ตอนที่ 92
กล่าวถึง [สิทธิ์พิเศษนอกเหนือกฎ]ที่สองผู้อาวุโสหยิบยื่นเสนอ เหยาซาน... แน่นอนว่าสำนักสายลมประจิมเป็นสำนักใหญ่ระดับทวีปหมู่ศิษย์น้อยใหญ่ที่รวมกันนั้นแม้ไม่ถึงหลักหมื่นแต่ก็นับได้หลายพันคนดังนั้นการจะทำให้ผู้เยาว์จำนวนมากเหล่านั้นอยู่ในกรอบระเบียบอย่างเคร่งครัดย่อมต้องมีกฎระเบียบครอบคลุมที่ชัดเจน...
กฎของสำนักแบ่งออกเป็นสองขั้น หนึ่งคือกฎพื้นฐานและสองคือกฎร้ายแรง… สำหรับศิษย์ที่ก่อคุณงามความดีให้กับสำนัก ถึงในระดับที่ชนชั้นผู้นำสำนักให้การยอมรับจะได้รับรางวัลเป็น [สิทธิ์พิเศษนอกเหนือกฎ] สิ่งนี้มีผลให้ศิษย์ผู้ที่ได้ก่อคุณงานความดีนั้น สามารถเลือกที่จะเพิกเฉยต่อกฎพื้นฐานข้อหนึ่งได้โดยจะไม่นับว่าเป็นผิดต่อสำนัก...
ถือเป็นอภิสิทธิ์พิเศษที่ศิษย์ทุกคนล้วนอยากได้... ยกตัวอย่างเช่นกฎพื้นฐาน ข้อที่ 12 มีบัญญัติ [ห้ามชนชั้นศิษย์สอนสั่งชนชั้นศิษย์ด้วยกันเองโดยไม่ได้รับอนุญาต] หากเลือกที่จะเพิกเฉยต่อกฎพื้นฐานในข้อนี้จะสามารถทำให้ศิษย์ผู้หนึ่งสอนสั่งศิษย์คนอื่นได้โดยไม่ผิดต่อกฎต่อให้ถึงขั้นลงไม้ลงมือ ขอเพียงไม่ลงมือหนักถึงขั้นพิการ หรือเสียชีวิตก็จะไม่ถูกสำนักกล่าวโทษ...
ซึ่งการเพิกเฉยต่อกฎนั้น ขึ้นอยู่กับว่าศิษย์ผู้นั้นจะเลือกใช้ในทิศทางใดแต่แน่นอนว่าสำหรับกฎร้ายแรงอย่างเช่น การสังหารคนในสำนัก หรือขัดคำสั่งต่อระดับผู้อาวุโสไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ในนั้นด้วย จะเลือกได้เฉพาะกฎระดับพื้นฐานที่ไม่นับเป็นเรื่องใหญ่โต...
และตัวของ เหยาซาน ก็รู้เรื่องเกี่ยวกับ สิทธิ์พิเศษนอกเหนือกฎนี้เป็นอย่างดีจากการอ่านกฎระเบียบของสำนักมาอย่างละเอียดแล้วก่อนเข้าสำนัก ทั้งยังมีความต้องการในส่วนลึกอยากจะเพิกเฉยต่อกฎอยู่ข้อหนึ่ง ที่ปิดกั้นความปรารถนาบางอย่างของตนเองเอาไว้เช่นกัน...
เจ้าสำนักอวิ๋น และ รองเจ้าสำนักเตีย ได้แต่แสดงสีหน้าเหนื่อยหน่ายใจมิอาจห้ามปรามการประชันข้อเสนอของทั้งสองได้ เพราะว่าทั้งสองผู้อาวุโสนับว่ามีความมั่งคั่งในสถานะของตนเองทรัพยากรที่ถูกนำมาเสนอยื่น ถึงจะกล่าวว่าเป็นทรัพยากรของสำนักแต่ทั้งสองก็มีสิทธิ์ขาดในการจับจ่ายได้อิสระจากตำแหน่งที่ถือครอง ถึงสถานะของอวิ๋นหยางหลิ่ง และ เตียมู่หยง จะมีศักดิ์ที่สูงกว่า แต่ก็อยู่คนละส่วนของการดูแล ไม่อาจเข้าไปก้าวก่าย...
