วันนี้ทางโรงเรียนมีการคัดสรร นักเรียนที่มีทักษะด้าน
ในการแต่งประโยคบทเรียงความ เพื่อเข้าประกวดตามนโยบายส่งเสริม
ของกระทรวงศึกษาธิการ บรรดานักเรียนทุกคนในชั้นต่างขมักเขม้น
กับการเขียนบทเรียงความ ที่ทางคุณครูมอบหมายให้
จากนั้นต่อมาจะพิจารณา สำหรับเฟ้นหาเป็ตัวแทน เข้าชิงชัยระดับเขตอำเภอ
ปลายดินสอหักต้องเหลาใหม่ ใช้มีดน้อยแผ่นบางปาดเนื้อไม้หุ้ม
เกลาออกแท่งไส้ในโผล่พ้น เหมาะเริ่มบรรจงตวัดเส้น
เ้าหัวแดงขีดเขียนลงในสมุด นึกวาดฝันคงเป็โอกาสดี
หากจะได้เดินทางไปไหนเห็นสถานที่อื่นบ้าง เกิดกระตุ้นให้มีพลังมุ่งมั่น
ใน่ใกล้เวลาเลิกเรียน ผลออกมาปรากฏเด็กหญิงพรพนา
ได้คะแนนนำ โดยแรงผลักดันอยากเห็นโลกกว้าง
ครูใหญ่จำเนียรเดินมาแสดงยินดีถึงชั้น ห้อง
ทั้งแจงกำหนดอีกหนึ่งอาทิตย์ ให้เวลาฝึกหัด
“งี๊! โบ้ ๆ ๆ”
หมาบักโด้ยะโเลียแข้ง ขา เด็กผิวหมึก เมื่อเดินเข้าถึงลานดินเรือนไผ่
พอกลับถึงบ้าน มองเห็นยายเฒ่าสวมแว่นกำลังนั่งทอผ้าอยู่
จึงเข้าไปบอกด้วยอาการดีใจ ที่ผลงานของตนถูกรับเลือก
“สิได่ไปเที่ยวแล้ว เด้อยาย”เ้าหัวแดงยิ้มแป้นบอกเป็นัย
...วันหยุดโรงเรียน ยายหอมพาหลานทั้งสองออกไปหาของป่า
กระโจนลิ่วบักโด้ยวิ่งนำ ตามเส้นทางสายโคกป่าเต็ง
ไม้ฮังและต้นจิก มวลยืนตระหง่าสูงยาว แผ่กิ่งก้านกางใบปกคลุมพื้นที่
“เยิบอีกข้างขวา เห็นบ่!”
เ้าหัวแดงยืนอยู่ข้างล่าง พลางชี้มือส่งเสียงะโบอกทิศทางให้ปีนป่าย
จุดเยื้องไปทางขวามือ ที่มีรูปแท่งอำพันไหลย้อยลง
ตรงรูด้วงเจาะแทะ ตามกิ่งก้านต้นจิกใหญ่อายุหลายปี
หยดที่ละนิดสะสมจนจับตัวเป็ก้อนแข็ง ทรงยาวเกาะติดเนื้อเปลือกไม้
ซึ่งคนในถิ่นบ้านป่าเรียกว่าขี้ชีหรือชันนั่นเอง
“เห็นแล้ว ๆ”
เด็กผิวหมึกเก่งห้อยโหน ใช้มือบิดเอาแท่งแข็ง ให้หลุดจากโคนรูช่องหนอนด้วงไม้
ค่อย ๆ วางบรรจงลงก้นถุงสะพาย ถนอมไม่ให้แตกหักเสียหาย
อัน่หน้านี้ ขยันเก็บเอาไปขายให้กับคนที่มารับซื้อถึงถิ่น
ประกอบทั้งได้ราคาดีนัก ชาวบ้านต่างออกมาหาก้อนชันกัน เพื่อสร้างรายได้
ผลผลิตจากธรรมชาติ ถูกนำจำหน่ายแปรเปลี่ยนเป็เงินบ้าง
หรือสิ่งของพอเพียงประทัง ตามวิถีบ้านป่า
“ทางพุ่น กะมี”
เ้าหัวแดงร้องบอกตำแหน่ง
มือน้อยเด็ดจากต้นโน้นโหนมาต้นนี้ อย่างระมัดระวังเตือนตน
ด้วยความเสี่ยงที่ได้มา ในความคุ้มค่าของจำนวนเม็ดเงิน
ยายหอมผ่อนอันตรายช่วย โดยใช้ด้ามไม้ปลายไผ่ยาวสอยกระทุ้ง
เอาพวงรวงแท่งร่วงตกลงมา ได้แต่รูปทรงเสียหายแตกหักเปราะง่าย
ทำให้กระจัดกระจายเต็มพื้นดิน ต้องได้เดินเก็บรวบรวม
“พอหละ ๆ อีหล่า”
นางกวักมือเรียกหลานน้อย ให้ลงมาจากต้นไม้
เมื่อถุงปุ๋ยดัดแปลงเป็ย่ามสะพาย บรรจุจนหนักอึ้ง
ส่วนสองเด็กไม่กลัวความสูง มีแต่ตื่นเต้นคะนองที่ได้ปีนป่ายไต่เก็บขี้ชัน
“เอาอีก จักคราวก่อนยาย”
ฝั่งเ้าหัวแดงตะกายปีนขึ้นอีกต้น
ด้านอีกคนไต่ลงจากที่เดิม มายืนเล็งหนังสติ๊กยิงขึ้นไป
ปะทะแท่งยางชันย้อย หลุดกระจายเกลื่อนกลาด
“ได่! อีกแล้ว”พลอยะโโลดเต้นอุทาน
เ้าหัวแดงด้วยข้องใจ เคยซักถามกับอาแปะ ชายวัยใกล้ชาาวจีน
ที่ลงทุนถีบปั่นจักรยานมาถึงหมู่บ้าน รับกว้านซื้อ
“เขาเจ่า เอาไปเฮ็ดอีหยัง น้อแปะหลี?”
