จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    ตอนที่ 181 ข้ากำลังจะตาย

    ตอนที่ 181

    ข้ากำลังจะตาย 

    คำกล่าวของหลิงเฉินสร้างความตระหนกให้กับผู้ที่เป็นศิษย์อย่างเหอหลิงเป็นอย่างมาก แม้ใบหน้าของหมิงเหอหลิงจะเคร่งขรึมไร้ซึ่งรอยยิ้มเช่นใดแต่ครั้งนี้มันก็ปรากฏความตื่นตระหนกออกมาให้เห็นได้ชัด

    “ ท่านพูดอันใดน่ะขอรับ ” หมิงเหอหลิงเอ่ยถามออกไปแม้ว่าเขาจะรู้อยู่แล้วว่าทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของผู้เป็นอาจารย์ที่เอ่ยออกมานั้นมันเต็มไปด้วยความจริงจัง 

    “ ข้าไปถามเฟิ่งหวงที่อยู่ในกายข้ามา นางบอกว่าเพราะร่างกายของข้ายังไม่ถึงวัยเมื่อฝืนหลอมรวมพลังวิญญาณของนางเข้ากับแก่นพลังวิญญาณมันเลยทำให้ตอนนี้แก่นพลังวิญญาณของข้ากำลังจะแตกสลาย ” หลิงเฉินเอ่ยอธิบายเรื่องทั้งหมดของตนเองให้กับหมิงเหอหลิงฟัง

    บุรุษที่เพิ่งย่างเข้าวัย 20 ปีที่สวมใส่ชุดเกราะสีทองประหนึ่งเทพนักรบเมื่อได้ฟังความแล้วก็พยายามสงบใจเหมือนกับหลิงเฉิน สองศิษย์อาจารย์คู่นี้มีอย่างนึงที่เหมือนกันนั้นคือเรื่องสติปัญญาและการควบคุมอารมณ์

    “ ท่านอาจารย์จะเอาเช่นไรขอรับ ” หมิงเหอหลิงรู้ว่าผู้เป็นอาจารย์ของตนเองไม่ใช่ผู้ที่จะมาอยู่เฉยๆรอวันตายหรอก 

    “ ข้าจะเดินทางไปที่สำนักยาเทวะ ” หลิงเฉินตอบกลับไปตามความคิดของตนเอง 

    “ ข้าไปด้วยขอรับ ”

    “ ไม่ได้... ” หลิงเฉินตอบกลับทันควัน ศิษย์ผู้นี้ของเขาเสนอตัวอย่างไม่รีรอแต่กระนั้นหลิงเฉินเองก็มีหลายสิ่งให้เหอหลิงกระทำ 

    “ เหตุใดท่านถึงไม่ให้ข้าไปด้วยละขอรับ ” เหอหลิงเอ่ยถามด้วยความฉงน 

    “ หมิงเหอหลิงจริงอยู่ที่เจ้าเป็นศิษย์ของข้าแต่ตัวของเจ้าเองก็จงอย่าลืมฐานะของตนเองด้วย เจ้าคือไท่จื่อแห่งแคว้นหมิง ยามนี้สงครามกำลังจะเริ่มขึ้นมาหลายอย่างที่เจ้าจะต้องกระทำ ” 

    “ เจ้าและแม่ทัพใหญ่เว่ยต้องคุมตัวพวกตระกูลเฟิ่งกลับเมืองหลวง แล้วคุมขังพวกมันให้แน่นหนาอย่าให้หลุดออกมาได้ ” 

    “ ศิษย์รับทราบ!!!! ” 

    ตอนนี้หลิงเฉินเกรงกลัวเรื่องนึงอยู่เขานั้นเกรงว่าพวกคนตระกูลเฟิ่งจะสามารถหลุดรอดออกมาได้ ด้วยสภาพของเขาในยามนี้ที่ไม่สามารถประสานพลังวิญญาณของเฟิ่งหวงเข้าสู่แก่นพลังวิญญาณได้อีกแล้วการจะรับมือกับคนตระกูลเฟิ่งนั้นยากเย็น

    ตามความคิดของหลิงเฉินการที่นำคนตระกูลเฟิ่งไปคุมขังอยู่ที่เมืองหลวงมันน่าจะมีเหล่าคนของตระกูลเฟิ่งที่แฝงตัวอยู่มาลอบชิงตัวไปอย่างแน่นอน 

    “ เหอหลิงเจ้ามีคุกที่เมืองใดแน่นหนาและไม่ค่อยมีผู้คนรู้จักบางหรือไม่ ” ตอนนี้หลิงเฉินคิดว่าการนำคนตระกูลเฟิ่งพวกนี้ไปจองจำเอาไว้ที่อื่นมันจะดีกว่าอยู่ในเมืองหลวง 