หากศิษย์สายนอกที่ได้รับข้อเสนอเหล่านี้ไร้ความสามารถ เชื่อว่าอวิ๋นหยางหลิ่ง และ เตียมู่หยง ก็อาจจะโต้แย้งขึ้นบ้าง ทว่าหากเป็นศิษย์ระดับที่เป็นความภาคภูมิใจของสำนักไม่ว่าจะเสียทรัพยากรเท่าใดก็นับว่าคุ้มค่าในการอุ้มชู เมื่อนึกถึงความสำเร็จในอนาคตที่ห่างไกล...
“ว่ายังไง เหยาซาน!!ตกลงว่าเจ้าจะเลือกแผนกใด” ผู้อาวุโสเถิง เอ่ยถามด้วยความร้อนรน สายตาของผู้อาวุโสจาง ที่มองตรงมาก็เกิดความรู้สึกบีบคั้นขึ้นมิแตกต่างกัน...
เหยาซาน ที่เวลานี้กลายเป็นจุดรวมสายตาของทั้งสี่ผู้ชราในโถงตำหนัก...จู่ ๆ ก็ได้แสดงท่าทีและแววตาที่เบื่อหน่าย ซึ่งแฝงไว้ด้วยความเศร้าสลดประหนึ่งว่าไม่มีข้อเสนอของผู้อาวุโสคนใดอยู่ภายใต้ความสนใจ เด็กหนุ่มทอดสายตาที่อธิบายยากยิ่งตรงมายังสองผู้อาวุโสที่กำลังคาดคั้นคำตอบ ทำเอาทั้งสองคนต่างสะดุ้งสะเทือนโดยไร้ที่มา...
เสียงถอนหายใจแสนหนักอึ้งพรืดยาว...
“ขอบคูณผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองท่านที่คาดหวังและหมายมั่นในตัวศิษย์ยากไร้ผู้นี้...อันที่จริงตัวศิษย์เองก็พอจะทราบว่าตนนั้น มีความสามารถเลิศล้ำไร้เพดานขว้างกั้นหากตั้งใจฝึกฝนสิ่งใดล้วนแตกฉานง่ายดายประดุจอ่านลายเส้นฝ่ามือตนเอง รู้สึกเหนื่อยหน่ายอยู่ไม่น้อยกับพรสวรรค์ที่น่าอิจฉาจนทำให้หลายคนชิงชังในความสามารถที่สวรรค์หยิบยื่น...
สิ่งล้ำค่าประการใดในใต้หล้า ใช่ว่าจะศิษย์จะต้องเลือกสรร กลับกัน! สิ่งเหล่านั้นสมควรวิ่งตรงเข้ามาหาศิษย์เอง จากโชควาสนาที่พรั่งพรูสูงดังชั้นฟ้า...หากเปรียบเป็นดวงดาวบนท้องฟ้าไร้สิ้นสุด ตัวศิษย์คงเปรียบเสมือนตะวันเพียงหนึ่งเดียวที่ดวงทุกดวงจำต้องโคจรรายล้อมร้องขอแสงสว่างและความอบอุ่นที่แผ่กระจายออกไป...”
กล่าวถึงจุดนี้ เหล่าชายชราทั้งสี่ล้วนใบหน้าบิดงออัปลักษณ์ คาดเดาไม่ถึงจริงๆ ว่าจะต้องใช้ความเหิมเกริมลำพองเพียงใด จึงจะกล้ากล่าววาจาพรึงเพริดไร้ยางอายได้เช่นนั้นพูดราวกับตนเองเป็นเทพที่ถูกบังคับให้มาจุติเพื่อโปรดมนุษย์โลกก็ไม่ปาน
กระทั่ง เตียมู่หยง ยังถึงกับสำลักน้ำชาที่ไม่กล้าไหลลงลำคอ...เจ้าสำนักอวิ๋น หว่างคิ้วยับย่น เผยความสลับซับซ้อนที่อ่านเจตนาของเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ออกว่าทำไมจึงยกยอตนเสมอฟ้าดินเช่นนั้น... ผู้อาวุโสเถิง และ ผู้อาวุโสจาง หยิบผ้าบางปาดเหงื่อพร้อมกันนึกชั่งใจอยู่ว่าเจ้าเด็กคนนี้ ยังสติดีอยู่หรือไม่หลังตกจากหน้าผาเสียดฟ้า...
เหยาซาน มุมปากประดับยิ้มอ่อน หลังเห็นสีหน้าของทุกคนในเวลานี้เป็นไปตามที่คาดหวัง...ก่อนจะเริ่มกล่าวต่อ เพื่อเข้าเจตนาแท้จริงซึ่งแอบแฝง...
