วันที่ ๖ เดือน ๓ปีที่ ๒ แห่งศักราชเสียงซิง ริมหน้าผาหยาซานปากแม่น้ำถานเจียง ทะเลตงไห่
จ้าวปิ่งทอดสายตาออกไป เห็นกองเรือเรียงรายรอบตัวเองจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนบนเรือเ่าั้ล้วนติดธงเขียนอักษรว่า “ค้ำแผ่นดินเชิดชูหนานซ่ง”ลมพัดธงทิวปลิวไสว เสียงผืนธงถูกลมพัดสะบัดดังพรึ่บพรั่บคล้ายดั่งว่าขวัญกล้าเทียมฟ้าอาจสู้ได้แม้แต่กองทัพเทพเซียน
เสียงดนตรีบรรเลงแว่วมาถึงจ้าวปิ่งสดับเสียงเพลงเป็เสียงมโหรีของงานเลี้ยงอย่างมีความสุขแว่วมาแต่ไกลภาพจำของความสุขอันมีเพียงน้อยนิดในเมืองหลินอันก็ฉายกลับเข้ามานางกำนัลดีดพิณถวายให้แด่จ้าวปิ่งผู้เป็องค์ชายได้ฟัง
นางกำนัลผู้นั้นชื่ออะไรหนอจ้าวปิ่งจำไม่ได้ จำได้แต่เสียงเพลงพิณที่แสนไพเราะใต้ลมเย็นของฤดูสารทในยามนั้น
หยาดน้ำตาของจ้าวปิ่งก็ไหลออกมาเมื่อคิดถึงภาพอดีตอันแสนหวาน น้ำลายที่แสนแห้งผากของจ้าวปิ่งก็พยายามกลืนก้อนแข็งในคอลงท้อง
หิว...จ้าวปิ่งกระหายทั้งน้ำทั้งหิวอาหาร
ฉลองพระองค์สำหรับฮ่องเต้ที่จ้าวปิ่งสวมใส่นั้นมันหนักยิ่งนักเสื้อขาวหลายชั้นจนจ้าวปิ่งอึดอัดหลายครั้งเขานึกอยากถอดฉลองพระองค์นี้เสียแล้ววิ่งหนีออกไปให้ไกลแต่จะไปที่ใดได้เล่า ทัพหยวนก็รุกคืบเข้ามาจนบัดนี้ตีวงล้อมทัพเรือของหนานซ่งจนมิอาจจะหนีไปที่ใดได้อีก เสียงมโหรีนั้นก็ดังมาจากทัพเรือฝั่งศัตรูที่ตั้งประชิดกองทัพสุดท้ายของหนานซ่ง
แต่จู่ๆก็มีเสียงคนโห่ร้องดังขึ้นพร้อมกันจากทุกสารทิศ จ้าวปิ่งใ ลุกขึ้นแล้วชะโงกหน้าออกไปดูทางหน้าต่างกองเรือรบจำนวนมากที่ผูกติดกันเป็แพก็บดบังสายตา จนไม่อาจเห็นสิ่งใดอีกยกเว้นริมผาที่ขนาบสองข้างของแม่น้ำถานเจียง อันมีแต่ธงทิวของกองทัพหยวนเต็มไปหมด
ชายในชุดเกราะขุนพลผู้หนึ่งก็เข้ามาอย่างรีบร้อน
“ฝ่าา...ทรงตกพระทัยหรือพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวปิ่งยามนั้นใบหน้าซีดเผือด
