ศาสตร์จักรพรรดิมังกรครองพิภพ (จบ)

    ตอนที่ 97 ยื่นข้อเสนอ

            สัตว์อสูรทั้งสองตอนนี้ทำได้เพียงจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่เพิ่งปรากฏตัวมาเท่านั้น เพียงชั่วครู่เดียวบรรยากาศที่กำลังร้อนระอุก็เริ่มเงียบสงัดขึ้น จะมีเพียงก็แต่สายลมที่พัดพาฝุ่นทรายไปมาเท่านั้น


            ระหว่างนั่นราชันย์ราชสีห์อัสนีก็เอ่ยปากออกมา


            "เจ้าเป็นใครไอ้หนู!! เป็นเพียงแค่ขั้นพลังจิตยุทธรวมเป็นหนึ่งขั้นต้นแต่ทว่ากล้าที่จะมาห้ามปรามพวกเราหรอ เจ้าไม่รู้หรอว่าข้าคือใคร?"


            เพียงแค่อ้าปากนิดหน่อยก็ปลดปล่อยเสียงที่ทรงพลังออกมา นี้แหละคือเรื่องราวประหลาดของสัตว์อสูรที่สามารถพูดได้ ต่อให้พวกเขาจะไม่ขยับปากเลยก็ตาม น้ำเสียงก็จะเปล่งออกมาเอง ในเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นความลึกลับของทวีปหรือจักรวาลเลยก็ว่าได้


            ร่างกายที่ใหญ่โตซึ่งเต็มไปด้วยสายฟ้าย่ำเท้าเข้ามาเบื้องหน้าของชายหนุ่มอย่างมีอารมณ์ เทวสถานโบราณถึงกับสั่นสะเทือนอยู่นิดๆ ด้วยน้ำหนักตัวที่มหาศาลการจะก้าวเดินแต่ละทีก็ต้องประมาณนี้ละนะ


            ราชสีห์อัสนียื่นหัวของตนลงพลางใช้ดวงตาที่ใหญ่โตมองไปยังชายหนุ่มตัวเล็กจิ๋ว ในตอนแรกถึงมันจะชะงักขึ้นแวบนึงเมื่อเห็นถึงนัยน์ตาสีแดงเพลิงนั่นก็เถอะแต่ทว่าพอมาลองคิดดูแล้ว เด็กน้อยที่มีพลังเพียงแค่ระดับนี้มันจะไปทำอะไรได้ มันยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยนัก


            หลินตงไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวเลยสักนิดเมื่อเห็นถึงร่างขนาดนับร้อยเมตรอยู่เบ่ื้องหน้าของเขา ถ้าเทียบขนาดกันละก็ตัวของชายหนุ่มคงจะใหญ่เพียงแค่นิ้วเท้าของพวกเขาเพียงเท่านั้น


            ชายหนุ่มโค้งคำนับพวกเขาอยู่นิดๆพร้อมกับพูดขึ้น


            "ข้ารู้ว่าท่านทั้งสองที่เป็นถึงสัตว์อสูรผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ แต่กลับต้องมาเป็นพาหนะให้กับตระกูลทั้งสี่ มันย่อมไม่พอใจอยู่แล้ว ข้าพูดถูกหรือเปล่า"


            สิ้นคำพูดของหลินตง สัตว์อสูรทั้งสองถึงกับชะงักพลางหยุดนิ่งไป ทั้งสองตนมองหน้ากันอย่างช่วยไม่ได้ มันตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่พวกเขาเป็นพาหนะให้กับตระกูลจินกับตระกูลหนานเช่นนี้ บอกได้เลยว่ามันยาวนานมานับหมื่นๆปีแถมการได้อยู่ภายใต้ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ก็ใช่ว่าจะดี