“แต่ถึงแม้ตัวศิษย์จะเป็นที่ครั่นคร้านเพียงนั้น... ทว่าศิษย์ก็เป็นมนุษย์สามัญผู้หนึ่งที่มีความรักตัวกลัวตายเป็นที่ตั้ง... คุณค่าในชีวิตของศิษย์ที่เจิดจรัสถึงเพียงนั้นไหนเลยจะสามารถนำมาแลกเปลี่ยนได้กับ อาวุธอักขระทั่วไปชิ้นหนึ่งหรือโอสถเพียงสองสามหยิบมือ...
ศิษย์เพิ่งจะผ่านความเป็นความตายมาหมาด ๆ ตกจากหน้าผาสูงกว่า 800 จั้งทั้งยังต้องมาเจอกับความมุ่งร้ายแห่งสายลมสีเขียวที่ไม่รู้จักหากศิษย์ยังอยู่ในสำนักสายลมประจิมแห่งนี้ต่อไป ใครจะกล้ารับประกันว่า ศิษย์จะไม่พบเจอความโชคร้ายเฉกเช่นเดิมอีก...ยิ่งหากศิษย์ยังเดินเพ่นพ่านในละแวก เจ้าความมุ่งร้ายแห่งสายลมสีเขียวนั่นย่อมรับรู้ว่าศิษย์ได้รอดชีวิตคราหนึ่งแล้วไม่นานคงกลับมาสังหารศิษย์ให้สิ้นอีกครั้ง เรื่องเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!!
ดังนั้นศิษย์จึงคิดว่าเพื่อรักษาชีวิตอันทรงคุณค่าของตนเพื่อให้กลายเป็นอัญมณีโดดเด่นแห่งทวีปในภายภาคหน้า ศิษย์คงไม่สามารถเลือกแผนกใดได้และจำต้องขอออกจากสำนักสายลมประจิมไปสักระยะ เพื่อรักษาอาการ [เสียขวัญ] ของตนเองในเวลานี้...”
สีหน้าและแววตาของ เหยาซาน เต็มไปด้วยความเศร้าสลดแสดงท่าทีเพื่อให้เหล่าผู้อาวุโสได้เห็นอกเห็นใจในความยากลำบากที่ตนเลือกครั้งนี้...
ซ้ำยังใช้วิกฤตอันตรายก่อนหน้านี้ ตัดพ้อว่าตน [เสียขวัญ] จนไม่อาจเพ่นพ่านในสำนัก... ทั้งที่ไม่ว่าจะมองในมุมใดกับคนที่ไม่ยินยอมจะรับความตาย ใช้ความพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองรอดชีวิตด้วยความห้าวหาญเกินช่วงวัยบุคคลประเภทนี้ไหนเลยจะเป็นคนขวัญอ่อน หวาดหวั่นจนเสียขวัญได้จริง ๆ
เหล่าชายชราทั้งสี่ล้วนอ้าปากนิ่งค้างไปชั่วขณะ ใช้เวลากว่าสามสี่อึดใจจึงจะสามารถไล่เลียงสติของตนกลับมาและพิจารณาในความหมายที่เด็กหนุ่มกำลังกล่าวขึ้นมาเมื่อครู่นี้...ทั้งสี่ล้วนเป็นชายชราที่กร้านโลก ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับร้อยปี พบพานผู้คนต่อให้ไม่ถึงหลักแสนแต่ก็น่าจะหลายหมื่น ไหนเลยที่จะมองไม่ออก...
ว่าแท้จริงแล้ว เหยาซาน มิได้อยากจะออกจากสำนักตามปากว่า... แต่กำลังต้องการให้ทุกคนยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อฉุดยื้อตัวมันไว้ในสำนักต่างหาก!! อาวุธอักขระชิ้นหนึ่งหรือแม้แต่โอสถที่หยิบยื่นเสนอ คล้ายว่าจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของเด็กหนุ่ม!!
ยิ่งเห็นว่าสองผู้อาวุโสสูงสุดต้องการยื้อแย่งให้ตนเองเข้าสู่แผนก ฝ่ายเด็กหนุ่มก็ยิ่งแสวงหาผลประโยชน์ที่มากยิ่งขึ้นพรรณนาสรรพคุณตนเองเหนือล้ำเพื่อให้ทุกคนเห็นคุณค่า ว่าไม่ควรจะสูญเสียตนไปถึงจะเป็นการอวดโอ้ที่เกินจริงอยู่หลายส่วน แต่มันก็ได้แสดงให้เห็นถึงปณิธานที่เชื่อมั่นและไหวพริบที่เปี่ยมล้น...
