สองปีที่แล้ว
ณกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมืองหลวงแห่งแฟชั่นดีไซน์ที่เหล่าบรรดานักออกแบบแฟชั่นทั่วโลกต่างใฝ่ฝันถึงการมาเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิต
หญิงสาวชาวเอเชียรูปร่างสูงโปร่ง ผมตัดสั้น วิ่งฝ่าอากาศหนาวใน่เดือนพฤศจิกายนเพื่อให้ทันคลาสเรียนใน่เช้า วันนี้เธอตื่นสายกว่าทุกวันเพราะเมื่อคืนเธอต้องเร่งทำงาน กว่าจะเข้านอนก็ปาเข้าไปตีสามแล้ว อันที่จริงวิทยาลัยกับที่พักของเธออยู่ไม่ไกลนัก ถ้าเป็เวลาปรกติเธอก็จะเดินไปอยู่แล้วแต่นี่สายกว่าเวลาปรกติไป 20 นาทีเธอจึงต้องรีบวิ่งจนไม่ทันได้เห็นร่างสูงของใครอีกคนหนึ่งที่กำลังยืนถ่ายรูปทิวทัศน์อยู่ริมแม่น้ำข้างทาง
“ปึง”เหมือนชนเข้ากับกำแพงใหญ่ ร่างบางเซจนเสียหลัก แม้ไม่ถึงกันก้นกระแทกแต่ก็ทำให้ของที่อยู่ในมือ กระเด็นตกพื้น
“Sorry” หญิงสาวเอ่ยปากขอโทษ แม้จะเป็ปารีส ที่คนส่วนใหญ่ใช้ภาษาฝรั่งเศสกันแต่ภาษาอังกฤษก็ยังใช้ได้ในเมืองแฟชั่นแห่งนี้
“ตายแล้วงานฉัน” หญิงสาวตาเหลือก เผลอโวยวายภาษาบ้านตัวเองด้วยความใเมื่อเห็นงานออกแบบเสื้อผ้าที่ตัวเองเฝ้าทำมาตลอดทั้งคืนกระเด็นตกลงบนพื้นกระจัดกระจายไปบนท้องถนนและมีแผ่นหนึ่งกำลังจะปลิวตกน้ำ
เสียงร้องโวยวายของเธอทำให้คนร่างสูงที่ก้มลงช่วยเธอเก็บของหยุดชะงักเหลียวมองหญิงสาวผมสีเข้มซอยสั้นดูทะมัดทะแมง ที่กำลัง ตาลีตาเหลือกวิ่งตามไปหยิบงานของตัวเองได้อย่างหวุดหวิดก่อนที่มันจะปลิวตกน้ำไป
“โอ๊ย...เกือบไปแล้วไหมล่ะ”เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันมาหาร่างสูงที่ยืนอยู่พร้อมกับงานของเธอในมือเขายื่นแผ่นกระดาษที่แค่มองก็รู้ว่าเธอลงเรียนวิชาแฟชั่นดีไซน์พร้อมรอยยิ้มที่มีหลายคนบอกว่า มันเป็รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจผู้หญิงละลายได้แต่เธอมองไม่ชัด ชายหนุ่มลอบสำรวจหญิงสาวเบื้องหน้า ถ้าเธอเป็คนไทยก็ถือว่าเป็ผู้หญิงที่สูงกว่ามาตรฐานผู้หญิงไทยทั่วไปผมสีเข้มของเธอถูกตัดผมสั้นดูทะมัดทะแมง แววตาเหมือนลูกกวางน้อยครั้งแรกเขาคิดว่าเธอเป็พวกลาตินอเมริกาเสียอีก