“ผะสมกั๋ง เทลงใช้เชื่อมฝักมีด”
เปิดบอกเด็กหญิง ซึ่งขนเอามาขายให้ในแต่ละครั้ง
จำนวนมากมาย จนเป็คู่ค้าประจำยามออกมารับซื้อ
“ที่สำคั่ง ลื้อรู้ไหมนี่นะ เอาปายทำยาร๊ายที่เมืองจีน”
สาธยายไขให้ฟัง เนื่องตนเอาไปขายต่อกับบรรดาลั่งซึ่งส่งไกลต่างแดน
“ป๊าดติโธ่! เป็จังซั่นตั๊วหนิ”เ้าหัวแดงหายสงสัย
ขณะคิดเพลินบนต้นไม้ ยายหอมส่งเสียง
“เมือกันเถาะ อีหล่า”
จังหวะได้ยินจึงตอบลงมา“กะได่ ยาย”
...ตามนัดกันเอาไว้ อาแปะยืนดักรอกลางถนน
ตรงหน้าร้านสหกรณ์ ศูนย์รวมค้าขายประจำหมู่บ้าน
“ด้ายเท่าร๊าย วังนี้นังหนู?”
ทักทายคุ้นเคย ด้วยสำเนียงติดตัวจากมาตุภูมิ
หาบคอนทั้งสะพายกันมา รวมขึ้นตาชั่งเป็หลายกิโล
“ห้าสิบโลปลาย ๆ ตั๊วแปะหลี”เ้าหัวแดงเงยหน้าแจ้ง
“งั้น แปะให้ร้อยห้าเสียบถ้วน”
ยื่นธนบัตรสีแดง กับใบสีเขียวอ่อนอีกเศษเหรียญ
“ขอบคุณจ้า แปะหลี”
เด็กหญิงรับมานับตรวจอีกที แล้วมอบแก่ยายเฒ่า
เด็กผิวหมึกเห็นดังนั้น จึงแบมือแลกค่าเหนื่อย
“ยาย ขอเงินซื้อขนมกินแหน่”
สายตามองเข้าไปในร้านสหกรณ์ ที่มีถุงขนมขบเคี้ยว แขวนห้อยยั่วน้ำลาย
“ป่ะ ๆ เข้าไปเบิ่งเอา อีหล่า”
แม่เฒ่าให้ตามนั้นเอ่ยชวนหลาน ยังได้ซื้อเนื้อหมูมาตากแห้งเก็บไว้กินหลายวัน
ยายหอมเข้าครัว ย่างชิ้นหมูแดดเดียวทั้งต้มไข่
ตำน้ำพริกปลาป่น ให้หลานกินเป็มื้อค่ำยามแลง
แสงตะเกียงส่องวิบวับนอกเรือน เ้าหัวแดงพยายามเขียนเรียงความ
เกี่ยวกับเื่ชีวิตของตน อันกำพร้าขาดพ่อ แม่ ที่เสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บ
ฟ้าประทานยังมีสองมือของยายเฒ่า คอยเฝ้าอุ้มชูถนอมเลี้ยงดู
เนื้อหาพรรณาถึงบุญคุณ ซึ่งต้องตอบแทนคืน โดยปณิธานตั้งมั่นเป็คนดีของสังคม
“เข้ามานอนสา มื้ออื่นสิได่ตื่นแต่เซ่าไปโรงเรียน”
ประโยคเรียกของแม่เฒ่า ห่วงใยหลานเสมอกลัวจะตื่นสาย
“จ้า ยาย”
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ตะเกียงถูกดับ เรือนไผ่เข้าสู่ความมืดเป็เวลาพักผ่อน
...ในชั้นเรียน ถึงเวลาส่งแผ่นกระดาษให้คุณครูตรวจทาน
“คึดได่ดีแท้ เด็กหญิงพรพนา”
พอครูใหญ่จําเนียรอ่าน ถึงกับน้ำตาเอ่อล้นขอบ ขั้นยกแขนเสื้อปาดซาบซึ้งกินใจ
ความพิเศษของบทความ สำคัญตรงที่นักเรียนตัวน้อย
มองเห็นถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ที่อธิบายออกมาเป็ตัวอักษร
“หนูอยากให้ยาย อยู่นำไปอีกโดน ๆ ค่ะ”
เด็กหญิงเอ่ยถึงเจตนาข้อปรารถนา
“กะขอให้เธอได่ ตามหวังเด้อ”
พ่อพิมพ์ของชาติ ฝ่ายสนับสนุนทางปัญญา เอ่ยให้พรตามที่ประสงค์
“เอาหละ บาดหนิสิแนะนำให้ไปแก้ไข”
