รถเกวียนวัวของหมู่บ้านจอดอยู่ตรงใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าหมู่บ้านล้อไม้สองข้างฝังคราบดินแห้งเป็ชั้นๆ ตัวเกวียนเก่าจนเห็นรอยซ่อมหลายแห่งเชือกที่ใช้ผูกคานยังมีเศษป่านหลุดลุ่ยอยู่ตามรอยปม
ชายวัยกลางคนที่เป็คนขับกำลังตบหลังวัวเบาๆให้มันขยับตัว เขาเหลือบตามองคนที่กำลังจะขึ้นรถ “จ้งเหวิน จะเข้าเมืองเหรอ?”
หลินจ้งเหวินพยักหน้า “ครับลุงเฟิง”
ซูเยว่ล้วงเงินออกมาจ่ายโดยไม่พูดมากบนเกวียนมีคนขึ้นมานั่งอยู่ก่อนแล้วสองสามคนส่วนใหญ่เป็ผู้หญิงวัยกลางคนที่สะพายตะกร้าหรือห่อผ้าเตรียมเข้าเมืองไปแลกของ
ทันทีที่ซูเยว่กับหลินจ้งเหวินขึ้นไปนั่งเสียงซุบซิบก็ดังขึ้นแทบจะทันที
“โอ้นี่ใช่เด็กบ้านซูหรือเปล่า?”
“ใช่ๆ คนที่เมื่อวานทะเลาะกันเป็เื่เป็ราวนั่นแหละ”
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งขยับตะกร้าถอยให้พลางถามด้วยความอยากรู้“เสี่ยวเยว่ วันนี้จะเข้าเมืองเหรอ ไปทำอะไรล่ะ?”
ซูเยว่ตอบสั้นๆ “ไปซื้อของค่ะ”
“ซื้อของ?”อีกคนเลิกคิ้ว “ของอะไรล่ะ ่นี้ของในเมืองก็ขาดเหมือนกันนะไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วจะซื้อได้ทุกอย่างหรอกนะ”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนเตือนแต่ก็มีน้ำเสียงล้อเลียนอยู่จางๆ
ซูเยว่เองก็เพียงพยักหน้าเล็กน้อย“อืม ฉันรู้แล้ว ขอบคุณที่เตือนอีกครั้งนะ”
ท่าทีเรียบเฉยของเธอทำให้คนที่ตั้งใจจะถามต่อชะงักเล็กน้อยก่อนจะหันไปคุยกันเองเบาๆ
“อะไรกันเด็กคนนี้นี่ใจแข็งจริงๆ”
“กล้าแยกบ้านแบบนั้นถ้าเป็ลูกฉัน ฉันตีตายไปแล้ว”
“แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าปากเก่งแบบนั้นแล้วจะเอาตัวรอดได้จริงหรือเปล่า…”
เสียงเ่าั้ลอยเข้าหูซูเยว่ชัดเจนแต่เธอไม่ได้สนใจ อย่างไรตอนที่เธอลำบาก คนพวกนี้ก็ไม่ได้มาช่วยเหลืออะไรอยู่แล้วเมื่อหลินจ้งเหวินเห็นว่าเธอไม่ได้ใส่ใจ จากเดิมที่กำลังจะพูดอะไรสักอย่างเขาจึงขยับร่างกายให้ผ่อนคลายแล้วกอดอกทอดสายตาไปยังทิวทัศน์ที่ผ่านไปแทน
รถเกวียนเคลื่อนตัวช้าๆไปตามทาง ล้อไม้บดกับพื้นแข็งส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็จังหวะหอบลมฝุ่นแห้งลอยขึ้นเบาๆ ตามทาง ใช้เวลาราวเกือบชั่วโมงกว่าๆในที่สุดก็เริ่มเห็นเงาของตัวเมือง
