หลังการประลองรอบที่สาม สิบคนสิ้นสุดลง มีผู้ผ่านเข้ารอบต่อไปทั้งสิ้นห้าคน(ไม่นับรวมถูเหวินเจี้ยนที่ผ่านเข้ารอบแต่แรก) ผู้ที่ถูกคัดออกได้แก่เหอเจี๋ยและเสี่ยวหง ทั้งสองถูกจ้าวหอทั้งสามคัดค้านไม่ให้เข้ารอบต่อไปส่งผลให้รอบถัดไปเหลือคนเพียงหกหกคนนี้ต้องชิงชัยกันเพื่อให้ได้เป็นหนึ่งในสามตัวแทน
การประลองรอบชิงนี้เป็นการประลองเดี่ยวดังเดิม แต่ที่แตกต่างคือไม่ใช่ประลองกันเองแต่ต้องประลองกับผู้อาวุโสนับเป็นแต้มหากเลือกผู้อาวุโสที่ฝีมือต่ำก็จะได้คะแนนน้อยแต่หากเลือกผู้อาวุโสที่ฝีมือสูงส่งคะแนนก็จะมากตาม พวกมันตัดสินใจเลือกได้เพียงสามครั้งเท่านั้นถ้าหากแพ้ไปพวกมันจะไม่ได้อะไรเลย เสมอได้ แต่ห้ามแพ้ การประลองครั้งหนึ่งจะจำกัดไว้ที่หนึ่งก้านธูปหากต้านรับได้หนึ่งก้านธูปก็จะได้รับแต้มไปทันที
สำหรับศิษย์หลักทั้งสามนั้นไม่น่าห่วงจะมีก็แต่ไช่เหยียนเหรินซูฮวาที่น่าเป็นห่วง มันทั้งสองมีพลังยุทธ์เพียงแค่ขั้นกลางอย่างมากก็ขั้นหกแต่ศิษย์หลักทั้งสามนั้นแตกต่างมันอยู่กำเนิดพลังขั้นปลายกันหมดแล้ว
“ระดับคะแนนจะเป็นดังนี้ ผู้อาวุโสฝ่ายในสองแต้ม ผู้อาวุโสฝ่ายนอกหนึ่งแต้มมีใครสงสัยอะไรไหม ?”
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นสร้างความตื่นตกใจให้กับผู้คน“แล้วจ้าวหอล่ะ ?”
“เจ้านี่มันบ้าไปแล้ว !!” ผู้คนต่างหันขวับมามองทันที ไม่คิดเลยว่าจะมีใครตั้งคำถามเช่นนี้ต่อหน้าจ้าวหอทั้งสามถือเป็นการล่งเกินบุคคลผู้สูงส่งทั้งสามอย่างยิ่ง !
“หืม ? เจ้าแน่ใจว่าจะถามเช่นนี้ ?” จ้าวหอสงครามขมวดคิ้วมุ่นเด็กคนนี้คิดจะกล่าววาจาล้อเล่นรึ ?
“ศิษย์เพียงแค่อยากรู้เท่านั้น”
“อืม สำหรับจ้าวหออย่างพวกข้านั้นจะได้ห้าแต้ม”จ้าวหอสงครามกล่าวอย่างใจเย็น
“เช่นนั้นรองเจ้าสำนักเล่า ?”
“เจ้า !!”จ้าวหอสงครามค่อนข้างตกใจกับคำถามที่ได้รับมันแทบอยากจะลงไปสั่งสอนเจ้าเด็กนี่ให้เคารพผู้หลักผู้ใหญ่เสียบ้าง “หุบปาก !หยุดกล่าววาจาสามหาว !!”
อันที่จริงการกล่าวเช่นนี้ของจ้าวหอสงครามอย่างหนึ่งก็เพื่อปกป้องชายหนุ่มไปในตัวใครจะคาดเดาได้ว่ารองเจ้าสำนักจะโกรธหรือไม่ ?แม้นว่าตัวมันจะรับหน้าไว้นั่นก็แทบเป็นไปไม่ได้อย่าลืมว่ารองเจ้าสำนักทั้งสองฝีมือสูงส่งเพียงใด ?
