ในกลางดึกที่เงียบสงบ เกาซุนกำลังเดินกลับขบวนของมันอย่างช้าๆ ดวงตาของมันเหม่อมองราบกับว่ากำลังครุ่นคิดเรื่องที่สำคัญอยู่
จู่ๆเสียงที่ทุ้มต่ำแฝงด้วยความอบอุ่นดังขึ้นข้างๆกายของมัน “ท่านเกา การเจราจาไม่สำเร็จ”
“อืมม์ เจ้าเด็กที่ชื่อหนิงเทียนนั้นดูเหมือนจะมีความลับอะไรอยู่ สีหน้าของมันไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ยามที่ข้าพูดถึงสกุลจ้าว”
เกาซุนยังกล่าวคำสั่งแก่ชายที่อยู่ด้านข้างมัน“ทำตามแผนการเดิมของเรา ถ้าเจ้าเด็กนั้นรอดมาได้ ข้าจะไม่เข้าไปสร้างความลำบากใดๆแก่มันอีก
ส่วนเรื่องของสัญญาเงินกู้ของจ้าวหยาง คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องภายในตระกูลจัดการ”กล่าวจบเกาซุนเดินเข้ากระโจมที่พักมันไม่ได้หันกลับมามองผู้คุ้มกันโจวที่สนทนากับมันเลยแม้แต่น้อย...
ในยามเช้าตรู่ หนิงเทียนก้าวออกมาจากที่พัก เวลานี้มันเห็นคนส่วนใหญ่ตื่นขึ้นมาหมดแล้ว ผู้คนมากมายเดินสวนกันอย่างเร่งรีบ
บ้างก็ทำงานของตนเองอย่างเคร่งคัด พวกมันตรวจสอบสินค้า ตระเตรียมอาหารเช้า รวมถึงการนับจำนวนของนักเดินทางในแต่ละขบวน
ไม่ไกลจากที่หนิงเทียนยืนอยู่นัก หลี่เฟิงกำลังยืนสั่งการกลุ่มคนของมันอย่างเป็นการเป็นงาน
เพียงชั่วครู่กลุ่มของหลานเหลียงและเหลียวเหยียนก็เข้ามาสมทบกันอย่างพร้อมเพียง
เมื่อทั้งสามรวมกลุ่มกันใบหน้าของพวกมันทั้งหมดปรากฎถึงความยินดีปรีดา ส่งผลให้ผู้คนรอบๆโห่ ร้องดีใจไปตามๆกัน
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้หนิงเทียนรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
จึงเดินเข้าไปกลางผู้คนที่ส่งเสียงดีใจ ใบหน้าของมันเผยให้เห็นรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรกับทุกคน จะมีข้อยกเว้นเพียงแต่เหลียวเหยียนคนเดียว
หนิงเทียนเดินผ่านหน้ามันไปอย่างไม่สนใจใดๆ มันถามกับหลี่เฟิงว่า “เหตุใดกลุ่มของพี่ชายถึงดีใจกัน มีเรื่องดีอะไรหรือ?”
“น้องชายหนิงเจ้ามาก็ดีแล้ว ข้ามีเรื่องที่จะเล่าให้เจ้าฟังอยู่พอดี”จนถึงตอนนี้น้ำเสียงของหลี่เฟิงยังไม่อาจข่มความตื่นเต้นลงได้ มันยังกล่าวอธิบายแก่หนิงเทียนต่อ
“เมื่อเช้านี้ ท่านเกาได้เรียกพี่ใหญ่หลานและซินเฉาเข้าไปหารือเรื่องสำคัญ และก็เป็นพี่ชายหลานของพวกเราที่สามารถทำให้ ท่านเกาไว้วางใจได้
ท่านจึงมอบสมบัติที่มีค่ามากที่สุดในขบวนคาราวานนี้ให้กลุ่มกันภัยตระกูลหลานเป็นผู้ดูแล”
ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหนิงเทียนหรี่แคบลง มันพร้อมกล่าวต่อ “พี่ชายหลี่ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าของสิ่งนั้นคืออันใด”
“ในเรื่องนี้ ข้าเองก็พึ่งเห็นมันเมื่อเช้านี้ มันเป็นเพียงกล่องสี่เหลี่ยมสีดำขนาดเล็กเท่านั้น” หลี่เฟิงพยามอธิบายแก่หนิงเทียนอย่างกระตือรือร้น
ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนเปลี่ยนนิสัยเป็นอยากรู้อยากเห็นทันที มันรีบกล่าวอย่างเร่งรีบ
“พี่ชายหลี่ ข้าอยากเห็นของวิเศษเช่นนั้นสักครั้งได้หรือไม่”
หลี่เฟิงนั้นยินดีอย่างมากที่จะได้ทำตามความต้องการของหนิงเทียน มันรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่มันจะตอบแทนแก่หนิงเทียนได้
จากนั้นหลี่เฟิงได้เข้าไปขอร้องพี่ใหญ่หลานถึงสามครั้งและถึงแม้มันจะต้องปะทะคารมกับเหลียวเหยียนอยู่ทุกครั้ง แต่มันก็ได้ทำความต้องการของหนิงเทียนจนสำเร็จ
บัดนี้ภายในกระโจมที่พักของหลานเหลียงมันได้นำกล่องเหล็กสีดำสนิทออกมาปรากฏแก่สายตาของหนิงเทียน
เมื่อได้เห็นเช่นนั้นสายตาของหนิงเทียนเป็นประกายใสขึ้นมาทันที แม้แต่ราชาภูตที่นิ่งเงียบไร้จิตอยู่ภายในแขนเสื้อของหนิงเทียน
กลับแปรเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นทันที มันรีบมองผ่านแขนเสื้อของหนิงเทียนไปยังกล่องสีดำ พร้อมกล่าวออกแก่หนิงเทียน
“คุณชายนั้น คือกล่องเหล็กจงหลีของมารจันทรา”
แค่เพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้นที่กล่องเหล็กปรากฏออก หลานเหลียงก็รีบเก็บมันลงไปทันที คล้ายกับว่ามันระแวงระวังของสิ่งนี้อยู่มากล้น
“พี่ใหญ่หลานเหตุใดท่านเกาจึงได้มอบของสำคัญเช่นนี้ให้กลุ่มคุ้มภัยหลานเป็นผู้ดูแล”หนิงเทียนถามออกอย่างสงสัย
เหลียวเหยียนกล่าวออกด้วยความถือดี
“จะเป็นเรื่องใดไปได้ ถ้าไม่ใช่เพราะท่านเกาเห็นถึงความสามารถของพี่ใหญ่หลานมากกว่าบุรุษที่คล้ายสตรีอย่างซินเฉา”
ไม่บ่อยครั้งนักที่หลี่เฟิงจะหยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับเหลียวเหยียน
หนิงเทียนได้ยินเช่นนั้น มันนั้นครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่พักใหญ่ก่อนจะกล่าวขอบคุณหลานเหลียงและเดินจากไปทันที
ในระหว่างทางเสียงอันเล็กใสได้ดังขึ้นข้างๆหูของหนิงเทียน “คุณชายท่านไม่สนใจมัน?”ราชาภูตรีบกล่าวเตือนสตินายของมัน
หนิงเทียนไม่ได้ตอบคำถามใดๆ มันยังคงครุ่นคิดอย่างหนัก คิ้วทั้งสองข้างของมันขมวดเข้าหากันอย่างเผลอตัว
“คุณชายท่านกำลังคิดอะไรอยู่” ราชาภูตยังคงกล่าวซ้ำเป็นคำสอง
เวลานี้หนิงเทียนเหมือนจะคลายบางอย่างในใจออกได้ สีหน้าของมันแปรเปลี่ยนไปทันที มันยิ้มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
“อู๋ชาง เจ้าว่าเรื่องนี้มันแปลกหรือไม่” หนิงเทียนกล่าวถามไปยังสหายข้างกายมัน
“แปลก? เรื่องใดกันคุณชาย ราชาผู้นี้ไม่เข้าใจ?”
“เรื่องราวเช่นนี้มันไม่ถูกต้อง อู๋ชางเจ้าสามารถสัมผัสได้ถึงพลังของมารจันทรา เช่นนั้นจงหาตำแหน่งของเศษเสี้ยวพลังมารจันทราให้แก่ข้า มีโอกาสไม่น้อยที่กล่องจงหลีในมือของหลานเหลียงจะเป็นของปลอม”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นราชาภูตปิดตาลงปล่อยกระแสลมปราณอบอุ่นหลอมรวมกับสรรพสิ่งโดยรอบ เมื่อเวลาผ่านไปอยู่ชั่วครู มันถึงกับอุทานออกมา “ของปลอม?”