ครูใหญ่จำเนียรชี้ต้องปรับปรุง เนื่องเส้นลายมือยังลงน้ำหนักไม่สม่ำเสมอ
ขาดชัดเจนเพราะการเขียนเรียงความครั้งนี้ มีข้อกำหนดให้ใช้ปากกาหมึก
จึงก่อปัญหา สำหรับนักเรียนบ้านป่าที่ยังไม่คุ้นชินถนัด
ซึ่งโดยส่วนมาก เคยกับการใช้ดินสอมากกว่า
เหตุไม่มีข้อบังคับกะเกณฑ์ ให้ต้องใช้ปากกา
อาจติดตรงฐานะความขัดสน ของบรรดานักเรียน ลูกหลานชาวบ้านป่า
ดังนั้นครูใหญ่ใจดี จึงมอบปากกาด้ามเเรกให้แก่ลูกศิษย์ ได้นำไปฝึกปรือฝีมือ
“เอาไว้หัดเขียนเด้อ เด็กหญิงพรพนา”
...ผ่านถึงวันออกเดินทาง เ้าหัวแดงตื่นตากับการนั่งรถ
มีครูใหญ่จำเนียรขับ และครูหญิงวิไลที่สอนประจำชั้นมาด้วย
พาหนะจอดหยุดยังบริเวณลานสนามดิน หน้าห้องโถงอาคารกว้าง
พื้นที่ของโรงเรียนขนาดใหญ่ เขตระดับอำเภอ
หมู่นักเรียนกับบรรดาคุณครู ต่างโรงเรียนได้มาร่วมตัวกัน
รับฟังหลักกติกาของการประชันผลงาน โต๊ะ เก้าอี้ ตั้งเว้นระยะ
วางเรียงแถวยาว กลางห้องโล่ง มีนาฬิกาติดฝาผนังได้มองเห็นชัด
“ให้เวลาหนึ่งชั่วโมง นะครับ”
คุณครูอาจารย์าุโ อธิบายข้อกำหนดแก่นักเรียนผู้เข้าแข่งขัน
เ้าหัวแดงไม่กังวลอะไร เพราะได้ห่อข้าวเหนียว หมูปิ้ง จากยายเฒ่าติดตัวมาด้วย
หลังจากพากันกินข้าวเช้า ก็ลุกไปล้างมือ เตรียมตัวมาโรงเรียนกับเด็กผิวหมึก
“เอาห่อข้าว ไปกินนำทางเด้อ”
จัดแจงเผื่อจากยายหอม แต่งให้เสร็จสรรพ
มวลสมาธิสติปัญญาพรั่งพรูออกมาใน่วินาทีแรก
แผ่นกระดาษถูกระบายถ่ายทอด ผ่านตัวอักษรที่กลั่นกรอง
ผสานคัดลายมือบรรจง อุปกรณ์ปากกาด้ามงาม ก็ช่างไหลลื่นตามความคิด
จวบครบเวลาได้บทเรียงความ ในกระดาษขนาดพอดีเป็ที่พอใจ
...“เป็จังได๋? เด็กหญิงพรพนา”
ครูวิไลถามขณะเดินออกมา หมดภาคแข่งขัน
“หนูว่า บ่ยากกะบ่ง่ายค่ะ คุณครู”
ปลดปล่อยความรู้สึก เ้าหัวแดงยิ้มบอก
บริเวณรอบนอกอาคารห้องโถง มีกล่องอาหาร กระติบข้าว ห่อน้ำ
เสบียงที่ครูใหญ่จำเนียร อุตส่าห์เตรียมมาพร้อมในภารกิจนี้วางรอ
“มา ๆ ไปล้างมือ มากินข้าวกันก่อนลูก”
ความเคยชินติดปาก เรียกนักเรียน ชาย หญิง
ในโรงเรียนว่าลูกทุกคน ด้วยส่วนลึกมาจากเอ็นดูและเมตตา
โต๊ะหินใต้ต้นจามจุรี ถูกใช้ให้เป็ที่นั่งพักกินข้าวเที่ยงกัน
จนกระทั่งมีประกาศ ผ่านเครื่องกระจายเสียง
“อีกสามวัน ระดับผลจะแจ้งกับโรงเรียนนะครับ”
อาจารย์าุโท่านเดิม ยังคงทำหน้าที่บอกขั้นตอนต่อไป
รถขับถึงตลาดในตัวอำเภอ ครูใหญ่จำเนียรเปิดประตูพาลงเดิน
“จอดให้ซื้อของ ไปฝากทางบ้านก่อนเด้อ”
เ้าหัวแดงล้วงลงก้นถุงกระเป๋ากระโปรง นึกกังวล
“สิพอ บ่น้อ”
ระหว่างนั้น“อยากสิได่หยัง ให้ยายเฒ่าบ่ลูก?”