“แว่น...แว่นฉันอยู่ไหน”หญิงสาวอุทานเป็ภาษาบ้านตัวเองอีกครั้ง พลางมองไปรอบ ๆ แล้วก็เริ่มเปลี่ยนภาษาสากลเมื่อนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้อยู่บ้านตัวเอง“My glasses”เธอทำนิ้วเป็วงกลมทาบกับตาตัวเองให้เขาเข้าใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนชนกับเขา แว่นเธอกระเด็นออกมาด้วยและเกรงว่าตัวเองจะเหยียบแว่นตาเข้าให้ซึ่งดูเหมือนหญิงสาวตรงหน้าของเขาจะมองอะไรไม่ชัดขึ้นมาทันที เมื่อไม่ได้สวมแว่นตา
ชายหนุ่มนำแว่นที่เขาหยิบขึ้นมาจากพื้นตอนที่เธอวิ่งตามงานไปทางริมแม่น้ำนั่นมันร้าวเป็รอยเหมือนใยแมงมุมแต่กินพื้นที่ของเลนส์เพียงเล็กน้อยก่อนจะถือวิสาสะสวมแว่นให้เธอ พลันภาพที่พร่ามัวกลับกลายเป็ชัดขึ้นในทันที และเธอก็ได้เห็นหน้าของคนที่ช่วยเก็บงานและสวมแว่นให้อย่างชัดเจน
“Thank you” เธอบอกขอบคุณเขาพร้อมรอยยิ้มตายังจ้องมองใบหน้าที่ปกคลุมด้วยหนวดเคราครึ้ม ั์ตาสีน้ำตาลเข้มผมสีน้ำตาลเข้มยาวคลุมถึงต้นคอ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มสะพายกระเป๋าใบใหญ่ที่เข้าใจว่าน่าจะเป็กระเป๋าใส่กล้องถ่ายรูปที่เธอเคยเห็นนักศึกษาในวิทยาลัยเดียวกับเธอสะพายกันอยู่หลายคนเขาไม่เหมือนคนฝรั่งเศส แต่เธอก็เลือกที่จะสื่อสารเขาด้วยภาษาอังกฤษเพราะน่าจะเข้าใจกันทั้งสองฝ่าย
“Hey baby” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นไม่ไกลนัก เมื่อเธอหันไปพบเพื่อนร่วมคลาสสองคนไมค์หรือไมเคิลหนุ่มชาวอเมริกัน และแคธรีนสาวลูกครึ่ง เวียดนาม-อเมริกัน รูมเมตของเธอที่ได้ทุนมาเรียนที่นี่เหมือนกันทั้งสองกำลังโบกมือให้ หญิงสาวโบกมือตอบแล้วหันมายิ้มให้คนตรงหน้าเพื่อเป็การขอบคุณอีกครั้ง เธอโค้งให้เขาก่อนจะวิ่งไปหาเพื่อนที่รออยู่
ร่างสูงมองตามร่างบอบบางที่วิ่งห่างออกไปเหมือนใจเขากำลังจะลอยตามเธอไปด้วย
“คนไทยเหรอวะ”ชายหนุ่มพึมพำคนเดียว คราแรกเขาไม่คิดว่าเธอเป็คนไทยเพราะด้วยส่วนสูงที่เกินมาตรฐานหญิงไทยไปหน่อย ผมสีเข้ม ผิวเนียนแต่ไม่ขาวจัด และชวนให้คิดว่าเธอน่าจะเป็ชาวละตินหรืออเมริกาใต้ มากกว่าคนไทยพลันเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้นจากกระเป๋ากางเกงด้านหลัง
“Hello Otto. Whereare you?”