"เป็นอย่างที่ข้าสงสัยจริงๆ ข้าคิดว่าเกาซุนคนนี้ต้องการจะโยนกระเบื้องล่อหยก"
“คุณชายที่ท่านกล่าวมามันคือเคล็ดวิชาทักษะใดกัน” ราชาภูตฟังหนิงเทียนกล่าวด้วยความงุนงง
“ข้าหมายความว่า มันจะใช้คาราวานที่3เป็นเหยื่อล่อให้กองโจรออกมา” หนิงเทียนมองไปยังราชาภูตพร้อมกับส่ายศีรษะ...
การเดินทางก็คงยังดำเนินต่อไป ในทุกๆวัน กิจประจำวันของทุกขบวนยังคงเป็นเหมือนวันแรกไม่มีเปลี่ยน
พวกเขาใช้เวลาเพียงเจ็ดวันในการข้ามผ่านหุบเขาผีเสื้อโดยปลอดภัย เวลานี้ความสัมพันธ์ระหว่างหนิงเทียนกับกลุ่มคุ้มภัยนั้นเติบโตและใกล้ชิดกันอย่างรวดเร็ว
พวกมันทำงานร่วมกันในยามเช้า ยามบ่ายจับกลุ่มสนทนา ส่วนในยามค่ำก็ตั้งวงร่ำสุราร้องรำกันอย่างสนุกสนาน
หนิงเทียนนั้นเริ่มที่จะทำตัวใกล้ชิดกับสมาชิกคนอื่นๆนอกจากเปาเปาและหลี่เฟิงมากขึ้น มีบางครั้งที่หนิงเทียนกอดคอร่ำสุรากับพวกมันอย่างสนุกสนาน
เวลาวนมาถึงช่วงดึกพวกมันก็เริ่มจัดเตรียมที่พักกันเหมือนทุกครั้ง
เวลาที่หนิงเทียนรู้สึกเบื่อๆ มันมักก็จะนั่งอยู่บนหินผา บ่มเพาพลังฝึกตนอยู่เงียบๆ
เวลานี้พลังปราณของมันมาถึงทางตัน จนไม่สามารถที่จะเพิ่มพูนทักษะให้มากขึ้นไปได้อีกแล้ว
เว้นเสียแต่ว่ามันจะตัดผ่านขอบเขตของแดนองครักษ์เข้าสู่ดินแดนแห่งปราชญ์ เมื่อนั้น มันจะสามารถชักนำธาตุตามใจนึกเข้าสู่ร่างกายมันได้หนึ่งธาตุ
ด้วยพรสวรรค์9แก่นแท้รวมถึงจุดลมปราณที่เปิดออกทั้งหมด54จุด มันนั้นไม่มีปัญหาเรื่องคอขวดในการทะลวงเข้าสู่แดนแห่งปราชญ์
เพียงแต่เวลานี้ที่มันยังไม่ยอมก้าวข้ามไป เป็นเพราะมันต้องการให้ลมปราณทั้งร่างของมันกลั่นออกกลายเป็นลมปราณบริสุทธิ์จนหมดเสียก่อน
คืนนี้เป็นอีกคืนที่หนิงเทียนพยามจ้องมองไปยังม้วนภาพเทพยุทธ์ภาพที่2 ภาพที่เลือนรางเริ่มปรากฏชัดขึ้นทีละน้อย
หนิงเทียนเห็นเช่นนั้นมันรู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างมาก มันค่อนข้างมั่นใจว่าตราบใดที่มันทะลวงสู่แดนแห่งปราชญ์แล้ว มันจะสามารถเพ่งพินิจม้วนภาพเทพยุทธ์ภาพที่2ได้สำเร็จแน่นอน
ในขณะที่หนิงเทียนนั่งทำสมาธิอยู่นั้น ได้ปรากฏเงาร่างเล็กๆ สยายปีกสีทองของมันออก พร้อมบินขึ้นเบื้องหน้าของหนิงเทียน
“คุณชายผ่านมาเจ็ดวันแล้ว ท่านยังคงนิ่งเฉยอยู่เช่นเดิม ราชาไม่รู้ว่าท่านกำลังคิดอันใดอยู่กันแน่”
“เจ้าหมายถึงเรื่องกล่องจงหลี”หนิงเทียนกล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“ราชาผู้นี้ไม่เข้าใจความคิดของท่านจริงๆ”
“เจ้าต้องการให้ข้าไปขโมยกล่องจงหลีของเกาซุน?”หนิงเทียนสังเกตท่าทีลุกลนของราชาภูตก่อนจะถามถึงความต้องการของมัน
“คุณชาย สมบัติในกล่องจงหลีนั้นมีค่าเทียบเท่ากับผนึกศิลาทองในร่างของท่าน เหตุใดท่านถึงไม่ได้ใส่ใจกับมันนัก”
หนิงเทียนมองไปยังมองฟ้าที่มืดมิด ค่ำคืนนี้เป็นคืนที่กลุ่มเมฆฆาปกปิดดวงจันทราอย่างสมบูรณ์ “แน่นอนกล่องจงหลีข้าต้องการมัน แต่ข้าจะไม่ขโมย?”
