แกร่งสุดด้วยอาชีพผสาน ในโลกที่มีมอนสเตอร์ออกมากินคนยามค่ำคืน (First Night - Leveling)

    ตอนที่ 30 : ผลกระทบหลังสงคราม

      

    ตอนที่ 30 : ผลกระทบหลังสงคราม

     

              ความทรงจำของมนุษย์นั้นช่างน่าประหลาด

              ก่อนอื่น... คำว่าประหลาดนั้นมักใช้กับสิ่งที่คนเราไม่เข้าใจ และสมองของเรามักจะเชื่อมโยงเรื่องบางอย่างเข้าด้วยกันเมื่อนึกถึงเรื่องบางอย่าง มันเป็นไปโดยอัตโนมัติไร้ซึ่งการควบคุมใด ๆ จึงเรียกได้ว่าน่าประหลาด

              ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นเหมือนกันไหม แต่อย่างน้อยสำหรับทัตมันเป็นแบบนั้น

              

              ตัวเขาผู้สูญเสียน้องสาวที่เพิ่งกลายมาเป็นครอบครัวคนสำคัญอย่างแท้จริงเมื่อไม่กี่วันก่อน ถึงถูกความทรงจำเมื่อครั้งสูญเสียคนสำคัญเข้าครอบงำ

     

    “น่าสงสารจังเลยนะ เหลือกันแค่สองพ่อลูกเอง”

    “ลูกก็ยังเล็กอยู่ด้วยสิ”

              คำพูดของผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักดังเข้ามาในหัว ถัดจากนั้นเป็นภาพบ้านที่ทัตเติบโตมา

              ในห้องโถงอันกว้างขวางของบ้านหลังใหญ่เต็มไปด้วยแขกเหรื่อที่เด็กหนุ่มซึ่งตอนนั้นเป็นเด็กผู้ชายวัยประถมปลายย่ำมัธยมต้นไม่รู้จัก ไม่เข้าใจสถานการณ์ด้วยซ้ำ

              แต่มีสิ่งหนึ่งที่เด็กชายเข้าใจ... เพราะแบบนั้นเด็กชายถึงนั่งสะอึกสะอื้นอยู่เบื้องหน้าภาพถ่ายแทนตัวของผู้เป็นมารดาอย่างเศร้าโศกหาใดเปรียบ แล้วภาพถ่ายนั่นก็ตั้งถัดจากโลงบรรจุร่างไร้วิญญาณของเจ้าตัวไว้

     

              ใช่... ภาพจำบรรยากาศและคำพูดที่ไม่รื่นหูทั้งหลายคือความทรงจำเมื่อครั้งที่ทัตยังเยาว์วัยเกินกว่าจะยอมรับความจริงแต่ก็โตพอจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นั่นถึงยิ่งยากกับการยอมรับความจริงอันแสนทรมานของชีวิต

              ไม่สิ... ถ้าเรื่องมันง่ายดายแบบนั้นชีวิตคงไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะแม้แต่บิดาของเขาเองก็ยังอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกัน

              ถ้าจะมีจุดที่ผิดกัน ก็คงจะเป็นน้ำตาของเด็กชายที่ไหลไม่หยุดและไม่มีทีท่าจะหยุดลง ต่างจากพ่อของเด็กชายที่กล้ำกลืนฝืนทนเพราะถูกความเป็นผู้ใหญ่กดทับไม่ให้แสดงความทรมานออกมาได้อย่างซื่อตรงเหมือนกับเด็ก ๆ อย่างทัตในตอนนั้น

     

              มีญาติหลายคนเหมือนกันที่พยายามเข้ามาปลอบประโลมทัตด้วยคำพูด แต่เกือบทั้งหมดทัตก็จับใจความไม่ได้ อีกนัยนึงเขาอาจไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ

              เขาเป็นแบบนั้นกระทั่งเหนื่อยหลับไป และเป็นแบบนี้ทุกวันจนงานศพได้จบลง

              เวลาช่วยเยียวยาให้ความเจ็บปวดลดน้อยลง แต่ต้นตอของปัญหาอย่างช่องว่างในจิตใจที่สูญเสียไปยังไม่เคยถูกฝังกลบ

     

    “พ่อฮะ... แม่จะไม่กลับมาแล้วเหรอ?” ทัตจำได้ว่าเขาเคยถามเรื่องแบบนั้นกับพ่อของเขาหลังงานศพได้จบลง

    “อืม”

              ทัตยังจำสีหน้าของพ่อในตอนที่ตอบกลับมาได้... ก่อนหน้านี้พ่อของเขาเป็นคนอ่อนโยน แม้จะไม่ถึงขั้นร่าเริงแต่ก็เป็นคนใจดีที่สร้างรอยยิ้มให้คนอื่นได้

              พอมานึกดู... ส่วนที่ร่าเริงคงเป็นของแม่มากกว่าถึงได้เติมเต็มส่วนของพ่อได้สมบูรณ์ เพราะสูญเสียแสงสว่างนั้นไปพ่อของทัตถึงเสียศูนย์ได้ขนาดนี้

              ดังนั้นสำหรับทัต เขาจึงเหมือนกับสูญเสียไปทั้งสองสิ่งพร้อมกัน เขาถึงอยากจะได้มันคืน

     

    “แต่ผม... คิดถึงแม่”

    “แล้วจะให้พ่อทำยังไง!!!”

              แต่สิ่งที่ได้คืนมากลับเป็นการตะคอกด้วยอารมณ์และสีหน้าหงุดหงิดที่สุดที่ทัตไม่เคยเห็นและไม่คิดว่าจะได้เห็นจากพ่อผู้อ่อนโยนของเขา

              นั่นเป็นสีหน้าและน้ำเสียงที่กระแทกกระทั้นสร้างความเจ็บปวดให้ทัตอยู่ลึก ๆ มาจนถึงตอนนี้

     

              แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทัตก็เริ่มคิดได้ว่านั่นมันไม่ยุติธรรมเลยที่ผลักไสความทรมานไปยังคนอื่น เพราะไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่ทรมานกับความสูญเสีย เรื่องนั้นพ่อของเขาเองก็ทรมานเหมือนกัน

              ในความเป็นจริงคือไม่ว่าใครก็ทรมานทั้งนั้น มันถึงไม่มีประโยชน์เลยที่จะหาตัวคนผิดหรือคิดหาคนที่ควรจะแบกรับความรู้สึกนั้นแทน

              ทว่าทัตกลับไม่คิดแบบนั้น... เพราะถูกเลี้ยงดูมาให้นึกถึงจิตใจผู้อื่น ทัตถึงรู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าเหตุการณ์นั้นเป็นความผิดของเขาเองและไม่ควรจะพูดแบบนั้นออกมาแต่แรก แม้ว่าภายในใจจะทรมานและเปลี่ยวเหงาเพียงใดก็ตาม

     

              ทัตจึงเริ่มคิดตั้งแต่ตอนนั้น... ว่าต่อให้ความรู้สึกอันแสนสำคัญนั้นจะรุนแรงจนยากจะเก็บเอาไว้แค่ไหน แต่เราก็ไม่สามารถพูดทุกอย่างที่คิดออกมาได้... ไม่ควรทำอย่างนั้น

              นั่นคือความจริงที่ทัตได้เรียนรู้และจำฝังใจตั้งแต่อายุ 12 ขวบ และคงเป็นเหตุผลที่ช่องว่างในหัวใจของเขาไม่เคยถูกเติมเต็ม รวมถึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่มีจริตชอบพูดความรู้สึกของตัวเองออกมาจนเกินความจำเป็น

              ความรู้สึกที่ฝังลึกนั่นถึงคอยหลอกหลอนทัตไม่หายไปไหนไกล และทำให้นึกถึงทุกครั้งเมื่อมีสิ่งเร้าที่เกี่ยวข้องมากระตุ้น

     

              ...ทัตนึกเรื่องนั้นขึ้นมาได้เพราะกำลังยืนอยู่หน้าบ้านของตัวเองหลังจากมาหนึ่งสัปดาห์ และกลับมาหลังพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่

     

              หลังจากเวลาถูกย้อนกลับมายังตอนเย็นวันพฤหัสที่ทัต พิมและมิ้นยังเดินเที่ยวห้างกันอยู่พร้อมกับเพื่อนร่วมห้อง ทุกคนก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นดังเช่นทุกครั้ง

              โชคยังดีที่วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ไม่อย่างนั้นคงเป็นการทรมานน่าดูหากให้พวกทัตแบกรับความรู้สึกแย่ ๆ ไปเรียนทั้งแบบนั้น

              และเพราะเป็นวันหยุด ทัตจึงถือโอกาสนั้นลาหอพักกลับบ้านของตัวเอง ทั้งเพราะมีธุระ รวมถึงลึก ๆ แล้วเขาเองก็คงอยากกลับเหมือนกัน

              นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ตอนนี้ทัตกำลังยืนอยู่หน้าบ้านตัวเอง เขาเปิดรั้วและประตูเข้าไปในบ้านด้วยความเคยชิน เพราะอย่างไรนี่ก็เป็นบ้านที่เขาอยู่มาถึง 15 ปี

     

    “กลับมาแล้วครับ!” ทันทีที่เข้าไปในตัวบ้านทัตก็ส่งเสียงบอก เหมือนกับทุกที

    “ถึงแล้วเหรอลูก!”

