Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 47 เมืองวินเซน

    ตอนที่ 47 เมืองวินเซน

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     

     

     

    ความจริงความคิดของเมอร์ลินก็ไม่ได้ผิด นั่นเพราะคนที่มาใช้งานสถานที่แห่งนี้มีแต่คนร่ำรวยจริงๆ มันจะมีน้อยมากที่คนฐานะธรรมดาจะมาที่นี่ เพราะค่ายใช้จ่ายในการใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายนั้นไม่น้อยเลยทีเดียว 

     

    ด้านใต้แท่นหินค่ายกลเคลื่อนย้ายเหล่านี้ถูกฝังด้วยผลึกเวทขนาดใหญ่ ในทุกครั้งที่ใช้มันจะดึงพลังงานมหาศาลจากผลึกเวทชิ้นนั้นออกมา ดังนั้นผลึกเวทจึงเป็นของสิ้นเปลืองที่ใช้แล้วหมดไป มิหนำซ้ำการจะเปลี่ยนผลึกเวทในค่ายกลแต่ละครั้งก็มีค่าใช้จ่ายที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน เพราะแบบนี้การเคลื่อนย้ายผ่านค่ายกลจึงไม่ใช่อะไรที่คนทั่วไปจะใช้ได้

     

    แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีติดตั้งในทุกๆ เมือง เพราะมันคือการเมืองของประเทศ

     

    เพื่อให้ผู้คนทั่วดินแดนมหาทวีปแห่งนี้ได้รับรู้ว่าประเทศของตนเองมีความก้าวหน้าและทันสมัยมากเพียงใด การขนส่งที่เป็นหน้าเป็นตาแบบนี้ต่อให้ไม่ได้ใช้หรือนานๆ ใช้ครั้งก็ต้องติดตั้งไว้เพื่อเป็นหน้าตาของประเทศ

     

    ร้อยประเทศในมหาทวีปล้วนเป็นเช่นนี้ เพราะการแข่งขันด้านความก้าวหน้าแบบนี้จึงทำให้แต่ละประเทศเร่งสร้างทรัพยากรบุคคล โดยจัดตั้งมหาวิทยาลัยเวทมนตร์และโรงเรียนเวทมนตร์ไว้ในแต่ละเขตของการปกครอง

     

    ระบบการปกครองของแต่ละประเทศนั้นจะคล้ายๆ กัน ซึ่งในแต่ละประเทศจะแบ่งเป็นเขต ย่อยต่อมาเป็นเมือง แล้วเป็นหมู่บ้าน เป็นเช่นนี้เหมือนกันหมดยกเว้นแค่ “อาคาเดมี” ประเทศที่เป็นที่ตั้งของสภาเวทมนตร์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

     

    อาคาเดมีแม้จะเป็นประเทศ แต่กลับเป็นประเทศที่มีพื้นที่เล็กที่สุดและมีเพียงหนึ่งเมืองเท่านั้น นั่นคืออาคาเดมี 

     

    แม้อาคาเดมีจะเป็นเพียงประเทศเล็กๆ แต่กลับเป็นเมืองศูนย์กลางของมหาทวีปนี้ เพราะมันเป็นที่ตั้งของ “สภาเวทมนตร์” ศูนย์รวมวิวัฒนาการและความเจริญรุ่งเรืองที่สุดของมหาทวีปแห่งนี้

     

    เมอร์ลินคิดเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ตนเองอ่านเจอในหนังสือ จนเมื่อรู้สึกตัวอีกทีตนเองก็ไปโผล่ที่หน้าทางออกของประตูบานใหญ่หอคอยเคลื่อนย้ายเสียแล้ว

     

    “โห นี่หรอครับเมืองวินเซน!” เมอร์ลินกล่าวออกมาอย่างเสียงดัง แน่นอนว่าท่าทางของเขาในตอนนี้ดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

     

    ภาพที่เขาเห็นคือเมืองใหญ่ที่มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่มากมายละลานตา ถนนกว้างที่ปูด้วยหินศิลาแข็งแกร่ง สถาปัตยกรรมของสิ่งก่อสร้างที่แปลกตา และผู้คนที่แต่งตัวสะอาดสะอ้านดูมีอันจะกินเดินขวักไขว่

     

    นี่เป็นครั้งแรกที่เมอร์ลินได้เห็นอะไรแบบนี้ ซึ่งความจริงแล้วตั้งแต่เกิดมาเขาก็ไม่เคยออกจากหมู่บ้านเลยด้วยซ้ำและสถานที่ที่เขาเคยอยู่แต่ละแห่งก็ช่างสันโดษไม่ใช่เมืองใหญ่แบบนี้

     

    ชายชราที่เห็นท่าทางตื่นเต้นของเมอร์ลินก็ยิ้มออกมา

     

    “ดูเธอจะชอบเมืองนี้มาก ถ้าเธอได้เห็นเมืองหลวงออโรร่าคงไม่ตกใจตายไปเลยเหรอ?” ศาสตราจารย์ออสตินเอ่ยแซว

     

    เมอร์ลินยกมือขวาขึ้นมาเกาท้ายทอยอย่างเขินๆ

     

    “เมืองหลวงออโรร่าใหญ่โตกว่านี้อีกหรอครับ?” เมอร์ลินเอ่ยถาม

     

    “ใช่ เมืองวินเซนแม้จะเป็นเมืองใหญ่ของเขตสาม แต่ก็ยังเป็นเมืองรองของประเทศออโรร่า”

     

    “แสดงว่ายังมีเมืองใหญ่แบบนี้อีกเจ็ดที่ใช่ไหมครับ?”