อวิ๋นหยางหลิ่ง อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มชรา หันมองขึ้นด้านบนพลางหัวเราะชอบใจ...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ทั่วยุทธภพกว้างใหญ่ จอมยุทธใดบ้างไม่ละโมบ...แต่ข้าก็เพิ่งจะเคยพบพานนี่แหละ ผู้ที่กำลังเสนอขายตนเองให้กับผู้อื่นได้โดยไร้ยางอาย...ช่างไม่ธรรมดาเสียจริง ๆ”
เตียมู่หยง ในฐานะผู้ที่ผลักดัน เหยาซาน เข้ามาในสำนักรู้สึกถึงทะลอกคลื่นบางอย่างซัดโครมถาโถมจิตใจ ท้องไส้ปั่นป่วนเป็นระวิง กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจะเอ่ยปากหยุดยั้งก็ใช่ที่ ถึงยังไงตนก็เคยให้คำมั่นไปแล้วว่าจะสนับสนุนเด็กคนนี้อย่างที่สุด...
สองผู้อาวุโส กลับกลายเป็นสองผู้ชราที่ใบหน้าอัปลักษณ์...แต่มาถึงจุดนี้แล้วไหนเลยที่ทั้งคู่จะสามารถล่าถอย มีแต่เพียงยื่นข้อเสนอไปจนกว่าเด็กเบื้องหน้านี้จะพึงพอใจและเลือกเข้าสู่แผนกของตนเท่านั้น...
ผู้อาวุโสเถิง กัดฟันแยกเขี้ยวขึ้น...
“สามชิ้น!! ข้าจะให้อาวุธอักขระแก่เจ้าสามชิ้น... สองชิ้นเพื่อให้เข้าสู่แผนกของข้าส่วนอีกหนึ่งชิ้น เพื่อปลอมขวัญที่เสียไปของเจ้า!!”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นพลันหายใจถี่กระชั้นด้วยความตื่นเต้น... ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดมิให้เผยท่าทีกระหายในอาวุธอักขระทั้งสามชิ้นที่ถูกเสนอยื่นเร่งสงบสติอารมณ์ก่อนจะเหลียวมองไปยัง ผู้อาวุโสจาง ประหนึ่งใช้สายตาแทนคำพูดว่ามีสิ่งใดจะเสนอปลอมขวัญตนหรือไม่...
ผู้อาวุโสจาง ใบหน้าเคร่งขรึมหนวดเคราพลันกระตุกเป็นระยะ...ไม่คิดว่า ผู้อาวุโสเถิง จะกล้าเทหมดหน้าตักถึงขั้นเสนออาวุธอักขระมากถึงสามชิ้นเพื่อให้ศิษย์สายนอกเพียงผู้เดียวยอมรับ!! ทั้งที่ต่อให้เป็นระดับศิษย์หลัก การจะได้อาวุธอักขระสักชิ้นจากสำนักนั่นเท่ากับว่าต้องทำภารกิจเสี่ยงตายให้สำนักนับครั้งไม่ถ้วน...
แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ไหนเลยที่ชายชราแซ่จางจะสามารถร่นถอยยอมแพ้อย่างน้อยก็ขอยื่นข้อเสนอให้สูสีเพื่อให้ เหยาซาน แสดงความลังเลใจให้ได้เห็นขึ้นมาบ้างมิเช่นนั้นตนอาจถูกมองว่าด้อยกว่า ผู้อาวุโสเถิง...
“สัตว์อสูรแท้ วิหคพาหนะหนึ่งตน คือสิ่งที่ข้าเสนอปลอบขวัญของเจ้า!!”
“!!!!!!!!!!!” เหยาซานด้วยตาเบิกโพลงโดยพลัน
“สัตว์อสูรแท้ วิหคพาหนะ!!”
เด็กหนุ่มในยามนี้จิตใจและร่างกายสั่นสะท้านรุนแรงมาก แน่นอนว่าวิหคพาหนะนั้นหายากยิ่งกว่าหายากสามารถทำให้คนผู้หนึ่งเดินทางบนท้องฟ้าได้อย่างอิสระตามแต่ใจต้องการทั้งยังมีความเร็วในการเดินทางที่อาชาหรือสัตว์อสูรเทียมพาหนะทั่วไปไม่อาจเทียบเคียงด้านมูลค่าในท้องตลาดอาจจะมากกว่าอาวุธอักขระสามชิ้นด้วยซ้ำไป...