ซูเยว่ยกมือกดอกเสื้อฝ้ายของตัวเองเบาๆตรงนั้นซ่อนเงินที่ห่อผ้าไว้แ่า แม้เมื่อออกจากบ้านลุงหลินกั๋วเฉียงจะไม่ได้พูดกำชับอะไรมากมาย แต่เธอก็รู้ดีว่าต้องระวังทุกก้าว
ตัวเมืองเล็กๆแห่งนี้ไม่ได้คึกคักนัก แต่ก็ยังดูมีชีวิตชีวามากกว่าในหมู่บ้านหลายเท่า
ถนนดินกว้างขึ้นผู้คนเดินไปมามากกว่าเดิม ร้านค้าเรียงเป็แถว มีทั้งร้านสหกรณ์ ร้านขายของใช้ร้านซ่อมของเล็กๆ และร้านอาหารง่ายๆ ที่ส่งกลิ่นน้ำมันทอดจางๆ ลอยออกมา
ทันทีที่ลงจากเกวียนหลินจ้งเหวินก็พูด “ไปสหกรณ์กันก่อนเถอะ”
หน้าสหกรณ์มีคนต่อแถวยาวกว่าที่คิดผู้หญิงหลายคนอุ้มเด็ก บางคนถือถุงผ้า บางคนยืนกำตั๋วกับธนบัตรไว้แน่นสีหน้าทุกคนคล้ายกันอย่างน่าประหลาด คือทั้งระวัง เหน็ดเหนื่อยและหวังว่าเมื่อถึงคิวตัวเอง ของที่้าจะยังไม่หมด
ซูเยว่ยืนมองอยู่ครู่หนึ่งเธอไม่ได้เข้ามาในเมืองนานแล้ว แม้จะรู้ว่าตอนนี้ทรัพยากรต่างๆกำลังขาดแคลนก็ไม่คิดว่าจะหนักถึงขั้นนี้
กว่าจะถึงคิวของพวกเขาก็กินเวลาไปนานพอสมควรหญิงวัยกลางคนหลังเคาน์เตอร์เงยหน้ามองทั้งคู่ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “จะเอาอะไร?”
หลินจ้งเหวินก็ยื่นคูปองบางส่วนออกไปก่อนพลางพูดเสียงเรียบ “เกลือหนึ่งห่อ น้ำมันหนึ่งขวดเล็ก ไม้ขีดสองซองแป้งหยาบตามจำนวนนี้ แล้วก็ข้าวโพดแห้ง”
สายตาของซูเยว่เลื่อนไปที่มือเขาทันทีตั๋วคูปองเหล่านี้ไม่ใช่ของที่เธอมีแน่นอน
ไม่มีคูปองก็ซื้อของจำเป็หลายอย่างไม่ได้ เดิมทีเธอจึงไม่ได้ตั้งใจที่จะซื้อของพวกนี้ด้วย
หลินกั๋วเฉียงเองก็คงรู้ดีจึงแอบยัดคูปองบางส่วนให้ลูกชายมาอย่างเงียบๆ
ซูเยว่เงียบไปก่อนจะพูดเบาๆ “พี่ใหญ่…”
หลินจ้งเหวิน “ซื้อของที่จำเป็ก่อนเถอะเื่อื่นค่อยว่ากัน”
“อืม”เด็กสาวพยักหน้าเบาๆ หัวใจรู้สึกอบอุ่นขึ้น
โชคดีจริงๆที่ยังมีลุงและลูกพี่ลูกน้องอยู่ที่นี่
คนขายรับคูปองไปตรวจอย่างรวดเร็วก่อนหันกลับไปหยิบของทีละอย่าง การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วเหมือนทำซ้ำจนเป็นิสัยไม่นานของทั้งหมดก็ถูกวางลงบนเคาน์เตอร์
ซูเยว่รีบจ่ายเงินทันทีนอกจากนี้ยังซื้อของอย่างอื่นที่ไม่จำเป็ต้องใช้คูปองมาด้วยเงินในมือไหลออกไปอย่างรวดเร็ว เป็ครั้งแรกที่เธอใช้จ่ายมากขนาดนี้ในชีวิตราวกับเป็หญิงสาวผู้ฟุ่มเฟือยตัวจริง
“หม้อเหล็กราคาเท่าไหร่?”