     

    ชายชราส่ายศีรษะและกล่าว “ไม่หรอก อีกสิบที่ต่างหาก นอกจากเมืองหลวงแล้วยังมีเมืองใหญ่แบบนี้อีกสิบแห่งในเจ็ดเขตของประเทศออโรร่า”

     

    “อ๋อ แบบนี้นี่เอง”

     

    “เพราะแบบนี้ไงเธอควรเข้าเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ก่อน เพราะความรู้พื้นฐานของเธอยังไม่แม่น แต่ไม่เป็นไรไว้หลังจากที่พวกเราเสร็จธุระจากเทศบาลเมืองแล้ว ฉันจะพาเธอไปห้องสมุดของเมืองเอง”

     

    “ที่เมืองนี้ก็มีห้องสมุดหรอครับ”

     

    “มีสิ ในทุกๆ เมืองนั้นมีห้องสมุดทุกแห่ง นั่นเพราะนี่เป็นยุควิชาการก้าวหน้า ผู้นำแต่ละประเทศส่งเสริมการเรียนรู้ ต้องการผลิตทรัพยากรบุคคลให้ได้มากที่สุดเพื่อพัฒนาประเทศ พวกเขาเลยส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนมีความรู้กันถ้วนหน้า ห้องสมุดเมืองก็เป็นหนึ่งในนโยบายนี้”

     

    เมอร์ลินที่ได้ฟังก็ยิ่งรู้สึกอึ้งกับความก้าวหน้าทางความคิดของผู้นำ

     

    “เพราะมีคนมีความรู้อยู่มาก เมืองถึงได้มีการพัฒนาแบบนี้ใช่ไหมครับ?”

     

    “ถูกต้องแล้ว” ชายชราพยักหน้าและยิ้ม

     

    ระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกันอยู่นั้นเอง จู่ๆ ก็มีรถม้ามาจอดอยู่ตรงหน้าพวกเขา

     

    สารถีในชุดสุภาพเดินลงมาและใช้มือแตะกลางอกโค้งเคารพให้กับคนทั้งสอง

     

    “ยินดีที่ได้พบครับท่านมหาปราชญ์ออสติน ผมมาร์เทล คุณเกรย์จอยส่งผมให้มารับใช้พวกคุณขอรับ”

     

    เมื่อได้ยินดังนั้นชายชราอดที่จะหันกลับไปด้านหลังไม่ได้แล้วส่ายศีรษะไปมา

     

    “เจ้าหนูเกรย์จอยนี่ช่างวุ่นวายเสียจริง” แม้เขาจะกล่าวด้วยคำพูดแบบนี้แต่ใบหน้าของเขาก็ยังประดับไปด้วยรอยยิ้ม

     

    “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนคุณด้วย”

     

    “ด้วยความยินดีขอรับ”

     

    “ขึ้นรถเถอะเมอร์ลิน” ชายชรากล่าวกับเด็กน้อย

     

    “ครับ”

     

    เมอร์ลินถูกชายชราจูงขึ้นรถม้า

     

    มาร์เทลมองเด็กน้อยผู้มีดวงตาและเรือนผมสีเงินอย่างชื่นชม ท่าทางกิริยาของเด็กน้อยคนนี้ดูสงบนิ่งและให้ความรู้สึกเหมือนผู้ทรงภูมิเช่นเดียวกับชายชรา

     

    “สงสัยจังว่าเด็กคนนี้เป็นใคร ทำไมเขาถึงมากับท่านมหาปราชญ์” มาร์เทลกล่าวพึมพำ

     

    ก่อนที่เขาจะขึ้นไปประจำหน้าที่สารถี

     

    “ไม่ทราบว่าท่านมหาปราชญ์ต้องการไปที่ไหนขอรับ?” เสียงของมาร์เทลเอ่ยขึ้น

     

    “รบกวนไปส่งฉันที่เทศบาลเมือง”

     

    “ได้ขอรับ”

     

    แล้วรถม้าที่พวกเขานั่งก็เคลื่อนตัวออกไป

     

    ชายชราสังเกตใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเมอร์ลินจึงเอ่ยปาก

     

    “ถามออกมาเถอะ” เขากล่าวอย่างยิ้มๆ

     

    เขาอยู่กับเด็กคนนี้มานาน ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเด็กน้อยนั้นคันปากอยากถามเต็มแก่แล้ว แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมามีแค่พวกเขาแค่สองคน เด็กน้อยจึงกล้าพูดกล้าถาม ตอนนี้มีคนอื่นอยู่ด้วยเด็กน้อยจึงเงียบปาก

     

    เมื่ออยู่กันสองต่อสองในรถม้าแล้ว เด็กน้อยก็พยักหน้าแล้วเอ่ยถามทันที

     

    “ศาสตราจารย์ ในเมื่อปัจจุบันมีเทคโนโลยีการใช้หินเวทที่ทันสมัยขนาดนี้ทำไมพวกเขาถึงไม่ทำอุปกรณ์เวทที่เคลื่อนที่ได้? ทำไมพวกเขาถึงยังไงการขนส่งที่ล้าหลังแบบนี้อีก?”

     

    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็นคำถามที่ดี” ชายชรากล่าวชื่นชม แล้วเอ่ยต่อ “ปัญหาก็คือหินเวทยังไงล่ะ”

     

    “หินเวท?” เมอร์ลินทำหน้างง เขาไม่เข้าใจคำตอบของชายชรา