เสียงครูใหญ่จําเนียรถามไถ่เ้าหัวแดง พร้อมส่งค่าของให้ลูกศิษย์
เด็กหญิงยกมือไหว้ก่อนรับเงิน ทั้งกล่าวขอบคุณ
ปลีกตระเวนมาหยุดตรงแผงลูกชิ้น ที่วางย่างบนเตาถ่านไฟอ่อน
จึงสั่งกับแม่ค้า“เอาอันนี่ สิบบาท”
“เอาผักนำบ่ หล่า?”ผู้ขายรีบถามลูกค้า
เ้าหัวแดงส่ายหน้า“บ่จ้า อยู่เฮือนกะมี”
เลยได้น้ำจิ้มหย่อนเพิ่มอีกถุง กับลูกชิ้นปิ้งเสียบไม้ร้อน ๆ ในห่อเรียบร้อย
พอมีของถูกใจเด็กผิวหมึกแล้ว เหลือของยายจึงสืบเท้าก้าว
ตามกลิ่นหอมไป แม่ค้าสาละวนตักแป้งเติมลงเบ้าเหล็ก แล้วยกขึ้นตั้งไฟ
บ้างจับพลิกกลับด้าน สลับให้สุกทั่วถึง จนได้ขนมแป้งนุ่มนิ่มฟู
ขนาดแผ่นกลมใหญ มีไส้มะพร้าวขูดโรยน้ำตาล เม็ดงา วางทับ
“ซื้อแหน่จ้า สามอัน”
เด็กหญิงพรพนาเอ่ยปากกับแม่ค้าหน้าเตา
ฝ่ายนั้นพับทบแผ่นกลมให้เข้าหากัน จนออกมาเป็รูปร่างสามเหลี่ยม
ก่อนสอดเข้าถุงกระดาษ อย่างชำนาญรวดเร็ว
“ขนมถังแตก สิได่บ่แห้งกลางทางตั๊ว”
บอกเคล็ดวิธีเก็บกักความนุ่มลิ้น กับเด็กหญิงที่ยืนจ้องตาไม่กระพริบ
เ้าหัวแดงได้ของครบคน เหลือเงินทอนจึงคืนให้คุณครูใหญ่เช่นเดิม
...กลับถึงเรือนไผ่ ก่อนอื่นยื่นถุงของกิน แจกจ่าย
จากนั้นก็ผลัดเปลี่ยนเสื้อชุดนักเรียนออก พร้อมคว้าจับสวิง
สะพายข้อง เดินลงหนองน้ำ ท้ายคุ้มบ้าน ช้อนกุ้ง ปลา มาทำอาหารตอนเย็น
เนื่องการแข่งขันมิใช่เพื่อชัยชนะ จึงปราศจากความกดดัน
ทำให้ผลงานเป็เอกฉันท์ ความสามารถสมควรได้รับรางวัลการันตี
เด็กหญิงพรพนา ยิ้มกับตนเองทุกครั้ง ที่ยื่นมองแผ่นป้ายโล่เกียรติบัตร
โดยการเขียนเรียงความดีเด่น ซึ่งตั้งประดับในห้องสมุดโรงเรียนบ้านคำตานา
...ทิศทางอนาคตนักเขียนแห่งบ้านป่าภูธร ถูกกำหนดจับวางไว้
ด้วยปากกาด้ามพิเศษจากครูใหญ่จําเนียร ส่งต่อแรงบันดาลใจ.