ศิษย์ทั้งหลายอ้าปากค้าง พวกมันตะลึงเกิดกว่าจะระงับใจ ศิษย์ในผู้นี้เป็นใครทำไมถึงกล้าถามคำถามถึงเพียงนี้ไม่น่าแปลกที่พวกมันจะไม่รู้ว่าชายหนุ่มที่ยื่นคำถามนั้นเป็นใครเพราะในจำนวนศิษย์ทั้งหกคนไม่มีใครขยับปากพูดสักคนเสียงนั่นคงเป็นลมปราณที่ขับเคลื่อนออกมา
คราแรกจ้าวหอสงครามก็ไม่เอะใจ จนกระทั่งเห็นสีหน้าที่แปลกประหลาดไปของผู้คนจึงลองนึกย้อนกลับไป...
“!!!!!!”สีหน้าของมันก็แสดงความตื่นตกใจทันที !
อีกแล้วรึ ? ชายคนนั้นเป็นใครกันแน่ ? คราก่อนก็ช่วยศิษย์สองคนครานี้ยังมาถามแปลก ๆ เขาเป็นศิษย์ของเราจริง ๆ หรือว่าเป็นเพียงคนที่ปลอมตัวมากันส่วนข้อสันนิษฐานสุดท้ายมันตัดทิ้งไป เรื่องที่เจ้าสำนักปลอมตัวมาเองเพราะเรื่องนี้รองเจ้าสำนักไปตรวจสอบด้วยตนเองก็พบว่าเจ้าสำนักยังอยู่ที่พักของตนและที่สำคัญเจ้าสำนักเองก็ไม่คิดจะปรากฏตัวง่าย ๆ
คนผู้นั้นต้องการสิ่งใดกันแน่ ?
ตั้งแต่ที่คนผู้นั้นปรากฏตัวช่วยศิษย์สองคน รองเจ้าสำนักทั้งสองได้ออกคำสั่งลับให้ทหารค่ายมังกรกว่าห้าพันคนมารอคำสั่งหลังหอโชติช่วงและให้ผู้อาวุโสช่วยกันกำกับดูแลศิษย์อย่างดีรวมถึงส่งคนไปแจ้งยังวังหลวงให้ส่งยอดฝีมือมาช่วยอีกแรงความคิดของรองเจ้าสำนักทั้งสองนับว่ารัดกุมมาก แม้ว่าทั้งสองจะไม่ถูกกันแต่เมื่อถึงยามวิกฤตก็สมัครสมานสามัคคีกันเสียอย่างนั้นมนุษย์นี้ช่างแปลกประหลาดโดยแท้
...
ทางด้านหนิงเฟยหลงเห็นใบหน้าที่ตื่นตกใจของจ้าวหอสงครามก็บังเกิดความขำขันมันเป็นคนแรกที่เปิดปากพูดหลังจากที่ความเงียบมาเยือนอยู่นาน
“ท่านจ้าวหอพวกเราสามารถเลือกประลองได้เลยหรือไม่ ?”
“หา ? เอ่อ...ได้ ได้เลย เจ้าจะเลือกใคร” จ้าวหอสงครามดึงสติตนเองกลับมา
“รองเจ้าสำนักกงซุน” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กลับทำให้บรรยากาศกลับอึมครึม
“!!!!!!!” จ้าวหอสงครามเบิกตาโพลง “หรือว่าเจ้าก็คือชายผู้นั้น! ไม่สิ ๆ นี่มันต้องไม่ใช่แน่ ๆ เจ้าเด็กนี่จะปั่นหัวข้ารึ? ” จ้าวหอสงครามนึกว่าตนเองฟังผิดไป นั่นรองเจ้าสำนักเชียวนะ !!
“เฮ้อ..ทำไมในสำนักของพวกเราคนบ้า สติฟั่นเฟือนเยอะถึงเพียงนี้”ศิษย์ฝ่ายนอกคนนึงพึมพำออกมา
“นั่นสิ ข้าไม่คิดเลยว่าเราจะอยู่ในสำนัก...”