เฮนรี่เพื่อนสนิทของเขาโทรมา ระหว่างคุยโทรศัพท์อยู่นั้น สายตาเข้มเหลือบไปเห็นตลับสายวัดรูปหัวใจสีขาวอันเล็กๆ ตกอยู่ที่พื้น ชายหนุ่มเดินไปหยิบมันขึ้นมา แนบโทรศัพท์มือถือกับหัวไหล่ลองดึงแล้วปล่อยสายวัดให้มันม้วนกลับเข้าตลับคืนอย่างช้า ๆสายตากวาดไปเจอชื่อที่เขียนไว้ด้านข้างๆว่า “PAINT”
“หือ..PAINTหมายถึง สีนะเหรอ...คนอะไรวะชื่อสี” เขายิ้มให้กับหัวใจสีขาวในมือก่อนจะเก็บมันใส่กระเป๋า นึกอยากเจอเธออีกสักครั้งอย่างน้อยก็น่าจะได้รู้จักกันในฐานะที่เป็คนไทยเหมือนกัน
“นายฟังฉันอยู่หรือเปล่าวะ”เสียงเพื่อนดังมาจากในสาย
“เออ...ฟังอยู่”
เฮนรี่โทรมาขอร้องให้เขาช่วยรับงานถ่ายภาพแฟชั่นให้กับนักศึกษา ในสถาบันแฟชั่นนานาชาติ IFA ซึ่งถือเป็สถาบันด้านการออกแบบแฟชั่นนานาชาติที่มีชื่อเสียงอีกแห่งของโลกเลยทีเดียวซึ่งสถาบันที่ว่าอยู่ห่างจากที่เขายืนถ่ายภาพอยู่ไม่ไกลนัก เขาตอบตกลงทันทีเผื่อว่าจะได้มีโอกาสเจอเธออีกครั้ง และอย่างน้อยก็ได้มีอะไรทำระหว่างรอเอกสารก่อนจะเดินทางกลับบ้าน
อ็อตโต้วรพงษ์ ศรีสมบูรณ์ แบรดฟอร์ด ช่างภาพชาวไทยที่มาทำงานเป็ช่างภาพให้กับนิตยสารชื่อดังที่ฝรั่งเศสมาเกือบสี่ปีก่อนจะตัดสินใจลาออกเมื่อเดือนที่แล้ว เพราะเห็นว่างานนิตยสารอาจจะไปต่อได้อีกไม่นานเพราะคนเริ่มอ่านหนังสือน้อยลง และหันไปอ่านทางสื่อโซเชียลมากขึ้นบทบาทของช่างภาพนิตยสารก็ลดลงเช่นกัน โดยเขาวางแผนไว้ว่าจะเที่ยวยุโรปเก็บภาพถ่ายไปสักพักแล้วค่อยกลับบ้านอาจจะไปเป็ช่างภาพฟรีแลนซ์ หรือถ่ายรูปขายตามเว็บไซต์ ซึ่งงานแบบนี้จะทำให้เขามีเวลาอยู่กับคนที่เขารักได้มากขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นเหรอเพนนี่”แคธรีนทักขึ้นเมื่อเธอเดินมาถึง
“ฉันเดินชนเขานะ”เธอบอกกับเพื่อน ก่อนจะเหลียวไปมองคนที่เธอเพิ่งชนเขาเมื่อครู่เห็นว่าเขากำลังรับโทรศัพท์อยู่จึงหันกลับมาคุยกับเพื่อนต่อ
“คุณมาสายนะBaby”ไมค์ทักขึ้น เธอยิ้มให้เขาก่อนจะโชว์งานที่เธอทำเสร็จเมื่อตอนตีสาม
“ฉันเพิ่งได้นอนตอนตีสาม”ไมค์พยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะชี้ไปที่ขอบแว่นของเธอ เพ้นท์ตาโตเพราะเพิ่งสังเกตเห็นเธอถอดแว่นออกมาดู มันเป็รอยร้าวคล้ายใยแมงมุมแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาของเธอ หญิงสาวใช้ผ่าเช็ดเลนส์ก่อนจะสวมแว่นตามเดิม
