ใครกันมาเรียกชื่อซ้ำๆ ที่ตรงข้างกาย
มี่ฮวนได้ยินเสียงนั้นแต่นางกลับรู้สึกว่ามันดังมาจากที่ไกลๆที่ใดสักที่หนึ่ง และเมื่อนางดึงสติของตัวเองกลับมาได้แล้วนั้น จึงค่อยรู้สึกตัวว่ากำลังยืนเหม่อลอยอยู่และในหัวของนางกำลังคิดถึงเ้าต้นโม่วยีและเหตุการณ์ในครั้งนั้น
นางคิดถึงมันคิดถึงเหตุการณ์เลวร้ายนั่นอีกครั้ง หลังจากที่ได้ยินชายในตรอกสนทนากันเมื่อคืนนี้
มี่ฮวนหันไปยังเ้าลิ่วที่ยังคงเรียกนางอยู่หลายครั้งแล้วแต่นางมิทันได้เปิดปากตอบ นั่นก็เพราะว่ามัวแต่จมอยู่ในภวังค์ของความคิดอยู่
“เรียกซ้ำๆ ทำไม”
“พวกเขาถามว่าท่านรักษาโรคนอนไม่หลับได้หรือไม่พวกเขาอยากให้ท่านไปรักษา...” เ้าลิ่วบอกนางด้วยเสียงรัวเร็วท่าทางของเ้าลิ่ว นางดูออกว่าเ้าลูกวัวของนางกำลังตื่นเต้น เ้าลิ่วตื่นเต้นจริงๆและนี่ก็คงจำมิได้ว่าคนถาม้าให้ไปรักษาผู้ใดจึงได้หันไปถามยังชายแปลกหน้าห้าคนที่ยืนล้อมวงพวกตนอยู่อีกครั้งหนึ่ง “ให้...ให้ไปรักษาผู้ใดนะขอรับนายท่าน”
หนึ่งในนั้นตอบเสียงห้วน “ท่านจอมมาร เ้าสำนักของเรา”
มี่ฮวนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งมองบุตรชายด้วยอาการเอือมระอา เ้าลิ่วของนางคลั่งพวกจอมยุทธ์ จอมมารเป็พิเศษ ทีแรกนางไม่รู้แต่เมื่อเห็นว่ายามว่างลูกชายของนางจะแอบหาไม้มารำท่วงท่าแปลกๆ ที่คิดขึ้นเองตรงหลังบ้านเช่าตอนลับตานางไม่ก็เปลี่ยนที่เป็ในป่าไกลผู้คนไปเรื่อยๆ
และหากออกไปขายของแล้วได้เจอคนพวกนี้ที่ใดเ้าลิ่วมักมองตามตาค้างเลยทีเดียว และที่ตื่นเต้นอยู่นี่ มิใช่ว่าอยากให้นางไปรักษาคนหรอกน่าจะเป็เพราะอยากใกล้ชิดพวกมีวิทยายุทธ์เ่าั้เสียมากกว่า
ยามปกติมี่ฮวนรับรักษาคนธรรมดาชาวบ้านชาวช่องได้ทุกคนแต่จะให้นางไปรักษาท่านเ้าสำนักที่ดูท่าจะเป็คนสำคัญ ดูท่าแล้ว นางคงรับไม่ไหว
คนสำนักพรรคมารมิใช่เป็พวกโเี้ ชอบทารุณกรรมผู้คนหรอกหรือ แล้วหากนางรักษาไม่หาย มิใช่ว่าจะถูกคนพวกนั้นฆ่าปาดคอดึงแขนดึงขาด้วยม้าให้แยกขาดออกจากกันแล้วโยนทิ้งที่ป่าข้างทางหรืออย่างไร
คิดเอาเองได้เช่นนั้นแล้วมี่ฮวนก็ยกมือทำท่าคำนับคนของพรรคมารอะไรนั่น กล่าวกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“นายท่าน ข้าน่ะมิได้เป็หมออะไรหรอกเ้าค่ะแค่พอรู้เื่ยาบ้างเท่านั้น รักษาผู้ใดมิได้หรอกเ้าค่ะ ต้องขอโทษพวกท่านด้วยนะเ้าคะ”
เ้าลิ่วส่งเสียงครางเรียกนางด้วยท่าทางงวยงงที่เห็นนางปฏิเสธเงิน