    “กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ!?”

              มีเสียงทั้งชายและหญิงตอบกลับมาจากในห้องนั่งเล่นทันที เสียงนั้นดูเป็นห่วงและดีใจเอามาก ๆ ราวกับดีใจที่ลูกชายซึ่งห่างหายไปจากบ้านหลายปีเพิ่งกลับมาเยี่ยมอย่างไรอย่างนั้น

              แต่ความจริงก็อย่างที่รู้ ว่าทัตเพิ่งออกจากบ้านไปอยู่หอแค่อาทิตย์เดียว

     

              ถึงแบบนั้นพวกเขาก็ยังดีใจที่ลูกชายได้กลับบ้าน ทัตยิ่งตระหนักเรื่องนั้นหลังเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นแล้วสบกับรอยยิ้มของพ่อที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โซฟาและแม่เลี้ยงอย่างเฟรย์ที่กำลังล้างจานอยู่

     

    “เหนื่อยรึเปล่าลูก? ทั้งที่จริง ๆ ให้พ่อไปรับก็ได้แท้ ๆ” พ่อของทัตวางหนังสือลงก่อนจะหันไปพูดกับทัต

    “ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกครับ ถือว่าเปลี่ยนบรรยากาศด้วย” ทัตยิ้มบางตอบไม่ได้คิดมาก แต่เขาก็แค่เกรงใจหากต้องปล่อยให้เป็นแบบนั้นมากกว่า

              เป็นเวลาเดียวกับที่เฟรย์ แม่เลี้ยงของเขาเดินเช็ดมือเข้ามาหาทั้งที่ยังสวมผ้ากันเปื้อน

              รูปลักษณ์ภายนอกของเธอดูเป็นสาวงามชาวต่างชาติที่โดดเด่นหาไม่ได้ทั่วไป เค้าโครงทรงหน้านั้นละม้ายคล้ายกับฝ้ายที่เป็นลูกสาวแต่ดูมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าโดยเฉพาะทรวดทรงองเอว

              บางทีหากฝ้ายโตขึ้นมาก็คงจะสวยแบบนี้แหล่ะมั้ง... นั่นเป็นสิ่งที่ทัตคิดบ่อย ๆ

     

    “ทานข้าวรึยังจ๊ะทัต? ที่จริงก็ทำเผื่อไว้อยู่ ถ้าอยากทานก็บอกได้นะจ๊ะ” เฟรย์เผยรอยยิ้มด้วยไมตรีจิตแบบที่หาไม่ได้ง่าย ๆ 

              ถึงแม้จะไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาแต่เกิด แต่ต้องยอมรับเลยว่าความเป็นแม่ของเธอมีสูงมาก โดยเฉพาะความอ่อนโยนและการดูแลเอาใจใส่คนอื่น

     

    “ขอบคุณมากครับ แต่ผมทานมาแล้วเนี่ยสิ” ทัตถึงตอบกลับด้วยความเกรงใจ

    “แหม ไม่ต้องถึงกับขอโทษหรอกจ่ะ”

              เฟรย์กลับรู้สึกผิดเสียอีกที่ทัตตอบแบบนั้น สำหรับเธอคงเพราะรู้สึกห่างเหินกับทัต แต่นั่นเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ซึ่งเธอเองก็รู้อยู่จึงปล่อยให้เป็นเรื่องของเวลา เธอถึงพยายามแสดงออกอยู่เสมอว่าอยากจะเป็นผู้ปกครองที่ดีให้กับทัต และแสดงความเป็นห่วงออกมาอย่างจริงใจซื่อตรง

              ซึ่งทัตเองก็รู้เรื่องนั้นดีและยอมรับในตัวเฟรย์ด้วย แม้จะอยู่ด้วยกันได้ไม่นานแต่ทัตก็พอจะสังเกตเห็นว่าเฟรย์เป็นคนประเภทที่แสดงออกอย่างที่ตัวเองคิด ยิ่งเป็นคนใจดีด้วยแล้วยิ่งไม่มีเหตุผลให้กีดกัน

              ...แต่ที่ยังตะขิดตะขวงใจอยู่นั้นเป็นเพราะปัญหาของทัตเองล้วน ๆ

     

    “ยังไงก็นั่งพักก่อนสิจ๊ะ คงเหนื่อยล่ะสิ” เฟรย์ยิ้มถามทัตอีกครั้ง ท่าทางเธอดูจะเป็นห่วงทัตจริง ๆ

    “เหนื่อยก็จริง แต่ก็ไม่ได้มากอะไรหรอกครับ” ทัตนั่งลงตรงโซฟาเดี่ยวใกล้ ๆ ตามที่เธอแนะนำ

    “ใจจริงก็อยากถามสารทุกข์สุกดิบอยู่หรอก... คงไม่ก้าวก่ายเกินไปใช่ไหมจ๊ะ?” เฟรย์ผสานมือเข้าด้วยกันก่อนเอ่ยถามออกมาอย่างเกรงใจ

              แม้เจ้าตัวจะมีความร่าเริงเหมือนเด็กรุ่น แต่จุดที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกคนอื่นคือสิ่งบ่งบอกว่าเธอเป็นผู้ใหญ่แค่ไหนไม่ว่าการแสดงออกหรือความคิด

              ในขณะที่ทัตนั้นเป็นผู้ใหญ่แค่ครึ่งเดียว เขาถึงยิ้มตอบเธอตามมารยาท

     

    “อยู่หอไม่ได้ลำบากอะไรเลยครับ คงเพราะใกล้โรงเรียนด้วยแหล่ะ”

              แถมสบายใจกว่าอยู่ที่นี่ด้วย...

              ทัตกลืนประโยคหลังลงคอ เขารู้สึกหงุดหงิดตัวเองมากที่คิดแบบนั้นกับครอบครัวที่รักและห่วงใยเขาขนาดนี้

     

              ความคับข้องนี้ไม่ใช่สิ่งที่จัดการได้ง่ายเลย หากทำแบบนั้นได้เขาคงสบายใจกว่านี้ไปนานแล้ว

              แน่นอนว่าสาเหตุของเรื่องนั้นเป็นเพราะปมในวัยเด็กที่ทำให้เขากลัวที่จะพูดความรู้สึกของตัวเองออกมาด้วยความกลัวว่าคำพูดจะไปทำร้ายความรู้สึกของผู้อื่น ทัตถึงไม่อาจรักครอบครัวใหม่นี้ได้จากส่วนลึกของหัวใจอย่างที่เขาหวังได้

              ทั้งที่ใจจริง... ทัตเองก็รักพ่อและเฟรย์ไม่ต่างจากที่พวกเขารู้สึกเท่าไร ไม่อย่างนั้นคงไม่ทนเก็บความไม่พอใจเอาไว้คนเดียวเช่นนี้

              แต่ที่รักไม่ได้อย่างชอบธรรมและเต็มที่ คงเพราะลึก ๆ แล้วทัตคงรู้สึก... ว่าหากพูดทุกอย่างที่อยากพูดหรือแสดงความคิดจริง ๆ ออกมาไม่ได้ คงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าบ้านไม่ได้เต็มปากกระมัง

              นั่นแหล่ะคือสาเหตุที่ทำให้ทัตทรมานกับความขัดแย้งที่มีอยู่ในหัวของตัวเอง

     