“จริงจังไปหรือเปล่าเพนนี่”แคธรีนนิ่วหน้ามองงานในมือเพื่อนร่วมคลาส และรูมเมตของตัวเองทุ่มเทกับงานขนาดนี้ ซึ่งไม่ใช่เธอแน่ ๆ
แคธรีนได้ทุนมาเรียนที่นี่เหมือนกันกับเพ้นท์แต่แคธรีนเลือกที่จะหาความสุขจากเมืองแห่งแฟชั่นซึ่งมันน่าสนใจกว่าการมานั่งคร่ำเคร่งกับการทำงานส่ง แม้จะแน่ใจแล้วว่าเธอไม่ได้ใบประกาศหลังเรียนจบเพราะเวลาเรียนไม่ครบแต่เธอก็ไม่คิดจะกลับบ้านเมืองของตัวเองอยู่แล้ว การได้มาปารีสถือเป็โอกาสที่ดีของชีวิตควรจะหาประสบการณ์จากสิ่งรอบข้างมากกว่าแค่การนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียน และควรหาโอกาสอยู่ต่อให้นานที่สุด
“อยากทำให้เสร็จเดี๋ยวจะไม่มีเวลาทำโปรเจกต์ใหญ่ก่อนจบ” เหลืออีกเพียงเดือนกว่า ๆ เธอจะจบคลาสและก่อนจบ นักศึกษาในคลาสทุกคนจะต้องสร้างสรรค์ผลงานเพื่อนำเสนอให้กับอาจารย์และผู้มีอิทธิพลด้านแฟชั่นดีไซน์ของฝรั่งเศสซึ่งหากใครได้รับความสนใจก็จะมีโอกาสได้ร่วมงานกับดีไซน์เนอร์ชื่อดังซึ่งถือเป็ความฝันอันสูงสุดของนักศึกษาในคลาสแทบทุกคน
ทั้งสามคนมาถึงห้องเรียนตอนที่อาจารย์กำลังบรรยายเื่ Texture ซึ่งมีความสำคัญกับงานแฟชั่นดีไซน์เป็อย่างมากนิโคล กับโอลิเวอร์ เพื่อนสนิทชาวฝรั่งเศสของเธอ ที่คอยช่วยเหลือเธอมาตลอดั้แ่เข้าเรียนในวันแรกนิโคลโบกมือเรียกให้มานั่งใกล้ ๆไมค์เดินตามเธอไปนั่งที่นั่งซึ่งว่างอยู่ด้านหลังเธอ ในขณะที่แคธรีนเลือกนั่งตรงใกล้ประตูทางออก
นิโคลยื่นเอกสารที่แจกในห้องให้เธอแล้วกระซิบว่า คลาสต่อไปเตรียมพรีเซนต์งานที่อาจารย์ให้ทำ ก่อนจะหยิบงานของตัวเองขึ้นมาโชว์เพ้นท์ยิ้มขำกับความขี้อวดของเพื่อนสาวแล้วหันมานั่งฟังอาจารย์บรรยายต่ออย่างตั้งใจ
พักกลางวันเธอ นิโคลและโอลิเวอร์ เลือกทานอาหารกลางวันกันที่โรงอาหารของวิทยาลัยเพื่อจะได้มีเวลาเตรียมข้อมูลสำหรับพรีเซนต์งานใน่บ่าย
เพ้นท์วาดวิมล ศิลป์กมล หญิงสาวชาวไทยที่ได้รับโอกาสอันดีหลังจากที่เธอได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดออกแบบชุดแต่งงานนานาชาติ ในโครงการของสถาบันออกแบบนานาชาติ IFA และสถานทูตฝรั่งเศสเพื่อเฟ้นหานักออกแบบรุ่นใหม่ ภายใต้ชื่อโครงการ Young Designer WeddingDress Awards. เพื่อเข้ารับทุนการศึกษาต่อในสถาบันแห่งนี้ ณประเทศฝรั่งเศสเป็เวลา 4 เดือน ซึ่งก่อนหน้านี้เธอคือดีไซน์เนอร์ประจำร้านเวดดิ้งสตูดิโอแห่งหนึ่งและได้รับโอกาสจากเ้าของร้าน ให้เธอออกแบบชุดแต่งงานเพื่อเข้าประกวด โดยให้การสนับสนุนทุกอย่างจนเธอได้มาถึงวันนี้