มี่ฮวนคิดแล้วก็อดเสียวสันหลังมิได้ต่อให้ต้องหัวขาดเช่นไรนางก็ไม่ไป นางมิได้เป็หมอเสียหน่อย แค่ลักจำตำราบางตำราสูตรยาบางสูตรที่แอบขโมยมาจากโรงหมอ แล้วผสมสูตรเท่านั้น คนที่ซื้อยาของนางไปหายก็มีที่ไม่หายเลยก็เยอะ และที่อาการแย่ลงยิ่งไม่ต้องพูดถึง
หนึ่งในคนกลุ่มนั้นล้วงเอาเงินออกมาถือแล้วเอ่ยถามอย่างเบื่อหน่าย “เงินค่ารักษาในมือของข้า เป็แค่เศษเสี้ยวเท่านั้น ที่เ้าจะได้ หากตกลงว่าจะไปรักษาท่านจอมมารของเราอยากเรียกค่ารักษาเท่าใดว่ามาได้เลย”
มี่ฮวนที่อ้าปากปฏิเสธยืนยันว่าไม่ไปเช่นไรนางไม่ไป พลันนั้นเองที่ต้องหุบปากแล้วนิ่งเงียบอยู่เกือบหนึ่งอึดใจ ก่อนจะพูดขึ้นใหม่ทำทีลองใจคนเ่าั้ออกไปว่า
“หากจะให้ข้ารักษาจนกว่าจะหายข้าคิดค่ารักษาเดือนละ 100 ตำลึงเลยนะเ้าคะ”
“หากรักษาจนหายได้จริง นอกจากเงินเดือนละ 100ตำลึงที่เ้าขอแล้ว ท่านเ้าสำนักของพวกเรายังจะมอบเงินขวัญถุงให้อีก...” ชายคนที่นำเงินออกมาชูตรงหน้านาง เสนอเงินให้ แต่ตอนท้ายประโยคที่บอกจำนวนเงินกลับลดเสียงแ่เบาลง
มี่ฮวนจึงขยับตัวเข้าไปหาพร้อมถามย้ำไปว่า
“ให้อีกเท่าไรนะเ้าคะ”
เมื่อได้คำตอบว่าเป็เงินเท่าไรแล้วนั้น มี่ฮวนก็สะบัดหน้าแล้วหันหลัง เดินหายไปยังทางกลับเข้าบ้านทันทีไม่นานจากนั้นนางเดินออกมาอีกครั้ง พร้อมห่อผ้าที่เก็บพับอย่างไวก่อนจะส่งสายตาบอกเ้าลิ่ว
“ช้าอันใดอยู่ ไปเก็บของของเ้ามาสิเ้าลูกวัว”
นับว่าครั้งนี้เป็ครั้งแรกในชีวิตของมี่ฮวนที่นางได้ขึ้นนั่งบนเกี้ยวมือเล็กแต่ข้อนิ้วแตก ผิวหยาบกร้านเพราะทำงานหนักลูบไล้ไปตามพื้นที่ของเกี้ยวหรูหราส่งเสียงตื่นเต้นขณะััของเ่าั้ไปพลาง
“ท่านแม่ ลุกขึ้นมาเถิด”
เ้าลิ่วบอกยิ้มๆ มิได้มีทีท่าว่าจะอายแต่อย่างใดที่เห็นอาการของมารดาเป็เช่นนั้นมี่ฮวนปัดมือของลูกที่ยื่นมาจะดึงนางขึ้นให้พ้นตัวเพราะยังสำรวจไม่ทั่วดี พลันนั้นสายตาของนางไปสะดุดเข้ากับของตกแต่งในเกี้ยวจึงยอมย้ายจากที่นั่งตรงพื้น ไปยังอีกมุมแล้วยกมือลูบไปกับสิ่งนั้น
ช่างเรียบ ลื่น ทั้งยังเย็นสบาย ให้ความรู้สึกล้ำค่าสูงศักดิ์ยิ่งนักสีของมันเหลืองอร่ามงามตา ยิ่งลูบยิ่งรู้สึกดี
มี่ฮวนร้องออกมาคำหนึ่งก็ลูบมือไปตามขอบของเกี้ยวที่ประดับด้วยทองเ่าั้แล้วจึงหันมาถามเ้าลิ่ว
“ดูนี่ ใช่ของจริงหรือไม่”
“หากข้ามองไม่ผิด คล้ายว่าใช่นะท่านแม่”