“ฝ่าา...ทหารของพระองค์มีสิบหมื่นคนเศษมีกองเรือรบนับพันผูกต่อไว้ด้วยกันหนักแน่นดั่งแผ่นดินไอ้ทรยศจางหงฟ่านมันมิอาจเข้ามาทำอะไรฝ่าาได้ ฝ่าาโปรดวางพระทัย”
ถึงลู่ซิ่วฟูผู้เป็เสนาบดีจะบอกกับจ้าวปิ่งเช่นนั้นเด็กน้อยก็เห็นความกดดันบนใบหน้ากร้านและหมองคล้ำของเสนาบดีลู่อย่างเห็นได้ชัด
“ฝ่าามิต้องทรงเป็ห่วงนะพ่ะย่ะค่ะไม่ว่าเกิดสิ่งใด กระหม่อมจะยืนหยัดปกป้องฝ่าาเอง”
เสียงแตรศึกสนั่นขึ้นเสียงร้องดังออกมาจากทุกทิศทาง ลู่ซิ่วฟูเดินไปดูที่หน้าต่าง จ้าวปิ่งเดินตามร่างใหญ่ของเสนาบดีคู่พระทัยแล้วสายตาของคนทั้งสองก็มองเห็นห่าธนูไฟที่สาดมาจากทั่วทุกสารทิศเรือของทัพซ่งต้องไฟไหม้เป็อันมากลมฤดูวสันต์ก็พัดกล้าหอบเอาเปลวเพลิงลามติดไปยังเรือลำใกล้เคียง
“ฝ่าามิต้องเป็ห่วงทัพหนานซ่งมีมากกว่าขี้ข้าไอ้พวกคนเถื่อนอยู่สิบเท่า มันมิอาจทำอะไรเราได้”
วาจาของลู่ซิ่วฟูที่กราบทูลแด่ฮ่องเต้น้อยหาใช่เพื่อปลอบประโลมยุวกษัตริย์เท่านั้นแต่ลู่ซิ่วฟูยังปลอบประโลมจิตใจของตัวเองอีกด้วย ไฉนลู่ซิ่วฟูจะไม่รู้เล่าว่าทัพสุดท้ายของหนานซ่งที่แม้จะมีจำนวนถึงสิบหมื่นคนเศษ เป็ทัพที่ประกอบไปด้วยชาวบ้านที่รบไม่เป็แต่เกรงกลัวทัพมองโกลถึงเจ็ดแปดส่วนบีบให้จางซื่อเจี๋ยจำต้องใช้กลยุทธ์ร้อยเรือเข้าไว้ด้วยกันเพื่อให้ชาวบ้านที่รบไม่เป็ทั้งไม่ชินกับการรบทางน้ำเ่าั้สามารถต่อกรกับกองทัพมองโกลได้
น่าขำนักชาวบ้านเ่าั้นอกจากจะรบทางน้ำไม่เป็ ก็รบทางบกไม่ได้ด้วยเช่นกันอุปมาเป็ดั่งฝูงแพะที่มารวมฝูงอยู่ในคอกแคบๆ บนปากแม่น้ำถานเจียงแห่งนี้เพื่อรอให้ฝูงหมาป่ามองโกลเข้ามาบดขยี้
จางหงฟ่านเป็คนฮั่นเขาเป็มนุษย์จำพวกเจรจาด้วยเืและเหล็กและไม่ใช่บัณฑิตเคร่งตำราเช่นเดียวกับจางซือเจี๋ย เหวินเทียนเสียง หรือลู่ซิ่วฟูที่เลือกที่จะจงรักภักดีกับหนานซ่งจนกว่าชีวิตจะหาไม่ มีเหตุอันใดเล่าที่จางหงฟ่านต้องยืนหยัดเคียงข้างเสาไม้ที่ผุกร่อนใกล้จะถล่มอยู่ทุกเวลาเยี่ยงหนานซ่ง?