เพ้นท์หลงใหลในแฟชั่นฝรั่งเศสโบราณมานานแล้วโดยเฉพาะแฟชั่นใน่ก่อนาโลกครั้งที่ 1 ซึ่งมีความอ่อนหวานของลูกไม้มีความฟูฟ่องของกระโปรง มีการจับจีบ อัดพลีทการนำแฟชั่นฝรั่งเศสโบราณมาผสมผสานกับความเป็ไทยในชุดแต่งงานที่เธอนำเข้าประกวดเป็ที่ถูกอกถูกใจกรรมการชาวฝรั่งเศสเป็อย่างมากทำให้เธอสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้อย่างไม่มีข้อกังขา
นอกจากรางวัลเงินสดและชื่อเสียงของสตูดิโอที่โด่งดังขึ้นมาเพียงชั่วข้ามคืนแล้วเธอยังได้รับทุนการศึกษาต่อในด้านการออกแบบแฟชั่นดีไซน์ที่นี่ และมีที่พักให้ฟรี ซึ่งที่พักก็อยู่ห่างจากสถาบันที่เธอเรียนไม่มาก และแม้จะต้องพักร่วมกับเพื่อนสาวชาวเวียดนามที่ได้รับทุนเช่นเดียวกันเธอแต่ก็ไม่เป็ปัญหา เมื่อแลกกับประสบการณ์ที่เธอจะได้อยู่ในเมืองหลวงแห่งแฟชั่นได้เจอกับบุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อวงการแฟชั่นทั่วโลก และได้ทำเวิร์กชอปกับเพื่อน ๆในคลาส ซึ่งหาโอกาสอย่างนี้ไม่ได้ง่าย ๆ
หลังจากพรีเซนต์ผลงานที่อดตาหลับขับตานอนนั่งทำจนถึงตีสามและผลงานออกมาเป็ที่น่าพอใจ ด้วยคะแนน Excellent หญิงสาวเดินยิ้มออกมาจากห้อง ในขณะที่นิโคลเดินหน้าบูดออกมาด้วยคะแนนที่ได้เพียงGood
“ไม่ยุติธรรมเลยงานฉันมันน่าเกลียดมากหรือไง ทำไมอาจารย์ให้คะแนนฉันแค่นี้เอง”
“คิดมากน่างานเธอนะดีมาก ฉันยังชอบเลย” เพ้นท์ยกมือขึ้นกอดคอเพื่อนอย่างให้กำลังใจ
“ฉันก็ชอบ”โอลิเวอร์ ชายหนุ่มผู้สนใจเพศเดียวกันหันมาบอกให้กำลังใจเพื่อน
“ฉันอยากให้อาจารย์ชอบงานฉันเหมือนพวกเธอ”นิโคลบ่นด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
“ไปหาอะไรกินกันฉันเลี้ยงเอง” เพ้นท์บอกกับเพื่อนทั้งสองพลางกระชับแขนให้แน่นขึ้น
“จริงเหรอไป ไป” เพื่อนสาวเปลี่ยนสีหน้าทันที จับแขนเสื้อเพ้นท์และโอลิเวอร์กึ่งดึงกึ่งลากไปหาอะไรกินกันทันที
“เคบับหรือพิซซ่าดี” หญิงสาวชาวไทยถามขึ้นอย่างเอาใจ เธอเอ่ยถึงอาหารสองสัญชาติ คือ อาหารตุรกีกับอาหารอิตาเลี่ยนที่ชาวปารีเซียงคุ้นเคยกันดี
“เคบับ”ทั้งนิโคลและโอลิเวอร์เอ่ยปากพร้อมกัน
“ok เคบับก็เคบับ” เพ้นท์พยักหน้ารับ
“ไปไหนกันครับ”ไมค์เดินเข้ามาทัก