“คุณชาย ท่านมีวิธีทำให้มนุษย์หน้าเหม็นนั้นมอบกล่องจงหลีให้พวกเรา”ราชาภูตถามออกอย่างไม่แน่ใจนัก
“เห๊อะ ถ้าเจ้ามีทักษะวิชาสะกดจิตอะไรพวกนี้สอนข้า เรื่องที่เจ้ากล่าวมาเมื่อครู่ข้าอาจจะทำให้ได้”
“คุณชาย อย่าได้กล่าววาจาวกไปวนมาอยู่เลย ท่านมีแผนอย่างไรกันแน่”ราชาภูตกล่าวอย่างเร่งรีบ
“ข้ามีความคิดดีๆที่จะทำให้เกาซุนยอมทิ้งกล่องจงหลีด้วยตัวเอง ในเมื่อมันต้องการใช้กระเบื้องล่อหยก งั้นพวกเราจะทำการสับหยกเปลี่ยนกระเบื้อง”
“คุณชายท่านหมายถึง?”
“พวกเราต้องขโมยกล่องจงหลีปลอมจากหลานเหลียงออกมาแล้วสับเปลี่ยนกล่องจงหลีปลอมให้แก่เกาซุนไป
มีแต่เพียงวิธีนี้ พวกเราจะได้ทั้งกล่องจงหลี และยังไม่สร้างความวุ่นวายให้เกิดภายในขบวนคาราวานนี้ด้วย” หนิงเทียนอธิบายวิธีการแก่สหายตัวน้อยของมัน
“คุณชาย แผนการของท่านนั้นช่างกลิ้งกลอกเลวทรามอย่างยิ่ง ราชาผู้นี้ขอนับถือจริงๆ”ราชาภูตแสดงกิริยาด้วยความเคารพต่อผู้เป็นนายแต่ทว่าคำพูดของมันกลับทำให้ มุมปากของหนิงเทียนกระตุกขึ้น
“คุณชายท่านเป็นอะไรไปหรือราชาผู้นี้พูดสิ่งใดผิดไป แต่ช่างเถอะคุณชายจะขโมยของทั้งสองสิ่งในเวลาเดียวกันได้อย่างไร”
หนิงเทียนได้แต่ส่ายศีรษะ มันนั้นอยู่คลุกคลีกับอู๋ชางมาสักระยะแล้ว มันรู้ถึงนิสัยของภูตตัวนี้เป็นอย่างดี จึงหาได้สนใจคำกล่าวผายลมไม่
หนิงเทียนทำเป็นไม่ใส่ใจ พร้อมกล่าวอธิบาย“ในเจ็ดวันมานี้ ข้านั้นเฝ้าสังเกตถึงพฤติกรรมของหลานเหลียงอยู่ตลอด
ตลอดเจ็ดวันนี้ทุกค่ำคืนมันจะทำการดูดซับพลังของแก่นอสูรขั้นที่3 อยู่เพียงคนเดียวภายในกระโจม
เมื่อพวกเราลงมือ พวกเราจะมีเวลา1เค่อในการขโมยกล่องจงหลีปลอมจากหลานเหลียงและ2เค่อในการบุกกระโจมของเกาซุน พวกเราต้องทำสองสิ่งภายในระยะเวลา3เค่อเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแผนของพวกเราจะแตกทันที”
“เป็นแผนการที่ดี คุณชายพวกเราจะลงมือกันตอนไหน”
“ถ้าไม่ลงมือวันนี้ข้าจะเสียเวลามาอธิบายแผนการให้เจ้าฟังเพื่ออะไร....อีกทั้งในคืนที่มืดมิดเช่นนี้การลงมือวันนี้จึงย่อมเหมาะสมที่สุด”
“ได้ตามที่ คุณชายสั่ง” เวลานี้ท่าทางของราชาภูตนั้นแสดงความต้องการออกมาอย่างชัดเจน มันลุกลี้ลุกลนราวกับได้เวลาที่มันจะไปเล่นสนุก
ในสายตาของหนิงเทียนนั้น กระโจมของหลานเหลียงไม่นับว่าเป็นสิ่งใด แม้ว่ากลุ่มคุ้มภัยตระกูลหลานจะระวังตัวอย่างมาก็ตามที
เพราะถึงอย่างไรหนิงเทียนก็ไม่ได้เป็นคนนอก อีกทั้งเวลานี้มันยังสนิทสนมกับผู้คุ้มกันตระกูลหลานมากมาย การจะเข้าออกภายในนั้นย่อมไม่เป็นที่ผิดสังเกตุเป็นแน่
