“เ้าพี่คิดมากไปแล้วเพคะ” กรมขุนละเอียดพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“คนเยี่ยงนั้นน่ะหรือเ้าคะ ที่กล้าคิดการฏ ขี้ขลาดตาขาวก็เพียงนั้น ยามนี้ก็เป็แค่พระแก่ๆคนหนึ่งเท่านั้นเอง”
ใบหน้าคมสันนั้นก็ยังเคร่งเครียด
หญิงสาวที่ห่มกายด้วยผ้าแถบบางเบา ปิดอกอวบของตัวเองไว้แทบไม่มิดก็รินน้ำชาให้ผัวรัก“สมเด็จพระมหาเธียรหิศนั้นทรงพระปรีชา ขุนนางเห็นว่ายามนั้นแผ่นดินเป็ทุรยศตัวพระมหาเธียรหิศก็มีคนนับถือเป็อันมาก จึงได้ชักชวนพระองค์กอบกู้ราชบัลลังก์แล้วอ้ายพระนั่นเป็ใคร วงศ์วานมันก็แทบกุดหมดแล้ว บ้านแม่มันก็ถูกสังหารสิ้นใครกันหรือจะหนุนหลังมันขึ้นมาเป็พวกแล้วคนขี้ขลาดถึงเพียงนั้นแค่เห็นเ้าพี่ไปหาก็แทบขี้หดตดหาย คนเยี่ยงนั้นแค่เดินใกล้เ้าพี่ยังมิกล้าเลยกระมังเ้าคะ”
เ้าฟ้าใหญ่ส่ายหน้า “พี่เคยได้ยินคนจีนเขาเล่าตำนานคนแอบคิดฏแสร้งทำเป็ขี้ขลาดตาขาว แค่เสียงฟ้าร้องก็ทิ้งตะเกียบใลวงให้คนสงสัยคิดว่าตัวเองนั้นมิใช่คนกล้า”
หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ “ถ้าเขานิ่ง เ้าพี่ก็ว่าเขาเป็น้ำนิ่งไหลลึกหากเขากลัว เ้าพี่ก็ว่าเขาตบตาเ้าพี่”
“ถ้ามันมีชีวิตอยู่ ข้าไม่สบายใจ”
“งั้นก็จัดการ”หญิงสาวแสร้งเอ่ยตามใจสามี
“มิได้ หากกระทำการวู่วาม ทูลกระหม่อมพ่อต้องไม่ทรงโปรดแน่”
“เ้าพี่เ้าขา”หญิงสาวมองหน้าสามีผู้เป็คนรัก “ยามนี้เ้าพี่คือวังหน้านะเ้าคะทั้งขุนนางอำมาตย์ก็ล้วนเห็นว่าเ้าพี่นั้นทรงพระปรีชาส่วนฝ่าาก็ทรงโปรดปรานเ้าพี่”
มุมปากชายหนุ่มยิ้มอย่างชอบใจ
“ถวายบังคมฝ่าาเพคะ”เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น ผู้ที่เข้ามานั้นคือหญิงสาวหน้าแฉล้ม มาพร้อมกับบ่าวหญิงสองคนคนหนึ่งถือขนมสีทองอร่ามแซมด้วยขนมหลากสีสันบนถาดเงินอันใหญ่กรมขุนละเอียดเห็นทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองหยอด สัมปันนี และขนมอีกหลายชนิดวางเรียงรายกันอย่างน่ากินบนถาดเงินก็รู้สึกไม่ชอบใจส่วนบ่าวหญิงอีกคนที่มาด้วยกันก็ถือถาดรองคนโทลายครามพร้อมกับถ้วยมาด้วย
หม่อมนกแก้วทำเป็มองไม่เห็นสายพระเนตรอันไม่เป็ที่ต้องพระทัยของเ้าฟ้าละเอียดเมียหลวงยากที่จะโปรดเมียน้อย หม่อมนกแก้วจะมีสิทธิ์มีเสียงอะไรได้ก็ตัวเองนั้นเป็แค่ไพร่ธรรมดาที่ฝ่าานั้นต้องพระทัยและชุบเลี้ยงตัวเองให้เป็ชายาอีกคน ยกย่องให้เป็หม่อม ส่วนเมียหลวงนั้นเป็ถึงชั้นเ้าฟ้าสิ่งใดที่กรมขุนละเอียดไม่ต้องพระทัยนั้น หม่อมนกแก้วก็ได้แต่อดทนเอา
เมื่อเครื่องหวานบนถาดเงินถูกถวายแล้วหญิงทั้งสามคนก็พับเพียบกราบเ้าฟ้าทั้งสองพระองค์