เ้าลิ่วตอบนางแล้วก็เปิดผ้าม่านหน้าต่างยื่นหน้าออกไปมองเหล่าคนที่บนหลังม้าแล้วผลุบหน้าเข้ามานั่งยิ้มที่ในเกี้ยว
“เ้าโตเพียงใดกันเชียวเ้าลูกวัวจึงมองของออกว่าจริงหรือไม่จริง”
“เกี้ยวดูหรูหราใหญ่โตเช่นนี้ ของประดับในนี้คงต้องเป็ของจริงด้วย ข้าคิดว่าเป็เช่นนั้นนะท่านแม่”
มี่ฮวนยิ้มอย่างพึงพอใจในความคิดของเ้าลิ่ว
ไม่เสียแรงที่อุ้มท้องมานานสองเหมันต์สองคิมหันต์ สองวสันตฤดู เ้าลูกวัวนี่ฉลาดได้เืของนางมาแท้ๆ เลยทีเดียวคิดแล้วใบหน้าพลันกระหยิ่มยิ้มย่อง
พวกนางสองแม่ลูกต้องออกเดินทางจากเมืองท่าที่เพิ่งย้ายมาไปยังอีกเมืองหนึ่ง เมืองที่มี่ฮวนไม่ทันได้ฟังเสียด้วยว่าจุดหมายคือเมืองชื่อว่าอันใดเพราะจำนวนค่าตอบแทนที่นางเอียงตัวลงไปฟังนั้น กดทับแก้วหูของนางเสียจนฟังสิ่งใดแทบไม่ได้ยินอีกแล้ว
ตอนที่สะบัดหน้ากลับเข้าบ้าน มี่ฮวนไม่ลืมรื้อค้นตำราเปิดออกดูชื่อยาหาว่ามีตัวใดบ้างที่นางเคยจดบันทึกไว้ ว่ามันสามารถช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับได้ ก่อนจะนำมารวมกันกับตำราอีกเล่มที่แอบขโมยมาจากโรงหมอของท่านอาจารย์เมื่อคราวที่ถูกไล่ออกมา แม้จะผ่านมาหลายปีแล้วแต่ตำรายังคงอยู่ มี่ฮวนลงมือคัดลอกตำราขึ้นใหม่ด้วยตนเองแม้อ่านยากไปบ้าง แต่นางเข้าใจและพอจับใจความได้
“ถึงแล้วขอรับท่านหมอ”
เสียงบอกมาจากนอกเกี้ยวเมื่อนางกับเ้าลิ่วนั่งๆ นอนๆ มานานหลายชั่วยาม พอเปิดผ้าม่านออก พบว่าจุดหมายมิได้ผิดไปจากที่นางคาดไว้
เรือนพักขนาดใหญ่สูงสง่าหลายหลังอยู่ใต้หลังคางุ้มรูปทรงประหลาดหากมองจากตรงที่ยืน ราวกับทุกสิ่งในนี้มีชีวิตและกำลังจับจ้องคนที่ย่างก้าวขาเข้ามาในอาณาบริเวณนี้อยู่และอย่าได้คิดแตะต้องข้าวของภายในเป็เด็ดขาด หากผู้เป็เ้าของมิได้ออกปากอนุญาต
ชายที่นำพานางมาผายมือเชิญให้ตามไปเดินตามไม่นาน คนผู้นั้นเอ่ยขึ้นพร้อมหยุดลงที่ตรงหน้าเรือนพักหลังไม่ใหญ่นัก แต่ก็ใช่ว่าจะเล็กมองแล้วใหญ่กว่าบ้านที่นางกับลูกเช่าอยู่ถึงสองเท่าเลยทีเดียว
เรือนพักที่นางยืนมองสำรวจหลังนั้นหรูหราอลังการใช้ได้แค่ประตูก็ใหญ่โตกว่าฝาบ้านของนางเสียอีก รูปแบบเช่นนี้มิใช่มีแค่ในมหาราชวังบ้านคหบดีหรอกหรือ นางพบเห็นมาบ้างหลายต่อหลายหลังแต่ไม่งดงามแปลกตาเท่านี้
นี่นางจะได้พักได้นอน ได้อาศัยในสถานที่สวยงามเช่นนี้จริงๆ หรือ
“พวกท่านสองคนพักอยู่ที่นี่ไปก่อน”
อา...นั่นคือคำตอบสินะ
มี่ฮวนยิ้มมุมปากเล็กน้อยนางเลิกสนใจเรือนพักชั่วขณะ แล้วเอ่ยถามออกไปหนึ่งประโยค