เรือรบร้อยเข้าไว้ด้วยกันก็ต้องใช้ไฟเป็ตัวผลาญ การศึกระลอกแรกของจางหงฟ่านนั้นไม่สำเร็จด้วยฝ่ายหนานซ่งให้โคลนทากราบเรือจนมิอาจไหม้ไฟดังนั้นจางหงฟ่านจึงเลือกใช้กลยุทธ์ปิดล้อมไม่ให้ทัพหนานซ่งสามารถเข้าไปหาอาหารและน้ำจืดจากแผ่นดินได้ทัพมหาศาลสิบหมื่นจึงผลาญเสบียงจนหมดสิ้นภายในระยะเวลาไม่กี่วัน
จางหงฟ่านแสร้งโหมมโหรีดั่งงานเลี้ยงให้ทหารทัพหยวนกินอิ่มหนำสำราญ ทำลายกำลังใจกองทัพหนานซ่งแล้วก็ค่อยส่งเรือเข้าไปพร้อมกันทั้งสี่สายขุนพลชาวฮั่นแห่งทัพหยวนเชี่ยวชาญกลศึกนักกลลูกโซ่ที่ล่อลวงทัพหนานซ่งอย่างต่อเนื่อง ก็สำแดงเดชในการบุกครั้งสุดท้าย
ทัพเรือที่ส่งไปคล้ายจะว่างเปล่ามีแต่ทหารเบาบางทหารหนานซ่งที่ไร้เรี่ยวแรงด้วยอดน้ำและอาหารมานานหลายวันก็เตรียมฮึดสู้ตั้งรับรอให้กองเรือทัพหยวนใกล้เข้ามาด้วยคิดว่ากองทัพข้าศึกเพียงส่งทหารมายั่วยุเท่านั้น
ทว่าทันทีที่เรือของทัพหยวนเข้าประชิดแตรศึกร่ำร้องพร้อมกัน ทหารที่หลบซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้าที่ปิดบังไว้อยู่ก็ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับเกาทัณฑ์ที่ระดมยิงเข้าไปในเวลาเดียวกันจากทัพทั้งสี่ลู่
แล้วเรือรบทั้งหมดของจางหงฟ่านก็บุกเข้าบดขยี้กองทัพสุดท้ายของหนานซ่งในทันที
จางหงฟ่านแม่ทัพใหญ่ก็คุมทหารบุกเข้าไปฆ่าฟันทหารหนานซ่งกองทัพที่แม้จะมีคนมากมายนั้นก็เป็ดั่งซากศพเดินได้ชาวฮั่นถูกทหารหยวนไล่ล่าฆ่าฟันตายดุจใบไม้ร่วงปากแม่น้ำถานเจียงกลายเป็สีแดงภายในเวลาไม่กี่ชั่วยามเพราะสีแดงของโลหิตชาวฮั่นที่ไหลนอง
จางซือเจี๋ยขุนพลใหญ่ของหนานซ่งเห็นกองทัพฝ่ายตัวเองเริ่มเสียทีก็รีบสั่งการ
“ปลดโซ่ล่ามเรือที่เสียทีออกอย่าให้พวกขี้ข้ามองโกลเข้ามาถึงกองทัพหลวงได้”
“ท่านแม่ทัพทัพหยวนทางทิศเหนือหนึ่งลู่ กับทางทิศใต้สองลู่ กำลังมุ่งเข้ามาขอรับ!”
จางซือเจี๋ยทั้งใทั้งเจ็บใจกองทัพสิบหมื่นของหนานซ่งเป็ดั่งตุ๊กตากระดาษทหารหยวนกลับทะลวงเข้ามาได้อย่างง่ายดายดุจมีดผ่าลำไผ่ฉะนี้...แล้วเขาผู้เป็นายทัพจะยืนหยัดต่อสู้ได้อย่างไร?
“ต้านมันเอาไว้ให้ได้กลางกองทัพมีทั้งฮ่องเต้ทั้งหยางไทเฮาประทับอยู่จะปล่อยให้พวกขี้ข้าคนเถื่อนเข้ามาเอาชีวิตพระองค์ได้อย่างนั้นหรือ!”
แล้วจางซือเจี๋ยก็นำทหารของตัวเองเข้าต้านทานทัพมองโกลอย่างสุดความสามารถ
.
..
...