“อ้าวไมค์ เรียนเสร็จแล้วเหรอ พวกเราว่าจะไปหาอะไรทานกัน ไปด้วยกันมั้ย”เพ้นท์เอ่ยปากชวน ไมเคิลเรียนที่นี่ในสาขาวิชา MBA และเลือกเรียนเพิ่มในสาขาเดียวกับเธอเพื่อนำกลับไปบริหารธุรกิจของครอบครัว มีเพื่อนในคลาสคนหนึ่งเคยบอกว่าธุรกิจของครอบครัวไมค์เป็ธุรกิจด้านการ์เม้นต์ เขาจึงต้องหาความรู้ด้านดีไซน์เพื่อไปบริหารงานต่อ
“ไปซิ”
หลังจากสั่งเคบับกันคนละชิ้นพร้อมกับน้ำอัดลมคนละกระป๋องทั้ง4 คนก็เลือกมานั่งทานอาหารกันบริเวณสวนสาธารณะ ซึ่งเป็สถานที่ ที่หนุ่มสาวชาว ปารีเซียงชอบมานั่งรับแดดอุ่นๆ ก่อนพระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้าไป
“โอลิเวอร์ ฉันทานไม่อิ่มอะ”นิโคลหันมาบอกโอลิเวอร์ เพื่อนหนุ่มหัวใจสาว
“มาบอกฉันทำไมล่ะ”
“พาไปซื้ออีก”
“บอกเ้ามือนู่น”โอลิเวอร์บุ้ยใบ้ไปทางเพ้นท์
“ไม่อิ่มเหรอ”เพ้นท์หันมาถามเพื่อนสาว นิโคลพยักหน้าเร็ว ๆ มองเพื่อนด้วยแววตาอ้อนวอนราวกับแมวน้อย
“เดี๋ยวไปซื้อให้”
“เพนนี่เธอช่างเป็คนดีเหลือเกิน”นิโคลจับมือเธอพร้อมแววตาซาบซึ้ง เล่นใหญ่ละไม่มีใครเกิน “ไม่เหมือนแก” แล้วหันไปแขวะโอลิเวอร์ที่นั่งกินเคบับอยู่ข้างๆ ท่าทาง Noสน No แคร์ พร้อมกับยักไหล่เบา ๆ
“เดี๋ยวผมไปเป็เพื่อนผมก็จะไปซื้อน้ำเพิ่มด้วยเหมือนกัน” ไมค์อาสาเดินไปเป็เพื่อนเธอ เมื่อถึงร้านเคบับ เพ้นท์สั่งของให้นิโคลในขณะที่ไมค์เดินแยกออกไปซื้อน้ำอีกร้านหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับมายืนรอข้าง ๆ
“อีกไม่กี่เดือนคุณก็จะกลับบ้านแล้วนึกแล้วใจหายนะ ผมต้องเรียนที่นี่ต่ออีกตั้งเป็ปี กว่าจะจบ”
“ฉันก็อยากเรียนต่อนะที่นี่มีอะไรให้ฉันเรียนรู้อีกเยอะแยะเลย”
“ก็เรียนต่อซิ”
“แต่ฉันไม่มีเงินมากพอที่จะเรียนต่อเหรอไมค์ นี่ก็ใช้เงินมากแล้ว ต่อให้สถาบันให้เรียนฟรี ให้ที่พักฟรีแต่อย่างอื่นเราก็ต้องจ่ายเอง”
“ถ้าคุณลำบากเื่นั้นผมดูแลคุณได้นะ”
“ไมค์ฉันทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก เงินของครอบครัวไมค์ เราไม่ได้เป็อะไรกัน”
“ก็เป็ซะซิ”
“......”เพ้นท์หันควบมองเพื่อนหน้าตาตื่น ไม่คิดว่าเขาจะให้คำตอบแบบนี้
“Baby จำที่ผมเคยถามคุณตอนงานเลี้ยงวันเกิดผมได้ไหม”ไมค์หันมาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงจริงจังหยิบปอยผมที่หลุดออกมาเหน็บเข้าที่ข้างหูของเธออย่างอ่อนโยน
ย้อนกลับเมื่อเดือนแรกที่เธอมาเรียนที่นี่มีวันหนึ่งตรงกับวันเกิดอายุครบ 28 ปี ของไมค์ เขาจัดปาร์ตี้ที่อะพาร์ตเมนต์ส่วนตัวของเขาชวนเพื่อนในคลาสไปกันหลายคน เธอ นิโคล และโอลิเวอร์ก็ไปด้วยทำให้เธอได้รู้จักที่พักของเขา และพอจะรู้ถึงฐานะทางการเงินของเขาอยู่บ้าง