รวมถึงมันยังมีท่าเท้าย่องเบาอันดับหนึ่งอย่างเก้าวิญญาณไร้เงาและโอสถพิษประจำตัวมัน พิษเก้านิทรา ด้วยทั้งสองสิ่งนี้การจะเอากล่องจงหลีปลอมออกมานั้นไม่นับว่าเป็นปัญหาใหญ่อันใด
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในสายตาของหนิงเทียนก็คงหนีไม่พ้นผู้ฝึกตนในแดนแห่งปราชญ์ขั้นปลาย ถึงอย่างไรตัวมันเองเป็นเพียงองครักษ์ขั้น9เท่านั้น
การที่มันจะต้องเผชิญหน้ากับบุคคลที่มีพลังใกล้เคียงกับพญาวานรภูผา สหายของมันในป่าพฤกษาทมิฬ นับว่าไม่ได้เป็นเรื่องง่ายอย่างแน่
หนิงเทียนเปลี่ยนชุดแต่งกายเป็นสีดำสนิทเพื่ออำพรางกายไปกับความมืดมิดในค่ำคืนนี้ แม้แต่ใบหน้าของมันยังถูกปกคลุมด้วยผ้าสีดำหลงเหลือแค่เพียงส่วนลูกตาเท่านั้น
หนึ่งมนุษย์หนึ่งภูตหารือแผนการอยู่ชั่วครู่
ขณะที่หนิงเทียนกำลังจะออกไปนั้น มันเร่งพลังปราณแห่งความมืดเข้าปกคลุมร่างกาย
พริบตาเดียวมันเลือนรางกลายเป็นกลุ่มหมอกสีดำเหมือนเช่นที่เคยปรากฎในวัดร้างของเผ่าเฮยไม่ผิดเพี้ยน เป้าหมายแรกของหนิงเทียนคือกล่องจงหลีปลอมที่หลานเหลียงเก็บไว้
ในท้องฟ้ายามค่ำคืน ปกคลุมไปด้วยกลุ่มเมฆสีดำเข้ม แสงดาวที่ประดับอยู่บนท้องฟ้า ส่องแสงริบหรี่ แสงจันทร์ถูกกลุ่มเมฆขนาดใหญ่บัดบัง จนไร้ซึ่งแสงจากท้องฟ้า
คืนนี้นับว่าเหมาะสมแก่การลงมือที่สุด ท่ามกลางความมืด กลุ่มหมอกสีดำพุ่งผ่านราวภูตผี
เมื่อผ่านไปยังที่ใดกองไฟในบริเวณใกล้เคียงที่สว่างโชติช่วงกลับวูบดับลงอย่างน่าประหลาดใจ
ความเร็วของหนิงเทียนประดุจสายฟ้าพาดผ่าน ร่างกายของมันเลือนรางคล้ายกับไม่มี
เพียงชั่วพริบตาเดียว เงาหมอกสีดำดุจสีของน้ำหมึกเคลื่อนตัวไปยังส่วนในของขบวนคาราวานที่3 ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้เป็นเขตที่พักของกลุ่มคุ้มภัยตระกูลหลาน
หนิงเทียนเคลื่อนตัวผ่านผู้คุ้มกันนับสิบที่หลานเหลียงวางไวอย่างง่ายดาย
ระดับพลังระหว่างกลุ่มคุ้มภัยหลานกับหนิงเทียนนั้นแตกต่างกันมากเกินไป
แม้ว่าพวกมันจะระมัดระวังมากเพียงใดก็ตาม มันก็ไม่สามารถล่วงรู้ถึงการมาเยือนครั้งนี้ของหนิงเทียนได้เลย
เวลานี้หนิงเทียนยืนอยู่หน้ากระโจมของหลานเหลียง มันใช้นิ้วมือของมันเจาะไปที่กระโจมจนเกิดรูเท่าขนาดดวงตา
มันมองไปยังภายใน ปรากฎภาพหลานเหลียงที่กำลังนั่งซึบซับแกนแท้อสูรลมปราณขั้นที่3 อยู่บนเตียง
หนิงเทียนหยิบโอสถเก้านิทราออกมาจากแหวนมิติ มันพลันส่งปราณบริสุทธิ์เข้าไปในพิษเก้านิทราอยู่ชั่วครู่ หมายจะเจือจางความเป็นพิษของมันลงให้มากที่สุด