    ไท่จื่อแห่งแคว้นหมิงเริ่มทำการครุ่นคิดอย่างหนักเมื่อผู้เป็นอาจารย์ของตนเองเอ่ยถามมาเช่นนั้น 

    “ มีขอรับมันอยู่นอกเมืองหลวง ” 

    “ เข้าใจแล้วงั้นเจ้าช่วยทำตามแผนการของข้าหน่อยได้หรือไม่ ” หลิงเฉินเอ่ยอย่างมีเลศนัยตอนนี้ภายในใจของเขามีแผนการบางอย่างปรากฏขึ้นมาภายในหัวแล้ว 

    “ เชิญท่านอาจารย์กล่าวออกมาขอรับ ”

    หลังจากนั้นหมิงเหอหลิงและหลิงเฉินก็นั่งสนทนากันถึงเรื่องแผนการที่พวกเขาจะใช้สักพัก จนกระทั่งแม่ทัพใหญ่เดินกลับเข้ามาภายในห้องโถงของคฤหาสน์โดยนำโซ่ตรวนอันแข็งแกร่งทั้งสองเส้นกลับมาด้วย

    หมิงเว่ยลงทุนเร่งควบม้าจากคฤหาสน์แห่งนี้มุ่งตรงเข้าไปภายในเมืองชิงลู่เพื่อนำโซ่ตรวนสองเส้นนี้มาให้กับอาจารย์หลิง โซ่ตรวนเหล็กสองเส้นถูกส่งให้กับหลิงเฉินกับมือ 

    เด็กหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬเมื่อรับโซ่ตรวนเหล็กทั้งสองเส้นเอาไว้ในมือแล้วก็วางมันลงไปที่โต๊ะข้างกาย นิ้วมือข้างขวาเริ่มขีดเขียนอักขระขึ้นมาอีกครั้งนึง อักขระสีแดงที่มีลวดลายเหมือนกันถูกสร้างขึ้นมาถึง 2 อักขระ

    อักขระสีแดงเปล่วประกายทอแสงสีแดงเข้มก่อนที่พวกมันจะพุ่งเข้าไปที่โซ่ตรวนเหล็กที่ถูกวางอยู่บนโต๊ะข้างกายของหลิงเฉิน 

    “ เสร็จแล้วขอรับ ” หลิงเฉินร่ายอักขระพิเศษลงไปภายในโซ่ตรวนเพื่อเอาไว้จองจำผู้ฝึกตนระดับเซียนทักษะทั้งสอง

    ทว่า...เมื่อตัวของหลิงเฉินเขียนอักขระความรู้สึกเจ็บปวดมันก็เริ่มแผ่ซ่านออกมาอีกครั้ง หลิงเฉินตัดฟันแน่นพลันแสดงความเจ็บปวดออกมาบนใบหน้า มือข้างขวายกขึ้นมากดบริเวณแก่นพลังวิญญาณที่อยู่ตรงหน้าอก

    แม่ทัพใหญ่ที่เห็นเช่นนั้นก็จะพุ่งเข้ามาดูอาการของหลิงเฉินแต่มือข้างซ้ายของหลิงเฉินก็ยกขึ้นมาห้ามปรามแม่ทัพใหญ่เอาไว้ 

    “ ข้าไม่เป็นอันใดขอรับ ” หลิงเฉินกัดฟันพูดตอนนี้ความเจ็บปวดที่มันปรากฏออกมาแสนจะสาหัส

    หลังจากผ่านไปครู่นึงความเจ็บปวดนั้นก็เริ่มทุเลาเบาบางลงจนหลิงเฉินสามารถหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น 

    “ อาจารย์หลิงข้าว่าท่านไปหาหมอสักหน่อยเถอะขอรับ อาการของท่านดูไม่ดีเลยนะขอรับ ” แม่ทัพใหญ่เว่ยเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง เขามองเห็นว่าใบหน้าของอาจารย์หลิงตอนนี้มันซีดเซียวผิดปกติ

    “ อาการของข้าในตอนนี้หมอทั่วไปไม่สามารถรักษาได้หรอกขอรับ ”

    “ ท่านหมายความว่าเช่นไรกัน ” แม่ทัพใหญ่เว่ยมองอาจารย์หลิงอย่างฉงน 

    หลิงเฉินได้เล่าอาการของตนเองให้กับแม่ทัพใหญ่เว่ยฟัง เมื่อได้ฟังความหมิงเว่ยก็สุดแสนจะตื่นตระหนกเขาไม่คิดว่าอาการที่อาจารย์หลิงเป็นมันจะร้ายแรงเช่นนี้ 

    “ อย่างไรซะพวกท่านก็ไม่ต้องมาห่วงข้าทำหน้าที่ของตนเองไปเรื่องอาการบาดเจ็บของข้า เดี๋ยวข้าจะเดินทางไปที่สำนักยาเทวะด้วยตนเอง ” หลิงเฉินเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉยแฝงความจริงจังเอาไว้หลายส่วน 