              แต่... ทัตก็ไม่ได้คิดจะให้มันเป็นแบบนั้นไปตลอด

              เพราะแบบนั้นเขาถึงพยายามก้าวไปข้างหน้าด้วยก้าวเล็ก ๆ จากเรื่องที่เปิดอกคุยกับฝ้าย

              ระยะห่างระหว่างเขากับฝ้ายที่ลดลงนี่แหล่ะคือสิ่งยืนยันว่าบาดแผลในใจของเขาสามารถรักษาได้ และยังสามารถมีความรู้สึกรักใคร่แก่ครอบครัวใหม่นี้ได้อยู่ขอเพียงแค่เขาจัดการความรู้สึกของตัวเองให้ถูกวิธี

              ซึ่งเรื่องนั้นมันจะไม่เกิดขึ้นเลยหากฝ้ายไม่ได้คิดแบบเดียวกันกับเขา... และมันคงดีไม่น้อยถ้าเธออยู่ตรงนี้ด้วย

     

    “ฝ้ายเองก็คงเป็นห่วงพี่เขาเหมือนกันใช่ไหมล่ะจ๊ะ”

              ทัตยิ่งคาดหวังเรื่องนั้นเมื่อได้ยินเฟรย์พูดกับฝ้ายที่กำลังเดินลงมาจากบันไดบ้านในชุดธรรมดา... ในสภาพที่แข็งแรงดีทุกอย่างราวกับกำลังฝันไป

              ทัตคิดแบบนั้น...

     

    “อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่”

              ฝ้ายเอ่ยทักทาย เสียงของเธอยังใสกังวาลเช่นเคย

              แม้สีหน้าจะดูเรียบเฉยเหมือนกับทุกที แต่รอยยิ้มที่เผยออกมาเองก็ดูกว้างกว่าที่เคยจนแม่ของเธอสังเกตได้เหมือนกัน

              อาจเพราะแบบนั้น ในมุมมองของพ่อทัตกับคุณแม่เฟรย์เลยเข้าใจว่าฝ้ายคิดถึงทัตเอามาก ๆ เธอถึงลงมารับถึงที่ทันทีที่เขาถึงบ้าน

              ซึ่งในความเป็นจริงฝ้ายก็คิดถึงทัตจริง ๆ... แม้จะเป็นคนละสาเหตุกับที่พวกเขาคิดก็ตาม

              แต่สำหรับเรื่องนั้น ทัตเองก็รู้สึกไม่ต่างกับฝ้ายเลย

     

    “อืม... อรุณสวัสดิ์นะฝ้าย”

              ทัตถึงตอบกลับฝ้ายด้วยรอยยิ้มโล่งใจอย่างที่สุด ราวกับเพิ่งยกภูเขาออกจากอกก็มิปาน

     

    ❖❖❖❖❖

     

              หลังจากนั้นทัตก็คุยสารทุกข์สุกดิบกันเล็กน้อยกับครอบครัวก่อนจะขอตัวไปพักในห้องของเขาเอง

              ก็จริงที่เขาย้ายของส่วนใหญ่ออกไปแล้ว แต่พ่อของทัตกับคุณเฟรย์ก็ซื้อของมาเพิ่มให้พอสำหรับการกลับมาพักในวันหยุดของเขา เรียกว่าพร้อมต้อนรับทัตกลับบ้านได้ทุกเมื่อ

              เขาทั้งรู้สึกผิดและขอบคุณเรื่องนั้น... แต่ก็เพราะแบบนั้นด้วย ของที่คุ้นเคยถึงมีมากพอให้ทัตใช้พักผ่อนอย่างสบายใจ

              ถึงนั่นจะไม่ใช่สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทัตกลับมาบ้านก็เถอะ

     

              แล้วถ้าถามว่าสาเหตุหลักที่ทัตกลับมาบ้านคืออะไรล่ะก็...

     

    “พี่ทัต หนูเข้าไปได้ไหมคะ” ในระหว่างที่คิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ในห้องคนเดียว ฝ้ายก็เคาะประตูเรียก

    “เข้ามาเลยฝ้าย”

              แน่นอนว่าไม่มีคำตอบอื่น... เพราะอย่างไรเสีย เขาก็มาที่นี่เพื่อมาหาฝ้ายเป็นเป้าหมายอยู่แล้ว

              ฝ้ายจึงเปิดประตูห้องของทัตแล้วเข้ามาทันทีด้วยสาเหตุเดียวกัน

              เธอถึงปิดประตูลงก่อนจะพุ่งเข้ามากอดทัตอย่างแรงจนเขาล้มก้นจ้ำเบ้าแปลกใจ

     

    “ฝ้าย?”

              โชคยังดีที่ด้านหลังเป็นเตียง ก้นถึงลงไปที่ฟูกนุ่ม ๆ ทำให้ไม่มีใครบาดเจ็บ

              แต่ดูเหมือนฝ้ายที่กำลังกอดทัตเสียแน่นคงไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลย

     

    “พี่... พี่คะ... นี่มันเหลือเชื่อเลย” แรงกอดของฝ้ายเพิ่มมากขึ้นและมากขึ้น น้ำตาของเธอเองก็ไหลพรากเหมือนอดกลั้นมานาน

              เพราะหลังจากเวลาถูกย้อนกลับมาเธอก็ยังไม่เจอใครนอกจากพ่อกับแม่ที่ไม่รู้เรื่องราว นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เธอได้เจอคนที่คุยด้วยได้ แถมคนที่เจอยังเป็นพี่ชายสุดที่รักของเธออีก มีหรือเธอจะอดกลั้นความรู้สึกที่กอดเก็บในอกไว้ได้

     

    “หนูไม่ได้ฝันไปใช่ไหมคะ! เป็นความจริงสินะคะ!”

              ทั้งความหวาดกลัว ความเสียใจ เสียดายและอยากจะแก้ตัว... ความรู้สึกที่พรั่งพรูออกมาในตอนที่ความตายลูบคมคอบาง ๆ ของเธอล้วนกลับมาหมด เพราะแบบนั้นเธอถึงพยายามขจัดมันออกไป โดยรับการปลอบโยนจากคนที่เธอคิดถึงที่สุดอย่างทัต หวังให้ความอบอุ่นของเขาทลายความมืดที่เกาะกุมเธออยู่ให้หมด

              ทัตเองก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจ... เพราะเขาเองก็รู้สึกเหมือนกันกับเธอ

     

    “ฝ้าย... ฝ้าย...” พอรู้สึกตัวอีกทีทัตถึงพุ่งเข้ากอดฝ้ายกลับ แรงกอดนั่นมากเท่ากับความถวิลหาที่ฝ้ายมีแก่เขาเลย

    “พี่นึกว่าจะต้องเสียเธอไปแล้ว... โล่งอกไปที”

              ทัตพึมพำเสียงสั่นก่อนน้ำตาไหลพราก สภาพของเขาไม่ต่างจากน้องสาวอย่างฝ้ายที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเลย

              หากความรู้สึกถึงความตายกลับมาหาฝ้าย ความรู้สึกที่สูญเสียดวงใจเพียงหนึ่งเดียวของทัตเองก็กลับมาเหมือนกัน เขาถึงกอดฝ้ายด้วยความทะนุถนอมถึงขนาดนั้นราวกับไม่อยากให้เธอจากไปไหนอีก 

              ไม่สิ... เขาจะไม่มีวันปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นอีกแล้วไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร

     

    “พี่... คะ...”

