิด ถึงแม้จะถูกเลี้ยงที่นอกวังหลังนึกถึงเหตุผลมากมายและความสามารถของเทียนหลงฮ่องเต้ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกำราบซีเป่ยได้ก็เป็นได้นางจึงเอ่ยตอบบุตรชาย “ไม่แน่ว่าฝ่าบาทอาจจะเก่งกาจเช่นพระบิดาก็ได้เรื่องนี้หรงอ๋องไม่ต้องกังวลไป”
หากแต่หรงอ๋องส่ายหน้า“เสด็จแม่ ลูกไม่ได้กังวลเรื่องนั้นลูกไม่ใส่ใจว่าเขาจะตายกลางสนามรบหรือไม่” เขาเงียบไปชั่วอึดใจขณะที่ผู้เป็นมารดาได้ยินก็ตะลึงงันคำพูดของบุตรชายถ้าใครมาได้ยินถึงขั้นถูกตัดหัวได้เลยขณะที่มารดายังชะงักอยู่หรงอ๋องก็กล่าวต่อ “แต่ลูกมีบางสิ่งที่ต้องทวงคืน”
แววตากล้าของบุตรชายทำให้เหลียงไท่เฟยหวั่นใจ“ลูกจะทำอะไร?”
หรงอ๋องนิ่งไปครู่ใหญ่“ลูกไม่อยากให้เสด็จแม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับตำหนักในอีกขอเพียงเสด็จแม่อยู่เหนือพวกนางทั้งหมดต่อไปก็ไม่ต้องมองสีหน้าใครก่อนพูด”
-----------------------------------------------------------------------
การเที่ยวเป็นอะไรที่พาตัวเองไปทรมานแบบมีความสุข 55555 เชิงๆ กลับมาถึงเมื่อวาน นอนเหมือนตายเลยค่ะ ไปพักชิลๆ อีกวันก็จะกลับไปทำงานแล้วค่ะ **ถอนหายใจ**
///แต่ขณะที่เราเหนื่อยก็มีฮ่องเต้กับน้องชิงที่จะเหนื่อยกว่า ลำบากลำบนนัก เรื่องมาไม่หยุด ฝากติดตามส่งใส ส่งคอมเม้นต์ให้เชิงเชิงด้วยนะคะ รักนักอ่านมากๆ เลยยยย///