“หุบปาก !! เจ้าอยากให้ผู้อาวุโสได้ยินรึ” ชายอีกคนรีบนำมืออุดปากคนพูดทันที
รองเจ้าสำนักจวี่จ้องเขม็งไปยังหนิงเฟยหลง “หรือว่าชายคนนั้นก็คือศิษย์ของเราจริงๆ และศิษย์ของเราจริง ๆ คนนั้นก็คือหนิงเฟยหลง ?” จวี่เซิงกล่าว
“เหอะ จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร เจ้าเด็กนี่พึ่งขึ้นมาในกำเนิดพลังได้ไม่นานไม่มีทางหรอก นี่ข้ากำลังจะเห็นคนที่ไม่เจียมตัวถูกรองเจ้าสำนักสั่งสอนหรือเนี่ยช่างเป็นบุญตา” จ้าวหอขุนนางเอ่ยขัด
...
“เจ้าแน่ใจนะ” จ้าวหอสงครามเอ่ยถามย้ำ ทอดสายตามองชายหนุ่มอย่างจริงจัง
“แน่ใจขอรับ” หนิงเฟยหลงยิ้มตอบรับอย่างสุภาพก่อนผายมือออก
ผู้อาวุโสหลายคนหันมองหน้ากันเองเม็ดเหงื่อผุดขึ้นไม่หยุดหย่อนสถานการณ์ในตอนนี้มันน่าตื่นเต้นเกินไปแล้ว !
“หึ” จ้าวหอสงครามแค่นเสียงขึ้น “ได้ ! แต่เจ้าต้องผ่านข้าไปให้ได้ก่อนเจ้าศิษย์จอมโอหัง !!” จากนั้นก็พุ่งดิ่งลงมาที่เวทีประลอง
ตูม !!
แผ่นดินสั่นคลอน ร่างของฝูงชนเอนไปมา จ้าวหอสงครามจะเริ่มลงมือแล้ว
แข็งแกร่งมาก !
ศิษย์ที่เข้ารอบอีกห้าคนทะยานร่างหนีออกไปพวกมันเองก็ไม่เข้าใจความคิดของหนิงเฟยหลงเท่าไหร่นัก
“หรือว่ามันไม่คิดจะเป็นตัวแทน ?” ไช่เหยียนมองแล้วก็พึมพำ
“ข้านึกว่าตัวข้าบ้าบิ่นแล้ว แต่ก็ไม่เคยวอนโดนขนาดมันเลยถึงกับท้าทายอาจารย์ข้า ฮ่าฮ่า” จูต้าหย่งหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ
“การประลองรอบนี้คงจะไม่น่าเบื่อเหมือนรอบก่อน ๆ แล้วสิเพียงแค่ได้เห็นเด็กนั่นโดนจางซีจัดการ หึหึ ก็คงไม่ต้องมาถึงมือข้า !” กงซุนอู๋หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจมันยังจำเรื่องที่หนิงเฟยหลงบังอาจมาทำตัวสามหาวต่อหน้ามัน ในจวนอ๋องวันนั้นมันยังจำไม่ลืมและยังคอยหาโอกาสจัดการชายหนุ่มอยู่ลับ ๆ
เวทีประลอง
“ข้าจะต่อให้เจ้าสิบกระบวนท่า เมื่อครบแล้วจะลงมือทันที”
หนิงเฟยหลงเลิกคิ้วขึ้น มันรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “หืม ? ท่านแน่ใจ ?”
เอ๊ะ นี่มันคำถามอะไรกัน ? แน่ใจ ? ข้าก็ต้องแน่ใจอยู่แล้วสิ ! เจ้าเด็กนี่น่าโมโหชะมัด !
จ้าวหอสงครามไม่ได้ตอบคำถาม หนิงเฟยหลงจึงเอ่ยขึ้นอีก“ท่านจะตั้งท่ารับการโจมตีหน่อยหรือไม่ ?”
“อย่างข้าเนี่ยนะต้องตั้งท่ารับการโจมตี เหอะ เจ้าจะดูถูกข้าเกินไปแล้ว !!” จางซีเริ่มไม่พอใจมันอยากที่จะลงมือกับเด็กนี่ให้จบ ๆ ไป
“ได้” ร่างของชายหนุ่มหายไปแล้ว !
“!!!!!” ด้านหลัง “นี่มัน...เร็วมาก !!!” หนิงเฟยหลงมาอยู่หลังมันตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ชายหนุ่มออกหมัดแล้ว
ตูม !!
“เกือบไป...” จ้าวหอสงครามหลบหมัดนั่นได้ทันท่วงที หมัดของหนิงเฟยหลงรุนแรงมากมันมีทั้งพลังกายและหมัดพลังหยวนหลอมรวมกันแล้วช่างเป็นหมัดที่ทรงพลัง !