“ฝ่าาทรงหนีกันเถอะ ทัพหนานซ่งต้านทานไม่ไหวแล้ว”ลู่ซิ่วฟูกราบบังคมทูลแด่ฮ่องเต้องค์น้อย
“จะไปที่ใดอีกหรือท่านเสนาบดีพวกเราล้อมรอบไปด้วยทะเลกับแม่น้ำ ซ้ำพวกมองโกลยังใกล้เข้ามา”จ้าวปิ่งะเิเสียงร้องไห้ฟูมฟามกับขุนนางผู้ภักดี
“ฝ่าาอย่าเพิ่งทรงท้อถอยพ่ะย่ะค่ะฝ่าาต้องเอาอย่างเยวี่ยหวางโกวเจี้ยนสิ้นแผ่นดินแล้วก็ยังไม่ล้มเลิกที่จะกอบกู้แผ่นดิน”
“ข้าไม่อยากเป็เยวี่ยหวางโกวเจี้ยน*ข้าอยากกลับบ้าน ข้าอยากกลับบ้านแล้ว ข้าไม่เป็ฮ่องเต้ได้หรือไม่”แล้วยุวกษัตริย์ก็ร้องไห้ฟูมฟาย
(เยวี่ยหวางโกวเจี้ยนเป็หนึ่งในห้ามหาราชันย์ยุควสันตสารท พ่ายแพ้ต่ออู๋หวางฟูไซอดทนยอมเป็ตัวประกันแคว้นอู๋ ทำทุกอย่างเพื่อให้อู๋หวางฟูไซตายใจถึงขนาดยอมกินอุจจาระของอู๋หวางเพื่อตรวจดูอาการป่วยให้ อู๋อ๋องซาบซึ้งยอมปล่อยโกวเจี้ยนหวางกลับแคว้นเยวี่ย แล้วโกวเจี้ยนหวางก็กลับแคว้นสั่งสมกำลังใช้กลสาวงามคือนางไซซีไปล่อลวงอู๋หวางฟูไซจนไม่ตั้งใจทำราชการทำาทำลายแคว้นอู๋จนสิ้นชาติ สร้างแคว้นเยวี่ยให้เป็มหาอำนาจได้ในที่สุด)
ลู่ซิ่วฟูไม่พูดอะไรอีกเขาเข้าไปอุ้มร่างน้อยของฮ่องเต้วัยแปดชันษาขึ้นมาแนบอก แล้วก็พาพระองค์เสด็จออกไปจากเรือในทันใด
ผู้เป็เสนาบดีนั้นเป็บัณฑิตร่างผอมบางทั้งยังแทบไม่ได้กินอาหารมาสิบวันทว่ายังมีกำลังใจที่จะพาฮ่องเต้องค์ที่เก้าแห่งหนานซ่งหลบหนีจากการไล่ล่าของกองทัพมองโกล
ทหารหยวนขึ้นเรือของหนานซ่งได้ทั้งหมดกองทัพเรือฝ่ายซ่งที่ร้อยเข้าด้วยกันด้วยโซ่นั้นก็กลายเป็ว่าเปิดทางให้เหล่าทหารฮั่นขี้ข้ามองโกลรุกไล่เข้ามาอย่างสะดวกกองกำลังของหนานซ่งไม่ใช่คู่มือของทหารหยวนเลยคนมากมายก็เป็ดั่งมดปลวกให้เขาเข่นฆ่าอย่างง่ายดายราวกับปลิดใบไม้ออกจากต้น
ลู่ซิ่วฟูไม่มีเวลาถอดฉลองพระองค์ของฮ่องเต้น้อยแม้พระมาลาปีกยาวกว้างของฮ่องเต้จะถูกโยนทิ้งทว่าพระภูษาแพรสีขาวนั้นดูเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าเด็กในอ้อมกอดของชายวัยกลางคนที่ใส่เกราะขุนพลนั้นน่าจะเป็ผู้ใด...ซ่งตี้ปิ่งฮ่องเต้นั่นเอง