    หลังจากสนทนาเรื่องต่างๆกันเสร็จแม่ทัพใหญ่เว่ยเองก็เร่งเดินทางกลับไปที่เมืองชิงลู่เพื่อนำโซ่ตรวนทั้ง 2 ที่ได้อาจารย์หลิงประทับอักขระเอาไว้ให้ ไปจองจำยอดฝีมือทั้งสองของตระกูลเฟิ่งที่ถูกจองจำอยู่ที่คุกใต้ดินเมืองชิงลู่ 

    ในวันต่อมาหมิงเหอหลิงและแม่ทัพใหญ่เว่ยเองก็เดินกลับเมืองหลวงพร้อมกับขบวนการเดินทางที่มีทหารยอดฝีมือนับร้อยคุ้มกัน โดยการเดินทางกลับไปครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พวกหมิงเหอหลิงเท่านั้นแต่พวกเขานั้นได้พากันคุมตัวเหล่าคนตระกูลเฟิ่งกลับไปที่เมืองหลวงเพื่อรับโทษด้วย 

    ฮ่องเต้แห่งแคว้นหมิงหาหลักฐานเกี่ยวกับการคิดก่อการกบฏของตระกูลเฟิ่งมานาน ยามนี้พวกเขาได้ทั้งหลักฐานและได้ทั้งตัวคนผิดมีหรือจะไม่สามารถเอาผิดคนตระกูลเฟิ่งได้

    โดยทั่วไปแล้ว 3 ตระกูลขุนางเก่าแก่จะมีความผูกพันกับเหล่าราษฎรมาก ถ้าราชสำนักไม่หาหลักฐานเอาผิดที่แน่นอนอาจจะเป็นข้อกังขาให้กับเหล่าราษฎรได้ 

    ยามนี้เหล่าข้ารับใช้ตระกูลเฟิ่งที่สามารถหนีรอดไปได้ประมาณ 2-3 คนได้มุ่งตรงกลับไปที่จวนตระกูลเฟิ่งทันทีเพื่อส่งข่าวให้กับคนภายในจวนได้รับรู้

    ยามนี้ภายในจวนตระกูลเฟิ่งระส่ำระสายที่พึ่งพิง ขุนนางเฟิ่งผู้นำตระกูลและเป็นบิดาของคุณชายเฟิ่งก็ล้มป่วยมานานปีไม่รู้สึกตัว ตอนนี้พ่อบ้านเฟิ่งและยอดฝีมือส่วนใหญ่ก็ต่างถูกจับกุมและถูกสังหารไปจนหมดเมื่อขาดคุณชายเฟิ่งและจิงเทียนที่เป็นเสาหลักให้แก่ตะกูลมาโดยตลอดสิ่งเดียวที่พวกข้ารับใช้ภายในตระกูลสามารถกระทำได้ก็คือส่งข่าวให้ยอดฝีมืออีกผู้นึงที่แฝงกายอยู่ในเมืองหลวงได้รับรู้เพื่อขอความช่วยเหลือ

    อย่างไรเสียกองทัพก็ต้องมีแม่ทัพที่คอยสั่งการ พวกมันเลยตัดสินใจส่งข่าวไปให้กับหยุนเจาที่อยู่ภายในเมืองหลวงรู้ 

    นำเรื่องที่คุณชายเฟิ่งถูกจับไปได้ส่งไปข่าวให้ถึงหูของหยุนเจาที่อยู่ภายในเมืองหลวง 

    องครักษ์หน้านิ่งที่อยู่ข้างกายขององค์ชายรองมาโดยตลอดบัดนี้มันหาโอกาสออกมาพบกับคนของตระกูลเฟิ่งที่มาส่งข่าวให้มันได้รับรู้

    “ ว่าอย่างไรนะนายท่านโดนไท่จื่อจับไปงั้นรึ ” หยุนเจาเอ่ยถามอย่างตระหนกตกใจกับผู้ที่มาส่งข่าวที่ยืนอยู่ด้านหน้าของมัน

    “ ขอรับท่านหยุนเจา ตอนนี้ทางจวนตระกูลเฟิ่งไม่มีผู้ใดคอยสั่งการ พ่อบ้านเฟิ่งและผู้อื่นก็ถูกสังหารไปเมื่อหลายเดือนที่แล้ว ท่านผู้นำตระกูลเองก็หลับใหลไม่รู้สึกตัว ยามนี้นายท่านและท่านจิงเทียนก็ยังโดนจับไปอีก พวกข้าไม่รู้จะกระทำเช่นใดแล้วเลยมาพบท่าน ” ผู้ที่มาส่งข่าวผู้นั้นได้เอ่ยรายงานออกไปด้วยความวิตก

