ตอนที่ 4: แคปซูลทองและการจุติของนางสิงห์
คลื่นกระแทกสีดำพุ่งเข้าใส่น้ำมนต์และโมนาด้วยความแรงมหาศาล น้ำมนต์รีบดึงร่างโมนาเข้ามาหลบด้านหลังตัวเขา
"เฮ้ยๆ! อยากหล่อแต่ดันไม่มีเกราะเนี่ยนะ? อยากจะตายเร็วนักหรือไง เอานี่ไป! ฟิลด์ป้องกันอนุภาค!" เอเต้บ่นอุบในหัวน้ำมนต์ ก่อนจะขยายพลังงานจากหน้าอกของน้ำมนต์ออกมาเป็ม่านพลังงานสีฟ้าจางๆ กันคลื่นกระแทกไว้ได้หวุดหวิด
"น้ำมนต์ นายมีพลังวิเศษเหรอ?" โมนาถามเสียงหลง เธอเริ่มรู้สึกว่าเพื่อนร่วมรุ่นคนนี้มีความลับซ่อนอยู่เยอะเกินไป ถึงกับขนาดคิดว่าคนที่ยืนอยู่นี่ใช่คนหรือเปล่า
"ผม... เอ่อ... จะพูดยังไงดีเอาจริง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ที่แน่ๆ มันเกี่ยวกับไอ้ลูกบอลเมื่อกี๊แน่ๆ น่ะครับ!" น้ำมนต์ตอบพลางพยายามตั้งสติกับเสียงนกเสียงกาในหัว
การต่อสู้เริ่มทวีความรุนแรง น้ำมนต์ใช้มวยไทยผสมอาคมไล่หวดฝูงหมาป่าจนพวกมันเริ่มล่าถอย แต่ในจังหวะที่น้ำมนต์กำลังปิดบัญชีตัวสุดท้าย เขาสังเกตเห็นหมาป่าตัวหนึ่งที่หมอบซุ่มอยู่ด้านข้าง มันไม่ได้จ้องมาที่เขา แต่มันจ้องไปที่โมนา!
"โมนา ระวัง!"
สัตว์ร้ายพุ่งใส่เธอด้วยความเร็วสูงสุด โมนาใช้สัญชาตญาณนักกีฬาเทควนโด้สายดำทีมชาติ ะโหลบและเตะสวนกลับเข้าที่ลำตัวของมันเต็มแรง แรงเตะของเธอทำให้หมาป่ากระเด็นไปชนกับกองเศษเหล็กข้างทาง ซึ่งตรงนั้นมี 'แคปซูลแก้วสีทอง' วางอยู่
เพล้ง!
แคปซูลนั้นแตกออก สารเหลวสีทองข้างในระเหยกลายเป็ไอพุ่งเข้าหาโมนาอย่างรวดเร็ว เธอพยายามจะปัดป้องแต่มันกลับซึมซับเข้าสู่ิัของเธออย่างรวดเร็วทันที ร่างกายของโมนาเริ่มสั่นะเื ความร้อนมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบตัวเธอบิดเบี้ยว เธอล้มลงพร้อมกับดิ้นไปมาตัวของเธอค่อยๆ ขยายขึ้น แล้วก็ซูบลงเหมือนใครกำลังสูบลมเข้าไปแล้วปล่อยออก เส้นเืปูดโปนเมือนจะทะลุเนื้อหนังออกมา เสื้อผ้าของเธอเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อที่ไหลออกมามากกว่าปรกติ
"โมนา! เธอเป็อะไรไหม?" น้ำมนต์รีบวิ่งเข้าไปหาด้วยความเป็ห่วงแล้วรีบประคองเธอแต่ก็ต้องรีบปล่อยลงเพราะความร้อนที่อยู่ในตัวเธอสูงเสียจนน้ำมนต์ไม่สามารถจับได้
"อื้อฮือ! ยัยนี่มันโชคดีชะมัด!" เอเต้ร้องขึ้นในหัวน้ำมนต์ "นั่นมันสาร 'จีโนม-X' ระดับตำนานเลยนะนั่น มันจะเข้าไปรีเซตเซลล์ในร่างกายใหม่หมด คอยดูนะ พ่อหนุ่มมวยวัด นายกำลังจะได้เห็นซูเปอร์วูแมนของจริงแล้วล่ะ!"
เวลาผ่านไปมากกว่าครึ่งชั่วโมงน้ำมนต์อยู่ใกล้ๆ ไม่ห่างจากเธอและมองดูการเปลี่ยนแปลงของโมนาอย่างกระวนกระวาย ซักพักหลังจากที่อาการเดี๋ยวพองเดี๋ยวหุบหยุดลงพร้อมกับความร้อนที่จางลงจนรู้สึกได้ โมนาเงยหน้าขึ้นมา แววตาของเธอเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง รูม่านตาของเธอหดเล็กลงเหมือนสัตว์นักล่า าแถลอกตามแขนขาของเธอสมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วจนไม่เหลือรอยแผลเป็ เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง และดูเหมือนความสูงของเธอจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจนเกือบเท่าระดับน้ำมนต์
หมาป่าหกขาอีกสามตัวที่ตามกลิ่นของพวกมันมาสักพักจนถึงที่สองคนอยู่พวกมันเห็นเหยื่อดูอ่อนแอยืนอยู่โดยที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่พวกมันจึงพุ่งเข้าใส่พร้อมกัน แต่คราวนี้...
ฟุบ!
โมนา หายไปจากสายตาของน้ำมนต์ เธอมีความเคลื่อนที่ไวกว่าที่สายตามนุษย์จะมองทัน เธอไปปรากฏตัวอยู่กลางกลุ่มหมาป่าและรัวลูกเตะที่หนักหน่วงราวกับค้อนปอนด์เข้าใส่พวกมันจนร่างสลายกลายเป็ละอองเืในพริบตา
"ความเร็วการตอบสนองเร็วขึ้น 50 เท่า... แรงปะทะระดับรถสิบล้อ... แถมยังรักษาแผลเองได้อีก ยัยนี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ!" เอเต้บรรยายสรรพคุณพลางแซะน้ำมนต์ต่อ "ส่วนนายน่ะเหรอ... ก็แค่เด็กวัดที่ต้องพึ่งพาสมองกลสุดหล่ออย่างข้ายังไงล่ะ!"
น้ำมนต์ยืนอ้าปากค้างมองโมนาที่ตอนนี้ยืนอยู่ท่ามกลางซากสัตว์อสูร เธอหันมายิ้มแห้งๆ ให้เขา "น้ำมนต์... ฉันรู้สึกเหมือน... ฉันสามารถเตะตึกพังได้เลยล่ะ"