เสียงไก่ขันปลายยามสี่ใกล้รุ่งปลุกแสงพรายให้ตื่นขึ้น
ชายหนุ่มยังรู้สึกเพลียจากการเดินทางไกลอีกทั้งการหลับนอนในที่แห่งใหม่กลับไม่อาจข่มตาหลับได้สนิทยิ่งเดินทางห่างไกลออกจากแดนใต้เท่าไหร่ความคิดคำนึงถึงเรื่องหนหลังยิ่งมากมายซับซ้อน
แสงพรายลุกขึ้นเดินออกจากเรือนไปล้างหน้าล้างตาชำระร่างกาย แล้วเดินไปยังโรงครัวที่อยู่ท้ายเรือนใหญ่ของปู่หลวงเห็นควันโขมงปนกับเสียงโขลกสับดังออกมา ส่วนใหญ่มีแต่ผู้หญิง ๔-๕คนขมีขมันช่วยกันทำอาหาร ส่วนผู้ชายและเด็กอีก ๒คนคอยช่วยตักน้ำและลำเลียงสิ่งของต่างๆ เข้าออกครัวตนแม้จะออกปากอาสาช่วยเหลือแต่ก็ได้รับการปฏิเสธถูกสำทับให้กลับไปคอยท่าอยู่ที่เรือนพัก ได้เวลาอาหารแล้วจะไปตามมาดูเหมือนทุกคนพอจะรู้เรื่องการเข้ามาอยู่อาศัยของตนกันแล้วเพียงแต่สาละวนอยู่กับการเตรียมกับข้าวกับปลาไม่มีเวลาจะเอ่ยปากพูดจากันชายหนุ่มได้แต่กลับมายังห้องพัก นั่งสวดมนต์ภาวนาจนแสงอาทิตย์ส่องฟ้าจึงมีคนมาตามไปกินข้าวมื้อเช้าพร้อมกับทุกคนที่โรงครัว
ชานเรือนโรงครัวมิได้ว่างเปล่าเหมือนตอนเช้ามืดเห็นบรรดาคนทั้งหลายนั่งล้อมเป็นวงรอบสำรับกับข้าว นับได้ ๖ วง วงละ ๔-๕ คนที่มิได้เห็นคือปู่หลวง ครูพิธานและพิไร ซึ่งเข้าใจว่าจัดสำรับนำขึ้นไปให้บนเรือนใหญ่
“มานั่งด้วยกันตรงนี้สิพี่ชาย”ต้นเสียงเป็นเด็กชายรุ่นกระทง ใบหน้าเกลื่อนยิ้มจำได้ว่าเป็นเด็กซึ่งเจอเมื่อหัวรุ่ง คอยช่วยตักน้ำอยู่ที่โรงครัวเห็นมีที่เว้นว่างเหมือนเตรียมไว้จึงเข้าไปนั่งแทรก
“ขอบใจนะ” แสงพรายเพียงกล่าวสั้นๆ
“ไม่เป็นไรหรอกพี่ ว่าแต่พี่ชื่อแสงพรายใช่ไหมส่วนฉันชื่อจุก และนี่น้าหมานเป็นผัวของน้าผิน ที่อยู่โรงครัว”
“เมื่อวานเย็นเห็นเพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆเลยให้คนจัดสำรับอาหารไปให้ หลังจากนี้ก็มากินข้าวที่โรงครัวนี้ด้วยกัน”น้าหมานที่จุกเอ่ยถึงกล่าวขึ้น แกเป็นชายอีกคนซึ่งแสงพรายเจอที่โรงครัวตอนรุ่งเช้าพร้อมจุกที่แท้เพราะเมียแกคุมโรงครัวอยู่นั่นเอง จึงได้เป็นธุระจัดแจงคอยช่วยเหลืองานครัว