“ท่านจะให้ข้ารักษาท่านเ้าสำนักเมื่อใดหรือเ้าคะ”
“เื่นี้รอให้ข้าเข้าไปแจ้งท่านเ้าสำนักก่อนว่าท่านหมอมาถึงแล้วหากได้คำตอบเช่นไร จะรีบมาเรียนท่านหมอให้ทราบอีกครั้งขอรับ”
มี่ฮวนร้องเบาๆด้วยความเสียดายอยู่ในใจ
มองตามสายตาของชายผู้ที่นำทางพามายังที่พำนักก็พออ่านความคิดของทางนั้นออกคงกำลังนึกตำหนินางที่เอ่ยถามอย่างรีบร้อนเช่นนี้เป็แน่
ที่รีบร้อนมี่ฮวนยอมรับ เป็เพราะนางอยากได้เงินจำนวนมากมายที่ว่านั่นหากได้พบท่านเ้าสำนักไวขึ้น ได้ทำงานให้เขาแล้ว นางก็จะได้รับเงินไวขึ้น
“เชิญท่านหมอพักผ่อนเสียก่อน”
ชายผู้นำพาเอ่ยอย่างใจเย็นเดินนำหน้าบ่าวรับใช้คนอื่นๆ แล้วพากันเดินตามๆ กันออกไป นางจึงได้มีโอกาสสำรวจเรือนพักของตนเองต่อจากนั้น
นางกับเ้าลูกวัวนั่งพักอยู่ครึ่งชั่วยามได้ชายในชุดแปลกตาก็มายืนเรียกที่หน้าเรือนที่พัก
“ข้าคือพ่อบ้านเฉิงคอยดูแลทุกอย่างในสำนักมารแห่งนี้ขอรับ” เขาแนะนำตัวแล้วผายมือบอกนางต่อจากนั้น“หากท่านหมอพร้อมที่จะให้การรักษาแล้ว ขอเชิญทางนี้เลยขอรับ”
คงไปบอกท่านจอมมารอะไรนั่นแล้วสินะถึงได้มาเชิญนางไปพบได้
มี่ฮวนให้คำตอบกับตัวเองถอนใจอย่างโล่งอกแล้วออกเดินตามไป นึกได้ก็หันมาบอกเ้าลิ่ว
“เ้ารออยู่ที่นี่อย่าได้ซุกซนทำข้าวของแตกหักเสียหายล่ะ เข้าใจหรือไม่”
เ้าลูกวัวของนางยิ้มแล้วพยักหน้าตอบรับอย่างเร็วไวนางจึงหันหลังแล้วเดินออกจากเรือนที่พักตรงไปตามทางเดินอีกทาง
เรือนที่นางมาถึง
ไม่สินางได้ยินพ่อบ้านเฉิงเรียกว่า ‘ตำหนักเหนือฟ้า’ ที่คงเป็เรือนพักของท่านเ้าสำนักมารแห่งนี้
ตำหนักตรงหน้าของนางนี้เป็สีดำมืดทั้งตำหนัก
รอบด้านมีต้นไม้ปกคลุมสูงใหญ่ยิ่งทำให้ตำหนักตรงหน้าดูครึ้มและน่ากลัวมากยิ่งขึ้น
ต้องแบบนี้จึงจะเรียกว่าที่พักของท่านจอมมาร
ประเดี๋ยวพอเข้าไปในนั้นแล้วนางคงเห็นท่านจอมมารนั่งบนบัลลังก์ที่ทำมาจากกระดูกของคนแน่ๆ และท่านจอมมารอะไรนั่นน่าจะสวมใส่เสื้อผ้าสีเดียวกับตำหนักของตนเองใบหน้าคงดูแข็งแกร่งดุดัน น่าเกรงขามเป็อย่างมาก
มิคิดเลยว่าเมื่อนางเข้าไปที่ด้านในของตำหนักกลับพบว่าบรรยากาศด้านในมิได้เป็อย่างที่คิด ในนั้นมีร่างสูงใหญ่ที่นั่งพูดคุยราวกับชาวบ้านร้านรวงล้อมวงกันเต็มโต๊ะกลม
แต่มีร่างใหญ่สะดุดตาผิดจากผู้อื่นอยู่ร่างหนึ่งนั่นคือชายที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ตัวใหญ่ที่สุด ชายผู้นั้นดูโดดเด่นเป็อย่างมาก