            ตลอดเวลาที่พวกเขาได้เป็นพาหนะนับแต่นั่นขั้นพลังของพวกเขาก็หยุดนิ่งไม่ไปไหน พวกเขาถูกลงพลังห้วงวิญญาณไว้ไม่ให้พัฒนาพลังขึ้นไปกว่านั่น นี้คือเรื่องปกติของสัตว์อสูรพาหนะที่ทุกตนจะต้องเจอ พวกเขาทำได้เพียงเชื่อฟังคำสั่งของผู้ควบคุมเพียงเท่านั่น ไม่มีอิสระอย่างเช่นเหมือนเคยและเป็นทาสไปจนหมดอายุขัย


            "แล้วจะทำอะไรได้ละพ่อหนุ่ม ข้าตั้งแต่นึกขึ้นได้ก็เป็นทาสของตระกูลหนานมาหนึ่งหมื่นสี่พันหกร้อยปีก่อนโน่นแล้ว พวกมันใช้ผู้ทรงพลังจับตัวของข้ามาจากบ้านเกิด ใช้วิชาลับของผู้ฝึกสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเข้าควบคุมและนับแต่นั่นชีวิตข้าก็ต้องมาเป็นอย่างเช่นทุกวันนี้"


            เสียงของพญาอินทรีปีกทองดังขึ้นอย่างหมดอารมณ์ มันเอ่ยรำพึงชีวิตของตนเองออกมาอย่างน่าเวทนา ดวงตาที่เรียวยาวของมันมองไปยังผืนนภาอย่างช่วยไม่ได้ ต่อให้จะเป็นถึงสัตว์อสูรระดับหกที่ยิ่งใหญ่แต่ทว่าตระกูลใหญ่ทั้งสี่ของทวีปชิงหลงไม่ธรรมดาหรอกนะ ถ้ามิเช่นนั้นพวกมันจะมีสถานะเฉกเช่นทุกวันนี้ได้ยังไง


            ส่วนราชันย์ราชสีห์อัสนีเมื่อได้ฟังก็พยักหน้าอย่างคล้อยตาม มันที่เป็นสัตว์อสูรเช่นเดียวกันย่อมเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด เรื่องราวที่พวกมันพบเจอมาแทบจะไม่แตกต่างกันเลย


            ในตอนนั่นมันที่เป็นถึงจ้าวแห่งหุบเขากลับต้องถูกผู้ฝึกยุทธของตระกูลหนานอยากจะได้ตัวไปเป็นพาหนะ ช่วงเวลาต่อมาก็เกิดการต่อสู้กันครั้งใหญ่จนกระทั่งผู้ทรงพลังของพวกมันปรากฏตัวขึ้นมากำหลาบในตัวของมัน


            หลินตงเมื่อได้ฟังก็คอยครุ่นคิดไปด้วย ดูเหมือนว่าขั้นพลังของพวกเขาจะไม่กระเตื้องไปไหนเลยสักนิด ไหนดูสิ


            ชายหนุ่มคิดจบก็เบิกเนตรมังกรอมตะของตนขึ้นพร้อมกับสาดส่องไปยังร่างของสัตว์อสูรทั้งสอง ดวงเนตรมังกรอมตะของหลินตงในตอนนี้ไม่มีสิ่งใดที่สามารถปิดกั้นมันได้อย่างแน่นอนถ้าพลังของทั้งสองไม่ห่างกันมากนักนะ


            พญาอินทรีปีกทองคำกับราชันย์ราชสีห์ถึงกับขนลุกซู่ พวกมันตอนนี้สัมผัสได้ถึงดวงตาของราชันย์อสูรที่ยืนอยู่จุดสูงสุด กลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมาจากเจ้าเด็กคนนี้มันเป็นไปไม่ได้ กลิ่นอายของมังกรเพลิงโบราณ มังกรศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลัง ถึงพวกมันไม่อยากจะเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อกับภาพตรงหน้า ชายหนุ่มคนนี้มีสายเลือดของสัตว์อสูร


            ต้องบอกก่อนว่านับแต่อดีตโบราณกาลของทวีปชิงหลงแห่งนี้ ไม่เคยมีเผ่าพันธุ์มนุษย์คนไหนที่ให้กำเนิดครึ่งมนุษย์ครึ่งอสูรขึ้น เนื่องจากว่าทั้งสองสายพันธุ์นั้นไม่สามารถเข้ากันได้แต่ทว่าในวันนี้พวกเขากลับได้พบเจอมนุษย์ที่มีสายเลือดของมังกรโบราณ ยิ่งคิดก็ยิ่งตกตะลึงนัก