ในวงกับข้าวสิ่งที่ทุกคนสนใจนอกจากการเข้ามาอาศัยของแสงพรายแล้วคือเรื่องที่ปู่หลวงถูกเชิญตัวเข้าวังตอนเย็นหลังจากปู่หลวงรับแสงพรายเข้ามาพำนักแล้ว พนักงานกรมวังได้มาเชิญปู่หลวงไปพบขุนวังจนพลบค่ำจึงได้กลับมา ทำให้คนในสำนักไม่มีใครได้รับรู้ว่าเป็นเรื่องใดนอกจากครูพิธานที่ติดตามปู่หลวงเข้าวังไปด้วย ถ้าจะมีอีกคนที่รู้เรื่อง..คงเป็นพิไร
เมื่อเช้าตอนพิไรลงมาเตรียมสำรับกับข้าวทุกคนเพียรถามแต่นางก็นิ่งคำ บอกสั้นๆว่า เดี๋ยวพอกินข้าวเช้าเสร็จแล้วให้ทุกคนขึ้นไปชุมนุมพร้อมกันบนเรือนใหญ่ปู่หลวงมีเรื่องจะบอกกล่าวเอง
โถงชานกว้างระหว่าง “หอกลาง”ของปู่หลวงและ “หอหน้า”ซึ่งเป็นที่พำนักของครูพิธานและบุตรสาวดูแคบไปถนัดเมื่อลูกศิษย์ลูกหาราวสามสิบชีวิตขึ้นมานั่งราบอยู่กันเต็มปู่หลวงนั่งอยู่บนพื้นของหอกลางที่ยกสูง พร้อมครูพิธานที่นั่งอยู่ด้านข้าง ส่วนพิไรนั้นนั่งอยู่กับพื้นชานกว้างเหมือนศิษย์ทั่วไปแต่อยู่ชิดติดเท้าของบิดา
“เอาล่ะ ทุกคนมากันพร้อมแล้วนะ..ที่เรียกทุกคนมานี่ เพราะมีเรื่องจะบอกกล่าวสองเรื่อง เรื่องแรกหลายคนคงพอจะรู้เห็นบ้างแล้วเมื่อวานข้าได้รับเจ้าหนุ่มชื่อแสงพรายเข้ามาอยู่ในสำนักเรา.. ไหนอยู่ตรงไหนช่วยลุกขึ้นให้ทุกคนเห็นหน้าเห็นตาหน่อยซิ”
พลันที่ปู่หลวงกล่าวแสงพรายซึ่งนั่งขัดสมาธิในระนาบเดียวกับทุกคนก็เขยิบยืดตัวในท่าคุกเข่าขึ้นมาพร้อมพนมมือไหว้ทุกคน
“ข้าชื่อแสงพรายมาแต่เมืองนครศรีธรรมราช ขอฝากตัวกับทุกคนด้วย”
“พ่อแสงพรายเขาเป็นหลานศิษย์ของพี่ชายคนเดียวของข้าที่ชื่อแสงใหญ่เป็นนายกองใหญ่สำนักช่างหลวงเมืองนครศรีธรรมราช พี่ข้ากับข้านั้นเดิมเป็นช่างอยู่เชียงแสนแล้วย้ายมาอยู่สุโขทัยตอนที่เมืองนครศรีธรรมราชขอนายช่างมีฝีมือจากสุโขทัยพี่ข้าอาสาไปอยู่สำนักเมืองนครฯ จนได้เป็นนายกองช่างหลวงพ่อแสงพรายเขาก็เป็นลูกหลานของช่างสกุลเชียงแสนที่ติดตามพี่ข้าไปอยู่ที่เมืองทางใต้ด้วยตอนนี้ญาติพี่น้องทางโน้นเขาไม่มีแล้ว เลยจะย้ายกลับมาอยู่ทางเหนือก็เลยมาพักอยู่กับเราไปพลางก่อน พี่ชายข้าฝากฝังเขามายังไงพวกเจ้าก็ต้องดีกับเขาเหมือนเป็นหลานชายของข้าคนหนึ่ง จะได้ไหม”
สิ้นคำบอกกล่าวของปู่หลวงทุกคนต่างออกเสียงรับรองเป็นทอด จะปฏิบัติด้วยดีต่อผู้มาใหม่ทำให้แสงพรายอดสำนึกในความเมตตาของปู่หลวงที่มีต่อตนมิได้
“อีกเรื่องที่จะบอกกล่าวกับพวกเจ้าเมื่อวานนี้ท่านขุนวังได้เชิญข้าไปพบ..”