โดดเด่นด้วยรัศมีบางอย่าง
และใบหน้าของชายผู้นั้นก็ดู...ดูหล่อเหลาผิดจากที่นางคาดคิดหล่อผิดจากมนุษย์ปุถุชนคนทั่วไปที่มี่ฮวนเคยพบพาน
“ท่านหมอมาแล้วขอรับ”
พ่อบ้านเฉิง คนที่นำพานางมายกมือประสานบอกยังชายผู้นั้นที่มี่ฮวนจ้องหน้าเขานิ่งอยู่
มี่ฮวนกระแอมเบาๆเตือนสติตนเองให้เลิกจ้อง บังคับตนเองส่งยิ้มให้ท่านเ้าสำนักพรรคมาร แล้วค่อยเอ่ยออกไปเป็ประโยคแรกคล้ายจะทักทาย แต่ฟังแล้วดูท่าว่าจะมิใช่ เหมือนว่านางประหม่าเสียมากกว่า
“ที่แท้เป็ท่านนี่เองที่ข้าต้องรักษา”
มี่ฮวนเอ่ยออกไปแล้วก็นึกตำหนิตนเองก่อนให้คำตอบในใจว่านางเพียงถามอย่าง้าผูกมิตรเท่านั้น แต่กลับไร้การตอบสนอง ไม่มีเสียงตอบไม่มีเสียงของสิ่งใดหรือผู้ใดในห้องส่งกลับมาให้นางเลย ราวกับอยู่ในดินแดนไร้เสียง
ท่านเ้าสำนักผู้นั้นมองนางนิ่งสายตาของเขาเหมือนกับ้าบางอย่างจากนาง ในแววตาของเขาดูคล้ายมีความคาดหวังถึงบางสิ่งอยู่คาดหวังอันใด มี่ฮวนถามตนเองแล้วก็ไม่เข้าใจว่าเขาคาดหวังถึงสิ่งใดหรือเป็นางที่คิดไปเอง แล้วจึงพูดทำลายความเงียบขึ้นอีกหนึ่งประโยค
“ไม่ทราบว่าท่านมีอาการเช่นไรบ้างเ้าคะ”
นางเองก็มองเขาก่อนจะมองไปยังชายพ่อบ้านที่นางตามเขามายังเรือนแห่งนี้แล้วเอ่ยขึ้นใหม่“หากไม่สะดวกตอบ เช่นนั้นข้าขอตรวจร่างกายของท่านเสียเลยได้หรือไม่เ้าคะ”
มี่ฮวนถามจบ ก็พบว่าสายตาของท่านเ้าสำนักมองยังคนที่นั่งข้างๆทั้งสองผู้นั้นพากันขยับลุกอย่างเร็วพลัน นางจึงเดินเข้าไปตรงด้านข้างของเก้าอี้ เพื่อจัดการนั่งลงแล้วทำท่าตรวจเหมือนอย่างเช่นที่เคยเห็นท่านพี่และอาจารย์ในโรงหมอตรวจคนป่วยคนอื่นๆ
จ้าวหลิวไม่คิดมาก่อนว่าการได้พบกันอีกครั้งหลังจากผ่านมาเป็สิบปีจะให้ความรู้สึกคาดหวัง
ครั้งเมื่อตอนอยู่ในถ้ำนั้นแม้เห็นหน้าไม่ชัดเจน แต่เขากับััได้ในทันทีว่าคือนาง และเมื่อได้เห็นหน้ากันแบบต่อหน้าต่อตาเช่นนี้เขาจึงอดคิดไม่ได้ว่านางจะรู้หรือไม่ว่าเป็เขา
จ้าวหลิวยังคงจ้องนางนิ่งอยู่เช่นนั้นคาดหวังว่านางจะจำเขาได้บ้าง แต่กลับไม่เป็อย่างที่คาด แววตาอ้างว้างฉายแววประหลาดใจปะปนไปกับความรู้สึกหนึ่งที่จู่ๆก็สว่างวาบเข้ามาในหัวใจของเขา
“อาท่านเ้าสำนักท่าทางจะนอนไม่หลับมานาน ตาของท่านแข็งค้างเช่นนี้ เป็เพราะพลังงานในร่างกายไม่สมดุลกันเ้าค่ะจากที่ข้าตรวจ พบว่าเป็พลังงานหยินที่พร่องมากเกินไป...”