              ทัตถึงโอบกอดร่างเล็ก ๆ ของฝ้ายไม่ปล่อยแม้เจ้าตัวจะคลายแรงลงแล้ว เพราะคนที่เจ็บปวดที่สุดคงไม่พ้นคนที่สูญเสีย

              ฝ้ายรู้เรื่องนั้นถึงขจัดความประหม่าของตัวเองเพื่อกอดทัตกลับ

              หากก่อนหน้าฝ้ายเป็นฝ่ายที่ได้รับการปลอบโยนจากทัต คงเป็นหนนี้ที่ทัตได้รับสิ่งเดียวกันจากฝ้ายบ้าง

     

              หนูไม่ไปไหนแล้วค่ะ... ฝ้ายกอดมอบความอบอุ่นให้ทัต หวังให้สัมผัสนั้นติดตัวเขานานที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อย ๆ มันคงทำให้ทัตรู้สึกว่าฝ้ายจะไม่จากเขาไปไหนไกลอีก

              ทั้งสองกอดกันกลมเช่นนั้นนานเกือบสิบนาที กระทั่งความรู้สึกแย่ ๆ เหล่านั้นอันตรธานหายไปหมดจึงผละออกจากกันด้วยท่าทางเขินอายหน่อย ๆ

              ทางด้านทัตคงรู้สึกน่าอายในฐานะที่เป็นพี่ชายไม่ได้เรื่องจากการปล่อยโฮต่อหน้าน้องสาว

              แต่สำหรับฝ้ายแล้วคงเป็นความประหม่าจากความใกล้ชิดที่มากเกินไปของเธอกับพี่ชายมากกว่า แก้มของเธอถึงฝาดสีแดงไปจนถึงหูขนาดนั้นในตอนที่ผละออกมา

              แต่เพราะทั้งคู่ยังนั่งที่ขอบเตียงติดกันอยู่ ใบหน้าของฝ้ายถึงยังคงร้อนผ่าวเพราะความใกล้ชิดนั้นไม่หาย

     

    “ขอโทษที่ทำตัวไม่น่าดูนะ” กระทั่งทัตเอ่ยขึ้นหลังตั้งสติได้และอารมณ์กลับมาเป็นปกติ

    “...อย่าขอโทษสิคะ เรื่องนั้นหนูเองก็เหมือนกันแหล่ะค่ะ”

              คำพูดของทัตทำให้สติของฝ้ายกลับมา ไม่อย่างนั้นเธอคงเอาแต่อายม้วนต้วนไปทั้งวันแน่

              ...แต่ดูเหมือนมันจะไม่ง่ายขนาดนั้นสำหรับฝ้ายในตอนนี้

     

    “แล้ว... หนูเองก็ขอโทษด้วยเหมือนกันค่ะ” 

    “เรื่องอะไรเหรอ?” ทัตเอียงคอหลังเห็นฝ้ายบิดตัวไปมาด้วยความเอียงอาย

    “คือว่า...”

              ฝ้ายชี้มาที่ทัต พูดให้ถูกคือบริเวณหน้าท้องของทัตซึ่งเป็นจุดที่ฝ้ายเอาหน้าซุกก่อนหน้านี้ เขาถึงเพิ่งรู้ว่ามันเปียกชื้นไปหมดเพราะน้ำตา หรือบางทีอาจหมายรวมน้ำมูกน้ำลายของฝ้ายด้วย

              สำหรับเด็กสาวโดยเฉพาะคนเงียบขรึมอย่างฝ้ายแล้ว จะอายเพราะเรื่องนี้คงไม่แปลก

     

              แต่สำหรับทัต มันกลับทำให้เขาได้ตระหนักว่าสุดท้ายแล้วฝ้ายก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดาทั่วไปคนนึงที่สามารถร้องไห้ได้เหมือนกับคนอื่น ๆ 

              นั่นจึงทำให้เขาโล่งใจมากกว่า

     

    “ไม่เป็นไรหรอก ดีแล้วล่ะ”

              แทนที่จะหงุดหงิด โกรธหรือขยะแขยงอย่างที่ฝ้ายคาดไว้อย่างใดอย่างหนึ่ง ทัตจึงตอบฝ้ายด้วยรอยยิ้มแบบไม่ถือโทษโกรธเคืองติดข้องใด ๆ

              ไม่สิ... รอยยิ้มของเขาดูดีใจอย่างที่ปากว่าจริง ๆ ด้วยซ้ำ

              ฝ้ายถึงดีใจจนกลั้นไว้ไม่อยู่แลยิ้มแก้มปริ... นั่นคงเป็นคำพรรณนาที่เข้าเค้าที่สุดแล้วสำหรับคนที่ได้รับแต่สิ่งดี ๆ อย่างที่เด็กสาวคนนึงจะหวังจากชายที่ตัวเองรักได้แบบนี้

     

    “แล้วสภาพร่างกายเป็นยังไงบ้างเหรอ?”

              ทัตกลับมาเอ่ยถามด้วยความกังวลอีกครั้งเพราะเห็นว่าฝ้ายนิ่งไปพักใหญ่

              ก็จริงที่มันทำให้ฝ้ายยิ่งดีใจที่ทัตเป็นห่วงเป็นใยเธอถึงขนาดนี้ แต่หากจมอยู่ในจินตนาการแสนหวานต่อไปทัตคงจะเป็นห่วงเธอมากกว่านี้เสียเปล่า ๆ

              ฝ้ายถึงพยายามปรับอารมณ์อีกครั้งก่อนจะตอบกลับด้วยความจริงจังตามจริตนิสัยของเธอ

     

    “รู้สึกปกติมากเลยค่ะ... ปกติจนน่ากลัวเลย”

    “เหรอ... แบบนั้นก็ดีแล้วล่ะ”

              ทัตถอนหายใจด้วยความโล่งอกอีกครั้ง

     

    “แต่จะว่าไป ทำไมหนูถึงยังไม่ตายเหรอคะ?”

              ฝ้ายเริ่มถามสิ่งที่คาใจมาตลอดคืนจนทำให้นอนไม่หลับ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันอยู่เหนือสามัญสำนึกราวปาฏิหาริย์

              แต่... คำว่า ‘ปาฏิหาริย์’ มันเป็นแค่คำใช้เรียกสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจในทางที่ดีก็เท่านั้น

              ฝ้ายถึงเริ่มเปลี่ยนความคิด เพราะทัตไม่มีสีหน้าสับสนในตอนที่ถูกถามเลยสักนิด... นั่นจึงหมายความว่าเขารู้สาเหตุของเรื่องนี้

              เผลอ ๆ แล้ว ทัตอาจเป็นสาเหตุด้วยซ้ำไป

     

    “ก่อนอื่น ลองดูนี่ก่อนแล้วกัน”

              ทัตพูดพลางเปิดหน้าต่างข้อมูลแล้วส่งให้ฝ้ายดู

     

              ทัตเทพ ไกรธนเดช (LV-98)

                        Fighter LV-33 , Mage LV-33 , Supporter LV-32

                        Mage Fighter LV-66 (33+33) , Guard Fighter LV-64 (32+32)

              ฉายา : 

                        ‘The One’ , ‘Unlock Mage Fighter’ , ‘Unlock Guard Fighter’ , 

                        ‘Bee Slayer’ , ‘Minotaur Slayer’

              สเตตัสพื้นฐาน :

                        ความสามารถทางกาย : 239 (228+11)

                        ความเชี่ยวชาญคลาส Fighter : 152 (33+119)

                        ความเชี่ยวชาญคลาส Mage : 154 (33+121)

                        ความเชี่ยวชาญคลาส Supporter : 153 (32+121)

                        ความเชี่ยวชาญคลาส Mage Fighter : 110 (66+44)

                        ความเชี่ยวชาญคลาส Guard Fighter : 107 (64+43)

              สกิล :

                        Unique : ถ่ายโอน LV-1

                        Fighter : ทักษะจู่โจม LV-12, ทักษะตั้งรับ LV-12, ศิลปะการป้องกันตัว LV-10 , เสริมพลังกาย LV-10 , ซิกส์เซนส์ LV-10

                        Mage (ดิน น้ำ ลม ไฟ สายฟ้า น้ำแข็ง แสง มืด) : เวทยิง LV-12 , เวทเกราะ LV-12 , ผสานเวท LV-11 , เสริมพลังเวท LV-10 , ดัดแปลงเวท LV-10

                        Supporter : วิเคราะห์ LV-12 , พรางกาย LV-11 , ช่องเก็บของมิติ LV-10 , เสริมพลังกายLV-10 , เสริมพลังเวท LV-10 , เสริมแกร่ง LV-10

     

    “เลเวลพี่ทัตเยอะขึ้นมากเลยนะคะเนี่ย” นั่นคือสิ่งแรกที่ฝ้ายสังเกตเห็น คงเพราะมันเตะตาสุดกระมัง

    “ได้มาจากไอ้พวกที่เลเวลมากกว่า 100 นั่นแหล่ะ”

              ทัตตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องของพวกมันความรู้สึกเกลียดชังก็พวยพุ่งขึ้นมาทุกครั้งไป

              แต่ฝ้ายก็ไม่แปลกใจนัก เพราะหากสถานการณ์กลับกัน เธอเองก็คงโกรธแค้นคนพวกนั้นไม่ต่างกับทัตหรอก

     