มันต้องการให้แดนองครักษ์อย่างหลานเหลียงหลับลงเพียง3เค่อเท่านั้น เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการหนิงเทียนปล่อยพิษเก้านิทราไปกับสายลม
ใช้เวลาเพียงสามลมหายใจเท่านั้น หลานเหลียงที่กำลังนั่งปิดตาทำสมาธิอยู่นั้น ทิ้งร่างลงไปกับพื้นเตียงทันที
ขณะเดียวภูตร่างเล็กปีกสีทองปรากฏตัวขึ้น สองมือของมันโอบอุ้มกล่องเหล็กสีดำขนาดใหญ่กว่าตัวของมันขึ้นมา พร้อมหันไปทางหนิงเทียน
“มนุษย์ตัวเหม็นพวกนี้กล้าเรียกตัวเองว่ากลุ่มกันภัยได้อย่างไร” ราชาภูตกล่าวอย่างขบขันเมื่อได้ยินเสียงโกนดังออกมาจากร่างของหลานเหลียง
“ไปกันเถอะ....อย่าได้เสียเวลาอยู่ พวกเรามีเวลาไม่ถึง3เค่อก่อนที่มันจะตื่นขึ้นมา” หนิงเทียนกล่าวอย่างรวดเร็ว พร้อมทะยานร่างออกไปทันที
กลุ่มหมอกสีดำลอยผ่านขบวนคาราวานที่2อย่างรวดเร็ว ไม่มีแม้แต่ผู้เดียวในกลุ่มสำนักกันภัยไป๋หลงที่จะสังเกตถึงความผิดปกตินี้
ใช้เวลาเพียงไม่นาน หนิงเทียนข้ามผ่านกลุ่มของซินเฉามาอย่างง่ายดาย บัดนี้มันได้ก้าวเข้ามายังขบวนคาราวานของเกาซุนแล้ว
การรักษาการณ์ของกลุ่มนี้ เข้มงวดกว่าทั้งสองขบวนที่ผ่านมาราวฟ้ากับเหว
หนิงเทียนหรี่ตาแคบลงทันทีแค่เพียงกลุ่มผู้คุ้มกันที่เดินตรวจตราอยู่นั้น พวกมันมีระดับพลังอยู่ในแดนองครักษ์ขั้นปลายกันทั้งหมด
ไม่แปลกใจเลยเหตุใดกลุ่มนักเดินทางถึงเชื่อมั่นในตัวของผู้พิทักษ์แดนฟ้าเกาซุนผู้นี้ ถึงขนาดรู้ว่าเป็นการเดินทางที่อันตรายแต่ก็ยังไม่วายที่จะเข้าร่วมเดินทางอย่างไม่แยใสสิ่งใดๆ
“เห็นทีว่าเกาซุนผู้นี้จะไม่ได้มีดีแต่ชื่อ” หนิงเทียนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมออกมาแต่อย่างไรก็ตามหนิงเทียนมีความมั่นใจในภารกิจนี้อย่าเต็มเปี่ยม
หนิงเทียนมีสติและตื่นตัวอยู่เสมอมันพยามรีดสัญชาตญาณรับรู้ของมันออกมาเพื่อที่จะรู้สึกถึงอันตรายล่วงหน้าให้ได้
มันแฝงกายไปตามเงามืด แค่เพียงไม่กี่ช่วงต้นไม้ ก็พบกับผู้คุ้มกันในแดนแห่งปราชญ์ถึงสามคน พวกมันวางกำลังไว้แน่นหนา ยากที่จะเข้าไปตรงๆ
มันจึงกระโดดขึ้นอำพรางตัวอยู่บนยอดต้นไม้ พยามที่จะซ่อนตัวจากเวรยามลาดตระเวณที่เดินผ่านไปมา
อันที่จริงแล้วการที่ได้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ มันทำให้หัวใจของหนิงเทียนเต้นรัว
สัญชาตญาณดิบที่ร้างลาไปนาน บัดนี้มันถูก ลับแหลมจนคมขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หนิงเทียนก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง
มันหลบหลีกการตรวจจับของแดนแห่งปราชญ์ทั้งหลายได้อย่างไร้ที่ติ ใช้เวลาเพียงไม่นาน มันก็ได้เข้ามาหยุดอยู่หน้ากระโจมที่พักของเกาซุน
ทุกอย่างเงียบสงัดไม่มีคนเฝ้าอยู่หน้าประตูแม้แต่คนเดียวราวกับว่า หลังกระโจมนี้มีสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุดหมู่ของพวกมันอยู่ ไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องใช้ หมาป่าเฝ้าคุมกันราชสีห์
หนิงเทียนใช้นิ้วมือของมันเจาะรูกระโจมอย่างเงียบเฉียบ เพื่อที่จะมองไปยังด้านในของกระโจม
ในขณะนั้นเกาซุนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ มันมีแสงเล็กๆจากเปลวเทียนตั้งอยู่บนโต๊ะ สองมือของมันลูบไล้ไปกับกล่องสีดำขนาดเล็กอย่างทะนุทนอม
ทันใดนั้นเอง สุ่มเสียงที่เย็นชาดังก้องประดุจอสรพิษมันช่างแตกต่างจากเกาซุนในยามปกติมากมายนัก
“โจรชั่วตัวไหน กล้าเข้ามาถึงที่นี้” เกาซุนกล่าวออกพร้อมกับสะบัดมือปราณสีม่วงพุ่งตรงไปยังร่างสีดำของหนิงเทียนที่อยู่ภายนอกกระโจม
เวลานี้หนิงเทียนจงใจเร่งพลังฝึกตนเต็มที่ กลิ่นอายของมันกลับกลายมาเป็นผู้ฝึกตนแดนองครักษ์ขั้นสุดท้ายดังเดิม
มันจะเป็นการดีกว่าที่จะเปิดเผยพลังที่แท้จริงเพื่อปกปิดตัวตนของหนิงเทียนที่อยู่ในแดนมนุษย์ให้พ้นจากความสงสัย
หนิงเทียนวาดมืดขึ้นหนึ่งครั้ง กระแสปราณสีครามพุ่งเข้าปะทะลมปราณสีม่วง ส่งผลให้ลมปราณเบญจมาศม่วงของเกาซุนถูกแช่แข็งกลางอากาศราวปาฎิหาริย์
เมื่อเห็นเช่นนั้นคิ้วของเกาซุนขมวดเข้าหากันทันที “ดินแดนองครักษ์” มันพลันเก็บของสำคัญลงในลิ้นชักเหล็กอย่างมิดชิดพร้อมทะยานร่างออกมา
เงาร่างทั้งสองยืนประจันหน้ากันอย่างไม่ไหวติงใดๆ เมฆหมอกที่บดบังแสงจันทร์นั้นคลายตัวลง ทำให้เวลานี้พวกมันทั้งคู่มองเห็นกันและกันได้อย่างชัดเจน
เกาซุนนั้นจับจ้องมองไปยังโจรในชุดดำด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร ส่วนหนิงเทียนแย้มยิ้มอย่างเย็นชาให้แก่ผู้พิทักษ์แดนฟ้าที่ยืนตรงหน้ามัน ทั้งสองจับจ้องซึ่งกันโดยไม่เปล่งวาจาใดออกมาเลย
มันใช้เวลาพิจารณากันและกันอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่น้ำเสียงของผู้พิทักษ์แดนฟ้าจะดังขึ้น
“โจรชั่ว เจ้าก้าวล่วงเข้ามาในสถานที่ต้องห้ามของข้า ถ้าเจ้าต้องการออกไปนั้นจงทิ้งร่างไว้ มีเพียงแต่วิญญาณเท่านั้น ที่ข้าจะอนุญาติให้จากไปได้”
คำพูดของเกาซุนคล้ายคำตัดสินจากฟ้า ด้วยระดับปราชญ์ขั้นปลายของมัน ถ้ามันต้องการให้ผู้ฝึกตนในแดนองครักษ์คนใดตาย มันผู้นั้นไม่มีสิทธิ์รอด