“แหมวันนี้แม่นกแก้วทำอะไรมาถวายจ๊ะเนี่ย” ภรรยาหลวงผู้เป็พระองค์เ้าโดยกำเนิด ก็เก็บน้ำขุ่นไว้ข้างในปากปราศรัยเสนาะเพราะ
“เครื่องหวานพร้อมน้ำจันฑ์เพคะฝ่าาเห็นห้องเครื่องในพระเ้าอยู่หัวเขาทำของเหล่านี้ถวายกันหม่อมฉันจึงลองทำถวายฝ่าาทั้งสองบ้างเพคะ”
“นกแก้ว ลองให้ข้าชิมบ้างซิ”เ้าฟ้าใหญ่ตรัส
หญิงสาวผู้เป็หม่อมคนโปรดก็ใช้มือหยิบทองหยอดถวายให้สามีอย่างอ่อนน้อม ส่วนเ้าฟ้าละเอียดเห็นจริตจะก้านของอีเมียบ่าวทำท่าเหมือนขวยเขินเหมือนเด็กสาวๆ ทั้งที่มีพระโอรสและพระธิดาให้ฝ่าาแล้ว ก็ยิ่งพานให้รู้สึกหมั่นไส้ยิ่งนัก
“ฮื้ม หอมอร่อยเหลือเกินเครื่องต้นในวังของทูลกระหม่อมพ่อก็เห็นจะสู้เ้ามิได้”เ้าฟ้าหนุ่มก็เอ่ยชมเมียรัก
“แหม ก็วงศ์วานแม่นกแก้วเป็แม่ค้าทำของขายในตลาดวัดขุนพรหมั้แ่ปู่ย่าตาทวดนี่เ้าคะเขาก็ทำขนมอร่อยนะซี”
หม่อมผู้เป็ภรรยาน้อยได้ยินคำดำรัสอันกระทบกระเทียบก็ทำได้เพียงแสร้งเป็ไม่ได้ยินเท่านั้น
.
..
...
“...จิรัง โลเก ปะติฏฐาตุ สัมมาสัมพุทธะสาสะนันติฯ”
บทสวดมนต์วรรคสุดท้ายก็จบลง เหล่าพระผู้ใหญ่ทั้งเก้ารูปที่มาสวดมนต์ถวายพระพรให้กับพระบาทสมเด็จพระธรณิณก็ลดมือที่ประสานกันมานานลง สายสิญจน์เจริญพระพุทธมนต์ก็ถูกมหาดเล็กค่อยๆ ดึงเก็บแล้วภัตตาหารที่ห้องเครื่องเตรียมเอาไว้ก็ถูกยกมาถวายเหล่าสมณะ
ปิยภิกขุหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบการสวดมนต์ถวายพระพรที่ยาวนานเพิ่งจบสิ้น คอที่แห้งผากก็ได้น้ำชาดีหล่อเลี้ยงลำคอที่แห้งผากให้กลับมาชุ่มชื่น
“พระคุณเ้าเป็อย่างไรบ้าง”
“ขอบพระทัยมหาบพิตร อาตมาสบายดี”
“วันนั้นเ้าฟ้าใหญ่ไปหาที่กุฏิมีเื่อะไรกันหรือ”
“เห็นว่าอาตมาภาพชราจึงเอายาหม่องแก้ขบแก้เมื่อยมาถวายอาตมาภาพ” คำตอบอันมุสานี้ปิยภิกขุเตรียมเอาไว้แล้วเ้าตัวรู้ดีว่ามีหูตาของพระเ้าอยู่หัววางเอาไว้รอบตัวเด็กวัดบางคนก็คงคอยบอกความเคลื่อนไหวให้กับฝ่าากระมัง
โลกนี้มันช่างอยู่ยากเหลือเกิน
“เ้านี่ก็ตะลอนไปทั่ว เตร่ไปหมดไปทั้งซ่องไปทั้งวัด สักวันคงติดโรคสตรี”
สมณะก็ไม่ตอบอะไรอีกเลือกที่จะสงบปากสงบคำ ได้แต่เพียงอมยิ้มเท่านั้นแล้วองค์กษัตริย์ก็ไปดำรัสกับพระรูปอื่นอีก ในขณะที่ภัตตาหารคาวหวานกำลังถูกยกมาประเคนก็มีเ้าฟ้าอีกคนเข้ามาพับเพียบแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“นมัสการพระคุณเ้า”
“เจริญพรเถิดฝ่าา” ปิยภิกขุประหลาดใจไฉนวันนี้เ้าฟ้าปัทมนภ์จึงเข้ามาพูดคุยกับตนเองได้
พระองค์เ้าสนชวนพระเฒ่าพูดคุยสัพเพเหระเอ่ยถามเื่การปฏิบัติธรรม เื่พระธรรมคำสั่งสอนแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเ้าปิยภิกขุก็ตอบไปตามภูมิรู้ สมณะผู้เป็กรมขุนก็ระวังตัว ไม่กล้าตอบอะไรโอ้อวดก็เอ่ยว่าตนเองยังมีข้อบกพร่องในเื่การกำหนดกรรมฐานด้วยเช่นเดียวกัน