    “ยังไงก็เถอะ นั่นไม่ใช่ที่พี่อยากให้ดูหรอก” ทัตเริ่มพูดอีกครั้งหลังปรับอารมณ์ เขาชี้ไปยังแถวสกิลแรกสุดที่ควรจะเป็นสกิลของอาชีพ ‘Fighter’

              ทว่าในตอนนี้ มันกลับเปลี่ยนไปแล้ว

     

    “ ‘Unique’ เหรอคะ?” ฝ้ายเอียงคอสงสัย เพราะในกรณีปกติตำแหน่งก่อนรายชื่อสกิลมันควรจะเป็นชื่อคลาส

              และชื่อคลาส ‘Unique’ นี้ฝ้ายก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วย

              ไม่สิ... อย่าว่าแต่ฝ้ายเลย คนอื่นเองก็คงไม่เคยได้ยินว่ามีคลาสนี้เหมือนกัน

     

    “ไม่หรอก พี่ไม่คิดว่ามันเป็นอาชีพนึงหรอกนะ” แต่ทัตก็ยืนยันแบบนั้น

    “ฝ้ายอาจจะไม่ค่อยได้เล่นเกม อ่านมังงะหรือนิยายที่มีอะไรแบบนี้... คือมันจะมีไอ้ที่เรียกว่าสกิลเฉพาะตัวที่แตกต่างจากสกิลตามปกติอยู่น่ะ มันหมายถึงสกิลหายาก สกิลที่ไม่เคยมีมาก่อน สกิลที่มีได้แค่คนเดียวหรืออะไรทำนองนั้นน่ะ”

    “ ‘Unique (เฉพาะตัว)’ สมชื่อสินะคะ” ฝ้ายพยักหน้ารับ

              ‘Unique’ ที่ว่าไม่ได้หมายถึงอาชีพ แต่หมายถึงสกิลเฉพาะตัวที่ไม่ได้ขึ้นกับอาชีพ

              นั่นแหล่ะคือความหมายของสกิลประเภท ‘Unique’ ที่ทัตได้มา

     

    “แล้วพี่ก็ได้มันมาจากมอนสเตอร์ประเภทลอร์ดที่เล่าให้ฟังนั่นแหล่ะ”

    “...อย่างนี้นี่เอง”

              ฝ้ายพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายอีกครั้งหลังนึกย้อนเรื่องคืนวาน

     

              หลังจากที่เวลาถูกย้อนกลับมา สิ่งแรกที่ทัตทำคือการโทรไปยืนยันกับฝ้ายว่าเธอยังไม่ตาย แล้วพอยืนยันเรื่องนั้นได้ระดับนึงเขาก็เริ่มเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ให้ฝ้ายฟังไปแล้ว

              ทั้งเรื่องของลอร์ดมอนสเตอร์ที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันจนพลิกสถานการณ์อันสิ้นหวังให้กลับมาเป็นปกติตลอดจนสิ่งที่ได้มาจากลอร์ด ถึงสุดท้ายจะจบลงที่ทัตไม่อาจจัดการตัวปัญหาอย่างดิวได้ก็เถอะ

              แต่ผลลัพธ์จากการตอบคำถามไร้สาระของลอร์ดมอนสเตอร์ มันก็ทำให้ทัตได้ ‘รางวัล’ บางอย่างมาจากมันด้วย

     

    “อัญมณีสีแดงที่พี่เล่าให้ฟังคือสาเหตุสินะคะ”

              ฝ้ายเอ่ยถามเรื่องเดิมซ้ำเพื่อยืนยัน ทัตก็พยักหน้ารับทันทีเพราะเป็นเรื่องเดียวกับที่กำลังครุ่นคิด

     

    ใช่... สาเหตุที่ได้สกิลนี้มาคงเป็นเพราะอัญมณีสีแดงที่ได้มาจากไอ้ลอร์ดนั่นไม่ผิดแน่

    พอมานึกดู เรื่องทั้งหมดมันก็เกิดเพราะอัญมณีแบบเดียวกันด้วยนี่นะ

     

    อัญมณีสีเขียวทำให้เกิดการตื่น

    อัญมณีสีฟ้าทำให้ปลดล็อคเลเวลที่มากกว่า 100 ได้

    แล้วก็อัญมณีสีแดงที่ทำให้ได้รับสกิลเฉพาะตัว

     

    ก็จริงที่ตอนนั้นมันดูน่าสงสัย แต่เราก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้วนั่นแหล่ะถึงได้ลองพังมันดู

    แล้วผลลัพธ์มันก็คุ้มค่ากว่าที่คิดจริง ๆ

              ทัตคิดแบบนั้น ไม่นึกไม่ฝันว่าต้องมาขอบคุณมอนสเตอร์กวนประสาทที่สร้างเรื่องน่าปวดหัวให้เขาหลายต่อหลายครั้งทั้งที่เจอหน้ากันเพียงครั้งเดียว

     

    “ชื่อสกิลคือ ‘ถ่ายโอน’ สินะคะ” ฝ้ายพูดขึ้นมาทำให้ทัตที่กำลังจมกับความคิดตัวเองกลับมาสนใจเธออีกครั้ง

    “ว่าแต่... ทำไมมันถึงช่วยหนูไว้ได้กันเหรอคะ?” แล้วฝ้ายก็เริ่มเอียงคอสงสัยอีกครั้ง

              ฟังดูไม่น่าจะช่วยอะไรได้เลย... สีหน้าของฝ้ายเหมือนกับจะถามแบบนั้น ซึ่งอันที่จริงทัตเองก็คิดแบบเดียวกันจนกระทั่งได้อ่านวิธีใช้งานของมัน

              แต่... ทัตก็รู้สึกลังเลที่จะเปิดมันให้ฝ้ายดูด้วยสาเหตุบางอย่าง

     

    “...หนูขออ่านมันได้ไหมคะ” ฝ้ายเองก็เหมือนจะสะกิดใจถึงลองถามทัตดู

              ปกติเธอจะแสดงความเกรงใจออกมา แต่หนนี้ดูแข็งกร้าวแปลก ๆ ราวกับเธอเริ่มเอะใจถึงสิ่งที่ทัตทำลงไป

              ทัตเองก็ลังเลด้วยสาเหตุนั้น... แต่สุดท้ายก็ตระหนักว่าทุกคนมีสิทธิเข้าถึงความจริงที่ปรารถนาจะรู้ และเขาไม่มีสิทธิปิดบังเรื่องนั้นแม้ว่ามันอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดก็ตาม

              เขาจึงเปิดคำอธิบายของสกิล ‘ถ่ายโอน’ แล้วส่งมันให้ฝ่ายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ อ่าน

     

              ถ่ายโอน LV-1 (สกิลเฉพาะตัว)

              ผู้ใช้สามารถถ่ายโอน ‘ค่า’ ต่าง ๆ ระหว่างผู้ใช้กับบุคคลอื่นได้ ปริมาณและจำนวนครั้งที่ใช้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของค่าที่ส่ง 

              เงื่อนไขการใช้งาน : 

                        - เวลาคูลดาวน์ของสกิลนับเฉพาะเวลาในช่วงเฟิร์สไนท์เท่านั้น

                        - ต้องสัมผัสเป้าหมายเพื่อใช้งานสกิล

                        - สามารถใช้กับเป้าหมายที่เสียชีวิตไปแล้วในช่วงเฟิร์สไนท์ได้ 

              ค่าที่สามารถถ่ายโอนได้ :

                        ‘ค่าประสบการณ์’ : 

                                  ปริมาณ : 0%-100% ของเป้าหมาย

                                  จำนวนครั้ง : 1 วันต่อเป้าหมายเดิม

                        ‘เลเวลรวม’ : 

                                  ปริมาณ : 0%-30% ของเป้าหมาย (ไม่สามารถทำให้เป้าหมายมีเลเวลต่ำกว่า 1 หรือ 100 ได้ โดยขึ้นอยู่กับแรงค์ของเป้าหมาย)

                                  จำนวนครั้ง : 3 วันต่อเป้าหมายเดิม

                        ‘ความสามารถทางกาย’ : 

                                  ปริมาณ : 0%-10% ของเป้าหมาย

                                  จำนวนครั้ง : 5 วันต่อครั้ง

                        ‘ความเชี่ยวชาญคลาส’ : 

                                  ปริมาณ : 0%-10% ของเป้าหมาย

                                  จำนวนครั้ง : 5 วันต่อครั้ง

                        ‘อายุขัย’ :

                                  ปริมาณ : 0%-50% ของเป้าหมาย

                                  จำนวนครั้ง : 7 วันต่อครั้ง

     

    ก็แปลกใจเหมือนกันที่สกิลมัน OP ขนาดนี้ 

    ว่าตามตรงมันโคตรโกงเหมือนกับของที่ได้มาตอน New Game+ เลย

     

    เพราะถ้ามันใช้ได้ทั้งหมดตามที่อธิบายจริง... นั่นหมายความว่าเราสามารถดูดเลเวลจากคนอื่นได้

    แน่นอนว่าสเตตัสพื้นฐานอย่างความสามารถทางกายและความเชี่ยวชาญคลาสเองก็เหมือนกัน!