ทหารซ่งเมื่อเห็นฮ่องเต้น้อยกรรแสงเสียงดังก็เกิดความรู้สึกสงสารในองค์ฮ่องเต้ยิ่งนักเป็แรงใจสุดท้ายที่จะปกป้องชีวิตฮ่องเต้ผู้ยังทรงพระเยาว์แม้ว่าพวกเขาจะอดทั้งน้ำและอาหารมานาน แม้ว่าจะมีวิชาอาวุธไม่เทียมเท่าทหารขี้ข้ามองโกลแต่เมื่อลู่ซิ่วฟูอุ้มฮ่องเต้น้อยไปที่ใดทหารซ่งก็ลุกฮือขึ้นต่อสู้กับพวกฮั่นที่ยอมเป็ขี้ข้ามองโกลอย่างไม่คิดชีวิต
ก็ดั่งไม้ซีกไปงัดไม้ซุงดาบในมือทหารหยวนก็ฟาดฟันปลิดชีวิตทหารหนานซ่งอยากลำบากมากกว่าพลิกฝ่ามือหน่อยเดียวเท่านั้น
ลู่ซิ่วฟูพอรู้ตัวอีกทีทหารพวกเดียวกันก็แทบไม่เหลืออยู่รอบตัวแล้ว หันไปรอบกายก็เห็นแต่ทหารหยวนแต่ละคนถือดาบชุ่มโลหิตล้อมรอบตัวตนเองเสนาบดีผู้ซื่อสัตย์ก็อุ้มร่างฮ่องเต้น้อยไว้แนบอกแน่นเดินถอยหลังจนประชิดกราบเรือ
“ซ่งได้รับแผ่นดินจากในมือเด็กบัดนี้ก็สูญในมือเด็ก* ก็นับเป็ลิขิต์แล้วท่านจะมาฝืนลิขิต์เช่นนี้จะมีประโยชน์อันใด” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น
(*ความหมายคือเมื่อครั้งจ้าวควงอิ้นสถาปนาราชวงศ์ซ่งนั้นก็แย่งแผ่นดินมาจากทายาทของพระเ้าโจวซื่อจงไฉหรง คือ พระเ้าโจวกงตี้ไฉจงซวิ่นซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุเพียงเจ็ดพรรษา อยู่ในราชสมบัติได้หกเดือนเป็ฮ่องเต้ราชวงศ์โจวยุคหลังในยุคห้าราชวงศ์ จ้าวควงอิ้นซึ่งกุมอำนาจทหารในเวลานั้นก็ชิงบัลลังก์สถาปนาต้าซ่ง)
“จาง...หง...ฟ่าน” ลู่ซิ่วฟูตาเหลือกกว้างมองไปที่ขุนพลฝ่ายมองโกลอย่างเคียดแค้น “ไอ้ทรยศเ้าเป็ขุนนางหนานซ่งแต่กลับไปเข้าด้วยกองทัพมองโกลเ้ายังมีความละอายอยู่หรือไม่”
“ผู้มีปัญญาย่อมเลือกนายดั่งนกเลือกต้นไม้ทำรัง” จางหงฟ่านที่ตอบข้าราชการหนานซ่งเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าก็อมขี้ปากเมธีโบราณมาพ่นอย่างคล่องปาก“ท่านยอมแพ้เสียเถิด หยวนซื่อจู่ (กุบไลข่าน) ทรงมีพระทัยกว้างนักอิงกว๋อกงจ้าวเสี่ยน*ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็ไค่ฝู่อี๋ถงซันซือ ทั้งยังกินตำแหน่งสมุหนายกกิตติมศักดิ์บัดนี้อยู่สุขสบายที่นครต้าตู* ( ปักกิ่งในปัจจุบัน )ท่านเอานายท่านมาตกระกำลำบากเยี่ยงนี้นับเป็บ่าวที่ใช้ไม่ได้”จางหงฟ่านพยายามโน้มน้าว