เพียงคำพูดแรกที่นางพูดออกมาเขาก็จำเสียงของนาง แต่เมื่อครู่นั้น เขามัวแต่จดจ้องมองนางอยู่จึงพูดคำใดตอบโต้ไปไม่ทัน
“เช่นนั้นให้ข้าได้ตรวจร่างกายของท่านก่อน”
มี่ฮวนเพียงพูดขอเ้าของร่างสูงใหญ่ที่เป็เ้าสำนักไฮว่ชั่วก็ขยับตัวเข้ามาใกล้นาง
ใกล้เกินไปหรือไม่
ใกล้เสียจนใบหน้าของเขากับนางห่างกันไม่มาก เพียงฝ่ามือขวางหน้าไว้เท่านั้น
มันคงไม่เป็อันใดหรอกหากว่าในตำหนักแห่งนี้มีเพียงสองคน แต่ตอนนี้นับนางแล้ว นับเขาแล้ว ยังมีพ่อบ้านเฉิงและบรรดาคนอื่นๆอีกห้าคนที่ห้อมล้อมวงอยู่ บรรยากาศจึงดูแปลกไปสักนิด
มี่ฮวนเห็นใบหน้าหล่อเหลาของท่านเ้าสำนักไฮว่ชั่วยื่นเข้ามาหานางเสียใกล้หัวใจของนางพลันเต้นแปลกๆ เป็นางเองที่จำต้องขยับตัวถอยออกห่าง
เมื่อเห็นว่าไกลพอจะตรวจกันได้แล้วจึงพูดด้วยเสียงขึงขังให้ดูน่าเชื่อถือ อย่างที่เคยเห็นๆ มาเมื่อตอนอยู่ที่โรงหมอ
“ขอข้าตรวจชีพจรของท่านก่อนนะเ้าคะ”
นางบอกแล้วยื่นมือจับที่ข้อมือของท่านเ้าสำนัก
มี่ฮวนนำข้อมือนั้นวางลงบนผ้าที่ตระเตรียมมาอย่างดีจับจังหวะการไหลเวียนของโลหิต พร้อมกับลากสายตาลงมองที่พื้นเลียนท่าทางที่นางเคยเห็นอาจารย์ที่โรงหมอชอบทำ
เื่ตรวจชีพจรนั้นนางรู้มาบ้าง แต่ไม่ลึกซึ้งมากพอจะระบุโรคได้อย่างอาจารย์ แต่ก็พอรู้ว่าปกติเต้นเช่นไรชีพจรของท่านเ้าสำนักมารผู้นี้ ไม่พบความผิดปกติอันใดเลย
มี่ฮวนเงยหน้าขึ้นมองท่านเ้าสำนักเห็นเขาก้มลงมองนางนิ่งอยู่ คล้ายค้นหาสิ่งใดอยู่จากใบหน้าของนาง ก็ให้รู้สึกอึดอัดขึ้นไม่น้อย
นางขยับตัวออกห่างจากเขาเพื่อบอกตัวเองว่านางขอระยะห่างในการตั้งหลักเสียหน่อย
แต่แล้วคนรอบๆกลับไม่ให้โอกาสนางได้ตั้งหลักเอาเสียเลย เสียงหนึ่งจากคนผู้หนึ่งเอ่ยถามอย่างร้อนใจ
“เป็เช่นไรบ้างท่านหมอพบสิ่งใดหรือไม่”
“ปกติดีทุกอย่างเลยเ้าค่ะ”
มี่ฮวนพูดแล้วก็ทำท่าจะตรวจให้เยอะเข้าไปอีกเพื่อให้ตนเองดูเป็ท่านหมอที่ทรงคุณค่า คุ้มกับเงินเดือนละ 100 ตำลึง
“ลองอ้าปากหน่อยนะเ้า...”