    ตอนนี้ตระกูลเฟิ่งขาดเสาหลักอย่างแท้จริง องครักษ์หน้านิ่งที่ยืนอยู่เมื่อได้ฟังความทั้งหมดก็ถึงกับกำหมัดแน่น แม้ใบหน้านั้นจะเคร่งขรึมและนิ่งสนิทเพียงใดแต่ออร่าแห่งความโกรธเกรี้ยวก็แผ่ซ่านออกมาทั่วทั้งร่างกาย

    “ ตอนนี้เจ้ากลับไปบอกให้ทุกคนภายในตระกูลเฟิ่งให้สงบใจเอาไว้แล้วดูแลร่างของท่านผู้นำเอาไว้ ส่วนเรื่องของนายท่านอย่างไรองค์ไท่จื่อจะต้องพานายท่านและท่านจิงเทียนกลับมาที่เมืองหลวงอย่างแน่นอน ”

    “ ข้าจะช่วยนายท่านออกมาเองพวกเจ้ายังไม่ต้องเคลื่อนไหวอะไรทั้งนั้นประจำอยู่ที่จวนตระกูลเฟิ่งเอาไว้ให้ดีอย่าให้ผู้ใดทำอันใดจวนได้ ”

    “ เข้าใจแล้วขอรับท่านหยุนเจา ” ผู้ที่มาส่งข่าวขานรับกับคำสั่งที่หยุนเจามอบให้ 

     เมื่อหมิงเหอหลิงและแม่ทัพใหญ่เว่ยกลับไปหลิงเฉินเองก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของตนเอง จากการที่ถามเรื่องอาการบาดเจ็บจากเฟิ่งหวงเขายังพอมีเวลาอยู่อีกประมาณ 1 เดือนในการที่จะหาวิธีมารักษาอาการบาดเจ็บ 

    ตอนนี้หลิงเฉินต้องเร่งออกเดินทางไปทางทิศใต้เพื่อไปหาเยี่ยหวนผู้เป็นสหายครั้งอดีตเพื่อให้ช่วยรักษะอาการที่เขาเป็นอยู่อย่างตอนนี้ เขาและเยี่ยหวนเป็นสหายกันมานานความรู้และความเก่งกาจในด้านวิชาการแพทย์และการรักษาของเยี่ยหวนเขารู้ดีที่สุด

    ตั้งแต่รู้จักกันมาหลิงเฉินไม่เคยเห็นเยี่ยหวนรักษาโรคอันใดไม่ได้เลย 

    ยามเช้าของวันหลังจากที่แม่ทัพใหญ่และไท่จื่อเดินกลับเมืองหลวง เด็กหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬลุกขึ้นมาเตรียมความพร้อมของร่างกายตั้งแต่ยังเช้า

    อาภรณ์สีดำทมิฬของหลิงเฉินถูกเตรียมไปผลัดเปลี่ยนประมาณ 2 ชุดและก็มีเสบียงจำนวนหนึ่งพร้อมกับอาวุธคู่กายของเขานั้นคือกระบี่กลืนโลหิต หลิงเฉินเดินออกมาบริเวณด้านหน้าคฤหาสน์ที่มีเจ้าม้าตัวสีน้ำตาลตัวเดิมยืนรออยู่ 

    หลิงเฉินบอกกล่าวกับสมาชิกภายในคฤหาสน์ของเขาเอาไว้ว่าเขาจะต้องเดินทางไปติดต่อการซื้อขายเกี่ยวกับสมุนไพรที่สำนักยาเทวะ เขาเลือกตั้งใจที่จะปิดบังความจริงเพื่อไม่ให้ทุกคนเป็นห่วง

    มีเพียงหวังเซียนเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ล่างรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นแต่เขาเองก็เลือกที่จะช่วยนายน้อยหลิงปิดบังเช่นกัน 

    วันนี้มันแตกต่างจากทุกครั้งเมื่อออกมาด้านหน้าคฤหาสน์มีเยี่ยเหมยและลู่หมิงมายืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว หนึ่งเด็กชายหนึ่งเด็กหญิงที่มีอายุยังไม่ถึงสิบปีมายืนรอหลิงเฉินพร้อมกับมีกระบี่เหล็กถืออยู่ในมือ 

    “ อันใดของพวกเจ้า ” หลิงเฉินหยุดเท้าแล้วเอ่ยถามเด็กน้อยทั้งสองออกไป

    “ พวกเราขอไปด้วยขอรับ/พวกเราขอไปด้วยเจ้าค่ะ ” เด็กน้อยทั้งสองที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของหลิงเฉินเอ่ยออกมาพร้อมกัน ดวงตากลมโตของพวกเขาฉายความมุ่งมั่นและจริงจังออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

    จบตอน 

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิอักขระสยบฟ้า ที่คุณอ่าน