(จ้าวเสี่ยนเป็ฮ่องเต้องค์ที่เจ็ดของหนานซ่งได้สวามิภักดิ์ต่อกองทัพมองโกลเมื่อพระองค์มีพระชนมายุเพียง 6 ชันษา ในปี ค.ศ.1275 เมื่อจ้าวเสี่ยนอายุได้ 18 ปี ก็ถูกกุบไลข่านสั่งให้ไปบวชในทิเบตและถูกหยวนอิงจง (ถัดจากกุบไลข่าน 4 รัชกาล) พระราชทานความตายให้ เมื่อปี ค.ศ.1323)
“แล้วอย่างไรเล่า ต่อให้แปรเปลี่ยนเป็โศกนาฏกรรมจิ้งคัง*อีกคนสามานย์อย่างมึงก็หาใส่ใจ!” ลู่ซิ่วฟูพูดอย่างชิงชัง
(โศกนาฏกรรมจิ้งคังคือเหตุการณ์ราชวงศ์ซ่งเหนือล่มสลายพ่ายแพ้ต่อแคว้นจิน เมื่อปี ค.ศ. 1125ราชนิกูลราชวงศ์ซ่งถูกจับตัวไปเป็ตัวประกันในแคว้นจิน เหล่าราชนิกูลถูกกดขี่ย่ำยี และดูิ่เป็อันมาก องค์หญิงโหรวฝู พระธิดาองค์ที่สิบของฮ่องเต้ซ่งฮุ่ยจงถูกทหารจินข่มขืนและถูกเอาไปขายทอดเป็โสเภณีชั้นต่ำ รวมทั้งพระราชนิกูลระดับสูง เช่น พระชายาสิงพระเทวีเหวย ก็ถูกบังคับเป็โสเภณีเช่นกัน ล้วนมีชีวิตอยู่มิสู้ตายจนถึงวันสิ้นลม)
“ใจเย็นๆก่อน ท่านเสนาบดีลู่ คนภักดีและมีความสามารถอย่างท่าน หยวนซื่อจู่ต้องทรงโปรดปรานเป็แน่”จางหงฟ่านไม่เลิกเกลี้ยกล่อมเพราะพระบัญชาของหยวนซื่อจู่ที่มอบให้กับเขานั่นก็คือต้องจับเป็จ้าวปิ่งให้จงได้อย่าให้จ้าวปิ่งฆ่าตัวตายมิเช่นนั้นการลุกฮือขึ้นต่อต้านของชาวฮั่นก็จะเพิ่มขึ้นมาอีก
ลู่ซิ่วฟูหันไปมองที่ห้วงทะเลอันเวิ้งว้างข้างหลังคลื่นซัดสาดเข้ามาไม่หยุดภาพเกลียวคลื่นแห่งห้วงมหรรณพถาโถมเป็ระลอกก็ฉายในแววตาที่มีม่านน้ำคลอคลุม
คลื่นลูกแรกซัดสาดเข้ามาคลื่นลูกหลังก็ไล่ตาม ธรรมดาโลกก็เป็เช่นนี้
“ข้าอยากกลับบ้าน”จ้าวปิ่งร้องไห้เสียงดัง
ลู่ซิ่วฟูมองยุวกษัตริย์พระองค์ช่างน่าสงสารนักที่ต้องธำรงบัลลังก์ัอันพังทลายราชสมบัติที่ก่อตั้งมาแต่ครั้งซ่งไท่จู่จ้าวควงอิ้นคงหมดบุญเท่านี้แล้วจริงๆ
ทหารหยวนค่อยๆขยับเข้าไปหา จางหงฟ่านมองคนทั้งสองตาไม่กะพริบ เขารู้ว่าชายผู้นี้จะทำสิ่งใดทว่าหากผลีผลามก็เหมือนเร่งให้ลู่ซิ่วฟูเร่งตัดสินใจขึ้นอีก
“ฝ่าา...ธำรงพระเกียรติราชสกุลจ้าวแห่งหนานซ่งเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
แล้วลู่ซิ่วฟูก็อุ้มจ้าวปิ่งกระโจนลงทะเลในทันใด!