“ดีเลยพระคุณเ้าข้าพระพุทธเ้านั้นไปได้ลูกประคำจากพระจีนที่สอนกรรมฐานมาอยากจะเอาให้พระคุณเ้าได้ดู”
“หืมม ไหนฝ่าาลองให้อาตมาดูซิ”
เ้าฟ้าสนก็หยิบเอาลูกประคำขึ้นมาเพียงแค่ได้เห็นลูกประคำ ปิยภิกขุก็ถึงกับเพ่งมองด้วยความสนอกสนใจเพราะประคำนั้นเป็สีดำทว่าเงางามลูกประคำทุกลูกกลมเกลี้ยงเสมอกันอย่างหาที่ติมิได้ พระหยิบเอาสายประคำมาพิจารณาดู เนื้อประคำเม็ดแข็งนั้นกลับจับแล้วลื่นเนียนมือเหลือเกินปลายประคำนั้นเป็พู่ไหมระย้าสีแดงสดดุจโลหิต ปิยภิกขุเมื่อหยิบประคำนี้ขึ้นมาถือไว้ก็รู้สึกว่ามันช่างเหมาะมือยิ่งนักนิ้วมือไล่เม็ดประคำแต่ละลูกได้อย่างคล่องแคล่วประหนึ่งว่าสายประคำนี้ชินมือตนเองมานานนับปี
“อืมม ประคำดีจริง หากนำมาใช้กำหนดลมยามวิปัสสนานั้นดีนัก”
“หากพระคุณเ้าว่าดีข้าพระพุทธเ้าก็ขอถวายประคำนี้บำเพ็ญกุศลเถิดเ้าข้า”
แม้ว่าฆราวาสถวายสิ่งใดให้แล้วสมณะจะมิอาจปฏิเสธ แต่ประคำนี้ทำให้ปิยภิกขุรู้สึกถูกชะตายิ่งนัก จึงได้ยิ้มแล้วตอบว่า“เจริญพรเถิดฝ่าา”
เ้าฟ้าปัทมนภ์ลิงโลดแผนการขั้นที่สองที่ตัวเองเตรียมไว้นั้นลุล่วงไปได้ดี ตัวเขาเองนั้นไม่เข้าใจนักว่าสายประคำนี้สำคัญอะไรทว่าพระสิทธิธรรมนั้นกำชับนักหนา ว่าต้องมอบสายประคำนี้ให้ปิยภิกขุให้ได้
“หากเ้าตาขาวนั่น ไม่มีสายประคำนี้แผนที่อาตมาภาพคิดทั้งหมดจะเสียการ” พระตาเดียวให้เหตุผลไว้ดังนี้
“แล้วหากมันไม่ถือเล่า”
“ถือแน่ แต่ฝ่าาต้องให้มันต้องให้กับมือมันเท่านั้น หากมันได้รับแล้วมันถือประคำนี้ติดมือมันจนตายแน่แล้วฝ่าาคอยดูเถิด ประคำนี้จะสำคัญกับแผนการของอาตมาอย่างไร”
คำโคลงนั้น พระสิทธิธรรมก็เป็คนแต่งแล้วเ้าฟ้าปัทมนภ์ก็เป็ผู้จัดการให้คำโคลงนี้แพร่อยู่ในตลาดเื่แพร่คำโคลงนี้มันไม่ยากเลยแต่ที่นึกไม่ถึงก็คือเ้าพี่ใหญ่นั้นเป็ปลาติดเบ็ดเหยื่อนี้เข้าเต็มเปาเพียงได้ยินหนเดียวก็ถึงกับไปเอาเื่เอาราวกับปิยภิกขุ
แต่เื่เพียงนี้ เ้าฟ้าสนยังนึกไม่ออกว่าจะไปสู่จุดที่ทำให้ทูลกระหม่อมพ่อเกลียดชังเ้าพี่ได้อย่างไร
“ศึกชิงบัลลังก์นั้นซับซ้อนนักฝ่าาหากฝ่าาอยากให้สมณะชีพราหมณ์ทั้งแผ่นดินเรียกฝ่าาว่ามหาบพิตรแล้วไซร้ฝ่าามีเพียงความเพียรอันเอกอุมิได้ ฝ่าายังต้องทรงพระขัตติยะอดทนอดกลั้นแล้วรอดูผลสัมฤทธิ์ ประหนึ่งชาวนาที่หว่านเมล็ดข้าวเมื่อต้นฤดูแล้วเห็นพืชพรรณออกรวงเป็สีทองอร่ามเมื่อปลายฤดูแต่ฝ่าาต้องรอนานกว่านั้น”
“ย่อมได้ ข้าเป็เชื้อขัตติยวงศ์ รอเพียงนี้เหตุไฉนข้าจะกระทำมิได้ข้าทนดูทั้งไอ้ใหญ่มันได้ดิบได้ดีมานานแล้ว!”