     

    แล้วการที่ ‘อายุขัย’ เป็นสิ่งที่ระบบตั้งใจระบุแบบนี้ แสดงว่ามันน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญของระบบด้วย

    แต่ว่า... มันก็ดันเป็นตัวเลขที่ไม่เคยแสดงผลหรือถูกพูดถึงในหน้าต่างข้อมูล ก็เลยพิสูจน์หรือวัดอะไรไม่ได้เลยเนี่ยสิ

              แม้จะยังมีข้อสงสัย แต่ทัตก็ทั้งรู้สึกทึ่ง สับสนและดีใจในเวลาเดียวกันที่ได้ครอบครองสกิลอันทรงพลังนี้ หากเทียบกับความเสี่ยงและความไร้เหตุผลที่เผชิญหน้ากับลอร์ดเพื่อแลกกับพลังนี้มันก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่

              ในขณะที่ฝ้ายนั้นรู้สึกตรงข้ามกับทัต

     

    “นี่มัน...” เธอถึงเลิกคิ้วขึ้นในจังหวะที่อ่านจนจบ

    “พี่ทัตคะ... หรือว่า”

              โดยเฉพาะย่อหน้าสุดท้ายของเนื้อหาที่ทำให้ฝ้ายตะลึงจนยกมือขึ้นป้องปาก เธอไม่เคยแสดงความหวั่นไหวขนาดนั้นมาก่อนเลย

     

    “ใช่... พี่เป็นคนมอบอายุขัยครึ่งนึงของพี่ให้ฝ้ายเอง”

              ได้ยินคำตอบของทัตยิ่งทำให้ดวงตาของฝ้ายเบิกโพลงขึ้นยิ่งกว่าทุกครั้ง แม้ดวงตาและน้ำเสียงของทัตจะสงบนิ่งไม่หวั่นไหวเพราะไม่เคยนึกเสียใจกับการตัดสินใจครั้งนี้เลยก็ตาม

              ทว่าฝ้ายนั้นตรงข้าม

     

    “พี่ทัตไม่น่าทำอย่างนั้นเลยค่ะ”

              สำหรับฝ้ายที่ถือว่าทัตสำคัญยิ่งกว่าอะไรและปกป้องเขาด้วยชีวิตมาตลอดสามปี คงไม่มีอะไรที่ทำให้เธอเจ็บปวดเท่ากับเรื่องนี้อีกแล้วกระมัง

              ทัตเองก็พอจะเดาเรื่องนั้นได้ เขาถึงไม่ค่อยอยากบอกความจริงกับฝ้าย 

              แต่เมื่อเธอรู้แล้วมันก็ช่วยไม่ได้

     

    “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิฝ้าย” ทัตจึงเอื้อมมือไปกุมมือของฝ้าย พยายามปลอบใจเธอเท่าที่เขาจะทำได้

    “บอกให้นะ พี่ไม่เคยเสียใจเลยที่ทำอย่างนี้... กลับกัน พี่คงเสียใจไปทั้งชีวิตแน่ถ้าปล่อยให้ฝ้ายตายไปทั้งที่สามารถช่วยได้น่ะ” ทัตมองเข้าไปในดวงตาของฝ้ายที่กำลังสั่นระรัวด้วยความรู้สึกผิดไม่จางหาย ให้เธอรู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ทัตลำบากอะไรเลย

    “เพราะงั้นแทนที่จะรู้สึกผิด พี่อยากให้ฝ้ายดีใจกับมันมากกว่านะ”

              ทัตเพิ่มแรงกุมมือฝ้ายให้เจ้าตัวรู้ว่าตัวเธอเองก็สำคัญกับเขาไม่ต่างจากที่ตัวฝ้ายคิดกับเขา

              ทัตยังเลื่อนมือนั้นขึ้นลูบหัวฝ้ายไปมาเบา ๆ อีก

     

    “แล้วที่สำคัญ มันเป็นหน้าที่ของพี่ชายอยู่แล้วที่ต้องปกป้องน้องสาว”

              ทัตเสริมรอยยิ้มบนใบหน้าของตัวเองให้เธอรู้ว่าเขาดีใจแค่ไหนที่เธอยังอยู่ เป็นรอยยิ้มกว้างแบบที่ฝ้ายจะไม่ได้เห็นบ่อย ๆ แน่

              อาจเพราะแบบนั้นถึงทำให้ฝ้ายได้รู้ ว่าทัตรู้สึกดีใจจริง ๆ ที่เธอยังอยู่ตรงนี้

              และเพราะได้รู้แบบนั้น ฝ้ายถึงเริ่มยิ้มออกมาได้บ้าง

     

    “นอกซะจากว่าฝ้ายไม่ได้อยากเป็นน้องพี่ต่อน่ะนะ”

              ทัตเปลี่ยนมากอดอกหยอกฝ้ายเล่นลูกแง่งอนเพราะเห็นว่าเธอนิ่งเงียบไป เขาเรียนรู้จากพิมว่าการทำแบบนั้นในจังหวะที่เหมาะสมจะทำให้บรรยากาศดูดีขึ้น

     

    “ฮุฮุ... เรื่องนั้นไม่จริงหรอกค่ะ พี่ทัตเองก็รู้แท้ ๆ”

              และดูเหมือนเขาต้องไปขอบคุณพิมหลังจากนี้ เพราะฝ้ายหลุดยิ้มออกมาทันทีหลังจากได้ยินแบบนั้น

              แถมไม่ใช่แค่นั้น...

     

    “ฝ้าย?” 

    “พี่ทัตขี้โกงที่สุดเลยรู้ไหมคะ”

              แถมพอเจ้าตัวอารมณ์ดีขึ้นแล้วก็เข้ามากอดทัตอีกครั้งด้วย นั่นทำให้ทัตประหลาดใจไม่เบาแม้จะเป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้

              แต่ทัตก็รู้ด้วยเหมือนกันว่าเธอคงต้องการการปลอบโยน ทัตถึงลูบศีรษะฝ้ายเบา ๆ กลับไปอีกครั้งเหมือนกัน

     

              ซึ่งในมุมมองของฝ้ายที่ต้องการความอบอุ่นใกล้ชิดของทัตมาตลอด เขาก็ได้ทำให้เธอสมหวังทุกครั้ง

              และทัตเองก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าฝ้ายสำคัญกับเขามากขนาดไหน... ก็ถึงขนาดที่เขายอมสละชีวิตครึ่งนึงมาให้มันคงชัดเจนพอแล้ว ฝ้ายที่คาดหวังให้ตัวเองอยู่ในสายตาของทัตและอยากถูกมองว่าเป็นคนสำคัญมาตลอดถึงสมหวังอีกครั้งอีกครา

     

    “แต่... ที่ขี้โกงที่สุดคงเป็นหนูมากกว่า”

              อาจเพราะแบบนั้น ฝ้ายถึงรู้สึก ‘มีความหวัง’ อยู่ลึก ๆ และอยากจะลองซื่อตรงกับมัน ก่อนที่ความตายจะพรากสิ่งนั้นไปอีกครั้งโดยที่ไม่มีใครจดจำมัน โดยเฉพาะคนที่เธออยากให้รับรู้

     

              แม้ทัตจะยังไม่เข้าใจ แต่ทัตก็คงกำลังจะได้เข้าใจ

              เพราะสายตาของฝ้ายที่ผละออกมาจ้องตาทัตตอนนี้ มันเหมือนกับความอดกลั้นและกำแพงบางอย่างในใจที่มีมาตลอดกำลังจะพังทลายลงอย่างไรอย่างนั้น

              ไม่สิ... พังลงมาแล้วต่างหาก

     

    “หนูชอบพี่นะคะ... ชอบมาตลอดเลย”

    “เอ๊ะ?”