วันนั้นไมค์ขอเธอเป็แฟนด้วยความที่ไม่เคยมีแฟนมาก่อนจนถึงป่านนี้ และไม่ได้เตรียมความรู้สึกมาก่อน เธอจึงทำตัวไม่ถูกไม่รู้จะตอบเขายังไง เพราะไม่เข้าใจว่าความรักมันต้องเป็แบบไหนและที่สำคัญเธอคิดว่าเขาเมา เลยไม่ได้ให้คำตอบอะไร ไม่คิดว่าเขาจะยังรอคำตอบอยู่จนถึงวันนี้
“เคบับของคุณได้แล้ว”เ้าของร้านบอกกับเธอ เพ้นท์ยื่นเงินให้แล้วรับของกลับมา
ระหว่างทางที่ทั้งสองเดินออกจากร้านมาไมค์จับมือเธอ แล้วบอกว่า “ผมรอคำตอบอยู่นะ”
“ไมค์ฉันขอเวลา เอาเป็ว่าคริสต์มาสนี้ ฉันจะให้คำตอบนะ” เพ้นท์เอ่ยปากขึ้น หลังจากคิดทบทวนเพราะกว่าจะถึงวันคริสต์มาสก็อีกหลายวันเธอน่าจะมีเวลาได้ทบทวนความรู้สึกของตัวเองได้
“ได้”เขาบอกกับเธอ พลางยกมือของเธอขึ้นมาจูบเบา ๆ หญิงสาวสะดุ้ง ไม่คิดว่าจะโดนจู่โจมแบบนี้
ที่ปารีสอาจมองเื่นี้เป็เื่ปรกติเหมือนการ บิซู การทักทายแบบแก้มชนแก้มของชาวฝรั่งเศสที่บางทีก็มีการแอบหอมแก้มด้วย ซึ่งเป็เื่ธรรมดาแต่ยังไงสาวไทยอย่างเธอก็ยังไม่รู้สึกคุ้นชินอยู่ดี
“เพนนี่ใจดีที่สุดเลย”นิโคลวิ่งมารับเคบับจากมือเธอ ด้วยความร่าเริง ผิดกับตอนเดินออกมาจากห้องพรีเซนต์งานราวกับคนละคน
“กินเข้าไปเยอะๆ เลย จะได้ตัวเท่าหมี” โอลิเวอร์ว่าให้อย่างหมั่นไส้
“โปรเจกต์ก่อนจบเธอวางไว้ว่ายังไงนะเพนนี่”โอลิเวอร์หันมาถามเธอ
“ยังสรุปไม่ได้อยากทำเยอะไปหมด อยากทำทุกอย่างเลย”
“แบ่งให้มันสักอันซิ”นิโคลบอกพลางชี้ไปที่โอลิเวอร์
“ไม่ต้องฉันคิดเองได้” โอลิเวอร์หันมาต่อปากต่อคำ
“เชอะคอนเซ็ปต์ทหารโรมันนะเหรอ” นิโคลเบะปากใส่อย่างหมั่นไส้
“ก็ดีกว่าคอนเซ็ปต์สัตว์ป่าบนผืนป่าเคนยาก็แล้วกันน่า”
“ทำไมป่าเคนยาไม่ดีตรงไหน”
“จ้าฉันอยากเห็นชุดลายเสือของเธอจริง ๆ” โอลิเวอร์บอกพลางกางกรงเล็บเป็เสือทำท่าข่วนเพื่อนสาวอย่างสนุกสนาน
“แน่นอนว่ามันต้องไม่ใช่เสือธรรมดามันต้องเป็เสือสาวสุดเซ็กซี่”นิโคลบอกพลางโพสต์ท่าเซ็กซี่ตอบ
“โอ๊วฉันชักอยากเห็นโปรเจกต์เธอแล้วซิ” โอลิเวอร์กลั้นขำจนน้ำตาเล็ด
“ฉันว่าจะไปหาข้อมูลเพิ่มฉันรู้สึกงานของฉันมันเรียบเกินไป” เพ้นท์เอ่ยปากขึ้นบ้าง ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้เธอคิดว่าจะเลือกผ้าไหมมัดหมี่จากเมืองไทยมาตัดเย็บชุดส่งอาจารย์และได้ฝากให้แม่ที่เมืองไทยส่งผ้าไหมข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้เรียบร้อยแล้ว