เ้าฟ้าสนเมื่อถวายลูกประคำแล้ว ก็ถอยออกมาหันไปดูเห็นเสด็จพ่อกลับขึ้นไปประทับที่พระที่นั่งทศทิศเอนกวิมานราชอาสน์แล้วก็คิดถึงภาพตัวเองที่จะได้ผ่านพิภพแล้วไปนั่งอยู่เหนือบัลลังก์นั้นบ้างพระราชอาสน์ที่ลงรักด้วยทองคำอร่ามจนมลังเมลืองสลักเหล่าเทวาและสัตว์เทพอยู่ใต้พระที่นั่งนั้นเ้าฟ้าสนเชื่อมาตลอดั้แ่ตัวเองจำความได้ ว่าสักวันตนเองต้องเป็ผู้ผ่านพิภพแล้วนั่งเหนือบัลลังก์นั้นบ้าง
บัลลังก์นั่นของกูกษัตริย์แห่งทวารกาศรีกฤษณะเทพนครคือกูผู้นี้ กูคนเดียว เ้าฟ้าปัทมนภ์!
“แต่ฝ่าาพึงตระหนักไว้เถิด สมเด็จพระธรณิณนั้นมีพระโอรสชั้นพระองค์เ้ามากมายหลายสิบพระองค์ทรงกรมขุนเจ็ดพระองค์ ทรงกรมหมื่นอีกแปดพระองค์ดำรงฐานานุศักดิ์ลดหลั่นกันไปตามแต่เ้าจอมผู้ให้กำเนิดอีกหลายคน ฝ่าาคิดหรือว่าทั้งกรมขุนและกรมหมื่นเหล่านี้จะไม่ปรารถนาในราชบัลลังก์บ้าง”พระองค์เ้าสนคิดถึงคำพูดของพระสิทธิธรรม ยามที่ร่วมกันวางแผนอยู่ในกุฏิโกโรโกโสนั้น
“ใครขวางข้า ข้าก็จะสังหารมันให้สิ้น”
พระสิทธิธรรมส่งเสียงจุปากเบาๆอยู่หลายครั้ง แล้วพูดคล้ายเสียงกระซิบทั้งที่อยู่กันเพียงแค่สองคน “มิได้ ฝ่าาจะสังหารมันให้หมดมิได้” ตาเดียวของเดียรถีย์ก็วาวโรจน์หลุมจักษุอีกข้างที่ปราศจากั์ตาก็เป็คล้ายดั่งหลุมไร้ก้นที่หยั่งรู้มิถึง “จงใช้ประโยชน์จากพี่น้องของฝ่าาพระโอรสเหล่านี้ รวมถึงเหล่าพระธิดา จงใช้ให้มันเป็ดั่งเบี้ยบนกระดานหมากรุกของฝ่าาอาตมาภาพเมื่อครั้งทำศึกชิงบัลลังก์กับพระปิตุลา อาตมาภาพหุนหันพลันแล่นทำผิดหลายครั้งหลายหนจนอาตมาภาพมีสภาพนี้” เอ่ยแล้วก็รู้สึกเจ็บแผลที่ตาและหว่างขา“อาตมาภาพให้สัตย์สาบาน ว่าอาตมาภาพจะส่งฝ่าาขึ้นไปเถลิงบัลลังก์ผ่านพิภพเป็พระเ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ฝ่าาวางใจคนชราตาเดียวผู้มีกายรุ่งริ่งผู้นี้เถิดว่าอาตมาภาพจะไม่ยอมให้ฝ่าาซ้ำรอยความผิดพลาดเช่นเมื่อครั้งอาตมา”
หนึ่งฆราวาส หนึ่งพระสงฆ์ ต่างก็ยิ้มกว้างมุมปากของสองเ่าั้ต่างก็อวดฟันอันดุจเขี้ยวหมาป่า ที่พร้อมที่จะขย้ำทุกสิ่งที่ขวางหน้า...
...กระทั่งพระประยูรญาติ ผู้ร่วมเชื้อสายวงศ์กษัตริย์ของตนเอง