              คำสารภาพของฝ้ายกะทันหันจนทัตตั้งตัวไม่ติด เขาถึงทำได้แต่อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

     

    ชอบแบบพี่ชาย... คงไม่ใช่สินะ

              ทัตอยากจะเบี่ยงประเด็น แต่สายตาจริงจังของฝ้ายทำให้เขาทำเช่นนั้นไม่ลง จะหลบสายตาจริงจังนั้นก็เกรงใจเกินกว่าจะทำได้ เพราะแบบนั้นถึงทำให้รู้ว่าฝ้ายมองเขาเป็นผู้ชายคนนึงมาตลอด ไม่ใช่พี่ชายที่น่าเคารพแบบที่ทัตเคยเข้าใจ

     

    ฝ้าย... ชอบเราเหรอ?

     

    พอมานึกดู... สีหน้าของน้องเขาก็ไม่ใช่แบบที่คนเป็นพี่น้องจะมองกันด้วยนี่นะ

    แล้วการเสียสละตัวเองถึงขนาดนั้นมาตลอด 3 ปีของเธอเอง มันก็มากเกินกว่าจะเป็นการทำเพื่อคนที่ไม่ได้รู้สึกลึกซึ้งอะไรด้วย

     

    ทำไมเราถึง... ไม่ฉุกคิดมาก่อนกันนะ

              ทัตไม่ใช่คนเนื้อหอม... เขาแทบจะไม่มีโอกาสได้เผชิญหน้ากับสถานการณ์แบบนี้เลย คงเพราะแบบนั้นเขาถึงไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเองเวลามีผู้หญิงมาใจดีหรือใกล้ชิดด้วย

              หากไม่นับครั้งนี้ ทัตก็เคยเจอสถานการณ์ถูกสารภาพรักเพียงแค่ครั้งเดียวด้วยซ้ำ มันถึงเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะเลือกทางอื่นนอกจากการตอบรับ

     

    แต่... เราคงตอบรับความรู้สึกน้องเขาไม่ได้หรอก...

              ทัตถึงไม่รู้วิธีการตอบรับแบบที่ไม่ทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวด ไม่เสียมารยาทกับความกล้าและความรู้สึกของอีกฝ่ายที่มีให้

              แต่ถ้าไม่รีบตั้งสติและตอบกลับด้วยความจริงใจ นั่นคงเสียมารยาทกับความรู้สึกของฝ้ายมากกว่า

     

    “ขอโทษนะ... พี่ไม่รู้มาก่อนเลย”

    “ก็หนูไม่เคยบอกนี่คะ”

              ฝ้ายเผยยิ้มบาง ๆ ให้กับทัตที่กลับกลายเป็นฝ่ายรู้สึกผิด แต่นั่นก็ทำให้ฝ้ายเริ่มจะรู้สึกอย่างเดียวกันด้วย 

     

    “คงลำบากใจสินะคะที่เป็นหนู” ฝ้ายถึงถามแบบนั้น เริ่มรู้สึกว่าตัวเองอาจไม่ได้อยู่ในสายตาของทัตเมื่อเทียบกับสาวงามที่อยู่ใกล้ชิดกว่าตน

    “ไม่ใช่อย่างนั้นเลย!” แต่แน่นอนว่าไม่ใช่แบบนั้น

    “ฝ้ายน่ะเป็นเด็กใจดี เข้มแข็ง แล้วก็น่ารักด้วย ไม่มีผู้ชายคนไหนอยากปฏิเสธคนที่เพียบพร้อมอย่างเธอหรอกนะ”

              ทัตถึงส่ายหน้าปฏิเสธ พยายามจะบอกกับฝ้ายว่าปัญหาไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติหรือคุณค่าในตัว

              ...แต่เป็นปัญหาเรื่องความรู้สึกของเขาต่างหาก

     

    “แต่ถึงฝ้ายจะดีพร้อมถึงขนาดนั้น พี่ก็ตอบรับความรู้สึกเธอไม่ได้หรอก... เพราะว่าพี่ชอบพิม ขอโทษจริง ๆ นะ” ทัตก้มหัวขอโทษ ด้วยระยะที่นั่งจนเกือบชิดกันทำให้ฝ้ายได้ยินเสียงสั่น ๆ ของทัตอย่างชัดเจน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทัตรู้สึกผิดและลำบากใจแค่ไหน

              เพราะสิ่งสำคัญกว่าความสับสนที่ก่อตัวจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน คือความกลัวว่ามันจะไปทำร้ายความรู้สึกของฝ้ายเข้า

     

    “...อย่างนั้นเองสินะคะ”

              แต่ฝ้ายไม่ตกใจ... ไม่แปลกใจกับคำตอบนักเธอถึงพยักหน้ารับเบา ๆ

              อาจเพราะรู้อยู่แล้วว่ามันจะเป็นแบบนี้ก็ได้ เธอจึงไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากความปลอดโปร่งที่ได้พูดในสิ่งที่คิดออกไป

     

    “เฮ้อ...” ฝ้ายเลยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกแทนที่จะรู้สึกเศร้าจากการถูกปฏิเสธ

    “หนูเองก็ขอโทษเหมือนกันค่ะ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าพูดออกไปมันจะทำให้เรื่องซับซ้อนแท้ ๆ”

              หนนี้ฝ้ายเป็นฝ่ายขอโทษที่ทำให้ทัตลำบากใจบ้าง แล้วไม่รู้เป็นเพราะทัตได้รู้ความรู้สึกของเธอแล้วหรืออย่างไร เขาถึงไม่รู้สึกถือโทษแลขุ่นเคืองเด็กสาวที่มีความรู้สึกดี ๆ ให้แก่เขาเลย

              นอกจากนี้...

     

    “แต่... การได้พูดออกมามันทำให้หนูสบายใจมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะที่รับฟังความเอาแต่ใจของหนู”

              ฝ้ายตอบด้วยรอยยิ้มขณะที่ยกมือทาบอกอย่างมั่นคงราวกับหัวใจถูกเติมเต็ม สิ่งที่ฝ้ายทำเพื่อตัวเองแม้มันอาจทำให้อีกฝ้ายรู้สึกลำบากใจ 

              เพื่อก้าวไปข้างหน้าแล้ว คนเราก็มีเรื่องที่ต้องทำแม้จะเป็นการเห็นแก่ตัว

              แต่ถ้าจัดการมันได้อย่างเหมาะสม ความเห็นแก่ตัวนั่นคงไม่ทำให้ทุกคนลำบากใจนักหากต้นสายปลายเหตุมาจากความปรารถนาดี

     

              ว่าไปแล้ว... มันก็ทำให้ทัตมองเห็นตัวเองในอุดมคติเหมือนกัน และถ้าจะมีอะไรที่ทำให้ทัตหลุดพ้นจากความรู้สึกลำบากใจได้ก็คงเป็นเรื่องนั้น

              แต่พูดถึงอุดมคติ... ฝ้ายเองก็มีเรื่องที่ปรารถนาสืบต่อมาจากคำสารภาพของตัวเองเช่นกัน

     

    “คือถ้าเป็นไปได้ หนูก็ยังอยากให้พี่ทัตเอ็นดูหนูเหมือนไม่กี่วันที่ผ่านมานะคะ... อุตส่าห์ได้มีชีวิตอีกครั้ง หนูก็ยังอยากเป็นน้องสาวที่น่ารักของพี่ต่อไปนาน ๆ” ในระหว่างที่ทัตคิดอะไรเพลิน ๆ ฝ้ายถึงขอร้องแบบนั้น

              ดวงตาของเธอยังแลดูออดอ้อนเหมือนเคย แต่ยิ่งทำให้ทัตรู้สึกเอ็นดูเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีเจตนาอื่นใดแฝงอยู่นอกจากความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้เขา

              ...ถึงแบบนั้นทัตก็ไม่อยากคิดเห็นแก่ตัว

     

    “...แบบนั้นมันจะดีเหรอ?” ใกล้ชิดแบบนั้นแต่ครอบครองไม่ได้มันจะไม่ทำให้เธอเจ็บปวดเหรอ? นั่นคือสิ่งที่ทัตคิด แต่ว่า...