ทันทีที่ปู่หลวงกล่าวเกริ่นเข้าเรื่องที่สองทุกเสียงบนชานกว้างที่เพิ่งหัวร่อต่อกระซิกเป็นเชิงยินดีต้อนรับเจ้าหนุ่มหน้าใหม่เข้าร่วมสำนักก็พลันหยุดลงทุกคนเพ่งความสนใจด้วยใคร่รับรู้เรื่องราวการเข้าวังของปู่หลวง
“ข้าไปพร้อมครูพิธานเรื่องที่ท่านขุนวังแจ้งกับข้าคือเรื่องการสร้างพระใหญ่ประจำรัชกาล”
ยังไม่ทันที่ปู่หลวงจะกล่าวต่อบรรดาศิษย์ต่างส่งเสียงยินดี บางคนก็ชิงกล่าวว่าคาดเดาไว้ต้องเป็นเรื่องนี้บ้างก็ว่ายังไงเสียทางวังหลวงก็ต้องให้สำนักเราเป็นผู้สร้างพระใหญ่ประจำรัชกาลต่างพากันพูดจาด้วยความดีใจ จนปู่หลวงต้องยกสองมือขึ้นห้ามแล้วพูดด้วยเสียงอันดัง
“เดี๋ยว เดี๋ยว..ฟังข้าว่าให้จบเสียก่อน..ที่ถูกเรียกเข้าไปพบขุนวังนอกจากสำนักเราแล้วก็มีสำนักศิลาจารกับสำนักพุทธาไลยด้วย”
ทุกคนต่างเงียบกริบเมื่อได้ยินชื่อของอีกสองสำนักสำนักศิลาจารเป็นสำนักสกุลช่างเก่าแก่มาแต่โบราณก่อนที่สำนักบ้านเงินบ้านทองจะโดดเด่นด้วยฝีมือการปั้นและการหล่อเงินหล่อทองขึ้นมาแต่ระยะหลังเมื่อปู่หลวงชราภาพสำนักศิลาจารกลับมีเจ้าสำนักคนใหม่นามว่า“แก้วมารุน” ซึ่งมีฝีมือในการหล่อและการปั้นงดงามเป็นเอกลักษณ์ส่วนสำนักพุทธาไลยเป็นสำนักตั้งใหม่ช่วงแรกก็คอยรับช่วงงานต่อจากสำนักบ้านเงินบ้านทองโดยปู่หลวงคอยกำกับแนะนำสั่งสอน เจ้าสำนักชื่อ “ผาทิน”เป็นคนหนุ่มที่ฉลาดและมีพรสวรรค์จึงได้วิชาจากปู่หลวงไปเพิ่มพูนกับวิชาเดิมของตนมีอยู่ปีหนึ่งปู่หลวงล้มป่วยจึงไม่สามารถรับงานได้ งานต่างๆจึงตกเป็นของสำนักพุทธาไลย เป็นโอกาสทำให้สำนักเติบใหญ่ขึ้นมา
ปู่หลวงมองลูกศิษย์หลานศิษย์ของตนซึ่งบัดนี้เปลี่ยนกิริยาจากลิงโลดดีใจมาเป็นนิ่งฉงนสงสัยก่อนกล่าวต่อว่า
“เดิมมีประกาศออกไปให้บรรดาช่างต่างๆทั้งในเมืองและนอกเมืองก็ดีเข้าสมัครประกวดประขันหาผู้มีฝีมือเป็นช่างเอกปั้นและหล่อพระใหญ่.. ประกาศมาครบ ๗วัน จนถึงเมื่อวานเป็นวันสุดท้ายก็มิมีผู้ใดจะอาสาเข้าดำเนินการท่านขุนวังจึงนำเรื่องกราบทูลองค์พ่อขุนที่สุดทรงมีพระบรมราชโองการให้สามสำนักใหญ่เข้ามาประกวดประขันกัน เพื่อคัดเลือกช่างเอกดำเนินการหล่อพระใหญ่ประจำรัชกาลของพระองค์ท่าน”
“อย่างไรเสียปู่หลวงก็ต้องได้รับการคัดเลือกเป็นช่างเอกอยู่แล้ว ผลงานต่างๆของพ่อปู่ก็มีมากมายเป็นที่ประจักษ์อยู่”
น้าหมานที่เป็นคนกล้าพูดเอ่ยขึ้นมาเป็นคนแรกพลอยให้ศิษย์คนอื่นออกปากว่าตามกันทันที
ปู่หลวงจึงรีบทักท้วงขึ้น
“การคัดเลือกตัดสินจากงานที่จะให้ออกแบบและปั้นขึ้นใหม่ มิใช่จากผลงานเก่าๆ ที่ทำกันมา”
ทุกเสียงกลางโถงชานกว้างพลันเงียบลง..
“เฮ้อ.. พวกเจ้าก็รู้กันอยู่เรานั้นชราหูตาฝ้าฟาง ความคิดความอ่านก็ไม่คล่องแคล่วชัดเจนเหมือนสมัยก่อนเราจึงไม่คิดที่จะอาสาเข้าไปคัดเลือกเป็นช่างเอก..คิดไม่ถึงเลยว่าอีกสองสำนักเพราะเกรงจะข้ามหน้าเราจึงไม่ได้อาสาด้วยสุดท้ายต้องไปประกวดประขันกันตามพระบรมราชโองการ..” กล่าวแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ
เป็นลมหายใจที่บ่งบอกถึงความไม่สบายใจออกมาเป็นลมหายใจที่หยุดอาการเริงร่าของบรรดาศิษย์ให้หยุดลง เพราะท่านกล่าวไว้ชัดเจนเป็นการคัดเลือกโดยตัดสินจากฝีมือ มิได้ตัดสินจากเกียรติภูมิ
แต่เกียรติภูมิของปู่หลวงกลับอยู่ที่ผลการตัดสินคัดเลือกในครั้งนี้...