คำว่า ‘คะ’ มี่ฮวนยังมิทันได้พูดออกมาเลยคนตรงหน้าของนางก็อ้าปากเปิดออกให้ดู
มี่ฮวนใกับปฏิกิริยาของท่านเ้าสำนักเล็กน้อยพอตั้งสติของตนได้ นางก็ทำท่าเอียงซ้ายเอียงขวาเหมือนตรวจความผิดปกติในปากของคนตรงหน้าอย่างใส่ใจสุดกำลัง
นางทำท่าส่องไปเช่นนั้นเองแล้วยื่นมือปิดปากของท่านเ้าสำนักลงช้าๆ เพราะไม่รู้ว่าจะตรวจสิ่งใดต่อไปดีก็นางมิใช่หมอนี่นา แค่สวมรอยมา เพราะอยากได้เงินเท่านั้น
ไหนๆก็ตรวจปากแล้ว เอาอีกหน่อยก็แล้วกัน ให้ครบๆ ไป
“ขอตรวจดวงตาของท่านอีกหน่อยนะเ้าคะ”
มี่ฮวนขอแล้วขยับออกห่างเล็กน้อยมองนิ่งไปที่ดวงตาสีดำของท่านเ้าสำนักมาร ที่มีสีดำ ดำเหลือบ...
มี่ฮวนชะงักไปเมื่อพบว่าดวงตาของท่านเ้าสำนักมารเป็สีดำก็จริง แต่มันมีเหลือบแดงอยู่ตรงกลางดวงตาของเขาด้วย
มี่ฮวนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากใจของนางสั่นไปหมด หัวใจของนางกระแทกตัวเต้นแรงขึ้นในตอนนั้นเอง นางนิ่งไปเพียงลมหายใจเข้ายังมิทันได้พ่นลมหายใจออกมา ก็รีบยกมือที่เริ่มสั่นเล็กน้อยขึ้นไปตรงใบหน้าของท่านจอมมาร
“ปิดตาลงหน่อยนะเ้าคะ”นางสั่งเสียงเบาลง
และท่านเ้าสำนักไฮว่ชั่วก็ทำตามอย่างว่าง่ายเสียด้วย
มี่ฮวนทำทีเป็มองไปยังผู้อื่นที่เหลือที่มิใช่ท่านจอมมาร ก็พบว่าพวกเขาเ่าั้มีดวงตาสีดำที่ดูเหมือนจะมีเหลือบแดงกันหมดเลยนี่
นางชาไปทั้งตัวมี่ฮวนรีบกลบเกลื่อนความรู้สึกหวาดกลัว หวาดหวั่นด้วยการสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ นางยกมือคลำไปตามคิ้วตามดวงตาของท่านเ้าสำนักมาร แล้วชักมือของตนกลับ เมื่อพบว่าหัวใจของนางเต้นแรงมากยิ่งขึ้น
“เป็เช่นไรบ้างท่านหมอ”เสียงใหม่เสียงหนึ่งเอ่ยถามนาง
มี่ฮวนนิ่งเพื่อรวบรวมสมาธิ
จะบอกว่าปกติได้หรือเช่นนั้นคงถูกฆ่าตาย นั่นไม่น่ากลัวเท่ากับไม่ได้เงินค่าจ้าง
เช่นนั้นต้องตอบอย่างไร