กระทั่ง ผู้อาวุโสเถิง ยังตื่นตะลึงกับข้อเสนอ... แน่นอนว่าวิหคพาหนะนั้นมิใช่ทรัพยากรของสำนักแต่เป็นสัตว์อสูรส่วนตัวของผู้อาวุโสจาง การที่กล้ามอบให้เป็นสิ่งของปลอบขวัญกับเหยาซาน เช่นนี้ บ่งบอกว่าผู้อาวุโสจางให้ความจริงจังกับเรื่องนี้มากเพียงใด...
เจ้าสำนักอวิ๋น และ รองเจ้าสำนักเตีย ก็ยังตกใจกับข้อเสนอของสองผู้อาวุโสสูงสุดที่เริ่มจะอยู่ในระดับที่เกินความคาดหมายไปแล้ว... เตียมู่หยง ในฐานะผู้สนับสนุนเหยาซาน คนหนึ่ง ก็ไม่อยากให้เรื่องราวบานปลายมากยิ่งไปกว่านี้ จึงเขม็งมองไปยัง เหยาซานด้วยสายตาดุดันคราหนึ่งเป็นเชิงตำหนิ...
“ไอหนู... เลิกเล่นตัวได้แล้ว!! หากเจ้ายังไม่ยอมรับข้อเสนอใดของสองผู้อาวุโสสูงสุดในเวลานี้ข้าจะถือว่าเจ้าเสียมารยาทต่อสองผู้อาวุโส และจะไม่ฉุดรั้งเจ้าอีกต่อไปหากคิดจะออกจากสำนักอย่างมากข้าก็จะหาที่ปลอดภัยแห่งใหม่ให้กับเจ้าตามที่เคยรับปากเอาไว้... และเจ้าก็จะไม่ได้รับสิ่งใดกลับไปเลยแต่ชิ้นเดียว!!”
เมื่อ เตียมู่หยง ออกมาปากแล้ว เหยาซานก็ไม่อาจเล่นตัวได้มากไปกว่านี้อีก... แต่ถึง เตียมู่หยง จะไม่เอ่ยปากเช่นนั้นเจ้าตัวก็รู้สึกพึงพอใจเป็นที่สุดกับสองข้อเสนอที่มากล้นจนเกินเอื้อมฝัน เด็กหนุ่มเต็มไปด้วยจิตใจที่เปี่ยมล้นจนแทบล่องลอยไปกับความปิติยินดีครั้งนี้...
“เอาล่ะ!!ได้เวลาที่เจ้าต้องเลือกแล้ว เหยาซาน!!” อวิ๋นหยางหลิ่งเค้นเสียงขึ้นด้วยเช่นกัน
สายตาของทั้งสี่ผู้ชราล้วนจับต้องไปยังเด็กหนุ่ม... จังหวะนั้นเหยาซาน ก็ได้บังเกิดรอยยิ้มเจือจางประดับ ยกมุมปากสูงข้างหนึ่ง ฟันเขี้ยวมีประกายเล็ดรอด...
“เลือก?! เหตุใดศิษย์ต้องเลือกด้วยงั้นหรือ?! ในเมื่อท่านผู้อาวุโสทั้งสองได้มอบ [สิทธิ์พิเศษนอกเหนือกฎ]ให้กับศิษย์ เป็นหนึ่งในข้อเสนอที่ถูกหยิบยื่น... เช่นนั้นศิษย์ก็ขอเลือกที่จะเพิกเฉยต่อกฎพื้นฐานข้อที่42 ของสำนักที่บัญญัติเอาไว้ว่า...
[ศิษย์สำนักสายลมประจิม จำต้องเลือกแผนกใดแผนกหนึ่งในการฝึกฝนจริงจังและสังกัดแผนกที่เลือก จวบจนกว่าจะจบการศึกษาหรืออายุครบ 25 ปีบริบูรณ์]
ด้วยการเพิกเฉยต่อกฎในบัญญัติข้อนี้ ก็น่าจะทำให้ศิษย์สามารถเข้าร่วมกับทั้งสองแผนกพร้อมกันได้แล้วมิใช่หรอกหรือ?!”
……………………………………….