            เวลาผ่านไปชัวครู่นึงด้วยเนตรมังกรอมตะของหลินตงก็ทำให้เห็นถึงส่วนลึกของพวกเขาทั้งสองตนทั้งหมด


            "หืม? สัญลักษณ์ผนึกอสูรที่มีคลื่นพลังสีฟ้าครามหรอเนี่ย..!! ใช้ทักษะวิชาลับในการควบคุมสัตว์อสูรผสานเข้ากับพลังคลื่นวิญญาณของผู้เชื่อมต่อห้วงวิญญาณระดับเจ็ดทำให้สามารถบงการสัตว์อสูรที่อยู่เบื้องหน้านี้ได้ ไม่ธรรมดาเลยแฮะ ฝีมือใครกัน?"


            ชายหนุ่มบ่นพึมพำออกมาอย่างสนใจ คนที่ใช้สัญลักษณ์แบบนี้แน่นอนว่าต้องไม่ธรรมดา เขาเป็นผู้ที่มีพลังของผู้ฝึกสัตว์อสูรและผู้เชื่อมต่อห้วงวิญญาณระดับเจ็ดอีกด้วย


            สัตว์อสูรทั้งสองถึงกับตกตะลึงเมื่อได้ยินที่ชายหนุ่มคนนี้พูด มันไม่ผิดจากที่เขาบอกไว้จริงๆ ผู้ที่ลงมือควบคุมพวกเขาคือผู้เชื่อมต่อห้วงวิญญาณระดับเจ็ด มันใช้วิชาลับสร้างผนึกสัตว์อสูรขึ้นมาและผสานเข้าไปยังร่างกายของพวกเขา ทำให้ทั้งสองต้องยอมทำตามคำสั่งทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าไม่ทำตามชีวิตของพวกเขาก็จะตกตายลง ถึงจะเสียเกียรติในฐานะสัตว์อสูรไปแต่ทว่าสักวันนึกพวกเขาก็ยังคาดหวังถึงการเป็นอิสระอย่างเช่นเดิม


            "จะ.จะ.เจ้าเห็นถึงสัญลักษณ์ผนึกอสูร เจ้าที่มีพลังเพียงแค่นี้เนี่ยนะถึงกับบอกศาสตร์การควบคุมได้ทั้งหมด..!!"


            ราชันย์ราชสีห์อัสนีอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น ดูเหมือนว่าชายหนุ่มคนนี้จะไม่ธรรมดา เขาสามารถรับรู้ได้ถึงสถานการณ์ที่พวกมันทั้งสองต้องพบเจออยู่ในตอนนี้


            หลินตงพยักหน้ารับอย่างไม่ปฏิเสธ ขณะเดียวกันเขาก็หรี่ตาลงพร้อมกับพูดขึ้นด้วยท่าทางที่อหังการ


            "ไอ้ตราผนึกสัญลักษณ์ระดับเจ็ดของผู้ฝึกฝนสัตว์อสูรมันไม่ใช่ปัญหา แต่ที่ข้าจะบอกคือท่านทั้งสองก็คือเมื่อเป็นอิสระแล้ว พวกท่านสนใจที่จะไปเปิดโลกกว้างกับข้ารึเปล่าละ ไปยังมหาจักรวาลพันภพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและก้าวขึ้นสู่บนจุดสูงสุดของทุกสรรพสิ่ง..!!"


            คำพูดที่เปล่งออกมาจากปากของเขา ถ้าผู้ทรงพลังระดับมหาจักรวาลได้ยินเขาละก็คงจะหัวเราะตายอย่างแน่นอน เทพเจ้าหรือราชันย์เทพทั้งหมดก็ยังไม่กล้าที่เอ่ยประโยคแบบนี้ออกมาแล้วนับประสาอะไรกับผู้ที่มีพลังเพียงแค่มดปลวกเช่นนี้