    “ต้องดีอยู่แล้วค่ะ” ฝ้ายไม่ได้คิดแบบเดียวกับทัต เธอถึงยิ้มตอบอย่างใสซื่อ และเป็นรอยยิ้มที่ทำเอาอบอุ่นหัวใจไม่เบาเหมือนกัน

              เพราะอย่างไร ฝ้ายก็ไม่ได้หวังจะครอบครองทัตมากถึงขนาดนั้นอยู่แล้ว เธอแค่อยากให้ทัตยอมรับในตัวเธอและตระหนักถึงความรู้สึกที่เธอมีให้ก็เท่านั้น สิ่งที่ฝ้ายได้รับมาทั้งหมดจนถึงตอนนี้จึงน่าจะเรียกได้ว่าเกินพอแล้วสำหรับเธอ

              เรื่องที่ตัดใจไม่ได้ หรือใกล้ไปแต่ไม่อาจครอบครองจึงไม่ทำให้เธอเจ็บปวดเลยสักนิด...

     

    “เพราะยังไง... หนูก็คงหันไปชอบผู้ชายคนอื่นไม่ได้อยู่แล้วล่ะค่ะ”

              ฝ้ายเผยยิ้มแฝงความหมายพิเศษออกมาอีกครั้งก่อนจะเข้าไปสวมกอดทัตอีกหน

              ใจจริงทัตเองก็ไม่อยากเอาเปรียบเธอไปกว่านี้ และไม่อยากให้ความหวังด้วย แต่การที่ฝ้ายยังทำแบบนี้ทั้งที่ถูกปฏิเสธไปแล้วคงไม่คิดแบบนั้นแล้ว

              ที่สำคัญคือทัตไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของฝ้ายด้วยการปฏิเสธไปมากกว่านี้ เขาถึงยอมปล่อยให้เธอทำตามที่ต้องการ

     

              แต่ทัตเองก็คงไม่รู้ตัวเหมือนกัน ว่าตัวเองไม่อาจมองฝ้ายเป็นเหมือนน้องสาวได้อีกต่อไปหลังได้รู้ความรู้สึกของเธอ

              เขาไม่เคยรู้สึกอะไรมากไปกว่าความอบอุ่นจากอ้อมกอดของเธอ แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกแปลก ๆ เมื่อฝ้ายพยายามกดหน้าอกขนาดพอประมาณของเธอกับร่างกายของเขา ทัตถึงเริ่มตระหนักแล้วว่าความรู้สึกของตัวเองมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ยิ่งได้รู้ว่าเด็กสาวน่ารักน่าชังคนนี้รักชอบในตัวเขาก็ยิ่งแล้วใหญ่

              นั่นจึงเกือบจะทำให้ทัตหวั่นไหวจนเกือบจะเปลี่ยน ‘ลำดับ’ ในหัวใจตัวเองไปเลยทีเดียว

     

    “อะแฮ่ม!”

              ถ้าไม่ติดว่ามีคนเปิดประตูเข้ามาก่อน มันก็อาจเป็นแบบนั้นไปแล้ว

              แถมคนที่เปิดประตูเข้ามายังเป็น ‘อันดับหนึ่ง’ ที่ทัตเกรงกลัวด้วย

     

    “ลืมไปแล้วรึไงยะว่านัดฉันมาด้วยน่ะ” พิมที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงธรรมดา แต่เพราะถามด้วยน้ำเสียงธรรมดาในเวลาแบบนี้แหล่ะถึงยิ่งน่ากลัว

              นั่นถึงทำให้ทัตนึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้เป็นการนัดรวมตัวกันเพื่อไปทำธุระสำคัญ

              พิมเองก็รู้จักมักจี่กับที่บ้านของทัตในระดับนึง จึงไม่แปลกเลยที่เธอจะเข้าบ้านหรือเดินดุ่ม ๆ มาที่ห้องทัตได้ทุกเมื่อ

              และไม่แปลกด้วยที่ทัตจะไม่รู้ตัว ยิ่งในตอนที่เขาถูกฝ้ายดึงดูดความสนใจด้วยยิ่งแล้วใหญ่

     

    “มะ ไม่ได้ลืมซะหน่อย” ทัตรีบแก้ตัวทันทีด้วยน้ำเสียงสั่นกลัวแบบสุด ๆ 

              แน่นอนว่าพยายามผละออกมาจากฝ้ายด้วย แต่ดูเหมือนนั่นจะยิ่งทำให้ฝ้ายกอดเขาแน่นยิ่งขึ้นเสียอีก

     

    “แล้วที่สำคัญ... พวกเธอกำลังทำอะไรกันอยู่น่ะ?”

              เพราะแบบนั้นพิมถึงเอ่ยถามด้วยความหงุดหงิด แต่เหมือนความหงุดหงิดนั้นจะพุ่งไปที่ฝ้ายมากกว่าทัต

              ฝ้ายเองก็เหมือนจะรู้ แต่ก็ทำสีหน้าใสซื่อไม่รู้ไม่ชี้ตอบกลับมา

     

    “กำลังแสดงความห่วงใยกันในฐานะพี่น้องยังไงล่ะคะ” แถมยังตอบด้วยน้ำเสียงระรื่นน่าดูทีเดียวเชียว เธอยิ่งเอาแก้มซุกทัตแน่นกว่าเดิมด้วย

    “มองจากดาวศุกร์ยังรู้เลยย่ะว่าโกหก!”

              แน่นอนว่าพิมไม่เชื่อ เธอถึงกระทืบเท้าหงุดหงิดใหญ่แถมยังทำแก้มป่องใส่อีก

              แต่กลับกัน... เหมือนว่าพิมเองก็ไม่ได้โกรธถึงขนาดนั้นด้วยสาเหตุบางอย่างจนทัตเองยังแปลกใจ

     

    “ให้ตายสิ... รู้ไหมว่าห้องมันไม่ได้เก็บเสียงน่ะ”

              กระทั่งพิมพูดแบบนั้นออกมาด้วยท่าทางเหนียมอายจึงทำให้ทัตเข้าใจสาเหตุที่พิมไม่ได้เหวี่ยงตามปกติที่ควรจะเป็น

     

              นั่นเพราะอีกนัยนึงก็คือ... พิมกำลังบอกว่า ‘ฉันได้ยินทุกอย่างที่พวกเธอคุยกัน’ หรืออะไรทำนองนั้นนั่นเอง

              ครั้นจะถามกลับไปว่า ‘ได้ยินตั้งแต่เมื่อไหร่’ ก็คงจะเกินความจำเป็นเสียเปล่า ๆ

              ดูจากแก้มที่กำลังแดงระเรื่อกับรอยยิ้มที่หุบไม่ลงของพิมก็พอเดาได้ แถมเธอยังไม่ได้แสดงท่าทีหงุดหงิดเหวี่ยงตัวโยนเหมือนกับวันก่อนที่ฝ้ายเกาะแกะทัตด้วย

     

              นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ทัตกับพิมไม่กล้ามองหน้ากันแล้วเริ่มหลบสายตากันไปแทน

     

    “อะแฮ่ม!”

              เห็นแบบนั้นฝ้ายก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาถึงพยายามหยุดความงุ่นง่านของทั้งสองคน แต่เธอไม่ยักกะรู้สึกอิจฉา เรื่องนั้นฝ้ายก็แปลกใจตัวเองเหมือนกัน

              เรื่องนั้นคงเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่าเธอให้ความสำคัญกับความรู้สึกของทัตมากเกินกว่าจะคิดเรื่องการยึดติดครอบครอง

              กับอีกสาเหตุนึงคือ...

     

    “แล้วนี่ลืมกันไปแล้วเหรอว่าเรามีธุระกันต่อน่ะ”

              พิมเปลี่ยนมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังทำให้ทั้งทัตและฝ้ายนึกถึงสาเหตุหลักที่นัดรวมตัวขึ้นมา

     

    “นั่นสินะ”

    “...ไม่ได้ลืมหรอกค่ะ”

              ทัตและฝ้ายถึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงหม่นหมองไม่เบาหลังถูกเตือนความจำ

              ราวกับบรรยากาศหวานฉ่ำก่อนหน้านี้ไม่มีอยู่จริงอย่างไรอย่างนั้น

     

    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องแกร่งสุดด้วยอาชีพผสาน ในโลกที่มีมอนสเตอร์ออกมากินคนยามค่ำคืน (First Night - Leveling) ที่คุณอ่าน