มันยิ่งกว่าหมัดพิฆาตเสียอีก !
ไม่คิดเลยว่าหลังจากการปะทะหมัดของหนิงเฟยหลงกับเซี่ยเฟิงหนิวมันจะเข้าถึงเจตจำนงแห่งหมัดได้ ! ชายหนุ่มช่างเป็นบุคคลผู้น่าทึ่ง เจตจำนงของมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับรวม ๆ ดูแล้วก็มีถึงสี่อย่าง คือ กระบี่ หมัด ปราณธาตุลม และปราณธาตุไฟในอนาคตไม่แน่ว่าจะมีมากกว่านี้
แต่ถึงอย่างนั้นหมัดที่มันใช้ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นไม่ใช่เหมือนกระบี่ที่อยู่ถึงจิตกระบี่แล้วที่สำคัญกว่าคือชายหนุ่มไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจตจำนงอื่น ๆนอกจากกระบี่มีระดับขั้นอย่างไร ?
ถึงแม้ว่าจะไม่รู้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหมัดนี้จะอ่อนแอดูจากสีหน้าของจ้าวหอสงครามก็คงจะรู้
ใบหน้าของจางซีไม่อาจสะกดข่มความตกใจได้แล้ว มันไม่กล้าที่จะประมาทอีกท่าตั้งรับถูกจัดไว้เรียบร้อย
“ท่านจ้าวหอระวัง”
วืด !
ชายหนุ่มรัวหมัดเข้าใส่จ้าวหอสงครามอย่างรวดเร็ว ยิ่งมาก็ยิ่งรุนแรงยิ่งมาก็ยิ่งหนักหน่วง หน้าตาของจางซีดูไม่ดีเลยใครจะคิดว่าจ้าวหอผู้ยิ่งใหญ่ถูกไล่ต้อนถึงเพียงนี้มันไม่รู้จะนับกระบวนท่าของชายหนุ่มอย่างไรด้วยซ้ำ ความเร็วนี่ ปีศาจ !
ชายหนุ่มมันต้องเป็นปีศาจแปลงกายมา ความคิดบ้า ๆนี่เกิดขึ้นภายในหัวของจ้าวหอสงครามได้อย่างไร ?
ตูม !
หมัดสุดท้ายสิ้นสุด จ้าวหอสงครามโดนหมัดเข้าเต็ม ๆ พุ่งอัดกระแทกพื้นสังเกตดี ๆ จะเห็นแขนทั้งสองข้างบอบช้ำอย่างหนัก
“นี่...” รองเจ้าสำนักจวี่เซิงถึงกับพูดไม่ออก มันเพ่งมองอีกครั้ง“นี่คงไม่ใช่ความฝันกระมัง ?” จ้าวหอสงครามโดนศิษย์ในสำนักปล่อยหมัดอัดกระแทกพื้นรู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น จบการประลองนี้เห็นทีหน้าตาของจ้าวหอสงครามก็คงไม่เหลือ
หากวัดกันตามพลังกายแล้ว แน่นอนว่าในสำนักนี้จางซีมาเป็นอันดับหนึ่งนอกจากนั้นยังอยู่ในระดับแก่นแท้พลังขั้นกลางสูงสุดอีกแล้วศิษย์ฝ่ายในที่กำลังจะเป็นศิษย์หลักอย่างหนิงเฟยหลงผู้ซึ่งเข้าสำนักมาไม่ถึงหนึ่งปีด้วยซ้ำจะต่อกรอย่างไรได้ แต่.....
“เฮ้อ...หนุ่มสาวพวกนี้อีกไม่นานก็คงก้าวข้ามรุ่นเก่าอย่างพวกเราแล้ว โฮะโฮะ” จ้าวหอโอสถหัวเราะออกมา ใบหน้าเบิกบาน ทำเอาผู้คนสับสน เห็นชัด ๆว่าถอนหายใจก่อนหน้า แต่ตอนนี้กลับมายิ้มเบิกบานจ้าวหอโอสถนับว่าเป็นบุคคลลึกลับคนหนึ่งเลยก็ว่าได้จากนิสัยที่แปลกประหลาดนี้