“เรียบหรูต่างหาก”นิโคลแย้งขึ้น “Minimalนะแก” นิโคลเคยเห็นงานของเธอมาบ้างสาวปารีเซียงต้องยอมรับว่าเพื่อนสาวไทยคนนี้มีความสามารถด้านออกแบบไม่น้อยแต่ยังขาดความมั่นใจในตัวเองไปหน่อย และนั่นคือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับนักออกแบบเสื้อผ้า
“เสาร์นี้ไปหอไอเฟลกัน”เพ้นท์เอ่ยปากขึ้น
“ฉันเห็นมันทุกวันเลยนะ”นิโคลบอกเบื่อ ๆ พลางเคี้ยวเคบับตุ้ย ๆ
บ้านของนิโคลอยู่ห่างจากหอไอเฟลไม่ไกลเรียกได้ว่ามองออกจากห้องนอนของเธอก็จะเจอกับโครงสร้างอันยิ่งใหญ่ของหอไอเฟลสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของฝรั่งเศสได้เลยทีเดียว คนอื่นอาจตื่นเต้นกับโครงเหล็กสีดำอันนั้นแต่นิโคลกลับเฉย ๆ
“ก็มันอยู่หน้าบ้านเธอนี่”เพ้นท์เหน็บให้
“ไปถึงแล้วโทรหาละกันเดี๋ยวออกไปเป็เพื่อน” นิโคลใช้หัวไหล่ดันไหลเพ้นท์เบา ๆ
“โอเค”เพ้นท์พยักหน้าเบา ๆ
ทั้งสี่คนต่างแยกกันกลับที่พักของตัวเองหลังจากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ส่วนไมค์เดินมาส่งเธอจนถึงอะพาร์ตเมนต์ระหว่างทางทั้งสองพูดคุยกันเหมือนกำลังเริ่มทำความรู้จักกันมากขึ้น
เพ้นท์หยุดยืนอยู่หน้าอะพาร์ตเมนต์เธอไม่สะดวกที่จะให้เขาขึ้นไปบนห้องเพราะเธอไม่ได้อยู่คนเดียวและเร็วเกินไปที่จะชวนคนที่เพิ่งรู้จักให้เข้าไปในพื้นที่ส่วนตัว
“ถึงแล้ว...ขอบคุณมากนะที่มาส่ง”
“ยินดีครับผมรอคำตอบของเพ้นท์อยู่นะ”
เธอส่งยิ้มให้เขาบางๆไมค์เอื้อมมือมากุมมือเธอเอาไว้ หญิงสาวมองตามด้วยความหวาดๆ แม้จะอยู่ฝรั่งเศสมาสักพักและเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวตะวันตกมาบ้างแต่เธอก็ยังไม่ชินกับความถึงเนื้อถึงตัวของคนที่นี่อยู่ดีเมื่อเห็นสายตาของหญิงสาวมองมาที่มือของเขา ไมค์จึงค่อย ๆ ปล่อยมือออกอย่างนึกเสียดาย
“ผมเข้าใจนะผมเคยมีเพื่อนคนไทยเพื่อนผมบอกว่าคนไทยให้ความสำคัญกับเื่พวกนี้มาก”
“ใช่ขอบคุณนะที่เข้าใจเพ้นท์” เธอขอบคุณเขาก่อนจะบอกลาเขาเข้าที่พัก
ในขณะที่กำลังจะไขกุญแจห้องประตูห้องพักก็ถูกเปิดออกมาจากด้านใน แคธรีนที่แต่งตัวสวยผลักประตูห้องออกมาพอดี
“อ้าวกลับมาแล้วเหรอคืนนี้ฉันไม่กลับห้องนะ” แคธรีนบอกก่อนจะเดินจากไป เพ้นท์มองตามเพื่อนสาวรูมเมตคนสวยที่เดินห่างออกไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมของน้ำหอม Chanel no.5 เอาไว้ต่างหน้า