หนิงเทียนหัวเราะอย่างขบขันทว่าสายตาของมันเล็กแหลมลงดุจคมกระบี่บุคลิกของมันนั้นแตกต่างจากปกติโดยสิ้นเชิง
“ใต้พื้นฟ้านี้ไม่มีที่ใด ที่ข้าไม่สามารถเหยียบได้”
“ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ”เสียงเหี้ยมเกรียมไร้ความรู้สึกของเกาซุนดังก้อง
น้ำเสียงของ มันบ่งบอกถึงความมั่นใจอย่างยิ่ง การที่มันได้ชื่อว่าเป็นผู้พิทักษ์แดนฟ้านั้นไม่ได้มาจากการจับฉลากแต่อย่างใด
แม้ว่าตอนนี้ระดับพลังของมันจะต่ำสุดในหมู่สามผู้พิทักษ์แต่ด้วยอายุของมันนั้น อีกไม่นาน มันจะต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของเหลาผู้พิทักษ์ได้ในเวลาไม่ช้า
นี้เป็นเหตุที่ทำให้เกาซุนมีความมั่นใจได้เช่นนี้
ริมฝีปากภายใต้ผ้าคลุมสีดำของหนิงเทียนยกยิ้มขึ้น ในขณะที่ดวงตาของมันทอประกายดุร้าย
“เป็นเจ้าต่างหากที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ วันนี้เจ้าจะได้รู้ว่าฉายาผู้พิทักษ์แดนฟ้านั้นเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่เกินจริง ตัวตนเช่นพวกเจ้าไม่ต่างอะไรกับเม็ดทรายบนพื้นดิน”
“สารเลว!!!” แววตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารของเกาซุนปกคลุมไปรอบบริเวณ โทสะของมันถูกยั่วยุโดยหนิงเทียน ท่าทีของมันบังเกิดเจตนาฆ่าอย่างชัดเจน
กล่าวจบเกาซุนพลันส่งพลังปราณออกไปโจมตีหนิงเทียน มันเพียงรวมปลายนิ้วชีและกลางเข้าติดกัน วาดออกเป็นแนวนอน
ปรากฏลมกรรโชกโหมกระหน่ำขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน
เกาซุนนั้นเมื่อเข้าสู่แดนแห่งปราชญ์มันได้หลอมรวมธาตุลมเข้าสู่ร่างของมันด้วยลมปราณเบญจมาศม่วงของตระกูลเจ้าบวกกับพลังธาตุลมของมัน
ส่งเสริมเกื้อหนุนประดุจดอกเบญจมาศที่พลิ้วไหวตามแรงลม มันมีทั้งความอ่อนช้อยและแข็งกร้าวในเวลาเดียวกัน
เกาซุนที่ถูกหนิงเทียนยั่วยุโทสะ มันตัดสินใจใช้ออกด้วยพลังเต็มสิบส่วนหมายจะปลิดชีพโจรชั่วที่ดูถูกฉายาพิทักษ์แดนฟ้าของมัน การโจมตีของมันแม้จะสวยงามแต่เต็มไปด้วยความอำมหิต
หนิงเทียน ไม่ได้แตกตื่นกับพลังตรงหน้ามัน ดวงตาของมันหรี่เล็กลงคล้ายกำลังพิจารณากระบวนท่าของอีกฝ่ายอยู่ มุมปากของมันยิ้มออกอย่างชั่วร้าย พลังปราณสีครามปกคลุมทั่วร่างกายของมัน
วี๊ดดดด เสียงของสายลมที่พุ่งผ่านตัดอากาศ ใกล้เข้ามา ถ้าเวลานี้หนิงเทียนมิได้ใช้ปราณปกคลุมร่างไว้ มันจะต้องกระเด็นไปกับลมพายุที่ถาโถมเข้ามาเป็นแน่
ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย
ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%