คนขายเหลือบมองแล้วตอบ “ใบเล็ก2หยวน 8 เหมา ใบกลาง 3 หยวน6 เหมา”
ซูเยว่หยุดคิดเล็กน้อยก่อนชี้ใบกลาง “เอาใบนี้”
บ้านร้างหลังนั้นไม่มีอะไรเลยต่อให้เธออยากประหยัด หม้อก็ไม่ควรเล็กเกินไปไม่อย่างนั้นแค่ต้มน้ำหรือหุงโจ๊กก็ลำบาก
จากนั้นเธอก็เลือกกะละมังไม้หนึ่งใบถ้วยสองใบ ตะเกียบสองคู่ ทัพพีไม้หนึ่งอัน เชือกป่านอีกมัดเล็กรวมถึงเข็มกับด้ายสองสีเผื่อไว้ซ่อมเสื้อผ้า เนื่องจากฝ้ายขาดสต๊อกเธอจึงไม่มีทางเลือกนอกจากไปหาที่อื่น
พอจ่ายเงินเสร็จหลินจ้งเหวินก็เป็คนหยิบหม้อกับถุงของหนักอื่นๆ ไปถือไว้อย่างเอาใจใส่
หลังจากนั้นทั้งสองเดินเข้าร้านเล็กๆ อีกสองสามแห่ง ซูเยว่ซื้อไม้กวาดหนึ่งอัน เศษผ้าหยาบๆเพื่อทำผ้าปูที่นอนแล้วก็ผ้าเนื้อหนากว่าปกติอีกชิ้นหนึ่งสำหรับใช้กั้นลมตรงหน้าต่างของบ้านร้าง
ทว่าพอมาถามหาฝ้ายสินค้าก็หมดอีกครั้ง
ร้านแรกไม่มี
ร้านที่สองไม่มี
ร้านที่สามก็เหมือนกัน
ซูเยว่เริ่มร้อนใจมากขึ้นเรื่อยๆฝ้ายพวกนี้จำเป็มากไม่เพียงแค่ต้องใช้ตัดเย็บเพื่อทำที่นอนจากเศษผ้าที่เพิ่งซื้อมาเท่านั้นแต่เธอยัง้าใช้มันเสริมเข้าไปในเสื้อกันหนาวให้น้องชายด้วย
ผู้ดูแลร้านส่ายหัวอย่างเบื่อหน่าย“ของเข้ามาน้อย คนแย่งซื้อกันหมดั้แ่เดือนก่อนแล้วถ้าจะรอก็ไม่รู้ต้องรออีกนานแค่ไหน”
เมื่อทั้งสองเดินออกมาจากร้านหญิงสาวก็พูดว่า “ถ้าไม่อย่างนั้น ก็คงต้องรีบไปหาคนทำคั่งอุ่นก่อน…”
“ถ้าจะหาฝ้ายตอนนี้ในตลาดปกติคงไม่มีแล้ว” หลินจ้งเหวินบอก เขาเว้นไปนิดหนึ่ง ก่อนลดเสียงลง “...ยังเหลืออีกที่เดียวที่อาจลองหาได้”
ซูเยว่พอจะเดาได้ “ตลาดมืดงั้นเหรอ?”
หลินจ้งเหวินพยักหน้าเบาๆ“ไปลองดูกันเถอะ” เขาเว้นจังหวะหนึ่งอึดใจก่อนจะพูดต่อ “แต่เข้าไปแล้วอย่าพูดมากถ้ามีใครถาม ปล่อยให้ฉันเป็คนตอบเอง”
เด็กสาวพยักหน้า “อืม”
หลินจ้งเหวินไม่พูดอะไรอีกเขาขยับห่อของที่ถืออยู่ให้กระชับขึ้นแล้วพาเธอเดินเลี่ยงออกจากถนนใหญ่ไปทางตรอกด้านหลัง
ยิ่งเดินลึกเข้าไปผู้คนก็ยิ่งบางตา
“พี่ใหญ่มาที่นี่บ่อยไหม?”ซูเยว่ถามด้วยความอยากรู้
“ไม่หรอก”หลินจ้งเหวินตอบ “แค่มีคนรู้จักอยู่บ้าง อีกอย่าง หลังๆ มานี้เสบียงก็เริ่มขาดแคลน…”แม้แต่แป้งและข้าวโพดที่ซูเยว่ซื้อมาได้ในวันนี้ก็เป็เื่บังเอิญ ถึงอย่างนั้นราคาก็ยังแพงกว่าราคาปกติเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งอีกไม่นานราคาอาจจะสูงยิ่งกว่านี้ด้วย
พวกเขาเดินไปอีกพักหนึ่งจนถึงซอยที่แคบลงกว่าเดิมตรงปากซอยมีเพิงไม้เอียงๆ ตั้งติดกำแพง และมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งยองๆ อยู่ตรงนั้นเขาสวมเสื้อฝ้ายสีหม่น พันผ้าคลุมคอเก่าๆ ไว้ลวกๆพอเห็นหลินจ้งเหวินก็รีบทักทายทันที “อ่า จ้งเหวินนี่เอง วันนี้อยากได้อะไรเหรอ? ฉันจะช่วยดูให้ก่อนว่ามีไหม”